Sustainability

  • Environment - Sustainability

    ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ผนึกพันธมิตร ซีเจ มอร์ เข้าร่วมโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เปิดจุดรับวัสดุรีไซเคิลเข้าถึงพื้นที่ชุมชนยิ่งขึ้น

    ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตร ซีเจ มอร์ (CJ MORE) สู่การขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืน สนับสนุนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ ผ่านการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ CJ MORE ขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชน อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพิ่มโอกาสเก็บบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับสู่ระบบรีไซเคิลที่มากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) ในประเทศไทย

    คุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ องค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “โคคา-โคล่า” ในประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ส่งมอบความสดชื่นในประเทศไทยมา 67 ปีแล้ว เราให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน “Our Choice, Our Future!” โดยหนึ่งในเรื่องที่เราขับเคลื่อนคือสนับสนุนการเก็บบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเราได้ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่าในประเทศไทยในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ยาวนาน 6 ปีแล้ว โดยผนึกพันธมิตรลูกค้ากลุ่ม Modern Trade ทั้งห้างสรรพสินค้า ค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อชั้นนำ เข้าร่วมในโครงการเพื่อตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ล่าสุด ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า รู้สึกขอบคุณและยินดีที่ได้พันธมิตร ซีเจ มอร์ มาร่วมในโครงการเพิ่ม ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชนได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพิ่มความครอบคลุมของจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้โครงการนี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ประเทศไทยไปด้วยกัน โดยไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า จะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมลูกค้าทั้งกลุ่มค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่และกลุ่มร้านค้าท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) สร้างความสำเร็จด้านความยั่งยืนร่วมกัน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจของพันธมิตรอย่างยั่งยืน”

    คุณนพภรณ์ ตั้งจิตปิยะนนท์ ผู้อำนวยการสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ซีเจ มอร์ ในฐานะร้านค้าปลีกในชุมชน ที่มีสาขาครอบคลุมมากกว่า 2,100 แห่งทั่วประเทศ เดินหน้าในการเข้าถึงชุมชนไทยและเข้าใกล้คนไทยมากขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตของชุมชนอย่างโตเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ครบ ถูก คุ้ม และจัดกิจกรรมพิเศษในพื้นที่สาขาเพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนรอบพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งประเด็นด้านความยั่งยืนก็เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ ซีเจ มอร์ มีเป้าหมายขับเคลื่อนเช่นเดียวกัน เราจึงยินดีที่ได้มีเข้ามาร่วมมือในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลใน ซีเจ มอร์ ซึ่งสาขาของเรามีจุดแข็งในการอยู่ในพื้นที่ชุมชนและมีกิจกรรมดี ๆ ที่ได้มีส่วนร่วมกับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถช่วยเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับคนในชุมชนรอบข้างสาขาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ซีเจ มอร์ ยังให้การสนับสนุนบัตรกำนัลมูลค่า 100 บาท จำนวน 50 ใบ สำหรับใช้ในกิจกรรม Lucky Draw เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ลูกค้า ซีเจ มอร์ ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้มากยิ่งขึ้น โดยเรายังอยู่ระหว่างการวางแผนร่วมกับไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า เพื่อขยายจำนวนจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ ซีเจ มอร์ เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต สนับสนุนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบในประเทศไทยร่วมกันต่อไป”

    ปัจจุบัน ซีเจ มอร์ สนับสนุนการจัดตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขานำร่องรวม 5 จุด ได้แก่ สาขาร่มเกล้า 64 สาขาสน.อุดมสุข สาขาลาซาล 50 สาขากิ่งแก้ว 25/1 และสาขาแยกประเวศ โดยประชาชนสามารถนำวัสดุรีไซเคิล 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก แก้ว กระดาษ และโลหะ (รวมถึงกล่องเครื่องดื่ม UHT) มาส่งที่จุดรับวัสดุรีไซเคิลดังกล่าว

    โครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 ชวนประชาชนร่วมรีไซเคิลผ่านจุดรับวัสดุรีไซเคิลในโครงการรวมมากกว่า 90 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น และระยอง ลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท โดยโครงการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Trash Lucky https://trashlucky.com/recycleme/

  • Exhibition - Food - Sustainability

    ไอคอนสยาม ยกระดับเทศกาลกาแฟครั้งสำคัญของเมืองไทย “ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026” สู่ปรากฏการณ์กาแฟรักษ์โลก ตอกย้ำแนวคิด ‘ICONSIAM GO GREEN’ ขับเคลื่อนสู่มิติความยั่งยืน

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดประตูมหานครแห่งกาแฟ ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้คน รสชาติ และวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลก ในมหกรรมกาแฟสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ปักหมุดเป็น Global Coffee Destination ชวนคนรักกาแฟมาร่วมเดินทางสู่ 6 Coffee District ที่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มกว่า 1,000 เมนูจากทั่วโลก พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำแนวคิด ICONSIAM GO GREEN ส่งมอบคุณค่าคืนกลับสู่สังคมและชุมชน

    โดยให้ผู้ร่วมงานร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนผ่านแคมเปญ ZERO Cup to Landfill ทุกแก้วที่ดื่ม มีปลายทางที่ยั่งยืน โดยการรณรงค์ให้ร้านค้าและผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ร่วมกันแยกแก้วและวัสดุที่ใช้แล้วให้ถูกประเภท ณ จุด RETURN STATION ซึ่งตั้งอยู่ภายในงาน เพื่อนำแก้วที่ใช้แล้วไปเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้อง ไม่ให้กลายเป็นขยะฝังกลบ พร้อมส่งมอบต้นไม้ในกระถางที่ทำจากขยะ, กากกาแฟ, สารบำรุงดิน และปุ๋ยน้ำไนโตรเจนจากกากกาแฟ ให้กับผู้ร่วมงานเพื่อคืนความสมบูรณ์สู่ธรรมชาติ ส่วนกากกาแฟ และเศษอาหารจากงานจะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตสารบำรุงดินมอบให้กับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร นำไปบำรุงต้นไม้ในสวนสาธารณะ ภายในงานยังมีจอประมวลผลจำนวนขยะที่คักแยกได้ และจำนวนการลดการปล่อยคาร์บอนฯ แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    รวมถึงกิจกรรม แก้วเพื่อน้อง จุดแบ่งปันแก้วน้ำ Reuse สภาพดีที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อนำไปส่งต่อสู่มือน้องๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดการผลิตขยะใหม่ รวมทั้งรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานนำแก้วส่วนตัวมาใช้ภายในงาน พร้อมรับส่วนลด 5 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มภายในงานจากร้านที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดคราฟต์ Coffee Painting วาดภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟสำหรับคนรักศิลปะอีกด้วย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามและเกิดเป็นภาพความประทับใจให้กับผู้ร่วมงาน

    ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันของไอคอนสยามที่มุ่งเน้นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้บริโภค เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในการดูแลสิ่งแวดล้อม และเป็นหลักสำคัญที่พิสูจน์ว่า อุตสาหกรรมกาแฟไทยสามารถเติบโตอย่างสง่างามควบคู่ไปกับการสร้างโลกที่ยั่งยืนและน่าอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง

    เชิญชวนร่วมออกเดินทางสู่มหานครแห่งกาแฟที่เต็มไปด้วยเรื่องราว สัมผัสสุนทรียภาพแห่งการดื่มด่ำกาแฟรสเลิศ และประสบการณ์พิเศษในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ICONSIAM HALLและ SURALAI HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1338 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook: ICONSIAM และ https://iconsiam.com/th/events-activities/iconic-craft-coffee-expo-2026

    #ICONICCRAFTCOFFEEEXPO #มหานครแห่งกาแฟไอคอนสยาม #ICONSIAM

  • Hospitality - Sustainability

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ร่วมมือ SP Group ยกระดับประสิทธิภาพด้านพลังงานเสริมความแข็งแกร่งการดำเนินงานธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ SP Group (SP) หนึ่งในผู้ให้บริการด้านพลังงานที่ยั่งยืนชั้นนำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้ Sustainability Framework ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป โดยทั้งสององค์กรจะร่วมกันศึกษาโอกาสในการนำเทคโนโลยีและแนวทางด้านพลังงานที่ยั่งยืนไปประยุกต์ใช้กับโรงแรมในเครือของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอน ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่เจ้าของโรงแรม ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสององค์กรได้ลงนามร่วมกัน ความร่วมมือจะครอบคลุมเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อาทิ Cooling-as-a-Service (CaaS) และพลังงานหมุนเวียน โดยถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกของ SP Group กับธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานด้านความสะดวกสบายและการบริการที่แขกคาดหวัง

    ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากโครงการ Cooling-as-a-Service (CaaS) แห่งแรกของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในประเทศไทย ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ซึ่งมีขนาด 429 ห้อง ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติดอนเมืองเพียงไม่กี่นาที และได้รับการออกแบบให้รองรับทั้งนักเดินทางเพื่อธุรกิจและเพื่อการพักผ่อน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการประชุมและการจัดงานที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้สูงสุดถึง 800 คน

    โครงการนี้ครอบคลุมการเปลี่ยนเครื่องทำน้ำเย็น (Chiller) เดิมเป็นอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง พร้อมติดตั้งระบบบริหารจัดการ Chiller Plant ที่ช่วยควบคุมและปรับการทำงานของระบบโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบใหม่นี้มีกำลังการทำความเย็น 1,195 ตันความเย็น (Refrigeration Tonnes: RT) และคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 40% เมื่อเทียบกับระบบเดิม หรือคิดเป็นการลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 900,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ต่อปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ประมาณ 4 ล้านบาทต่อปี และตลอดระยะเวลา 15 ปีของสัญญา คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงแรมได้ประมาณ 25.5 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนได้ 449 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี เทียบเท่ากับการลดการปล่อยคาร์บอนจากรถยนต์มากกว่า 400 คันต่อปี

    โครงการนี้สะท้อนแนวทางของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดีของผู้เข้าพักเป็นสำคัญ

    นายสมชาย กิตติไกรศักดิ์ รองประธานกรรมการแผนกโครงการ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินธุรกิจและการเติบโตของสำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป โดยเฉพาะการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรม ระบบทำความเย็นถือเป็นหนึ่งในระบบที่ใช้พลังงานสูง การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน เรายังคงให้ความสำคัญกับการมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดีให้กับแขกตลอดการเข้าพัก”
    “ความร่วมมือกับ SP Group เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเรา โดยมุ่งเน้นไปที่โซลูชันที่สามารถนำมาใช้ได้จริงและสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อการดำเนินงาน นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าขยายแนวทางด้านพลังงานที่ยั่งยืนไปยังโรงแรมที่มีความเหมาะสมในประเทศไทย เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับเจ้าของโรงแรม แขก และชุมชน”

    นายเบนจามิน เทย์ ประธานกรรมการ Singapore Power Energy (Thailand) Limited กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ในการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนมาใช้ในโรงแรมในประเทศไทย ปัจจุบันภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของโรงแรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น”

    นายมาร์ค เอลเมนโซ ผู้จัดการทั่วไป อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ กล่าวว่า “ความเชี่ยวชาญของ SP Group ด้านเทคโนโลยีระบบทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เราพิจารณาในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ที่โรงแรม อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ เพราะระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้เป็นส่วนสำคัญของการดำเนินงาน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านความยั่งยืนของเรา ขณะเดียวกัน ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในขณะที่ยังคงสามารถรักษาความสะดวกสบายดั่งที่แขกของเราคาดหวัง”

    ทั้งสององค์กรจะยังคงเดินหน้าศึกษาโอกาสในการนำเทคโนโลยีและแนวทางด้านพลังงานที่ยั่งยืนไปประยุกต์ใช้กับโรงแรมในเครือของกลุ่มออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ฯ ในประเทศไทยที่มีความเหมาะสมต่อไป โดยต่อยอดจากความสำเร็จในการนำระบบดังกล่าวมาใช้ที่อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ
    การเดินหน้าครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Sustainability Framework ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย

  • Business - Logistics - Sustainability

    พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก

    นครราชสีมา – บริษัท พูลอุดม จำกัด หนึ่งในบริษัทภายใต้ กลุ่มพูลผล ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ประกาศเดินหน้าสู่ปีที่ 50 พร้อมยกระดับการดำเนินงานตามแนวทางห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Logistics) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองรับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้าน ESG มากขึ้น

    ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัท พูลอุดม จำกัด พัฒนาจากผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์ สู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ผลิตอาหารสัตว์ในประเทศไทย โดยมีวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันเส้น และกากมันสำปะหลัง พร้อมพัฒนาระบบคลังสินค้า ไซโล และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับการจัดเก็บและขนส่งวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า ภายใต้มาตรฐาน GHPs และ HACCP ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบ

    สำหรับทิศทางในปีที่ 50 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Green Supply Chain โดยมุ่งปรับปรุงกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สอดรับกับแนวโน้มของภาคธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและคำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น

    ขณะที่ด้านโลจิสติกส์ บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาแนวทาง Low Carbon Logistics ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง โดยให้ความสำคัญกับการลดเที่ยวรถเปล่า การใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนอกจากช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการขนส่ง

    แนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัท พูลอุดม จำกัด ได้รับรางวัล “สถานประกอบการดีเด่น” จากโครงการ Eco Move และได้รับการคัดเลือกเป็น Success Case ด้าน Low Carbon Logistics จากกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากการนำ Backhaul Matching System หรือระบบจับคู่เที่ยวรถขากลับ มาใช้บริหารจัดการเที่ยวรถและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ช่วยลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นางวันดี อัครวงศ์วิจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลอุดม จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของบริษัทเกิดขึ้นจากความไว้วางใจของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะที่ทิศทางต่อจากนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตขององค์กร แต่ต้องการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าการพัฒนา Green Supply Chain ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว

    สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป บริษัทฯ เตรียมยกระดับองค์กรสู่ Low Carbon Organization ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการคาร์บอน และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ และร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

  • Business - Sustainability

    “กลุ่มพูลผล” ครบรอบ 84 ปี เปิดบทใหม่ มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก

    “กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต”

    วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป

    นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

    ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน

    สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

  • Event - Lifestyle - Sustainability

    NEXTOPIA สยามพารากอน ชวนเฉลิมฉลองเดือนแห่งแม่ผ่าน “Love with Purpose” Celebrating Mom. Creating Meaningful Moments. เพราะความรักที่มีความหมาย…คือความรักที่ส่งต่อคุณค่าได้

    NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ชวนทุกคนร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งวันแม่ 2569 ผ่านแคมเปญ “Love with Purpose” ภายใต้แนวคิด “Celebrating Mom. Creating Meaningful Moments.” ที่เชื่อว่า ความรักที่ดีที่สุด ไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำว่า “รัก” แต่คือการลงมือทำ สร้างช่วงเวลา ที่มีความหมายร่วมกัน พร้อมส่งต่อคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และโลก


    ในฐานะ Lifestyle Destination with Purpose NEXTOPIA ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการช้อปปิ้ง แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ตลอดเดือนสิงหาคม NEXTOPIA จึงชวนทุกคนมาสร้าง “Meaningful Moments” ร่วมกับคุณแม่ ผ่านกิจกรรมที่เต็มไปด้วย ความอบอุ่น ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าที่ส่งต่อได้

    Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA
    เพราะของขวัญที่งดงามที่สุดสำหรับคนที่เรารัก คือของขวัญที่สร้างคุณค่าได้ในระยะยาว NEXTOPIA จึงร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (GIT) จัดงาน Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA ภายใต้โครงการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์การค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน: Thailand towards World Sustainable Gem and Jewelry Hub ระหว่างวันที่ 12–18 สิงหาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5
    พบกับแขกรับเชิญสุดพิเศษ “Nord Pritdison (นอร์ท iZ)” ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ พร้อมคุณแม่ ร่วมเปิดมุมมองใหม่ของอัญมณีและเครื่องประดับ ผ่านแนวคิด “The Pure Light : ค้นพบคุณค่าที่แท้จริง เบื้องหลังประกายที่ยั่งยืน” ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
    พร้อมด้วยนิทรรศการ เสวนา เวิร์กช็อป และโซนจัดแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการ ที่นำเสนอแนวคิด Responsible Jewelry นวัตกรรม และมาตรฐานด้านความยั่งยืน ชวนทุกคนค้นพบว่าความงดงามของเครื่องประดับ สามารถสะท้อนทั้งความรัก ความรับผิดชอบ และความตั้งใจที่จะส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้คนรุ่นต่อไป

    Mother Tongue “ภาษาแม่ : ไม่พูดก็รู้ว่ารัก” โดย Environman
    วันที่ 12 สิงหาคม 2569 NEXTOPIA ร่วมกับ Environman ชวนทุกคนถ่ายทอด “ภาษารัก” ที่บางครั้งไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด ผ่านกิจกรรม Mother Tongue : ภาษาแม่ ไม่พูดก็รู้ว่ารัก เพราะกับข้าวจานโปรด เสื้อที่ถูกซ่อมอยู่เสมอ หรือต้นไม้ที่เติบโตมาด้วยความใส่ใจ ล้วนเป็นภาษารัก ที่แม่ส่งมอบให้ลูกมาตลอดชีวิต ปีนี้ถึงเวลาที่ลูกจะได้ส่งความรักกลับไป ผ่านเวิร์กช็อปงานคราฟต์ อาทิ การร้อยพวงมาลัย การทำสร้อยเรซิ่นดอกไม้ กรอบรูปดอกไม้แห้ง การเขียนโปสต์การ์ดบันทึกความทรงจำ และกิจกรรมบริจาคหนังสือและสื่อการเรียนรู้ เพื่อร่วมสร้างห้องสมุดให้เด็ก ๆ จังหวัดสุรินทร์ เปลี่ยนความรักในครอบครัวให้กลายเป็นโอกาสของสังคม

    ECOTOPIA เติมเต็มความรัก ผ่านงานคราฟต์และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน
    ตลอดเดือนสิงหาคม ECOTOPIA ชวนทุกคนค้นพบแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมที่ผสานงานดีไซน์ งานคราฟต์ และแนวคิด Sustainable Lifestyle ให้การสร้างของขวัญสำหรับคุณแม่ กลายเป็นประสบการณ์ ที่มี ความหมายยิ่งกว่าเดิม


    เริ่มต้นด้วยกิจกรรม DIY มาลัยรักษ์โลกจาก QUALY (6–12 สิงหาคม) ที่ชวนออกแบบพวงมาลัย ที่สามารถใช้งานได้ยาวนาน ลดการสร้างขยะ พร้อมส่งต่อความกตัญญูในรูปแบบใหม่

    ต่อด้วยเวิร์กช็อป ยาดมสมุนไพรจาก YUVANICH (7–9 สิงหาคม) ที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาสมุนไพรไทย ผ่านการลงมือทำ และกิจกรรม Custom Aroma Diffuser Stone จาก SANIT (14–16 สิงหาคม) ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนออกแบบกลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตน
    ปิดท้ายเดือนด้วย Workshop ถักพวงกุญแจจาก V CRAFT (28–30 สิงหาคม)ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วม ได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับผู้พิการทางสายตา สะท้อนคุณค่าของงานคราฟต์ที่สร้างอาชีพ สร้างโอกาส และเชื่อมโยงผู้คนอย่างยั่งยืน
    ในช่วงเดียวกัน NEXTOPIA ยังชวนย้อนสัมผัสเสน่ห์แห่งวันวานกับงาน Get Back to The Vintage Vibes (28–30 สิงหาคม) ที่รวบรวมแผ่นเสียงหายากยุคคุณแม่ สินค้าไลฟ์สไตล์วินเทจ ของสะสม เวิร์กช็อป และกิจกรรมจากดีเจ ที่หลอมรวมความทรงจำ งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยไว้ในพื้นที่เดียว

    เติมเต็มช่วงเวลาดี ๆ กับคุณแม่ ผ่านโปรโมชั่นพิเศษจากร้านค้าภายใน NEXTOPIA
    ตลอดเทศกาลวันแม่ ร้านค้าภายใน NEXTOPIA ได้ร่วมส่งต่อความสุขผ่านโปรโมชั่นพิเศษจาก Nicolo, Hopsy Story, Fikka, Kyo Roll En, Dean & Deluca, Gong cha, Street Burger, Conte de Tulear, Uncle Boss และ สรรพรส พร้อมไฮไลต์ อาทิ Dean & Deluca มอบสิทธิ์ Buy 1 Get 1 Free เมื่อพาคุณแม่มาซื้อเครื่องดื่มภายในร้าน,
    Gong cha รับฟรี Jasmine Green Tea Size M 1 แก้ว เมื่อซื้อเครื่องดื่ม Size L พร้อมคุณแม่, Kyo Roll En รับฟรี Yuzu Butterfly Pea Soda เมื่อรับประทานครบตามเงื่อนไข, สรรพรส รับฟรีพวงมาลัย ผ้าถุงผลิตภันฑ์จากชุมชน เมื่อรับประทานอาหารครบ 2,000 บาท, Street Burger รับฟรีภาพถ่าย Polaroid เพื่อเก็บความทรงจำร่วมกับคุณแม่


    ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ NEXTOPIA ขอเชิญทุกคนมาร่วมเฉลิมฉลองความรัก ในรูปแบบที่มี ความหมาย เพราะทุกช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกับคนที่เรารัก สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ที่ยั่งยืนได้ Love with Purpose ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองวันแม่ แต่คือการเปลี่ยนความรัก ความตั้งใจ และการลงมือทำ ให้กลายเป็นคุณค่าที่ส่งต่อจากครอบครัว สู่ชุมชน และสู่โลกใบนี้
    ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความทรงจำที่อบอุ่น และการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ที่ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน

    #NEXTOPIA #LovewithPurpose #SiamParagon

  • CSR - Environment - Sustainability

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเปิดงาน “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” โดยมี บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมรับเสด็จและสนับสนุนการอนุรักษ์ทะเลไทย

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานมหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลแห่งปี “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” ณ NEX HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดโดยมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่ ในโอกาสนี้ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนมอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทยอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    มหกรรมนิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล : SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกอบกู้ท้องทะเลไทย โดยมีจุดเด่นสำคัญของงานคือการนำเสนอ Immersive Experience 360 องศา ที่พาผู้เข้าชมจำลองการดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลผ่านภาพและระบบเสียงรอบทิศทาง

    พร้อมเรียนรู้เรื่องราววิกฤติทะเลไทยและแนวทางการร่วมแก้ไขปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและเยาวชนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน