Admin

  • Fashion - Travel

    ททท. ขับเคลื่อน “THAI T’REASURES” ต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่สากล ปักหมุดประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทาง Fashion Tourism ระดับโลก

    (9 กันยายน 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน 2569 ณ ลานริเวอร์ พาร์ค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน บูรณาการความร่วมมือกับสมาพันธ์อัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่า (ประเทศไทย) แบรนด์ดีไซเนอร์ นักออกแบบรุ่นใหม่ ศิลปิน นิสิตนักศึกษา และผู้ประกอบการผ้าไทย ร่วมถ่ายทอดคุณค่าของผ้าไทย อัญมณี งานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานออกแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ผลิตผ้าไทย ภายใต้แนวคิด “THAI T’REASURES” หรือ “ของดีประเทศไทย” สู่ภาพลักษณ์ใหม่ของ “แฟชั่นไทยเท่” ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สวมใส่ได้จริง และต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอเสน่ห์ไทยสู่เวทีโลก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการนำทุนวัฒนธรรมไทย ทั้งผ้าไทย อัญมณี งานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาจากท้องถิ่น ซึ่งล้วนมีเรื่องราวและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มาต่อยอดผ่านแฟชั่นและการออกแบบร่วมสมัย ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความสนใจของผู้คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อสร้างมุมมองใหม่ต่อ “ของดีประเทศไทย” และทำให้เรื่องราวของทุนวัฒนธรรมสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวในรูปแบบร่วมสมัยและจับต้องได้ ตลอดจนสะท้อนศักยภาพของแฟชั่นไทยในฐานะส่วนหนึ่งที่สำคัญของประสบการณ์การท่องเที่ยว

    สำหรับโครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ลานริเวอร์ พาร์ค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม โดยภายในงานนำเสนอแฟชั่นไทยผ่านหลากหลายรูปแบบ ทั้งแฟชั่นโชว์ นิทรรศการ การจัดแสดงสินค้า และผลงานออกแบบที่เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน โดยวันที่ 18 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากการรวมพลัง 8 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำ ได้แก่ KLOSET, JANESUDA, Painkiller Atelier, RAPEE, Maison Wonder Anatomie, SANGBOON, THITHA และ Made by Hotcake ภายใต้แนวคิด “365 แฟชั่นไทยเท่ได้ทุกวัน” ร่วมกับศิลปิน MEYOU – มิว ชิษณุชา ถ่ายทอดผ้าไทยและอัญมณีไทยในรูปแบบร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริงในทุกโอกาส ทั้งวันทำงาน วันพักผ่อน การเดินทาง และงานสังคม วันที่ 19 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากนักออกแบบรุ่นใหม่ อาทิ Warinnaya, Marionsiam และ Clothear ร่วมกับนักแสดงจากช่อง ONE31 ได้แก่ เพิร์ล ศัจกร และพีค ภีมพล เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้นำเสนอแนวคิดและผลงานสู่ผู้ชมในวงกว้าง และวันที่ 20 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากนิสิตนักศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่น จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับศิลปินวง COMPASS และนักดนตรีระนาดร่วมสมัย Finotheranad ถ่ายทอดศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ผ่านการตีความทุนวัฒนธรรมในมุมมองร่วมสมัย นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแฟชั่น “WEAR THE DESTINATION” นำเสนอเรื่องราว แรงบันดาลใจ และอัตลักษณ์ของผ้าไทย ภายใต้แนวคิด “10 Textile Journey Across Thailand – 10 เส้นทาง พาเที่ยวไทย” ผ่านเทคโนโลยีจอ Touch Screen ที่ช่วยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ข้อมูลและเรื่องราวของผ้าไทยในแต่ละเส้นทาง พร้อมเชื่อมโยงผืนผ้าเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงสินค้าแฟชั่นไทยร่วมสมัยและเครื่องประดับ จากผู้ประกอบการ ร้านค้า ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ แสงบุญ จังหวัดเชียงใหม่ ธนณันงานฝ้าย จังหวัดเลย และ RAYA BATIK จังหวัดปัตตานี ถ่ายทอดความหลากหลายของงานออกแบบและภูมิปัญญาจากแต่ละพื้นที่สู่ผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ TAT × THAI DESIGNER COLLABORATION การร่วมสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ระหว่าง ททท. และนักออกแบบไทย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ RAVIPA กับคอลเลกชันเครื่องประดับพญานาค “Faith to Fashion” ที่นำความเชื่อและศรัทธามาต่อยอดสู่แฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, PREMIUM POPS × TRK กับผ้าและหมวกแฟชั่นมัลติฟังก์ชันจากลวดลายศิลปะไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Art to Journey” และ THITHA กับต้นแบบชุดจากเศษเปลือกรังไหม ภายใต้แนวคิด “Waste to Worth” ที่นำวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นแฟชั่นที่คำนึงถึงความยั่งยืน สะท้อนการนำความเชื่อ ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และแนวคิดด้านความยั่งยืน มาพัฒนาเป็น Tourism Lifestyle Product ที่ใช้งานได้จริงและมีเรื่องราว เชื่อมโยงมิติด้านแฟชั่นเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต


    “THAI T’REASURES คือของดีประเทศไทยที่ไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจ แต่ยังสามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของไทยสู่เวทีโลกผ่านงานออกแบบร่วมสมัยได้ แฟชั่นจึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้า หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดเรื่องราวของผืนผ้า งานหัตถศิลป์ ภูมิปัญญา ผู้คน และชุมชน เชื่อมโยงจากแหล่งกำเนิดสู่จุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางไปสัมผัสเรื่องราวและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ อันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน”

    ทั้งนี้ โครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” มุ่งส่งเสริม Fashion Tourism หรือ “การท่องเที่ยวผ่านแฟชั่น” ด้วยการเชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับวัตถุดิบ แหล่งผลิต ช่างฝีมือ ชุมชน และจุดหมายปลายทาง เพื่อเปลี่ยนสินค้าให้เป็นประสบการณ์การเดินทาง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ททท. ในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ใหม่ของ “แฟชั่นไทยเท่” ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมผ่านแฟชั่นและการออกแบบร่วมสมัย โดย ททท. คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Fashion Tourism ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

  • Fashion & Design - Hospitality

    อนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป × เกรฮาวด์ ออริจินัลเปิดมิติใหม่ Fashion Meets Hospitality ผ่านยูนิฟอร์ม “ชามา” เปลี่ยนแฟชั่นให้เป็นอีกหนึ่งภาษาของการบริการ

    กรุงเทพฯ — ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของแต่ละแบรนด์ภายในพอร์ตโฟลิโอ ผ่านองค์ประกอบในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่และการบริการ ไปจนถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ช่วยสร้างความรู้สึกและความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้าผู้เข้าพักอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโดดเด่นและเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของแต่ละแบรนด์ พร้อมตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเข้าพักที่สะท้อนตัวตนและรูปแบบการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น

    ล่าสุด ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของแบรนด์ ผ่านการเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ของ “ชามา” (Shama) แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในเครือที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยร่วมมือกับ “เกรฮาวด์ ออริจินัล” (Greyhound Original) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของชามาให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านดีไซน์ที่สะท้อนความทันสมัย ความคล่องตัว และมาตรฐานการบริการที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยยูนิฟอร์มถือเป็นอีกหนึ่งจุดสัมผัสสำคัญที่ผู้เข้าพักจะได้เห็นและสัมผัสตั้งแต่แรกเยือน

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสะท้อนแนวคิดของชามา ผ่านการสร้างบรรยากาศของการอยู่อาศัยที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างสะดวกสบายและเป็นธรรมชาติ โดยมองยูนิฟอร์มเป็นมากกว่าองค์ประกอบด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่แรกสัมผัส ที่ช่วยบอกเล่าความเป็นชามาผ่านดีไซน์และการแต่งกายของทีมงาน ควบคู่ไปกับการสื่อถึงความอบอุ่น เป็นกันเอง และความเป็นมืออาชีพในการให้บริการ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ทุกปฏิสัมพันธ์ระหว่างทีมงานและผู้เข้าพักเต็มไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่ช่วงแรกของการเข้าพักไปจนถึงการดูแลในแต่ละวัน พร้อมสะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและมาตรฐานการบริการในแบบฉบับของชามา

    เกรฮาวด์ ออริจินัลเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มีบทบาทสำคัญในวงการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มาอย่างยาวนาน ด้วยประสบการณ์กว่า 46 ปี และคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นทั้งในด้านความเรียบเท่ ความร่วมสมัย และลูกเล่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบรนด์เกรฮาวด์ ออริจินัลจึงไม่ได้สะท้อนเพียงมิติของแฟชั่น หากแต่ยังสะท้อน “วิถีและสไตล์การใช้ชีวิต” ของคนเมืองที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัว ความมั่นใจ และการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

    คุณยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “สำหรับชามา การเป็นมากกว่าที่พักหมายถึงการที่แบรนด์ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้เข้าพัก ดังนั้นรายละเอียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าพักจึงมีส่วนสำคัญต่อความรู้สึกที่ผู้เข้าพักมีต่อแบรนด์ และยูนิฟอร์มของทีมงานก็เป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ผู้เข้าพักได้เห็นและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้การร่วมงานกับเกรฮาวด์ ออริจินัลจึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำมุมมองด้านแฟชั่นและการออกแบบมาช่วยถ่ายทอดบุคลิกของชามา (Shama) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยึดแนวคิด Joy of Living เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ โดยยูนิฟอร์มใหม่นี้จะสะท้อนถึงความอบอุ่น ความร่วมสมัย ความคล่องตัว และความเข้าถึงง่าย ตามคาเรคเตอร์ของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็ต้องสวมใส่สบายและเหมาะกับการทำงานจริง เพื่อส่งต่อความรู้สึกคุ้นเคย สบายใจ และเป็นธรรมชาติในแบบของชามา ตั้งแต่แรกพบและตลอดการเข้าพัก

    คุณเอกบุตร อุดมผล ครีเอทีฟไดเรกเตอร์จากเกรฮาวด์ ออริจินัล เผยถึงแนวคิดในการออกแบบว่า “ความท้าทายของโปรเจกต์นี้ คือการหลอมรวมอัตลักษณ์ของสองแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันให้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างความร่วมสมัยและความเรียบเท่ในแบบเกรฮาวด์ ออริจินัล ภายใต้ปรัชญา Basic with a Twist กับแนวคิด Joy of Living ของชามา ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกสบาย เป็นตัวของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ และการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพ เราจึงเลือกแนวทางการออกแบบที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียด เพื่อให้ยูนิฟอร์มทำหน้าที่ได้มากกว่าเครื่องแต่งกาย แต่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนตัวตนของ แบรนด์ได้อย่างชัดเจน”

    “จากโจทย์ที่ได้รับ การออกแบบจึงเริ่มจากการมองว่ายูนิฟอร์มของชามาควรให้ความรู้สึกเป็นมิตร สบายตา และสวมใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงเลือกใช้โทนสีเอิร์ธโทน (Earth Tone) ผสานกับเส้นสายแบบมินิมอลร่วมสมัย (Modern Minimal) เพื่อให้ภาพรวมดูคล่องตัวและเป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันได้เติมรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยสะท้อนตัวตนของชามาและความเป็นแบรนด์เอเชีย เช่น คอปกที่สามารถปรับรูปแบบการสวมใส่ได้ การซ่อนโลโก้ ชามาไว้อย่างแนบเนียน รวมถึงการแทรกกลิ่นอายแบบเอเชียน (Asian Influence) เข้าไปในดีไซน์ ทุกองค์ประกอบจึงถูกคิดให้ใช้งานได้จริงควบคู่ไปกับความสวยงาม เพื่อให้พนักงานเคลื่อนไหวและทำงานได้อย่างคล่องตัวตลอดวัน โดยที่ยูนิฟอร์มยังคงความเป็นชามาไว้อย่างชัดเจน”

    ชามา (Shama) เป็นแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่มีรากฐานมาจากแนวคิดของ “บ้านในเมือง” ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสาธารณรัฐประชาชนจีนและฮ่องกง ก่อนเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และได้รับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ชามาเปิดให้บริการรวมกว่า 20 แห่งในประเทศไทย จีน ฮ่องกง และมาเลเซีย พร้อมพัฒนาแบรนด์ย่อย ได้แก่ ชามา (Shama), ชามา ฮับ (Shama Hub) และชามา ลักซ์ (Shama Luxe) เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ภายใต้หัวใจเดียวกัน คือการสร้างความรู้สึกสบายใจ ให้ผู้เข้าพักสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติเสมือนอยู่บ้าน

    สำหรับผู้เข้าพัก ชามาไม่ได้มอบเพียงห้องพักที่สะดวกสบาย แต่เป็นพื้นที่ที่รองรับการใช้ชีวิตจริง ทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำงาน ห้องครัว พื้นที่จัดเก็บ และบริการที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ชาวต่างชาติที่ย้ายมาอาศัยและทำงานในต่างเมือง ครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ใช้ชีวิตที่แบ่งสัดส่วนได้อย่างชัดเจน รองรับทั้งช่วงเวลาส่วนตัวและการใช้เวลาร่วมกัน หรือผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สองที่ให้ทั้งความเป็นส่วนตัว ความสะดวกสบาย และมาตรฐานการบริการแบบ Hospitality ชามาจึงเป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในทุกวันเป็นเรื่องง่ายและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ประสบการณ์ในแบบชามายังไม่ได้หยุดอยู่เพียงภายในพื้นที่พักอาศัย แต่ขยายต่อไปสู่การเชื่อมโยงกับย่านและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสวิถีชีวิตของพื้นที่นั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านการสร้างบรรยากาศแห่งการอยู่อาศัยที่เอื้อต่อการพบปะ การใช้ชีวิตร่วมกัน และการออกไปค้นพบเสน่ห์ของพื้นที่ใกล้เคียงในแบบของตนเอง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของชามาในฐานะแบรนด์ที่มองการอยู่อาศัยมากกว่าการให้บริการที่พัก แต่คือการสร้างประสบการณ์ของการใช้ชีวิตที่ออกแบบขึ้นจากความเข้าใจผู้คนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่พื้นที่ที่รองรับกิจวัตรประจำวัน การบริการที่ใส่ใจ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับย่านและชุมชนโดยรอบ

    ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ยูนิฟอร์มจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ แต่เป็นอีกหนึ่งภาษาของการบริการที่ถ่ายทอดตัวตนของชามาออกมาอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความอบอุ่น ความร่วมสมัย และความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อส่งต่อความรู้สึกของการได้อยู่ในสถานที่ที่เข้าใจการใช้ชีวิต และทำให้ทุกการเข้าพักไม่ใช่เพียงการมาอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่เป็นความรู้สึกของการได้กลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ให้ความสบายใจได้ทุกครั้ง

  • Hospitality - Travel

    ฉลอง Festive Season ท่ามกลางเสน่ห์ทะเลอันดามัน “เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต” เสิร์ฟประสบการณ์คริสต์มาส–ปีใหม่ พร้อมเคานต์ดาวน์ริมชายหาด

    รีสอร์ตรางวัล MICHELIN Key นำเสนอหลากหลายกิจกรรมเฉลิมฉลองที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่มื้ออาหารแห่งความสุขสำหรับครอบครัว ไปจนถึงค่ำคืนคริสต์มาสและปีใหม่ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูเก็ต ปิดท้ายด้วยงานฉลองเคานต์ดาวน์และการแสดงดอกไม้ไฟเหนือทะเลอันดามัน

    ภูเก็ต ประเทศไทย – เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์ สปา ภูเก็ต จุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนบนเกาะส่วนตัวอันเงียบสงบกลางทะเลอันดามัน เชิญชวนครอบครัวและคนที่คุณรักมาร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขตลอดเดือนธันวาคม ผ่านมื้ออาหารและกิจกรรมพิเศษที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    ด้วยคุณภาพและประสบการณ์อันโดดเด่นซึ่งได้รับการยอมรับด้วยรางวัล MICHELIN Key รีสอร์ตพร้อมมอบช่วงเวลาแห่งความสุขให้ทุกท่านตลอดเทศกาลวันหยุดนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามและบริการเหนือระดับ

    เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม เวลา 17.30–18.30 น. เมื่อผู้เข้าพักและพนักงานของรีสอร์ทมารวมตัวกัน ณ ริมชายหาดของรีสอร์ท เพื่อร่วมพิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาส (Christmas Tree Lighting Ceremony) ภายในงานพร้อมเสิร์ฟคานาเป้และค็อกเทลรังสรรค์พิเศษ ประกอบการแสดงดนตรีสด ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ เมื่อผู้จัดการทั่วไปให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดไฟประดับต้นคริสต์มาส นับเป็นการเริ่มต้นเทศกาลแห่งความสุขอย่างอบอุ่น

    วันที่ 24 ธันวาคม เวลา 18.30–22.30 น. ห้องอาหารวีรันดา (Veranda) ซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพทะเลอันกว้างไกล จะเปิดต้อนรับทุกท่านสู่มื้อค่ำวันคริสต์มาสอีฟ ทีมเชฟของรีสอร์ทรังสรรค์บุฟเฟต์นานาชาติที่รวบรวมรสชาติแห่งเทศกาลและเมนูเลื่องชื่อจากทั่วโลก ทั้งโคลด์คัตและชีสนำเข้า เนื้อชั้นเลิศ อาหารทะเลท้องถิ่นคุณภาพเยี่ยม และขนมหวานหลากหลายรายการ พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสดจากวงทรีโอ บทเพลงคริสต์มาส และการแสดงจากเหล่าเอลฟ์ที่จะมาเติมเต็มสีสันให้ค่ำคืนนี้

    การเฉลิมฉลองดำเนินต่อเนื่องในวันที่ 25 ธันวาคม เวลา 18.30–22.30 น. กับมื้อค่ำวันคริสต์มาส ณ ห้องอาหารวีรันดา พร้อมเซตเมนูพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับค่ำคืนนี้ พร้อมการแสดงดนตรีสดจากวงทรีโอ ท่ามกลางเสียงคลื่นและสายลมทะเล มอบค่ำคืนที่อบอุ่นและน่าประทับใจอีกหนึ่งค่ำคืนแห่งเทศกาล

    ในค่ำคืนสุดท้ายของปี รีสอร์ทขอเชิญทุกท่านร่วมต้อนรับปีใหม่กับงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าในธีม “กลิ่นอายภูเก็ต” ซึ่งจัดขึ้นทั่วบริเวณห้องอาหารวีรันดา ห้องอาหารไอยรา (Aiyara) และบริเวณริมชายหาดของรีสอร์ท

    ในวันที่ 31 ธันวาคม ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองจะเริ่มต้นด้วยเวลคัมค็อกเทลและคานาเป้ ตั้งแต่เวลา 18.30–20.00 น. ก่อนอิ่มอร่อยกับบุฟเฟต์นานาชาติที่ผสานกลิ่นอายและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป พร้อมสนุกสนานตลอดค่ำคืนกับการแสดงดนตรีสด โชว์ไฟ และการแสดงจากดีเจ ก่อนร่วมกันนับถอยหลังสู่ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงพร้อมชมการแสดงดอกไม้ไฟเหนือท้องทะเลอันดามันในเวลาเที่ยงคืน โดยงานเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 00.15 น.
    เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต รีสอร์ตแห่งเดียวบนเกาะนาคาใหญ่ พร้อมมอบสถานที่อันเหมาะสมสำหรับการสร้างความทรงจำแสนพิเศษในช่วงเทศกาล ด้วยห้องพัก ห้องสวีท และพูลวิลล่ารวม 90 ห้อง ควบคู่กับประสบการณ์ด้านอาหารและการดูแลสุขภาพที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน

    มื้อค่ำวันคริสต์มาสอีฟ ราคา 7,800++ บาทต่อผู้ใหญ่หนึ่งท่าน รวมเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ และ 3,800++ บาทต่อเด็กหนึ่งท่าน สำหรับเด็กอายุ 6–12 ปี รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ร่วมรายการ มื้อค่ำวันคริสต์มาส ราคา 4,800++ บาทต่อผู้ใหญ่หนึ่งท่าน รวมเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ และ 2,500++ บาทต่อเด็กหนึ่งท่าน สำหรับเด็กอายุ 6–12 ปี รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ร่วมรายการ ส่วนงานกาลาดินเนอร์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ราคา 22,000++ บาทต่อผู้ใหญ่หนึ่งท่าน รวมเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ และ 8,000++ บาทต่อเด็กหนึ่งท่าน สำหรับเด็กอายุ 6–12 ปี รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ร่วมรายการ เด็กอายุไม่เกิน 5 ปี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทุกรายการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สมาชิกแมริออท บอนวอย รับส่วนลด 10% สำหรับทุกประสบการณ์มื้อค่ำแห่งเทศกาลนี้

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต และสำรองประสบการณ์พักผ่อนในช่วงเทศกาลบนเกาะสวรรค์ได้ทางอีเมล [email protected] หรือโทร. +66 (0) 76 371 400

    ช่องทางออนไลน์:
    เว็บไซต์: www.marriott.com/en-us/hotels/pyxlc-the-naka-island-a-luxury-collection-resort-and-spa-phuket/overview
    Facebook: www.facebook.com/thenakaisland
    Instagram: www.instagram.com/nakaislandphuket
    Line Official: lin.ee/6wOs1Rw

  • Business - Logistics - Sustainability

    พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก

    นครราชสีมา – บริษัท พูลอุดม จำกัด หนึ่งในบริษัทภายใต้ กลุ่มพูลผล ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ประกาศเดินหน้าสู่ปีที่ 50 พร้อมยกระดับการดำเนินงานตามแนวทางห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Logistics) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองรับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้าน ESG มากขึ้น

    ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัท พูลอุดม จำกัด พัฒนาจากผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์ สู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ผลิตอาหารสัตว์ในประเทศไทย โดยมีวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันเส้น และกากมันสำปะหลัง พร้อมพัฒนาระบบคลังสินค้า ไซโล และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับการจัดเก็บและขนส่งวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า ภายใต้มาตรฐาน GHPs และ HACCP ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบ

    สำหรับทิศทางในปีที่ 50 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Green Supply Chain โดยมุ่งปรับปรุงกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สอดรับกับแนวโน้มของภาคธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและคำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น

    ขณะที่ด้านโลจิสติกส์ บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาแนวทาง Low Carbon Logistics ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง โดยให้ความสำคัญกับการลดเที่ยวรถเปล่า การใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนอกจากช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการขนส่ง

    แนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัท พูลอุดม จำกัด ได้รับรางวัล “สถานประกอบการดีเด่น” จากโครงการ Eco Move และได้รับการคัดเลือกเป็น Success Case ด้าน Low Carbon Logistics จากกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากการนำ Backhaul Matching System หรือระบบจับคู่เที่ยวรถขากลับ มาใช้บริหารจัดการเที่ยวรถและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ช่วยลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นางวันดี อัครวงศ์วิจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลอุดม จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของบริษัทเกิดขึ้นจากความไว้วางใจของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะที่ทิศทางต่อจากนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตขององค์กร แต่ต้องการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าการพัฒนา Green Supply Chain ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว

    สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป บริษัทฯ เตรียมยกระดับองค์กรสู่ Low Carbon Organization ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการคาร์บอน และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ และร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

  • Education - Family & Kids

    เปิดแล้ว! BRIXLAND Thailand สวนสนุกน้องใหม่ ณ ICONSIAM กับอาณาจักร Safe Brix แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ชวนเด็กและครอบครัวปลุกพลังจินตนาการ สนุกกับการเรียนรู้ผ่านตัวต่อยักษ์กว่า 30,000 ชิ้น บนพื้นที่สร้างสรรค์กว่า 400 ตารางเมตร
    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – BRIXLAND Thailand เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว ณ ชั้น 5 โซน EDUCATION ศูนย์การค้า ICONSIAM พร้อมชวนเด็กและครอบครัวสัมผัสประสบการณ์การเล่นรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “A Creative Playland” ผ่านอาณาจักร Safe Brix แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บนพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร BRIXLAND Thailand รวบรวม Safe Brix ตัวต่อขนาดยักษ์มากกว่า 30,000 ชิ้น ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการจากประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้ต่อ สร้าง ทดลอง และเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นโลกในแบบของตนเอง
    BRIXLAND Thailand ให้ความสำคัญกับทั้งความสนุกและการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด Learning Through Play เพราะการเล่นไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหา และการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง
    พื้นที่ภายในได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัย พร้อมทีมงานคอยดูแลตลอดระยะเวลาการเล่น เพื่อให้เด็ก ๆ สนุกกับการสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ และผู้ปกครองสามารถใช้เวลาร่วมกับลูก ๆ ได้อย่างสบายใจ

    ภายใต้แนวคิด “ตัวต่อทุกชิ้น คือจุดเริ่มต้นของจินตนาการ” BRIXLAND Thailand พร้อมเป็นพื้นที่แห่งความสุขและการเรียนรู้สำหรับทุกครอบครัว ให้เด็ก ๆ ได้ เล่น สร้าง ทดลอง และเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์ที่สนุกและสร้างสรรค์

    จุดเด่นของ BRIXLAND Thailand

    • อาณาจักร Safe Brix แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • Safe Brix มากกว่า 30,000 ชิ้น
    • พื้นที่เล่นและเรียนรู้กว่า 400 ตารางเมตร
    • ส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด Learning Through Play
    • เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น สร้าง ทดลอง และเรียนรู้
    • พื้นที่สำหรับเด็กและครอบครัว พร้อมทีมงานดูแลตลอดการเล่น

    ABOUT BRIXLAND THAILAND
    BRIXLAND Thailand คือสวนสนุกในร่มและพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัว ภายใต้แนวคิด A Creative Playland โดยนำ Safe Brix ตัวต่อขนาดยักษ์มาเป็นหัวใจของประสบการณ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

    BRIXLAND Thailand
    ICONSIAM ชั้น 5 โซน EDUCATION (ใกล้ Asia Books)
    เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
    Website: brixland.co.th
    Facebook: Brixland Thailand
    Instagram: @brixlandthailand
    LINE Official: @Brixland
    Tel. 02-382-2295, 063-847-5799

    #BrixLandThailand #BrixLand #BrixLandTH #BrixLandIconSiam #IconSiam #SafeBrix #LearningThroughPlay #IndoorPlayground #Edutainment #สวนสนุกในร่ม #สวนสนุกสำหรับเด็ก #สวนสนุกไอคอนสยาม

  • Art - Exhibition - Lifestyle

    ปล่อยใจให้เบ่งบานไปกับ “Flower & Friend” นิทรรศการศิลปะที่ถ่ายทอดความงามของดอกไม้ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก ชมฟรี 1 – 15 กันยายน 2569 ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม

    สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนสัมผัสดอกไม้ผลิบานในกาลเวลากับงาน Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” นิทรรศการศิลปะที่เชื่อมโยงเรื่องราวของดอกไม้ มิตรภาพ และกาลเวลา ผ่านมุมมองและสื่อการสร้างสรรค์อันแตกต่างของ 2 ศิลปินหญิงมากความสามารถ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิก และ คุณจุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ช่างภาพและศิลปินสื่อผสม เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ โดยผู้เข้าชมจะได้ร่วมเดินทางผ่านโลกแห่งจินตนาการ ความงดงามของธรรมชาติ และเรื่องราวของการเติบโตที่ค่อย ๆ ผลิบานผ่านผลงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

    สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของเพื่อนสนิทสองคนที่ใช้ศิลปะเป็นภาษาหลักในการสื่อสารความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านช่วงเวลาของชีวิต โดยมี “ดอกไม้” เป็นจุดร่วมสำคัญของแรงบันดาลใจ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความงาม ความเปลี่ยนแปลง ความหวัง และมิตรภาพที่ค่อยๆ เติบโตอย่างงดงามตามกาลเวลา ผู้ชมจะได้สัมผัสผลงานชุด “Blooming through Play: เมื่อดอกไม้ผลิบานผ่านการเล่น” ของ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิกผู้เชื่อว่าความสนุก ความอยากรู้อยากเห็น และการทดลอง คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในโลกศิลปะ ผลงานของเธอถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับดอกไม้ผ่านการทำงานกับดินสี (Colored Clay Slip) และกระดาษสา ซึ่งถูกดัด พับ และขึ้นรูปเป็นกลีบดอกไม้ ก่อนนำไปผ่านกระบวนการเผาเซรามิกจนเกิดเป็นรูปทรงที่ละเอียดอ่อน เปราะบาง แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง

    นอกจากนี้ ยังมีผลงานภาชนะเซรามิกที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการใช้สีระบายและซ้อนทับบนพื้นผิวอย่างอิสระ เกิดเป็นมิติของสีสัน ร่องรอย และพื้นผิวที่สะท้อนความงดงามจากกระบวนการทดลองและการเรียนรู้มากกว่าความสมบูรณ์แบบ ผลงานทุกชิ้นจึงเปรียบเสมือนดอกไม้ที่ค่อยๆ ผลิบานตามธรรมชาติของตนเอง และเป็นภาพแทนของการเติบโตในเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยการค้นพบใหม่อยู่เสมอ

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือผลงานชุด “The Day I Met the Flower” โดย จุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ศิลปินภาพถ่ายและสื่อผสม ผู้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะช่างภาพแฟชั่นให้กับนิตยสารและแบรนด์ชั้นนำของประเทศไทยมากว่า 20 ปี พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ “Flowering Mind” ที่ผสานศาสตร์ของการจัดดอกไม้ ศิลปะ และการดูแลสุขภาพใจเข้าไว้ด้วยกัน ผลงานชุดนี้เริ่มต้นจากการพบเจอและสังเกตดอกไม้ในสวนเล็กๆ ที่ศิลปินดูแลด้วยตนเอง รวมถึงดอกไม้จากบ้านใกล้เรือนเคียง ก่อนจะบันทึกเรื่องราวผ่านภาพถ่ายด้วยแสงธรรมชาติ ถ่ายทอดรายละเอียดและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดอกไม้แต่ละดอกอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงต่อยอดด้วยเทคนิคการวาดสีซ้อนทับลงบนภาพถ่าย สร้างมิติใหม่ที่หลอมรวมระหว่างภาพถ่ายและจิตรกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้งและงดงาม

    เมื่อความอบอุ่นของแสงแดดในภาพถ่ายมาบรรจบกับชั้นสีดินบนผลงานเซรามิก นิทรรศการ Flower & Friend จึงเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการพบกันของสองมุมมองทางศิลปะที่แตกต่าง แต่มีหัวใจเดียวกัน คือความหลงใหลในความงดงามของดอกไม้และธรรมชาติ ผู้ชมจะได้สัมผัสทั้งความละเอียดอ่อนของรูปทรง สีสัน พื้นผิว และเรื่องราวที่แฝงอยู่ภายในผลงาน ซึ่งชวนให้หยุดมองความงามรอบตัว และกลับมาเชื่อมโยงกับความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง

    สำหรับผู้ที่รักงานศิลปะ การถ่ายภาพ งานเซรามิก ตลอดจนผู้ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจ และช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของดอกไม้ ไม่ควรพลาดนิทรรศการ Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” ระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงานสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

    #FlowerAndFriend #SiamTakashimaya #ArtExhibition #ICONSIAM

  • Campaign - Lifestyle

    ICS Lifestyle Complex ชวนช็อป ชิม รับความคุ้มกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS” อิ่มอร่อยครบ 200 บาท รับคูปอง 50 บาทพร้อมช็อปสะสมรับของรางวัลสุดพิเศษตั้งแต่ 3 ก.ย. – 7 ต.ค. 69

    ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม ชวนเติมความสุขให้ทุกวันกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS” มอบความคุ้มให้ทั้งสายกินและสายช็อป กับสิทธิพิเศษทั้งคูปองแทนเงินสดและของรางวัลสุดพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน – 7 ตุลาคม 2569

    สายกิน อิ่มอร่อยยิ่งคุ้ม เพียงรวบรวมใบเสร็จจากร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการบริเวณชั้น G และ Lotus’s Eatery ชั้น 4 ภายในวันเดียวกัน เฉพาะวันจันทร์ – ศุกร์ ครบ 200 บาทขึ้นไป รับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 50 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดกับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการได้ทันที โดยไม่มียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ พบกับร้านอาหาร เครื่องดื่ม และของหวานกว่า 40 ร้าน อาทิ BARON’S Bar, BOWCAKE, FUKU MATCHA, GET FRESH, HELLO YOGURT, KATEI SHABU, MOLTO, SANTAFÉ, STARBUCKS COFFEE, ก๋วยเตี๋ยวเสาวรีย์, นครเลิศรส, รสเจริญ, เสน่ห์ขนมจีน รวมถึงร้านอาหารชื่อดังภายใน Lotus’s Eatery ชั้น 4 และร้านค้าที่ร่วมรายการอีกมากมาย

    สายช็อป ยิ่งช็อปยิ่งได้เพิ่ม สำหรับสมาชิก ONESIAM สามารถรวบรวมใบเสร็จจากการใช้จ่าย ภายใน ICS ภายในวันเดียวกัน เพื่อรับสิทธิพิเศษตามเงื่อนไข เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมครบ 1,200 บาท รับ Lotus’s PRIVÉ GIFT CARD มูลค่า 100 บาท หรือเมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมครบ 6,000 บาท รับ บัตรเติมน้ำมัน PTT Station มูลค่า 300 บาท
    มาช็อป ชิม และเติมความสุขให้ทุกวันไปกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS” ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน – 7 ตุลาคม 2569 ณ ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไข เพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือโทร. 1338

  • Entertainment - Event - Lifestyle

    “ไอคอนสยาม” ชวนเติมเต็มโมเมนต์ละมุนสุดประทับใจ แท็กทีม 8 หนุ่มสุดฮอตเสิร์ฟความฟินในงาน “ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026”

    เตรียมหัวใจให้พร้อม! ไอคอนสยาม ชวนแฟนๆ และคอกาแฟมาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุด เอ็กซ์คลูซีฟกับกิจกรรม EXCLUSIVE COFFEE LOVER GUESTS ไฮไลต์สุดพิเศษภายในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 มหกรรมงานกาแฟสุดยิ่งใหญ่แห่งปี จัดโดย ไอคอนสยาม พบกับ 8 นักแสดงสุดฮอตที่จะมาเสิร์ฟความอบอุ่นสุดประทับใจ นำทีมโดย ตี๋–เฮง วันที่ 16 กันยายน 2569, โทมัส–ก้อง วันที่ 18 กันยายน 2569, เน็ต–เจเจ วันที่ 19 กันยายน 2569 และ แม้ก–ณฐ วันที่ 20 กันยายน 2569

    งานนี้จัดเต็มความพิเศษให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดแบบใจเต้น เปิดจำหน่ายบัตรรอบ Early-Bird (ราคาพิเศษ 450.-บาท) ในวันที่ 4–6 กันยายน 2569 บริเวณจุดจำหน่ายบัตร ชั้น M (บริเวณหน้าร้าน ZARA) และ รอบทั่วไป (ราคา 490.-บาท) เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 16–20 กันยายน 2569 บริเวณจุด Cashier ICONIC BAR ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 นอกจากได้เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษภายในงาน ยังได้รับสิทธิ์จับกาชาปองลุ้นเป็นผู้โชคดีถ่ายภาพร่วมกับศิลปินคนโปรดอย่างใกล้ชิด (รวม 240 สิทธิ์ต่อวัน จากจำนวนสิทธิ์ทั้งหมด 500 สิทธิ์ต่อวัน) พร้อมรับฟรี ICONIC Menu เครื่องดื่มสูตรพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

    แฟนๆ ห้ามพลาด ร่วมดื่มด่ำกับรสชาติเครื่องดื่มชั้นเลิศ พร้อมบรรยากาศแห่งความสุขไปกับกิจกรรม สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 จัดขึ้นในวันที่ 16–20 กันยายน 2569 ณ ชั้น 7 ไอคอนสยาม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจำหน่ายบัตร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com และ Facebook : ICONSIAM

  • Hotel - IT-Technology - Travel

    เมื่อ AI ช่วยค้นหาทริปในฝัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ชวนค้นพบประสบการณ์ที่ใช่ ในแบบ More of What You Love

    สถิติชี้ นักเดินทาง 54% มั่นใจใช้ AI วางแผนเที่ยว ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ชวนเปลี่ยน “พรอมต์” บนหน้าจอสู่ประสบการณ์จริง ผ่าน 4 แบรนด์โรงแรมที่ตอบโจทย์หลากหลายความต้องการและสไตล์การเดินทาง ให้ทุกคนได้ค้นพบ More of What You Love ในแบบของตัวเอง

    “พักริมทะเล 3 วัน 2 คืน เดินทางสะดวก และมีอาหารท้องถิ่นรสเลิศ” คำสั่งเพียงไม่กี่คำที่วันนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาข้อมูล แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทริปในฝันได้ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการวางแผนการเดินทาง ตั้งแต่ช่วยค้นหาจุดหมายที่ตรงใจ ไปจนถึงจัดทริปให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคน และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว เพราะรายงาน Travel Trends 2026 จาก Skyscanner ซึ่งสำรวจนักเดินทางทั่วโลก 22,000 คน พบว่า 54% มีความมั่นใจที่จะใช้ AI ช่วยวางแผนหรือจองการเดินทาง

    มากกว่าการช่วยตอบคำถามว่า “ควรไปที่ไหนดี” AI กำลังทำให้นักเดินทางหันกลับมาถามตัวเองว่า “เราอยากได้อะไรจากทริปนี้อย่างแท้จริง” มากขึ้น แม้เทคโนโลยีจะสามารถช่วยสร้างแผนการเดินทางที่ลงตัวบนหน้าจอได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่ความทรงจำที่ทำให้การเดินทางมีความหมายยังเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราได้สัมผัสจริง ทั้งสถานที่ ผู้คน อาหาร บรรยากาศ และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

    เมื่อความต้องการของนักเดินทางชัดเจนขึ้น ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) พร้อมเปลี่ยนแผนการเดินทางจากบนหน้าจอให้กลายเป็นประสบการณ์จริง ภายใต้แนวคิด “More of What You Love” ที่มุ่งเติมเต็มสิ่งที่แต่ละคนชื่นชอบ ผ่าน 4 แบรนด์โรงแรมที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน และพร้อมตอบรับรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย

    สำหรับผู้ที่แสวงหาการพักผ่อนที่เชื่อมโยงกับจุดหมาย อมารี (Amari) แบรนด์โรงแรม upper-upscale พร้อมมุ่งเปลี่ยนทุกการเข้าพักให้เป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณท้องถิ่นและคงอยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสัมผัสผู้คน วัฒนธรรม และเสน่ห์ของจุดหมาย หรือเลือกใช้เวลาอย่างผ่อนคลายภายในโรงแรมที่มีทั้งร้านอาหาร บาร์ สปา และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ให้ผู้เข้าพักได้พักกาย เติมพลังใจ และใช้เวลาในแบบที่ตัวเองต้องการตลอดทั้งวัน

    ไฮไลท์สำคัญถูกถ่ายทอดผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ เสน่ห์ท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านงานออกแบบ รสชาติ ผู้คน และวัฒนธรรม, มุมมองที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน, การบริการที่ใส่ใจในแบบ Ari Service และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ทั้งหมดนี้ช่วยให้การเข้าพักไม่ได้เป็นเพียงการมาเยือนสถานที่แห่งหนึ่ง แต่เป็นโอกาสในการทำความรู้จักและเชื่อมโยงกับจุดหมายนั้นมากขึ้น

    หากคุณเป็นนักเดินทางที่มองหาความสบายและความคล่องตัวในการเดินทาง โอโซ่ (OZO) คือแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบประสบการณ์การเข้าพักให้เข้ากับชีวิตของนักเดินทางในหลากหลายรูปแบบ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ตั้งแต่การนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม พื้นที่สำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรม ไปจนถึงการเชื่อมต่อเทคโนโลยีที่สะดวกและรวดเร็ว

    เพราะความสบายของแต่ละคนมีความหมายไม่เหมือนกัน OZO จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าพักเลือกใช้เวลาในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะออกไปค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ชื่นชอบ หรือกลับมาพักผ่อนและเติมพลังที่โรงแรม พร้อมการบริการที่เป็นมิตรและคล่องตัวในแบบฉบับของ OZO ทำให้ทุกครั้งที่เข้าพักรู้สึกคุ้นเคยและลงตัว และเป็นที่พักที่นึกถึงได้เสมอเมื่อถึงเวลาของการเดินทางครั้งต่อไป

    สำหรับผู้ที่อยากใช้เวลาอยู่กับจุดหมายให้นานขึ้น ชามา (Shama) เติมเต็มการเข้าพักด้วยแนวคิด The Joy of Living ผ่านพื้นที่ที่ออกแบบให้ผู้เข้าพักสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนได้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตัวเอง พร้อมสร้างความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้ทำความรู้จักผู้คนและค้นพบเสน่ห์ของย่านที่พักโดยรอบ และนี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ชามาเป็นมากกว่าที่พักระหว่างการเดินทาง แต่เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตในจุดหมาย ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ผู้คน และวิถีชีวิตรอบตัว จนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

    และสำหรับผู้ที่มองหาความสงบและความเป็นส่วนตัว โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) นำเสนอประสบการณ์ภายใต้แนวคิด “The Art of Intuitive Refinement” ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน พร้อมมอบความสบายใจและความเป็นส่วนตัวในทุกช่วงเวลา ด้วยบริการแบบ “Invisible Hand” ที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักและดูแลอย่างละเอียดอ่อน โดยไม่รบกวนพื้นที่ส่วนตัว จึงเกิดเป็นประสบการณ์ที่เปรียบเสมือน Sanctuary of Restoration หรือพื้นที่สำหรับหยุดพักและฟื้นฟูตัวเองท่ามกลางจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ

    ท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางที่ดีอาจไม่ได้วัดจากจำนวนสถานที่ที่เราไป หรือรายละเอียดของแผนการเดินทางที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลาในแบบที่ตรงกับสิ่งที่เราชื่นชอบและให้ความหมายกับตัวเราเอง แนวคิด More of What You Love จึงสะท้อนความเชื่อว่า ประสบการณ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเหมือนกันสำหรับทุกคน เพราะความสุขของการเดินทางมีได้หลากหลายรูปแบบ
    ในวันที่ AI ช่วยให้เราค้นหาและวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการได้คำตอบว่า “จะไปที่ไหน” แต่คือการค้นพบว่า “เราอยากใช้เวลาอย่างไร” เมื่อเดินทางไปถึง และไม่ว่าจะเป็นการออกไปค้นพบสิ่งใหม่ ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก หรือเพียงได้หยุดพักและมีเวลาอยู่กับตัวเอง ความหลากหลายของประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีความหมาย และเป็นสิ่งที่ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตั้งใจจะเติมเต็มให้มากขึ้นในทุกการเดินทาง

    แหล่งข้อมูล: Skyscanner Travel Trends 2026 – The Future of Travel & Tourism
    https://www.skyscanner.com/travel-trends/future
    (ผลสำรวจนักเดินทางทั่วโลก 22,000 คน)

  • Business - Energy - IT-Technology

    บี.กริม เพาเวอร์ ปั้น New Growth Engine รับโลกพลังงานยุคใหม่จัด 4 หน่วยธุรกิจเชื่อม Energy–Digital–Data Center พร้อมต่อยอดสินทรัพย์เดิมสร้างรายได้ทันที

    หลังบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ไปเมื่อ เร็วๆ นี้ โดยกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น ล่าสุด นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาให้มุมมองเพิ่มเติมในเชิงธุรกิจ ทั้งทิศทางการจัดทัพหน่วยธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) พร้อมมุ่งหน้าสู่ความเป็น Energy Tech Company นอกจากนี้ ยังเผยถึงโอกาสสร้างรายได้ระยะสั้นและยาวที่บริษัทฯ สามารถรับรู้ได้ทันที ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

    สี่หน่วยธุรกิจใหม่ เสาหลักขององค์กร
    นายนพเดช เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศคาดว่าจะสูงถึงราว 77,374 เมกะวัตต์ ในกรณีสูง (High Case) ภายในปี 2593 โดยเฉพาะโครงการ Data Center ในพื้นที่ EEC ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,000–4,000 เมกะวัตต์ ท่ามกลางร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในกลางเดือนสิงหาคมนี้

    เพื่อรองรับโอกาสดังกล่าว บี.กริม เพาเวอร์ ได้ transform องค์กรอย่างเป็นระบบ จัดตั้ง 4 หน่วยธุรกิจหลักที่เสริมพลังซึ่งกันและกัน ภายใต้เป้าหมายก้าวจากผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำ สู่การเป็น Energy Tech Company ที่ครบวงจร:
    •บี.กริม บียอนด์บริดจ์ หัวหอกธุรกิจดิจิทัล มุ่งสู่ Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) ต่อยอดจาก Smart Micro Grid ความยาวกว่า 216.76 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองรับกลไก Third Party Access (TPA) ที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม PDP 2026
    •บี.กริม ไอเน็ต ร่วมทุนกับไอเน็ต ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industrial Estate เสริมความมั่นคงด้านข้อมูลและ Digital Sovereignty ของประเทศ
    •ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ผู้พัฒนาและดำเนินการ Data Center ระดับ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมเปิดดำเนินการบางส่วนปลายปี 2569 พร้อมตั้งเป้าขยายรวมเป็น 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
    •พอร์ตพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค ภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้ากำลังผลิตตามสัญญา 10,000 เมกะวัตต์ สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกว่า 50% ภายในปี 2573 ครอบคลุมโครงการทั้งในไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

    โอกาสสร้างรายได้ระยะสั้น: จากช่วงที่เหลือของปี 2569 ถึงต้นปี 2570
    นอกเหนือจากการวางรากฐานระยะยาว นายนพเดช ยังเปิดเผยถึงโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯ สามารถเร่งรับรู้รายได้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการลงทุนใหม่ ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ประกอบด้วย:
    •กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่พร้อมเชื่อมต่อให้กับลูกค้าได้ทันที บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พร้อมเชื่อมต่อและรับรู้รายได้ได้ทันที รวมประมาณ 250 เมกะวัตต์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอ่างทอง
    •ดีล Data Center Ecosystem ที่ดินพร้อมไฟ อยู่ระหว่างการเจรจาขายที่ดินพร้อมระบบไฟฟ้าให้ผู้พัฒนา Data Center ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมในนิคมอุตสาหกรรม
    •โครงการ Nakwol 1 (เกาหลีใต้) โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 365 เมกะวัตต์ ที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 49% อยู่ในกลุ่มโครงการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปีนี้ หลังบริษัท B.Grimm Power Korea เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของ Unison Co., Ltd. สัดส่วนราว 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการ
    •Data Center ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม โครงการ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ ที่ชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมทยอยเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569
    •โครงการ COD อื่นๆ ที่คาดว่าจะทยอยเข้าระบบ ได้แก่ Zhongce Rubber โครงการโซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ขนาด 35 เมกะวัตต์ และ Huong Hoa 1 โครงการพลังงานลมบนฝั่งในเวียดนาม ขนาด 48 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการอื่นอีกรวมกำลังผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์
    •โครงการ อินทรี บี.กริม โซล่าร์ เดินหน้ารับรายได้ต่อเนื่อง ขนาด 83.79 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และยังคงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
    •โครงการโซลาร์ลอยน้ำ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เริ่มรับรู้รายได้แล้ว โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในเฟสแรกแล้วรวม 17 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
    •โครงการโซลาร์ฟาร์ม Vista Alegre ที่ฟิลิปปินส์ บริษัท Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) บริษัทย่อยที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REPA) ขนาด 50 เมกะวัตต์ จากโครงการกำลังการผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส กับ National Transmission Corporation (TransCo) ภายใต้โครงการ Green Energy Auction – 4 (GEA-4) ของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์

    มองไกลกว่าปัจจุบัน: เตรียมพร้อมสำหรับ SMR
    นอกจากการเก็บเกี่ยวโอกาสระยะสั้น บี.กริม เพาเวอร์ ยังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากยุโรปและจีน บนหลักคิด “อธิปไตยทางพลังงาน” (Energy Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและความผันผวนของราคาพลังงานโลกในระยะยาว
    “สำหรับหลายองค์กร แผนพลังงานชาติฉบับใหม่คือโจทย์ของการปรับตัว แต่สำหรับบี.กริม เพาเวอร์ มันคือคำอธิบายของเส้นทางที่เลือกเดินมาตลอด” นายนพเดช กล่าวทิ้งท้าย