Admin

  • Art

    กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์” ถ่ายทอดความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และมรดกวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม

    ชมนิทรรศการเรือพระราชพิธีครบทั้ง 52 ลำ พร้อมเรียนรู้บทบาทของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธี
    เพื่อเตรียมรับชมพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน
    โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำหนดจัดงาน “นิทรรศการ สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความสำคัญ และความงดงามของขบวน พยุหยาตราทางชลมารค หนึ่งในโบราณราชประเพณีที่ทรงคุณค่าและสะท้อนเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของ ชาติไทย ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ศึกษาและชื่นชมอย่างใกล้ชิด

    ในพิธีเปิดนิทรรศการวันที่ 29 กันยายน 2569 ได้รับเกียรติจาก พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2569 เป็นประธานในพิธี โดยมี พลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง ประธานคณะกรรมการจัดงานเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี (คตร.), คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และผู้ทรงเกียรติจากกองทัพเรือ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนผู้มีส่วนร่วมในการจัดงาน เข้าร่วมพิธี พร้อมชมนิทรรศการขบวนพยุหยาตรา และการแสดงเห่เรือจากกองทัพเรือ

    พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค นับเป็นพระราชพิธีสำคัญที่รวบรวมศาสตร์และศิลป์อันวิจิตรของชาติไทยไว้ทั้งด้านประวัติศาสตร์ งานช่างศิลป์ ขนบธรรมเนียมราชประเพณี ตลอดจนภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2569 พระราชพิธีครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 และมีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ ทำหน้าที่เป็นเรือประธานในริ้วขบวน อันเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความงดงามและความรุ่งเรืองของมรดกวัฒนธรรมไทยสู่สายตาประชาชนชาวไทยและนานาชาติ

    นายไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยาม ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการเป็นเวทีแห่งการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก เราเชื่อว่าความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้เกิดจากความงดงามของสถานที่หรือความทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาที่สั่งสมและสืบทอดมาอย่างยาวนาน ไอคอนสยามจึงยึดมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานและส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้สู่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้คนไทยได้ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง และเพื่อให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้เห็นถึงคุณค่าและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศไทย”

    OLYMPUS DIGITAL CAMERA

    “นิทรรศการครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงเรื่องราวของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เข้าใจคุณค่าของโบราณราชประเพณี และตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมชื่นชมพระราชพิธีสำคัญที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 และร่วมภาคภูมิใจในมรดกอันทรงคุณค่าของชาติไทยที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดอย่างงดงามจนถึงปัจจุบัน”

    ไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการ คือส่วนจัดแสดง “ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีจำลอง” ซึ่งจัดแสดงโมเดลเรือพระราชพิธี 52 ลำ ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตงดงาม จัดเรียงในรูปแบบประเภทและหน้าที่ของเรือพระราชพิธี พร้อมเนื้อหาประวัติความเป็นมาของเรืออย่างละเอียดครบถ้วน เพื่อเรียนรู้บทบาท หน้าที่ และความสำคัญของเรือแต่ละประเภทในริ้วขบวน ตลอดจนชื่นชมความประณีตงดงามของศิลปกรรมไทยที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงบนเรือพระราชพิธีแต่ละลำ

    นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังนำเสนอเรื่องราวของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธีปี 2569 ซึ่งได้รับการอัญเชิญให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเรือสำคัญหลักในริ้วขบวน ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งทรงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินประทับตลอดเส้นทางทางน้ำ, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ทำหน้าที่อัญเชิญผ้าพระกฐินไปในริ้วขบวน, เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรองสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งทรงสำรอง โดยเรือแต่ละลำล้วนมีบทบาทสำคัญและสะท้อนคุณค่าของราชประเพณีไทยที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    OLYMPUS DIGITAL CAMERA

    ผู้เข้าชมยังจะได้ชื่นชม เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง ความยาว 15 เมตร พร้อมสื่อมัลติมีเดีย วิดีทัศน์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่จะช่วยถ่ายทอดประวัติความเป็นมา ความสำคัญของพระราชพิธี และเรื่องราวเบื้องหลังเรือพระราชพิธีแต่ละลำ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความประทับใจต่อมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ

    ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม “นิทรรศการ สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 จะมีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ให้ประชาชนได้ร่วมรับชมและเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของชาติไทย พร้อมร่วมภาคภูมิใจในความงดงามของโบราณราชประเพณีที่ได้รับการสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com

  • Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล คว้า 56 กุญแจมิชลิน จากโรงแรมในเครือทั่วเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน)

    โรงแรม 44 แห่งได้รับการยกย่องในด้านความเป็นเลิศด้านการบริการและการออกแบบ จากงานประกาศรางวัล MICHELIN Key Awards ปี 2569

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) มีความยินดีที่จะประกาศว่า โรงแรม 44 แห่งในเครือฯ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ได้รับกุญแจมิชลิน (MICHELIN Keys) รวมทั้งสิ้น 56 ดอก จากงานประกาศรางวัลระดับโลก MICHELIN Key Awards ประจำปี 2569 ที่ผ่านมา ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของแมริออท ที่มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์การบริการอันโดดเด่น ซึ่งมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น การออกแบบที่เป็นนวัตกรรม และความเป็นเลิศในการให้บริการด้วยความจริงใจ

    โครงการรางวัล MICHELIN Key Awards มีการประกาศผลไปเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ซึ่งในปัจจุบันรางวัลดังกล่าวครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และตลาดใหม่อีกเกือบ 100 แห่ง โดยมีโรงแรม 44 แห่งของแมริออทในภูมิภาคเหล่านี้ที่ได้รับรางวัล ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้รับสถานะ 1 กุญแจมิชลิน ในขณะที่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน นิกโกะ (The Ritz-Carlton, Nikko), บุลการี รีสอร์ท บาหลี (Bvlgari Resort Bali), อินิอาลา บีช เฮาส์ สมาชิกของดีไซน์ โฮเทลส์ (Iniala Beach House, a Member of Design Hotels) และ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน นิกโกะ ได้รับเกียรติในระดับ 2 กุญแจ และมีโรงแรมระดับหรูที่โดดเด่นอีก 4 แห่งที่คว้าตำแหน่งสูงสุดระดับ 3 กุญแจมิชลิน ได้แก่ บุลการี โฮเต็ล โตเกียว (Bvlgari Hotel Tokyo) โรงแรม เดอะ มิตซุย เกียวโต ลักชัวรี คอลเลกชัน โฮเทล แอนด์ สปา (HOTEL THE MITSUI KYOTO, a Luxury Collection Hotel and Spa) มันดาปา เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve) โรงแรมที่ได้รับเกียรติทุกแห่งต่างเป็นตัวแทนของปรัชญาแบรนด์ ในการสร้างสรรค์พื้นที่ที่การออกแบบอันใส่ใจผสานเข้ากับการเชื่อมโยงที่แท้จริงกับผู้เข้าพัก

    “ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำความเชื่อของเราว่า โรงแรมที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงที่พัก แต่ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมในตัวเอง” ราจีฟ เมนอน (Rajeev Menon) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “ทั่วทั้งภูมิภาค ทีมงานของเราได้รังสรรค์ประสบการณ์อันโดดเด่นที่เคารพต่อประเพณีท้องถิ่น พร้อมมอบบริการอันประณีตที่แขกของเราคาดหวัง ขอบคุณที่ผู้ตรวจสอบมิชลินที่ได้เล็งเห็นถึงความทุ่มเทของโรงแรมทั้ง 44 แห่งนี้ และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานให้กับการบริการต่อไป”

    รางวัล MICHELIN Key Awards ประเมินโรงแรมโดยใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดเช่นเดียวกับคู่มือแนะนำด้านอาหารระดับมิชลิน (MICHELIN Guide) โดยมีการตัดสินจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ วิสัยทัศน์ทางสถาปัตยกรรม ความสม่ำเสมอของการบริการ ข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้เข้าพัก และความสามารถในการสร้างความประทับใจที่ไม่รู้ลืม การได้รับรางวัลสะท้อนถึงคุณสมบัติของโรงแรมที่แสดงออกถึงความเชี่ยวชาญในทุกๆ ด้านเหล่านี้

    default

    รายชื่อโรงแรมในเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ MICHELIN Key Awards ในปีนี้ มีดังนี้:

    โรงแรมระดับ 3 กุญแจมิชลิน

    • บุลการี โฮเต็ล โตเกียว (Bvlgari Hotel Tokyo)
    • โรงแรมเดอะมิตซุย เกียวโต อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล แอนด์ สปา (HOTEL THE MITSUI KYOTO, a Luxury Collection Hotel and Spa)
    • มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve)
    • ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve)

    โรงแรมระดับ 2 กุญแจมิชลิน

    • บุลการี รีสอร์ท บาหลี (Bvlgari Resort Bali)
    • อินิอาลา บีช เฮาส์ สมาชิกของดีไซน์ โฮเต็ล (Iniala Beach House, a Member of Design Hotels)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน มัลดีฟส์, ฟารี ไอส์แลนด์ (The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน นิกโกะ (The Ritz-Carlton, Nikko)

    โรงแรมระดับ 1 กุญแจมิชลิน

    • แคป คาโรโซ สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Cap Karoso, a Member of Design Hotels)
    • เอลส์ กัวลาลัมเปอร์ สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Else Kuala Lumpur, a Member of Design Hotels)
    • เก็นจิ เกียวโต สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Genji Kyoto, a Member of Design Hotels)
    • ฮิงาชิยามะ นิเซโกะ วิลเลจ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Higashiyama Niseko Village, a Ritz-Carlton Reserve)
    • อิราดา ปูเน่ ไวน์ คันทรี สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Hotel Irada, Pune Wine Country, a Member of Design Hotels)
    • อินนิท ลอมบอก สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Innit Lombok, a Member of Design Hotels)
    • โจซุน พาเลซ อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล โซล กังนัม (Josun Palace, a Luxury Collection Hotel, Seoul Gangnam)
    • เจดับบลิว แมริออท นารา (JW Marriott Hotel Nara)
    • เจดับบลิว แมริออท โตเกียว (JW Marriott Hotel Tokyo)
    • เจดับบลิว แมริออท เจจู รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Jeju Resort & Spa)
    • เลกาซี แม่โขง คันโถ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (Legacy Mekong, Can Tho, Autograph Collection)
    • สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (MASON, a Member of Design Hotels)
    • สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Satoyama Jujo, a Member of Design Hotels)
    • สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (SETOUCHI RETREAT by Onko Chishin, a Member of Design Hotels)
    • ชิซุย อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล นารา (Shisui, a Luxury Collection Hotel, Nara)
    • ซุยรัน อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล เกียวโต (Suiran, a Luxury Collection Hotel, Kyoto)
    • ทานาตานา, อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา, ลาบวัลบาโจ (TA’AKTANA, a Luxury Collection Resort & Spa, Labuan Bajo)
    • เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ต แอนด์ สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket)
    • เดอะ ปรินซ์ แกลเลอรี โตเกียว คิโออิโช, อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล (The Prince Gallery Tokyo Kioicho, a Luxury Collection Hotel)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ (The Ritz-Carlton, Bangkok)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ฟุกุโอกะ (The Ritz-Carlton, Fukuoka)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมลเบิร์น (The Ritz-Carlton, Melbourne)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โอกินาว่า (The Ritz-Carlton, Okinawa)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โอซาก้า (The Ritz-Carlton, Osaka)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ปูเน่ (The Ritz-Carlton, Pune)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โตเกียว (The Ritz-Carlton, Tokyo)
    • เดอะ สิงคโปร์ เอดิชั่น (The Singapore EDITION)
    • เดอะ สเลท สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (The Slate, a Member of Design Hotels)
    • เดอะ เซนต์ รีจิส บาหลี รีสอร์ท (The St. Regis Bali Resort)
    • เดอะ เซนต์ รีจิส จาการ์ตา (The St. Regis Jakarta)
    • เดอะ เซนต์ รีจิส มุมไบ (The St. Regis Mumbai)
    • อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล (The Tasman, a Luxury Collection Hotel, Hobart)
    • ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (TIAD, Autograph Collection)
    • ทรังก์ โฮเทล โยโยงิ ปาร์ค สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (TRUNK (HOTEL) YOYOGI PARK, a Member of Design Hotels)
    • ดับเบิ้ลยู โอซาก้า (W Osaka) 

  • Beauty - Marketing

    เชื่อม Beauty เข้ากับ Lifestyle อย่างลงตัว NINE BEAUTY จับมือ LUX สร้างประสบการณ์เหนือการช้อป เปิดตัวสินค้า Exclusive พร้อมกิจกรรมพิเศษกับ “โบว์ เมลดา”

    จบไปแล้วอย่างสุดเอ็กซ์คลูซีฟ! กับความร่วมมือระหว่าง NINE BEAUTY และ LUX แบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลผิวกายชั้นนำระดับโลกจากเครือ Unilever ที่มาร่วมเสิร์ฟประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้า CJ MORE แบบจัดเต็ม ในงาน ซีเจ มอร์ ซูเปอร์แฟร์ 21 ปี เติบโตเคียงข้างชุมชน ณ CJ MORE สาขานาวงประชาพัฒนา จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา พร้อมชวน “โบว์ เมลดา สุศรี” พรีเซนเตอร์ LUX มาร่วมสร้างสีสันและมอบความสุขให้กับลูกค้า CJ MORE และผู้โชคดี Lucky fan ผ่านกิจกรรมพิเศษมากมายภายในงาน

    ไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัวและจัดจำหน่ายครีมอาบน้ำ LUX Limited edition กลิ่นพิเศษที่มีขายเฉพาะที่ CJ MORE โซน NINE BEAUTY เท่านั้น กับกลิ่น COZY WINTER หอม อบอุ่น เหมือนฤดูหนาว และกลิ่น POPPY SUMMER หอม สดชื่น เหมือนฤดูร้อน โดยทั้ง 2 กลิ่นสุดพิเศษได้พัฒนากลิ่นให้หอมติดผิว พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในชีวิตประจำวันของอากาศเมืองไทย ในราคาที่เข้าถึงได้

    นอกจากการเปิดตัวสินค้า Exclusive แล้ว NINE BEAUTY และ LUX ยังสร้างโมเมนต์พิเศษให้กับแฟนๆ ผ่านกิจกรรม Lucky Fan เปิดโอกาสให้ผู้โชคดีได้ใกล้ชิดกับ “โบว์ เมลดา” ผ่านกิจกรรมถ่ายภาพแบบ 1:1 และเกมสนุกๆ พร้อมเก็บภาพความประทับใจกลับไปเป็นที่ระลึก ก่อนปิดท้ายด้วย Mini Concert ที่มาร่วมสร้างความสนุกและความประทับใจให้กับลูกค้าและแฟนๆ

    ความร่วมมือระหว่าง NINE BEAUTY และ LUX ในครั้งนี้ สะท้อนแนวคิดของ NINE BEAUTY ในการยกระดับประสบการณ์การดูแลตัวเอง ผ่านการนำเสนอทั้งสินค้า Exclusive และกิจกรรมพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ สร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง พร้อมเชื่อมโยงแบรนด์ สินค้า และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตอบโจทย์การดูแลตัวเองในทุกวัน

  • Environment - Sustainability

    ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ผนึกพันธมิตร ซีเจ มอร์ เข้าร่วมโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เปิดจุดรับวัสดุรีไซเคิลเข้าถึงพื้นที่ชุมชนยิ่งขึ้น

    ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตร ซีเจ มอร์ (CJ MORE) สู่การขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืน สนับสนุนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ ผ่านการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ CJ MORE ขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชน อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพิ่มโอกาสเก็บบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับสู่ระบบรีไซเคิลที่มากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) ในประเทศไทย

    คุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ องค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “โคคา-โคล่า” ในประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ส่งมอบความสดชื่นในประเทศไทยมา 67 ปีแล้ว เราให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน “Our Choice, Our Future!” โดยหนึ่งในเรื่องที่เราขับเคลื่อนคือสนับสนุนการเก็บบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเราได้ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่าในประเทศไทยในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ยาวนาน 6 ปีแล้ว โดยผนึกพันธมิตรลูกค้ากลุ่ม Modern Trade ทั้งห้างสรรพสินค้า ค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อชั้นนำ เข้าร่วมในโครงการเพื่อตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ล่าสุด ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า รู้สึกขอบคุณและยินดีที่ได้พันธมิตร ซีเจ มอร์ มาร่วมในโครงการเพิ่ม ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชนได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพิ่มความครอบคลุมของจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้โครงการนี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ประเทศไทยไปด้วยกัน โดยไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า จะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมลูกค้าทั้งกลุ่มค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่และกลุ่มร้านค้าท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) สร้างความสำเร็จด้านความยั่งยืนร่วมกัน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจของพันธมิตรอย่างยั่งยืน”

    คุณนพภรณ์ ตั้งจิตปิยะนนท์ ผู้อำนวยการสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ซีเจ มอร์ ในฐานะร้านค้าปลีกในชุมชน ที่มีสาขาครอบคลุมมากกว่า 2,100 แห่งทั่วประเทศ เดินหน้าในการเข้าถึงชุมชนไทยและเข้าใกล้คนไทยมากขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตของชุมชนอย่างโตเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ครบ ถูก คุ้ม และจัดกิจกรรมพิเศษในพื้นที่สาขาเพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนรอบพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งประเด็นด้านความยั่งยืนก็เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ ซีเจ มอร์ มีเป้าหมายขับเคลื่อนเช่นเดียวกัน เราจึงยินดีที่ได้มีเข้ามาร่วมมือในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลใน ซีเจ มอร์ ซึ่งสาขาของเรามีจุดแข็งในการอยู่ในพื้นที่ชุมชนและมีกิจกรรมดี ๆ ที่ได้มีส่วนร่วมกับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถช่วยเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับคนในชุมชนรอบข้างสาขาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ซีเจ มอร์ ยังให้การสนับสนุนบัตรกำนัลมูลค่า 100 บาท จำนวน 50 ใบ สำหรับใช้ในกิจกรรม Lucky Draw เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ลูกค้า ซีเจ มอร์ ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้มากยิ่งขึ้น โดยเรายังอยู่ระหว่างการวางแผนร่วมกับไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า เพื่อขยายจำนวนจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ ซีเจ มอร์ เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต สนับสนุนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบในประเทศไทยร่วมกันต่อไป”

    ปัจจุบัน ซีเจ มอร์ สนับสนุนการจัดตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขานำร่องรวม 5 จุด ได้แก่ สาขาร่มเกล้า 64 สาขาสน.อุดมสุข สาขาลาซาล 50 สาขากิ่งแก้ว 25/1 และสาขาแยกประเวศ โดยประชาชนสามารถนำวัสดุรีไซเคิล 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก แก้ว กระดาษ และโลหะ (รวมถึงกล่องเครื่องดื่ม UHT) มาส่งที่จุดรับวัสดุรีไซเคิลดังกล่าว

    โครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 ชวนประชาชนร่วมรีไซเคิลผ่านจุดรับวัสดุรีไซเคิลในโครงการรวมมากกว่า 90 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น และระยอง ลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท โดยโครงการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Trash Lucky https://trashlucky.com/recycleme/

  • Automotive

    LEPAS Thailand เปิดตัว “LEPAS Care”ยกระดับบริการหลังการขายครบวงจร พร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2569

    การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงตลอดอายุการใช้งาน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เดินหน้าขยายศูนย์บริการสู่ 50 แห่งทั่วประเทศ พร้อมคลังอะไหล่มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท เสริมความมั่นใจในการดูแลลูกค้าระยะยาว และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย


    เลพาส ประเทศไทย (LEPAS Thailand) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยนตรกรรมไฟฟ้า LEPAS อย่างเป็นทางการ ประกาศเปิดตัวโปรแกรม “LEPAS Care” ยกระดับการบริการหลังการขายแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “เพราะทุกการเดินทางมีความหมายสำหรับคุณ” มุ่งสร้างความมั่นใจและดูแลลูกค้าในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถ ครอบคลุมทั้งการรับประกัน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ความพร้อมด้านอะไหล่ บุคลากร และเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นของ LEPAS ที่ไม่ได้หยุดเพียงการส่งมอบยนตรกรรม แต่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่ลูกค้าไว้วางใจได้ในระยะยาว

    มั่นใจตลอดการใช้งาน ด้วยการรับประกันที่ครอบคลุม
    ภายใต้โปรแกรม LEPAS Care ลูกค้าจะได้รับการรับประกันรถยนต์ใหม่ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ครอบคลุมตัวรถ ระบบมอเตอร์ขับเคลื่อน และแบตเตอรี่แรงดันสูง พร้อม Lifetime Warranty Package* การรับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ แบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และระบบควบคุมไฟฟ้า โดยไม่รวมชิ้นส่วนที่สึกหรอตามการใช้งาน ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

    พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันตลอดทั้งปี
    ลูกค้า LEPAS สามารถรับคำปรึกษาด้านเทคนิคได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือรถขัดข้อง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) และบริการรถยก (Towing Service) แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี โดยให้บริการฟรีไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดในระยะ 100 กิโลเมตร หรือไปยังจุดหมายที่ลูกค้าต้องการในระยะ 35 กิโลเมตร

    นอกจากนี้ ยังครอบคลุมบริการกรณีลืมกุญแจไว้ภายในรถ ด้วยบริการรับ-ส่งกุญแจสำรองฟรีในระยะ 20 กิโลเมตร หรือประสานช่างกุญแจตามคำขอ*
    สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่ ยังได้รับสิทธิพิเศษจาก LEPAS ได้แก่ เครื่องชาร์จไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Charger) พร้อมบริการติดตั้งฟรี และ บริการรถยนต์ทดแทน (Courtesy Car) สำหรับกรณีงานซ่อมภายใต้การรับประกันที่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เกิน 3 วันทำการ*

    เสริมความพร้อมทั้งศูนย์บริการ บุคลากร อะไหล่ และเครื่องมือ
    LEPAS ให้ความสำคัญกับความพร้อมของบริการหลังการขายตั้งแต่วันแรกที่ศูนย์บริการเปิดดำเนินการ ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร อะไหล่ และเครื่องมือ ปัจจุบัน เลพาส ประเทศไทย มีศูนย์บริการ 40 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 50 แห่งภายในปี 2569
    ทุกศูนย์บริการมีบุคลากรประจำครบทั้งผู้จัดการฝ่ายบริการ (Service Manager) หัวหน้าช่าง (Foreman) ช่างเทคนิค (Technician) และที่ปรึกษางานบริการ (Service Advisor) พร้อมเครื่องมือมาตรฐานและเครื่องมือพิเศษสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนสต็อกอะไหล่ที่ครอบคลุมทั้งอะไหล่สำหรับการบำรุงรักษา งานซ่อมอุบัติเหตุ และชิ้นส่วนที่สึกหรอตามการใช้งาน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เดินหน้า 4 แผนหลัก พัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายระยะยาว
    เลพาส ประเทศไทย เดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 4 แผนงานสำคัญ ได้แก่

    1. คลังอะไหล่และระบบโลจิสติกส์
      คลังอะไหล่ขนาด 17,000 ตารางเมตร รองรับอะไหล่มากกว่า 8,400 รายการ (SKU) รวมประมาณ 200,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 250 ล้านบาท พร้อมระบบจัดส่งถึงศูนย์บริการในกรุงเทพฯ ภายใน 24 ชั่วโมง และต่างจังหวัดภายใน 2 วัน
    2. ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน LEPAS (Certified Body & Paint)
      ตั้งเป้าเปิดให้บริการ 12 แห่งภายในปี 2569 แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 แห่ง และต่างจังหวัด 6 แห่ง ด้วยมาตรฐานงานซ่อมที่ได้รับการรับรองสำหรับรถยนต์ LEPAS โดยเฉพาะ
    3. ศูนย์ซ่อมแบตเตอรี่ (Battery Repair Center)
      เตรียมพัฒนาศูนย์เฉพาะทางสำหรับการบำรุงรักษา ตรวจวิเคราะห์ และซ่อมชิ้นส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อยกระดับการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าด้วยบุคลากรและองค์ความรู้เฉพาะทาง
    4. ศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิค (Technical Training Center)
      ศูนย์ฝึกอบรมภายใต้ Chery Group มีกำหนดเปิดดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2569 ประกอบด้วยห้องเรียนด้านเทคนิค 4 ห้อง และพื้นที่ฝึกปฏิบัติงานซ่อม 4 พื้นที่ รองรับ 350 ที่นั่ง และผู้เข้าอบรมได้ถึง 3,600 คนต่อปี โดยตั้งเป้าให้ช่างเทคนิคทุกคนผ่านการรับรองระดับ 1 (Level 1) ครบ 100% ภายในปี 2569 พร้อมผลักดันให้มีช่างเทคนิคระดับ Master Technician ประจำทุกศูนย์บริการภายในปี 2570

    LEPAS Care ขยายการดูแลสู่มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2569
    นอกเหนือจากการยกระดับบริการหลังการขายในระยะยาว LEPAS Care ยังขยายการดูแลไปสู่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยจัดมาตรการพิเศษเพื่อช่วยบรรเทาภาระและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถนำรถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
    ลูกค้าที่รถยนต์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถนำรถเข้ารับ บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี ครอบคลุมการตรวจวิเคราะห์ระบบเบื้องต้น (Diagnostic Scan) การตรวจสุขภาพแบตเตอรี่ และการตรวจระบบเบรก

    สำหรับรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง บริษัทฯ จะจัดสิทธิ์นัดหมายเข้ารับบริการเป็นกรณีพิเศษ พร้อมประสานทีมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงจัดทำรายงานผลการตรวจสภาพรถเพื่อใช้ประกอบการเคลมประกันภัย และช่วยประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าตลอดกระบวนการ
    นอกจากนี้ ลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขยังได้รับ ส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรง 30%* สำหรับค่าใช้จ่ายจากเหตุอุทกภัยที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเองและอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย
    สำหรับลูกค้าที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ และมีความประสงค์จะซื้อรถยนต์คันใหม่ บริษัทฯ จะพิจารณามอบความช่วยเหลือพิเศษเพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ

    นายจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย เลพาส ประเทศไทย (LEPAS Thailand) กล่าวว่า “ความไว้วางใจของลูกค้าคือหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของ LEPAS ในประเทศไทย โปรแกรม LEPAS Care จึงไม่ใช่เพียงบริการหลังการขาย แต่เป็นความตั้งใจของเราที่จะดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ ตั้งแต่การรับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงการลงทุนในคลังอะไหล่ การพัฒนาบุคลากร และการขยายเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ”
    “โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างอุทกภัย เราต้องการให้ลูกค้ามั่นใจว่า LEPAS พร้อมอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างมั่นใจโดยเร็วที่สุด”

    หมายเหตุ: ส่วนลด 30% สำหรับลูกค้า LEPAS ที่ชำระค่าใช้จ่ายเองจากเหตุอุทกภัย และอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย เฉพาะอะไหล่ที่เข้าร่วมรายการเท่านั้น
    *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด อะไหล่ที่ไม่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ มอเตอร์ขับเคลื่อน ชุดควบคุมมอเตอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์
    ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อนัดหมายเข้ารับบริการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการ LEPAS ทั่วประเทศ

  • Hotel - Lifestyle

    ออกแรงให้เต็มที่ แล้วมีความสุขกับสมุยต่อ

    อมารี เกาะสมุย และโอโซ่ เฉวง สมุย ชวนต่อยอดทริปแอ็กทีฟให้เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่คุณรัก

    งานวิ่งหรือกิจกรรมกีฬาอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเก็บกระเป๋าออกเดินทาง แต่ความสนุกของทริปไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงพร้อมเส้นชัย เพราะสำหรับนักเดินทางยุคนี้ การออกแรง การพักผ่อน อาหารดีๆ เวลาริมทะเล และการได้ใช้เวลากับคนที่มาด้วย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเดียวกัน

    ปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 เกาะสมุยมีหลากหลายกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สายแอ็กทีฟได้วางแผนทริป ไม่ว่าจะเป็น Koh Tan Eco Trail 2026 ระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 และ Samui Trail 2026 ระหว่างวันที่ 7–8 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงกิจกรรมทางทะเลอย่าง Samui Regatta ซึ่งคาดว่าจะกลับมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2570

    กิจกรรมเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการแข่งขันต่างหากที่ช่วยเติมเต็มทริปให้สมบูรณ์ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การออกเที่ยวรอบเกาะ มื้ออาหารหลังใช้พลังงาน ไปจนถึงวันที่ไม่ต้องมีตารางอะไรนอกจากพักผ่อนริมทะเล

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) อยากชวนนักเดินทางสายแอ็คทีฟมาสัมผัสสมุยผ่านสองรูปแบบการพักที่ตอบความชอบด้วยคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน — โอโซ่ เฉวง สมุย (OZO Chaweng Samui) สำหรับคนที่ยังอยากสนุกและเชื่อมต่อกับสีสันของเฉวงหลังจบกิจกรรม และ อมารี เกาะสมุย (Amari Koh Samui) สำหรับการผ่อนจังหวะ ใช้เวลาอย่างไม่ต้องเร่งรีบไปกับจังหวะชีวิตตัวเอง หรือกับคนสำคัญริมทะเล

    โอโซ่ เฉวง สมุย — สนุกเต็มที่กับทุกกิจกรรม แล้วมีพลังไปต่อได้ทั้งวันสำหรับคนที่มองว่าการพักผ่อนไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่ง โอโซ่ เฉวง สมุย เป็นฐานพักสบายๆ บนหาดเฉวงที่ช่วยให้วันแอ็กทีฟดำเนินต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากนอนหลับอย่างเต็มอิ่มพร้อมเริ่มเช้าวันใหม่ จะเริ่มด้วยการออกกำลังกายที่ TONE Fitness ออกไปวิ่งสำรวจเกาะ หรือใช้เวลาริมทะเลไปกับหนังสือเล่มโปรด ก่อนกลับมานอนพักชิลล์ๆ ที่ริมสระว่ายน้ำพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆที่ BEACH Bar เพื่อเติมพลังสำหรับกิจกรรมถัดไปก็เลือกได้ตามใจ

    หลังใช้พลังงานมาตลอดวัน สแต็กด์ เบอร์เกอร์ สมุย (STACKed Burger Samui) ช่วยเปลี่ยนมื้ออาหารให้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาดีๆของทริป ด้วยอาหารแนวคอมฟอร์ตฟู้ดกับบรรยากาศสบายๆ ที่เหมาะกับการกลับมานั่งพร้อมหน้ากัน แชร์อาหาร พูดคุยถึงเรื่องระหว่างวัน หรือเป็นฉลองเล็กๆ หลังผ่านเส้นชัย

    นี่จึงไม่ใช่ทริปสำหรับนักกีฬาหรือผู้เข้าแข่งขันเท่านั้น เพราะเพื่อน คู่รัก หรือครอบครัวที่เดินทางมาด้วยก็สามารถออกแบบวันของตัวเองได้เช่นกัน บางคนอาจออกไปสำรวจเฉวง ขณะที่อีกคนเลือกพักริมสระหรือเดินเล่นบนชายหาด ก่อนกลับมาเจอกันในช่วงเย็น

    เสน่ห์ของโอโซ่จึงอยู่ที่การไม่บังคับให้ทุกคนต้องมีวันหยุดแบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนออกไปสนุกกับสมุยในแบบของตัวเอง แล้วกลับมาแชร์ Good Vibes ร่วมกันอีกครั้ง

    อมารี เกาะสมุย — ใช้วันพักผ่อนให้เต็มที่ ในแบบที่เป็นคุณหากการเดินทางคือการออกไปค้นพบสิ่งใหม่และเปิดประสบการณ์ให้กับตัวเอง อีกช่วงเวลาที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การได้กลับมาพักผ่อน เติมพลัง และใช้เวลาในแบบที่ตัวเองชอบอมารี เกาะสมุย ชวนเปลี่ยนช่วงเวลาหลังการออกไปทำกิจกรรมและค้นพบเกาะสมุย ให้กลายเป็นวันพักที่ได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเล พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่น และการดูแลที่ใส่ใจ ให้ผู้เข้าพักได้หยุดพัก เติมพลัง และใช้เวลากับตัวเองหรือคนที่เดินทางมาด้วยอย่างเต็มที่ หลังจากเช้าที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ช่วงเวลาที่เหลือของวันอาจค่อย ๆ ผ่อนจังหวะลงด้วยการเดินรับลมริมทะเล พักผ่อนริมสระ ใช้เวลากับการดูแลกายและใจ หรือออกไปค้นพบมุมอื่น ๆ ของสมุย ก่อนกลับมาพบกันอีกครั้งบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมื้อสบาย ๆ ที่ Amaya Food Gallery ที่จะเสิร์ฟอาหารเอเชียจานโปรด และอาหารนานาชาติหลากหลาย หรือมื้อค่ำที่ Prego Italian Restaurant ที่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนและพิซซ่ารสชาติอิตาเลียนแท้ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง

    ระหว่างวัน Amaya Café ก็เป็นอีกมุมสำหรับแวะพัก จิบกาแฟหรือชาและหาอะไรเบา ๆ รับประทาน ก่อนปิดท้ายวันริมทะเลที่ Amaya Bar กับเครื่องดื่มเย็น ๆ สายลม และบรรยากาศยามค่ำคืน

    สำหรับคู่รัก นี่อาจเป็นวันที่ไม่ต้องวางแผนกิจกรรมไว้เต็มตาราง เพียงได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างสบายๆ ก็เพียงพอ สำหรับครอบครัว สมาชิกแต่ละวัยสามารถเลือกทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเดินเล่นรับลมหรือสนุกกับสระว่ายน้ำ ส่วนกลุ่มเพื่อนก็สามารถแบ่งเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจ บางคนอาจออกไปเช่ารถขับเที่ยวรอบเกาะ ขณะที่อีกคนเลือกพักผ่อนและทำสปาที่Breeze Spa ก่อนกลับมาแบ่งปันเรื่องราวของแต่ละคนกันในช่วงเย็น

    เพราะการเติมพลังอาจไม่ใช่แค่การหยุดพัก แต่คือการได้มีเวลาและพื้นที่กลับมาอยู่กับสิ่งที่เราชอบ ตั้งแต่กิจกรรมที่อยากทำ มื้ออาหารที่อยากใช้เวลาไปกับมัน ไปจนถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคนที่เราอยากแบ่งปันการเดินทางด้วย

    เมื่อการแข่งขันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราว

    ทริปหนึ่งไม่จำเป็นต้องมอบประสบการณ์แบบเดียวกันให้กับทุกคน บางคนเดินทางมาสมุยเพื่อทำลายสถิติของตัวเอง บางคนอยากออกไปสัมผัสธรรมชาติ ขณะที่อีกคนอาจต้องการเพียงทะเลสวย ๆ หาดทรายขาว ๆ มื้ออาหารดี ๆ และวันหยุดที่ไม่ต้องเร่งรีบ

    สิ่งที่ทำให้การเดินทางมีความหมายจึงไม่ใช่การที่ทุกคนต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน แต่คือการมีพื้นที่ให้แต่ละคนได้เลือกใช้เวลาในแบบที่ตัวเองชอบ พร้อมกับมีช่วงเวลาที่ได้กลับมาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ร่วมกัน

    นี่คือแนวคิดประสบการณ์ภายใต้ More of What You Love ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รังสรรค์ขึ้น โดยเชื่อว่าการเดินทางที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้เลือกสิ่งที่ตัวเองรัก ตั้งแต่การพักผ่อน อาหารและกิจกรรม ไปจนถึงการออกไปค้นพบจุดหมาย และใช้เวลาร่วมกับคนที่เดินทางมาด้วย

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว เส้นชัยอาจเป็นเพียงหนึ่งช่วงของทริป แต่สิ่งที่ทำให้สมุยน่าจดจำ อาจเป็นทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนและหลังจากนั้น และทุกช่วงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกันระหว่างทาง

    สะท้อนแนวคิด More of What You Love ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกเติมสิ่งที่ตัวเองรักลงไปในทริปเดียวกัน

  • Art - Culture - Exhibition

    “The Living Heritage” จากภูมิปัญญาสู่มรดกที่ยังมีชีวิต ไอคอนคราฟต์ ชวนสัมผัสความงามของงานหัตถศิลป์สกุลช่างโลหะในนิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” 24 ก.ย. – 18 ต.ค. 2569 ณ ไอคอนสยาม

    ไอคอนคราฟต์ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและแหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทย ร่วมกับ ไอคอนสยาม และ 3 แบรนด์นักออกแบบงานโลหะ Masaya, 5IVE SIS, Makkha Design Studio นำองค์ความรู้และภูมิปัญญา “สกุลช่างโลหะ” มาตีความผ่านการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้โครงการ “The Living Heritage” เพื่อต่อยอดคุณค่าของงานช่างไทยให้ยังคงมีชีวิตและสอดคล้องกับบริบทของโลกปัจจุบัน โดยนำแรงบันดาลใจจาก “บุปผาราชินี” ดอกไม้ในพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” มาถ่ายทอดภูมิปัญญางานช่างไทยในมิติใหม่ พร้อมจัดนิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” ขึ้น ภายใต้ความร่วมมือของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, ไอคอนสยาม และ ไอคอนคราฟต์ นำเสนอเรื่องราวและกระบวนการสร้างสรรค์งานโลหะไทย โดยมีไฮไลต์เป็นผลงานเฟอร์นิเจอร์จากการร่วมออกแบบของทั้ง 3 แบรนด์ พร้อมเลือกชมเลือกซื้อผลงานหัตถศิลป์และงานออกแบบที่สะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่ชีวิตร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 18 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

    นิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” นำเสนอผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่สร้างสรรค์จากวัสดุ 3 ชนิด ได้แก่ เงิน ทอง และทองแดง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ในพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” หรือ “บุปผาราชินี” พรรณไม้อันทรงคุณค่าและงดงามซึ่งได้รับการขนานนามเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำมาตีความผ่านมุมมองของนักออกแบบ ผสานเข้ากับองค์ความรู้และฝีมือช่างโลหะไทย จนเกิดเป็นผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนความงดงามและอัตลักษณ์ของงานช่างไทยในมิติใหม่ พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้จากอดีตเข้ากับการออกแบบและการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ คือผลงานเฟอร์นิเจอร์สุดพิเศษที่เกิดจากการร่วมออกแบบและสร้างสรรค์ของ 3 แบรนด์ ได้แก่ “Masaya” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านงานเฟอร์นิเจอร์และงานทองเหลือง ถ่ายทอดเสน่ห์ของโลหะผ่านรูปทรงและรายละเอียดที่สะท้อนความประณีตของงานช่าง “5IVE SIS” ผู้สร้างสรรค์ผลงานจากพิวเตอร์ หรือดีบุก ที่นำคุณลักษณะเฉพาะของวัสดุมาต่อยอดเป็นงานออกแบบอันมีเอกลักษณ์ รวมถึง “Makkha Design Studio” แบรนด์ที่ให้คุณค่ากับวัสดุธรรมชาติ งานทำมือ และกระบวนการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน เน้นถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ วัสดุ และฝีมือช่างผ่านผลงานออกแบบ โดยแต่ละแบรนด์ต่างนำความเชี่ยวชาญและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาหลอมรวมเป็นผลงานเดียวกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของงานโลหะผ่านรูปแบบที่ร่วมสมัยและสามารถเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว สะท้อนศักยภาพของงานช่างไทยในการต่อยอดจากรากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่การออกแบบร่วมสมัย โดยยังคงรักษาคุณค่าของวัสดุ กระบวนการ และฝีมือช่างไว้อย่างงดงาม

    นอกจากนี้ภายในนิทรรศการยังเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจได้สัมผัสเรื่องราวของงานโลหะไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเลือกซื้อผลงานหัตถศิลป์และงานออกแบบจากแบรนด์ Masaya, 5IVE SIS และ Makkha Design Studio ซึ่งสะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้สามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้

    ทั้งนี้ นิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” จัดขึ้นภายใต้โครงการ “The Living Heritage” หนึ่งในโครงการสำคัญของไอคอนคราฟต์ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานงานหัตถศิลป์ไทยผ่านโครงการศิลปาชีพ จนเกิดเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาช่างฝีมือไทยจากทั่วประเทศ โดยโครงการมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างช่างฝีมือ ศิลปิน ผู้ประกอบการไทย และนักออกแบบรุ่นใหม่ นำมรดกภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์ไทยมาตีความผ่านการออกแบบร่วมสมัย เพื่อส่งต่อคุณค่าของงานช่างไทยจากรุ่นสู่รุ่น จากภูมิปัญญาสู่การออกแบบ จากงานช่างสู่การใช้ชีวิต และจากมรดกในอดีตสู่มรดกที่ยังคงมีชีวิต “The Living Heritage” จึงเป็นพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานหัตถศิลป์ไทยในการก้าวข้ามกาลเวลา พร้อมสร้างความหมายใหม่ให้กับงานคราฟต์ไทยในโลกปัจจุบัน

    เชิญร่วมสัมผัสความงดงามของ “สกุลช่างโลหะ” ผ่านมุมมองใหม่ของงานออกแบบร่วมสมัย ชมความประณีตของวัสดุและฝีมือช่างที่บอกเล่าเรื่องราวจากอดีต พร้อมค้นพบคุณค่าและความหมายใหม่ของงานหัตถศิลป์ไทยที่สามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตยุคใหม่ ในนิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” ระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 18 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

  • Hospitality - Sports

    แมริออท บอนวอย เสิร์ฟความสุขเอาใจแฟนเทนนิสในศึกออสเตรเลียน โอเพ่น 2570 ด้วยสิทธิพิเศษเข้าถึงการแข่งขันแบบเหนือระดับ พร้อมโอกาสกระทบไหล่ “อเล็กซ์ เอียลา”

    สิทธิพิเศษและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น 2570 ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา สำหรับสมาชิกผ่าน แมริออท บอยวอย โมเมนตส์ เท่านั้น รวมถึงโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้พบกับ อเล็กซ์ เอียลา (Alex Eala) นักเทนนิสชื่อดังระดับโลก

    สิงคโปร์ – แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเทนนิสออสเตรเลียน โอเพ่น ได้เปิดตัวแพ็กเกจ แมริออท บอยวอย โมเมนตส์ ที่งานออสเตรเลียน โอเพ่น ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อมอบทางเลือกให้สมาชิกได้สัมผัสกับหนึ่งในรายการกีฬาที่มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น โดยจะมีแพ็กเกจการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น มากกว่า 250 แพ็กเกจเปิดให้สมาชิกทั่วโลกได้ร่วมประมูล ซึ่งรวมถึงโอกาสพิเศษในการพบปะกับ อเล็กซ์ เอียลา (Alex Eala) นักเทนนิสดาวรุ่งระดับโลก


    นอกจากนี้ สมาชิกที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวในออสเตรเลียผ่านการแข่งขันเทนนิสในเดือนมกราคม ยังสามารถประมูลแพ็กเกจ Summer of Tennis ที่มีทั้งหมด 120 แพ็กเกจ สำหรับการแข่งขันในเมืองแอดเดเลด บริสเบน แคนเบอร์รา โฮบาร์ต และเพิร์ธ โดยประสบการณ์ทั้งหมดนี้จะทยอยเปิดให้จองตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี


    แพ็กเกจการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น 2570 เปิดให้จองแล้ววันนี้
    สมาชิกสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพ็กเกจแมริออท บอนวอย โมเมนตส์ ซึ่งประกอบด้วยสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตำนานนักหวดออสเตรเลียน โอเพ่น ประสบการณ์รับประทานอาหารระดับพรีเมียม ทัวร์เบื้องหลังสนามแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดินเนอร์สุดพิเศษ บัตรเข้าชมการแข่งขัน และห้องพักโรงแรม
    หนึ่งในแพ็กเกจที่เป็นที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมฝึกซ้อมหรือสอนเทนนิสแบบเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับ แอช บาร์ตี (Ash Barty) อดีตนักเทนนิสชื่อดังชาวออสเตรเลีย บัตรเข้าชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเภทหญิง พร้อมสิทธิ์เข้าใช้บริการเลานจ์รับรองและห้องพักโรงแรม


    โอกาสสุดพิเศษในการพบกับ อเล็กซ์ เอียลา (Alex Eala) ที่เมลเบิร์น
    ในเดือนตุลาคม 2569 สมาชิก แมริออท บอนวอย จะมีโอกาสได้พบกับ อเล็กซ์ เอียลา (Alex Eala) ระหว่างการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น 2570 ที่เมืองเมลเบิร์น โดยการเสนอประมูลสูงสุด หรือแลกรับประสบการณ์นี้ด้วยคะแนน แมริออท บอนวอย เพียง 1 คะแนน
    นอกเหนือจากการได้พบกับหนึ่งในนักเทนนิสดาวรุ่งที่น่าตื่นเต้นแล้ว สมาชิกจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของสัปดาห์เปิดการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น และเพลิดเพลินกับการเข้าพักที่คัดสรรมาเป็นพิเศษจาก แมริออท บอนวอย ในเมลเบิร์น แพ็กเกจนี้ประกอบด้วย:

    • สิทธิ์เข้าร่วมงานพบปะพูดคุย (Meet-and-Greet) กับ อเล็กซ์ เอียลา (Alex Eala) ที่เมลเบิร์น
    • การเข้าพัก 1 คืน ณ โรงแรมในเครือ แมริออท บอยวอย
    • สิทธิ์เข้าร่วมงานอีเวนต์ในสัปดาห์เปิดการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น
    • ชุดต้อนรับและสินค้าที่ระลึกจากออสเตรเลียน โอเพ่น

    สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับสมาชิก
    เทนนิสเป็นกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมและมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น โดยกระแสคลั่งไคล้ “เอียลา” (Eala-mania) ได้ครองใจชาวฟิลิปปินส์ ขณะที่ออสเตรเลียน โอเพ่น ก็เป็นศึกแกรนด์สแลมที่มีผู้ชมมากที่สุดในญี่ปุ่น
    เพื่อตอบสนองความต้องการของแฟนๆ นอกเหนือจากแพ็กเกจแมริออท บอนวอย โมเมนตส์แล้ว ทางแมริออท บอยวอย มอบสิทธิ์พิเศษให้สมาชิกในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นได้เข้าร่วมกิจกรรมชิงโชคของ แมริออท บอนวอย อีกด้วย ซึ่งของรางวัลประกอบไปด้วย โอกาสในการพบกับอเล็กซ์ เอียลา สินค้าพร้อมลายเซ็น และบัตรเข้าชมการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น


    ท่องโลกเทนนิสไปกับ แมริออท บอนวอย
    ประสบการณ์ใหม่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มระดับโลก Tennis The World ของ แมริออท บอยวอย ซึ่งเชื่อมโยงการเดินทางเข้ากับพลัง ความตื่นเต้น และการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเทนนิส แพลตฟอร์มนี้ผสานรวมสิทธิ์เข้าถึงการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่นที่เพิ่มมากขึ้นผ่าน แมริออท บอยวอย โมเมนตส์ พร้อมทั้งรวบรวมรายชื่อโรงแรมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทนนิส เพื่อเชื่อมโยงสมาชิกผู้รักกีฬาเทนนิสเข้ากับสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบในขณะที่ออกไปสำรวจโลกผ่านกีฬาชนิดนี้


    “Tennis The World คือการเปิดประตูสู่ประสบการณ์ที่จะนำพาสมาชิกของเราให้เข้าใกล้ความหลงใหลและสถานที่ที่พวกเขารักมากยิ่งขึ้น” จอห์น ทูมี (John Toomey) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “โอกาสในการได้พบกับ อเล็กซ์ เอียลาที่เมลเบิร์น สัมผัสประสบการณ์การแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น และเพลิดเพลินกับการเข้าพักที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์ของ แมริออท บอนวอย ด้วยการนำเสนอประสบการณ์เหล่านี้ผ่านทั้งกิจกรรมแจกสิทธิ์ด้วยคะแนน 1 แต้ม (1-Point Drops) และการประมูล เรากำลังสร้างสรรค์วิธีใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นเพื่อให้สมาชิกสามารถเปลี่ยนคะแนนสะสมให้กลายเป็นความทรงจำที่จะตราตรึงอยู่กับพวกเขาไปนานหลังจากการแข่งขันนัดสุดท้ายสิ้นสุดลง”


    มาร่วมฟังอเล็กซ์เล่าว่า ทำไมการร่วมงานกับ Marriott Bonvoy ถึงตอบโจทย์ ในการเปิดโอกาสให้เธอได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ ที่คอยสนับสนุนและร่วมเดินทางมากับเธอตลอดเส้นทาง อเล็กซ์กล่าวในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 กันยายน 2569 เชิญรับฟังเส้นทางที่ผ่านมาของเธอ มุมมองที่มีต่อแฟนคลับทั่วโลก และความหวังที่มีต่ออนาคต

  • Exhibition - Luxury

    สยามพารากอน เปิดฉาก “Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่รวมแบรนด์นาฬิการะดับโลก–นักสะสม–Watch Community สร้าง Global Moment กลางกรุงเทพฯ

    สยามพารากอน ตอกย้ำแลนด์มาร์กระดับโลก และ Global Luxury Destination ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เปิดฉากปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาครั้งสำคัญ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการรวมกว่า 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ เหล่าผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงนาฬิกา นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจากทั่วโลก มาร่วมเฉลิมฉลองศาสตร์แห่งเรือนเวลา ผ่านการแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกาบนเวที The Symposium อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเผยโฉมผลงานมาสเตอร์พีซและนวัตกรรมล่าสุดผ่านโชว์เคสสุดพิเศษ เปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในเรือนเวลาได้สัมผัสผลงานใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ระดับโลกเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน

    “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” คือเวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูงซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิกาแห่งหนึ่งของโลก ภายใต้การสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ และ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ โดยมีพันธมิตรจากวงการนาฬิกาชั้นสูงกว่า 45 แบรนด์ ร่วมสร้าง Global Moment ให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ อาทิ A. LANGE & SÖHNE, AMIDA, BEHRENS, BIANCHET, BLANCPAIN, BOUCHERON, BREGUET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHANEL, CHOPARD, CVSTOS, FRANCK MULLER, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GRAND SEIKO, GREUBEL FORSEY, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JACOB & CO., JAEGER-LECOULTRE,  L.LEROY, LOUIS ERARD, MB&F, NORQAIN, ORIS, PANERAI, PARMIGIANI FLEURIER, PIAGET, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN GENÈVE, TAG HEUER, TIFFANY & CO., TUDOR, ULYSSE NARDIN, UNIVERSAL GENÈVE, VACHERON CONSTANTIN, and  ZENITH.

    สำหรับปีนี้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เริ่มต้นด้วย The Opening Symposium “Global Moments Where Time, Culture and Community Converge” ซึ่งได้รับเกียรติจากบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากแวดวงนาฬิกามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาได้แก่ Ms.Aurélie Streit รองประธาน FHH (Fondation Haute Horlogerie) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา, Mr. Wei Koh  ประธานคณะกรรมการตัดสิน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) พร้อมด้วย คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมพูดคุยถึงช่วงเวลาระดับโลกที่ กาลเวลา วัฒนธรรม และคอมมูนิตี้ มาบรรจบกัน

    ทั้งนี้ The Opening Symposium ได้รับเกียรติจาก คุณแคโรไลน์ เมอร์ฟีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์โครงการและพัฒนาธุรกิจ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวต้อนรับและเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่เรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งมุมมองของ Ms. Aurélie Streit ที่ได้ถ่ายทอดบทบาทของ FHH ในการส่งเสริมองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์แห่ง Haute Horlogerie พร้อมกล่าวถึง FHH Academy แหล่งเรียนรู้ที่มุ่งส่งต่อองค์ความรู้และมาตรฐานด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ขณะที่ Mr. Wei Koh ชวนย้อนมองถึง Historic Global Moments ที่สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับวงการนาฬิกาโลก ตั้งแต่เรื่องราวของนวัตกรรมและการคิดค้นเรือนเวลาที่เปลี่ยนวิถีของผู้คน ไปจนถึงช่วงเวลาสำคัญบนเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์นาฬิกา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ยังคงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเรือนเวลามาจนถึงปัจจุบัน

    ด้าน คุณธณพร ตันติยานนท์ ถ่ายทอดมุมมองถึงบทบาทของสยามพิวรรธน์ ในการสร้าง Global Moments ผ่านการขับเคลื่อนคอมมูนิตี้และวัฒนธรรมนาฬิกาโดยมีศูนย์การค้าและพื้นที่สร้างสรรค์ในเครือเป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมชี้ให้เห็นว่า Siam Paragon Bangkok Watch Week คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการเรือนเวลาของโลก ด้วยการนำแบรนด์ระดับโลก ผู้บริหาร นักสะสม ผู้เชี่ยวชาญ และคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาจากหลากหลายประเทศมาพบกันใจกลางกรุงเทพฯ จนเกิดเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เรื่องราว และประสบการณ์ที่ช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาของภูมิภาคนี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับความสนใจจากเหล่าคนรักนาฬิกา นักสะสม ผู้เชี่ยวชาญ และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาที่มารวมตัวกัน ร่วมรับฟังเรื่องราวและมุมมองจากบุคคลสำคัญของวงการ พร้อมแลกเปลี่ยนบทสนทนาและประสบการณ์ระหว่างคอมมูนิตี้อย่างคับคั่ง ก่อนส่งต่อเรื่องราวของเวลา วัฒนธรรม และผู้คน ไปสู่ประสบการณ์แห่งเรือนเวลาตลอด 6 วันเต็มของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

    ครั้งแรกในโลก – ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับเรือนเวลาสุดหรูที่นักสะสมต้องจับตา

    หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เป็นที่จับตาจากนักสะสมและคนรักนาฬิกาทั่วโลก คือการได้รับเลือกให้เป็นเวทีเปิดตัวเรือนเวลาและคอลเลกชันสำคัญจากแบรนด์ระดับโลก โดยแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกว่า 45 แบรนด์นำ Novelties กว่า 200 เรือน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท มาจัดแสดงที่ประเทศไทย ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่มีต่อกรุงเทพฯ และศักยภาพของคอมมูนิตี้นักสะสมจากทั่วโลก โดยเฉพาะไฮไลต์ที่พิเศษสุดคือ Roger Dubuis กับการเปิดตัวคอลเลกชัน “Knights of the Round Table” เป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของเมซงที่จะพาผู้หลงใหลในเรือนเวลาเข้าสู่โลกแห่งความกล้า ความซับซ้อนทางกลไก และงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ขณะที่ Oris แบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระจาก Hölstein ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือนเวลากลไกที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 120 ปี ได้เปิดตัว “Bangkok Limited Edition” นาฬิกา Aquis รุ่นพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแสงสีทองของกรุงเทพฯ ยามพระอาทิตย์ตกและสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของมหานคร พร้อมผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์แห่งเรือนเวลากับเอกลักษณ์ของเมืองได้อย่างงดงาม และยังมีอีกหนึ่งความพิเศษจาก Universal Genève ที่สร้างช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ด้วยเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในงานนี้ ซึ่งนับเป็นการเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาในภูมิภาคได้สัมผัสการกลับมาของเมซงสำคัญแห่งประวัติศาสตร์นาฬิกาสวิส ผ่านมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับอนาคตของศาสตร์แห่งเรือนเวลา

    ไม่เพียงเท่านั้น เหล่านักสะสมและผู้รักนาฬิกายังจะได้พบกับความพิเศษในโซน “The Exhibition” ซึ่งจะนำเสนอเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน มาสเตอร์พีซ เรือนเวลาที่มีความซับซ้อนทางกลไก รวมถึงชิ้นงานหายากและคอลเลกชันอันทรงคุณค่า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือเรือนเวลาจาก Breguet ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านกลไกอันซับซ้อนที่ Breguet สั่งสมและสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยหลากหลายเรือนเวลาหายากและผลงานชิ้นสำคัญจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่จะเผยโฉมให้ผู้รักนาฬิกาได้ชื่มชมอย่างใกล้ชิดตลอดงาน

    18 Symposium ตลอด 6 วัน ขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกา เชื่อมโลกแห่งเรือนเวลาเข้ากับคอมมูนิตี้ 

    นอกจาก The Opening Symposium ในวันเปิดงานแล้ว ตลอด 6 วันของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังมี The Symposium รวม 18 เซสชัน ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารระดับโลก นักสร้างสรรค์นาฬิกา ผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลสำคัญในวงการมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและมุมมอง รวมถึงช่วง Watch Collector Symposium ที่เปิดพื้นที่ให้คอมมูนิตี้นักสะสมได้แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้ The Symposium ของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเรื่องราวของนาฬิกาอย่างแท้จริง ตั้งแต่แนวคิด งานฝีมือ มรดกของแต่ละเมซง ไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของวงการ Haute Horlogerie

    โดยหนึ่งในผู้ร่วมเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ Mr. Georges Kern, CEO of House of Brands  ผู้บริหารคนสำคัญแห่งวงการนาฬิกาสวิส ซึ่งจะมาร่วมเปิดมุมมองถึงทิศทางของอุตสาหกรรม ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างแบรนด์นาฬิกาให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนในโลกยุคใหม่ ใน The Symposium on The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture รวมถึง Mr. Emmanuel Breguet, Vice President and Head of Patrimony ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ Breguet และมรดกทางนวัตกรรมของ Tourbillon ในวาระครบรอบ The 225th Anniversary of the Tourbillon ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษที่นักสะสมและผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจะได้รับฟังเรื่องราวจากบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ของเมซง

    นอกจากนี้ตลอด 6 วันของการจัดงาน เวที The Symposium ยังมีเซสชันจากเมซงและแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ

    • The Symposium on CVSTOS: Beyond Tradition – Material Innovation in Modern Watchmaking with Sassoun Sirmakes – CEO
    • The Symposium on Piaget with Pierre Guerrier – Business Developer and Watchmaking Expert
    • The Symposium on The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture
    • The Symposium on Universal Genève Returns: The Beginning of A New Era for Le Couturier De La Montre with House of Brands CEO Georges Kern and Universal Genève Managing Director Gregory Bruttin
    • The Symposium on Vacheron Constantin with Morgan Maillard – Style and Heritage Expert
    • The Symposium on Franck Muller: Discover the Art of Dial Painting Through Franck Muller’s Artisan Craftsmanship with Nicholas Rudaz – CEO
    • The Symposium on Roger Dubuis: Astronomy Meets Geneva Watchmaking Excellence: Introducing the Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar with Jean-Philippe Bonneau – Chief Marketing Officer
    • The Symposium on Jacob & Co. Inheriting the Impossible with Benjamin Arabov – CEO
    • The Symposium on Grand Seiko: The Evolution of Precision with Takashi Sakamoto – Vice President & Jonathan Bues – Communications and Brand Advisor
    • The Symposium on TUDOR: A Century of TUDOR with Cole Pennington
    • The Symposium on Gerald Charles: Carrying the Legacy Mr. Genta’s Forward: The Ziviani Story and Gerald Charles’ Next Chapter in Asia
    • The Symposium on BVLGARI: The Art of Time with Emma Behaeghel – Regional Managing Director, BVLGARI South Asia Pacific
    • The Symposium on Introducing NORQAIN: The Independent Swiss Watch Brand with Tobias Küffer – Vice President
    • The Symposium on The Life of an ICON: Past, Present & Future with Vacheron Constantin and Franck Muller by FHH
    • The Symposium on The Boundless Creativity of Independent Powerhouses with Ressence, Louis Erard and Gerald Charles by FHH
    • The Watch Collector Symposium on Beyond Collecting: นักสะสม นาฬิกา และคุณค่าของการสะสมนาฬิกา กับ ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน

     “The Experience” ประสบการณ์เหนือระดับ สัมผัสโลกแห่ง Haute Horlogerie อย่างลึกซึ้ง

    สำหรับผู้รักนาฬิกา Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังเต็มไปด้วยประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในโซน “The Experience” กิจกรรมแนะนำนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแบรนด์ต่าง ๆ โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “FHH Academy Lounge” โดย Fondation Haute Horlogerie อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก

    นอกจากนี้ The Experience ยังนำเสนอหลากหลายกิจกรรมจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ที่ออกแบบขึ้นเพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์ของโลกแห่งเรือนเวลาอย่างรอบด้าน ตั้งแต่งานฝีมืออันประณีต ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ซึ่งถ่ายทอดผ่านประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น

    ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานที่นำแบรนด์นาฬิกาชั้นนำและนักสะสมมาพบกันเท่านั้น แต่เป็น “Watch Culture Platform” ที่เชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ งานฝีมือ มรดกทางวัฒนธรรม และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของโลกเรือนเวลาเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมร่วมสร้างหมุดหมายใหม่ให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น Global Watch Destination และหนึ่งในจุดหมายสำคัญบนปฏิทินของวงการนาฬิการะดับโลก

     “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาระดับโลก พร้อมต้อนรับผู้รักและหลงใหลในนาฬิกา ตลอดจนนักสะสมจากทั่วโลกแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Instagram: @bangkokwatchweek

    #BangkokWatchWeek2026 #SIAMPIWAT #SiamParagon #SiamParagonBangkokWatchWeek2026 #GlobalWatchDestination

  • Art - Culture - Exhibition

    สัมผัสความงดงามแห่งขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ ไอคอนสยาม กองทัพเรือ จัดแสดงเรือพระราชพิธีจำลอง 52 ลำ พร้อม 4 เรือพระที่นั่งสำคัญ

    กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ร่วมชมนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม เพื่อร่วมเรียนรู้และชื่นชมความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อันเป็นหนึ่งในโบราณราชประเพณีสำคัญที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน พร้อมเตรียมความพร้อมก่อนการรับชมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569

    ภายในนิทรรศการตื่นตากับการจัดแสดงเรือพระราชพิธีจำลองครบทั้ง 52 ลำตามรูปแบบริ้วขบวนจริง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างประณีตงดงาม พร้อมเรื่องราวเกี่ยวกับประเภท บทบาท และความสำคัญของเรือแต่ละลำในริ้วขบวน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิด อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงเรื่องราวของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธีปี 2569 ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในริ้วขบวนพระราชพิธี ตลอดจนการจัดแสดงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลองขนาดใหญ่ ความยาว 15 เมตร พร้อมสื่อมัลติมีเดีย วิดีทัศน์ และองค์ความรู้ที่ช่วยถ่ายทอดความเป็นมาและความสำคัญของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้อย่างครบถ้วนและเข้าใจง่ายสำหรับผู้ชมทุกวัย

    นิทรรศการครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของมรดกวัฒนธรรมไทยผ่านรูปแบบการนำเสนอที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมร่วมภาคภูมิใจในคุณค่าของโบราณราชประเพณีที่ได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ณ พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของชาติไทยมาอย่างยาวนาน

    ผู้สนใจสามารถเข้าชม “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com