Hotel

  • Dining - Food - Hotel

    ดื่มด่ำรสชาติและกลิ่นอายเมืองเก่าปีนัง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป พาคุณสัมผัสความประทับใจผ่านที่พักคุณภาพจากอมารีและโอโซ่

    ชาร์ก๋วยเตี๋ยวหอมกลิ่นกระทะ ข้าวราดแกงเครื่องเทศเข้มข้น และเชนดอลเย็น ๆ ระหว่างเดินเที่ยวในย่านเมืองเก่า ล้วนเป็นรสชาติที่ชวนให้ทำความรู้จักกับ “ปีนัง” เมืองมรดกโลกที่มีวัฒนธรรมอาหารเป็นเอกลักษณ์ เสน่ห์ไม่ได้อยู่เพียงในรสชาติ แต่อยู่ที่การได้เห็นวิธีปรุง พูดคุยกับคนท้องถิ่น และลองชิมเมนูที่ไม่เคยรู้จัก ให้แต่ละมื้อกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ของการเดินทาง

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ชวนค้นพบเสน่ห์ของปีนังผ่าน โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง (OZO George Town Penang) และอมารี สไปซ์ ปีนัง (Amari SPICE Penang) ตั้งแต่การเริ่มต้นวันด้วยมื้ออร่อยในบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนออกไปสำรวจจอร์จทาวน์ที่เต็มไปด้วยสีสันและวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงการออกไปลิ้มลองอาหารหลากหลายที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเมือง โดยทั้งสองโรงแรมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหารของปีนังควบคู่ไปกับประสบการณ์การเข้าพักที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นวันด้วยรสชาติท้องถิ่น โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง บนถนนอาร์ไกล์ (Jalan Argyll) มีห้องอาหารอีท (EAT) บนชั้น 21 ให้บริการทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน พร้อมวิวเมืองจากมุมสูงและตัวเลือกอาหารมาเลเซียควบคู่กับเมนูนานาชาติ เมนูแนะนำมีทั้ง OZO Char Koay Teow หรือชาร์ก๋วยเตี๋ยว เส้นแบนผัดแบบมาเลเซีย และนาซีเลอมัก (Nasi Lemak) ข้าวหุงกะทิเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง ให้ผู้เข้าพักได้ลองทำความรู้จักกับรสชาติท้องถิ่น ขณะที่ผู้ร่วมโต๊ะยังเลือกเมนูที่คุ้นเคยได้ตามความชอบ

    แต่เสน่ห์ของอาหารปีนังไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงแรม เพราะแม้จะเป็นเมนูเดียวกัน แต่ละร้านก็มีวิธีปรุงและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ต่างกัน ที่โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง OZO Connector ทีมงานที่พร้อมพูดคุยและแบ่งปันคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำร้านที่น่าลองหรือช่วยให้ผู้เข้าพักกล้าออกไปค้นหารสชาติใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน ทีมงานยังใส่ใจรับฟังความต้องการด้านอาหารและประสานงานกับครัว เพื่อให้มื้ออาหารเหมาะกับผู้เข้าพักแต่ละคน

    เมื่อออกไปสำรวจเมือง อยากชวนให้ลองทำความรู้จัก นาซีกันดาร์ (Nasi Kandar) ข้าวที่รับประทานคู่กับแกงและกับข้าวหลากชนิด โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศ หรือ อาซัมลักซา (Asam Laksa) ก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปปลารสเปรี้ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก่อนปิดท้ายด้วยเชนดอล (Chendol) ของหวานเส้นแป้งสีเขียวที่เสิร์ฟพร้อมกะทิ น้ำตาล และน้ำแข็งไส โดยถนนเลอบูห์เก็งกวี (Lebuh Keng Kwee) ใกล้ถนนปีนัง (Jalan Penang) เป็นอีกจุดที่น่าแวะระหว่างเดินเที่ยวจอร์จทาวน์

    ไม่ว่าจะเริ่มต้นวันด้วยมื้อเช้าพร้อมชมวิวเมืองจากโรงแรม หรือออกไปเดินเล่นและแวะชิมอาหารตามร้านท้องถิ่น ทุกช่วงเวลาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเข้าพักที่โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง ที่ผสมผสานความสะดวกสบาย บรรยากาศเป็นกันเอง และโอกาสในการทำความรู้จักเมืองผ่านรสชาติอาหารและเรื่องราวระหว่างทาง ให้ผู้เข้าพักได้ค้นพบเสน่ห์ของปีนังในแบบของตัวเอง
    ขณะที่ อมารี สไปซ์ ปีนัง ชวนนักเดินทางทำความรู้จักกับวัฒนธรรมอาหารผ่านห้องอาหารอมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ (Amaya Food Gallery) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากตลาดอาหารและร้านฮอว์เกอร์ในเอเชีย ถ่ายทอดบรรยากาศผ่านแผงอาหารและครัวเปิดที่ให้ผู้รับประทานได้เห็นการปรุงอาหารอย่างใกล้ชิด สร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาและชวนให้เพลิดเพลินกับมื้ออาหาร

    เมนูของอมาญาผสมผสานรสชาติจากปีนัง มาเลเซีย และประเทศต่างๆ ในเอเชีย เข้ากับอาหารนานาชาติและกลิ่นอายอาหารไทย โดยมีชาร์ก๋วยเตี๋ยวสูตรปีนัง (Penang Char Koay Teow) เป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ที่นำรสชาติท้องถิ่นมาเสิร์ฟในบรรยากาศร่วมสมัย ให้ผู้รับประทานได้สัมผัสเสน่ห์ของอาหารปีนังผ่านรสชาติและเอกลักษณ์ของเมนูที่ปรุงสดใหม่
    ด้วยตัวเลือกอาหารที่หลากหลายและบรรยากาศที่ชวนให้นั่งใช้เวลาร่วมกัน อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ จึงเหมาะทั้งสำหรับผู้ที่อยากลองรสชาติท้องถิ่นและผู้ที่ชื่นชอบอาหารนานาชาติ มื้ออาหารจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้แบ่งปันความชอบและเพลิดเพลินไปกับเสน่ห์ของวัฒนธรรมอาหารเอเชียร่วมกัน

    อมารี สไปซ์ ปีนัง ตั้งอยู่ในย่านบายัน เลอปัส (Bayan Lepas) สำหรับผู้ที่ต้องการออกไปสำรวจร้านอาหารและย่านเมืองเก่าในจอร์จทาวน์ สามารถวางแผนเดินทางด้วยรถยนต์หรือบริการเรียกรถ โดยมี Amari Host พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางและการเดินทาง ช่วยให้ผู้เข้าพักวางแผนออกไปสัมผัสสีสันและวัฒนธรรมอาหารของปีนังได้สะดวกยิ่งขึ้น

    ไม่ว่าจะเป็นการออกไปค้นหาร้านอาหารใหม่ ๆ ตามคำแนะนำของทีม OZO Connector หรือ Amari Host หรือการใช้เวลาร่วมกันพร้อมลิ้มลองอาหารที่ห้องอาหารอีท (EAT) และอมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ (Amaya Food Gallery) ประสบการณ์จากทั้งสองโรงแรมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสปีนังในหลากหลายมิติ ทั้งรสชาติอาหาร ผู้คน และบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนแนวคิด “More of What You Love” ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์หลากหลายระหว่างการเดินทาง เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ใช้เวลากับสิ่งที่ชื่นชอบ ค้นพบเสน่ห์ใหม่ ๆ ของจุดหมายปลายทาง และนำความทรงจำดีๆ กลับไป

  • Hotel - Lifestyle

    เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ค้นหาเรื่องราวความเชื่อและย่านเมืองเก่าสุดคลาสสิกของภูเก็ตและปีนัง

    ศรัทธาและความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมเรื่องราวของจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย และเมืองจอร์จทาวน์ บนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยสะท้อนผ่านศาสนสถาน ประเพณี และวิถีชีวิตของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น การออกเดินทางตามรอยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นอีกวิธีในการทำความรู้จักตัวตนของทั้งสองจุดหมาย ก่อนต่อเนื่องไปสู่ย่านเมืองเก่า สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตที่สะท้อนการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งรอให้ค้นพบได้ตลอดทั้งปี

    ที่ภูเก็ต ลองเริ่มต้นทำความรู้จักเมืองจากศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง ในซอยภูธร บริเวณถนนระนอง หนึ่งในศูนย์รวมศรัทธาของชุมชนชาวจีนและสถานที่สำคัญของประเพณีถือศีลกินผัก แม้จะมาเยือนนอกช่วงเทศกาล ศาลเจ้าแห่งนี้ก็ยังชวนให้แวะสักการะและชมรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนออกไปเดินสำรวจย่านเมืองเก่า ซึ่งมีอาคารชิโนโปรตุกีสสีสันโดดเด่นเรียงรายอยู่ท่ามกลางร้านค้าและร้านอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หากอยากทำความเข้าใจว่าชุมชนชาวจีนมีบทบาทต่อพัฒนาการของภูเก็ตอย่างไร พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวบนถนนกระบี่จะช่วยเติมภาพประวัติศาสตร์ของเมืองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนออกไปสัมผัสเสน่ห์ของอาหารท้องถิ่นผ่านเมนูอย่างหมี่ฮกเกี้ยนที่อยู่คู่กับภูเก็ตมาอย่างยาวนาน เรื่องราวของเมืองจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในศาลเจ้าหรืออาคารเก่า แต่ยังสืบเนื่องอยู่ในรสชาติอาหารและวิถีชีวิตที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

    หลังจากใช้เวลาทำความรู้จักเมือง การพักผ่อนริมทะเลเป็นอีกมิติที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของภูเก็ต อมารี ภูเก็ต (Amari Phuket) ตั้งอยู่บริเวณปลายด้านใต้ของหาดป่าตองที่มอบความสงบและเป็นส่วนตัว พร้อมทิวทัศน์อ่าวและบรรยากาศชายฝั่งที่เหมาะแก่การผ่อนคลายหลังวันแห่งการสำรวจ ห้องพัก และพื้นที่ส่วนกลางได้รับการตกแต่งในสไตล์ไทยร่วมสมัยที่ผสานกันอย่างกลมกลืนเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น ขณะที่การรับประทานอาหารพร้อมชมวิวทะเลและการดูแลผ่อนคลายที่บรีซ สปา (Breeze Spa) จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการออกไปสำรวจย่านเมืองเก่าหรือค้นพบสถานที่อื่นๆ ในภูเก็ต Amari Host พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางและกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อให้การเดินทางมีทั้งช่วงเวลาของการค้นพบและการพักผ่อนอย่างสมดุล

    ประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย ยังเป็นอีกเสน่ห์ของการพักผ่อนที่อมารี ภูเก็ต ตั้งแต่จิบน้ำชายามบ่ายที่ The TreePods พื้นที่รับประทานอาหารรูปทรงเรือที่ยกระดับอยู่ท่ามกลางแมกไม้ริมชายฝั่ง ชมพระอาทิตย์ตกพร้อมเครื่องดื่มและอาหารว่างที่สมุทร บาร์ (Samutr Bar) ไปจนถึงมื้อค่ำที่ห้องอาหารลา กริตต้า (La Gritta) ซึ่งนำเสนออาหารอิตาเลียน ทั้งพาสต้าโฮมเมดและอาหารทะเล พร้อมทิวทัศน์อ่าวป่าตอง แต่ละพื้นที่เปิดให้ผู้เข้าพักเลือกบรรยากาศได้ตามโอกาส ทั้งมื้ออาหารกับครอบครัว การนั่งพูดคุยอย่างผ่อนคลาย และช่วงเวลาพิเศษกับคนสำคัญ

    สำหรับผู้ที่ต้องการผสานการสำรวจเมืองเข้ากับกิจกรรมริมทะเล โอโซ่ ภูเก็ต (OZO Phuket) ทำเลใจกลางย่านกะตะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้จัดสรรเวลาได้หลากหลายยิ่งขึ้น อาจเริ่มต้นวันด้วยอาหารเช้าที่ห้องอาหารอีท (EAT) ก่อนออกเดินทางไปตามรอยศาสนสถานและสำรวจย่านเมืองเก่า โดยมี OZO Connector คอยให้คำแนะนำสถานที่และเส้นทางตามความสนใจ เมื่อกลับมาที่โรงแรม บรรยากาศของสระว่ายน้ำและสไลเดอร์เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ขณะที่หาดกะตะซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 150 เมตร พร้อมมอบความสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ หรือจะเลือกเดินเล่นและเพลิดเพลินกับบรรยากาศชายทะเล ห้องพักที่โอโซ่ถูกออกแบบมาเพื่อให้การนอนเป็นไปได้อย่างเต็มที่ พร้อมเริ่มต้นวันใหม่สำหรับการออกไปค้นพบประสบการณ์อีกมากมายในภูเก็ต

    จากภูเก็ตสู่จอร์จทาวน์ เมืองมรดกโลกบนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย การตามรอยศรัทธาเผยให้เห็นอีกมิติของวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยความเชื่อของชุมชนจีนยังคงเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวเมือง ขณะเดียวกัน ศาสนสถานของหลายศาสนาก็ตั้งอยู่ใกล้กัน สะท้อนประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างวัฒนธรรม จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจคือวัดเจ้าแม่กวนอิม (Goddess of Mercy Temple หรือ Kuan Yin Temple) บนถนนจาลันมัสยิดกาปิตันเกอลิง (Jalan Masjid Kapitan Keling) ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดของปีนังและยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมภายในวัดชวนให้ย้อนมองเรื่องราวที่สืบทอดผ่านกาลเวลา ก่อนเดินชมศาสนสถานใกล้เคียง ทั้งโบสถ์เซนต์จอร์จ วัดฮินดูศรีมหามาเรียมมัน และมัสยิดกาปิตันเกอลิง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่รู้จักกันในชื่อ Street of Harmony จากนั้นเดินทางต่อไปยังคูคองสี (Khoo Kongsi) อาคารสมาคมตระกูลคูที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งอันวิจิตร แล้วสำรวจอาร์เมเนียนสตรีท (Armenian Street) ที่เรียงรายด้วยอาคารเก่า ร้านค้า และงานศิลปะตามตรอกซอกซอย เสน่ห์ของจอร์จทาวน์จึงไม่ได้อยู่เพียงในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ยังปรากฏผ่านอาคารที่ยังมีชีวิต ร้านรวงที่เปิดต้อนรับผู้คน และวิถีชีวิตที่ดำเนินต่อเนื่องท่ามกลางย่านเมืองเก่า

    โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง (OZO George Town Penang) บนถนนอาร์ไกล์ (Jalan Argyll) เป็นจุดพักที่สะดวกสำหรับการออกไปสำรวจเมืองและกลับมาพักผ่อนระหว่างวัน ผู้เข้าพักสามารถขอคำแนะนำจาก OZO Connector เพื่อวางแผนเส้นทางตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจมรดกทางวัฒนธรรม ชมสถาปัตยกรรม หรือค้นหาร้านอาหารท้องถิ่นที่สะท้อนรสชาติของปีนัง หลังจากใช้เวลาเดินชมเมือง สระว่ายน้ำสแปลช (SPLASH) พร้อมทิวทัศน์จากมุมสูงเป็นพื้นที่สำหรับผ่อนคลาย ขณะที่ห้องพักช่วยเติมเต็มการพักผ่อนด้วยเตียงนุ่มสบายและม่านทึบแสง ให้พร้อมต้อนรับเช้าวันใหม่อย่างสดชื่น โดยมีห้องอาหารอีท (EAT) บนชั้น 21 ให้บริการอาหารเช้าพร้อมทิวทัศน์ของเมืองจากมุมสูง ก่อนออกไปสัมผัสเสน่ห์ของจอร์จทาวน์ในมุมที่แตกต่างออกไป

    ไม่ว่าจะเป็นการทำความรู้จักศรัทธาและวิถีชีวิตของชุมชนในภูเก็ต การเดินชมสถาปัตยกรรมและศาสนสถานหลากวัฒนธรรมในจอร์จทาวน์ หรือการสลับช่วงเวลาของการสำรวจเมืองเข้ากับการพักผ่อนริมทะเล แต่ละจุดหมายมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน และเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางเลือกสัมผัสประสบการณ์ได้ตามความสนใจ แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวคิด “More of What You Love” ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มุ่งเชื่อมโยงเสน่ห์ของจุดหมายเข้ากับประสบการณ์การเข้าพัก เพื่อให้ทุกการเดินทางมีความหมายมากกว่าการไปเยือนสถานที่ใหม่ แต่เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจผู้คน วัฒนธรรม และเรื่องราวที่ทำให้แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

  • Dining - Food - Hotel

    เติมสีสันยามเย็นทั่วเอเชียแปซิฟิก เรเนซองส์ โฮเทลส์ เปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องดื่มใหม่ ยกระดับประสบการณ์ “Evenings at Renaissance”

    เนื่องในโอกาส Renaissance Day of Discovery 2026 เรเนซองส์ โฮเทลส์ ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันเครื่องดื่มสร้างสรรค์ชุดใหม่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ โดยเชิญชวนนักเดินทางร่วมค้นพบเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางต่างๆ ผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และเรื่องราวของชุมชนในย่านใกล้เคียง ภายใต้การพัฒนาคอนเซ็ปต์ร่วมกับ เดมิทรีย์ “เดมี่” ดาน่า ปารมิตา
    (Demitria “Demi” Dana Paramita) บาร์เทนเดอร์รางวัลระดับนานาชาติ

    เรเนซองส์ โฮเทลส์ หนึ่งในกว่า 30 แบรนด์โรงแรมในพอร์ตโฟลิโอระดับโลกของแมริออท บอนวอย เตรียมเปิดตัวบทใหม่ของประสบการณ์ Evenings at Renaissance ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศจีน) ผ่านคอลเลคชั่นเครื่องดื่มชุดใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบท้องถิ่น ประเพณีทางวัฒนธรรม และความร่วมมือกับผู้สร้างสรรค์ในแต่ละชุมชน ซึ่งคอลเลคชั่นดังกล่าวได้รับการพัฒนาร่วมกับ Demitria “Demi” Dana Paramita บาร์เทนเดอร์ชาวอินโดนีเซียเจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ โดยนำรสชาติและขนบธรรมเนียมที่คุ้นเคยมาตีความใหม่ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละจุดหมายปลายทางได้อย่างโดดเด่น

    คอลเลคชั่นเครื่องดื่มใหม่นี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในระหว่างช่วง Renaissance Day of Discovery 2026 ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีของแบรนด์ที่เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งการค้นพบวัฒนธรรมและเสน่ห์ของชุมชนโดยรอบ โดยจะจัดขึ้นตลอดเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ณ โรงแรมเรเนซองส์ที่เข้าร่วมโครงการทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้แนวคิด “Layers of Discovery” กิจกรรมในปีนี้จะชวนแขกผู้เข้าพักออกสำรวจมิติที่หลากหลายของแต่ละจุดหมายปลายทาง ผ่านประสบการณ์ที่นำโดย Renaissance Navigators ด้วยการพบปะผู้สร้างสรรค์ในท้องถิ่น และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สัมผัสพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน คอลเลคชั่นเครื่องดื่มใหม่นี้ยังเข้ามาเติมเต็มอีกหนึ่งมิติของการค้นพบ โดยได้นำเอาแรงบันดาลใจจากตลาดท้องถิ่น พืชพรรณพื้นถิ่น และมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ มาสร้างสรรค์เป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับจุดหมายปลายทางได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “ที่เรเนซองส์ โฮเทลส์ เราเชื่อว่าการค้นพบที่น่าจดจำที่สุดเกิดขึ้นเมื่อแขกผู้เข้าพักได้เชื่อมโยงกับเอกลักษณ์ของจุดหมายปลายทางในรูปแบบที่คาดไม่ถึง” คริสเตียโน รินัลดี (Cristiano Rinaldi) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการด้านที่พักประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “การยกระดับประสบการณ์ Evenings at Renaissance ครั้งนี้ เป็นการนำเรื่องราวของชุมชนและย่านใกล้เคียงมาถ่ายทอดผ่านรสชาติและประเพณีที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง ความสามารถของ Demi ในการนำวัตถุดิบที่คุ้นเคยและธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรมมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย สะท้อนจิตวิญญาณของเรเนซองส์ โฮเทลส์ได้อย่างลงตัว พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แขกผู้เข้าพักได้ออกไปค้นพบเสน่ห์ของย่านชุมชน รวมถึงผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านั้น”

    สัมผัสอัตลักษณ์ของจุดหมายปลายทางผ่านประสบการณ์แห่งรสชาติ
    Evenings at Renaissance เชิญชวนแขกผู้เข้าพักออกสำรวจเสน่ห์ของย่านชุมชนหลังพระอาทิตย์ตกดิน ผ่านประสบการณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้คน สถานที่ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง โดยหัวใจสำคัญของประสบการณ์นี้คือ Beverage Rituals ที่ช่วยสร้างช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านจากกลางวันสู่กลางคืน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้เชื่อมโยงกับผู้คน ค้นพบเรื่องราวใหม่ๆ และสัมผัสเสน่ห์ของสถานที่นั้นได้อย่างลึกซึ้ง

    เรเนซองส์ โฮเทลส์ ได้แต่งตั้ง Demitria “Demi” Dana Paramita ผู้ก่อตั้ง HATS Bar Jakarta และบาร์เทนเดอร์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ ให้ดำรงบทบาท ตัวแทนผู้ถ่ายทอดแนวคิด Beverage Rituals คนแรกของแบรนด์ เพื่อร่วมรังสรรค์คอลเลคชั่นเครื่องดื่ม Demi ได้ร่วมพัฒนาคอลเลคชั่นเครื่องดื่มที่นำวัตถุดิบคุ้นเคยและธรรมเนียมท้องถิ่นมาตีความใหม่เป็นประสบการณ์แห่งการค้นพบที่น่าประทับใจ ด้วยแรงบันดาลใจจากรากเหง้าชาวสุมาตราและประสบการณ์ในแวดวงบาร์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไฮไลต์ของเครื่องดื่มคอลเลคชั่นนี้ประกอบด้วยเมนู Blooming Flower เครื่องดื่มฟลอรัลพั้นช์ที่ถ่ายทอดประสบการณ์การแบ่งปันผ่านการรับประทานเยลลี่รสส้มร่วมกัน The Night Market เครื่องดื่มที่ผสานรสชาติของใบเตย ส้มจี๊ด และมะขาม ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันและพลังชีวิตของย่านชุมชนยามค่ำคืน และ Silk Road เครื่องดื่มกลิ่นหอมที่ผสมผสานชา หญ้าฝรั่น และเครื่องเทศ เพื่อสะท้อนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รสชาติ และประเพณีระหว่างผู้คนจากหลากหลายภูมิภาค


    นอกเหนือจากกิจกรรม Renaissance Day of Discovery แล้ว แขกผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ Evenings at Renaissance ได้อย่างต่อเนื่องผ่านคอลเลคชั่นเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของแต่ละจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็น Tropical Silk เครื่องดื่มที่ผสานเสาวรส ลิ้นจี่ และชาเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อม หรือ Remedy เครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำรับดั้งเดิมแห่งการดูแลและปลอบประโลมจิตใจ โดยใช้ผลไม้แปรรูปสูตรพิเศษของแต่ละโรงแรมเป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อสะท้อนรสนิยมและวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์

    สัมผัสหลากหลายมิติแห่งการค้นพบทั่วประเทศไทย
    ในประเทศไทยแขกผู้เข้าพักสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ Renaissance Day of Discovery ได้ ณ โรงแรมเรเนซองส์ในจุดหมายปลายทางอันโดดเด่น ได้แก่ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์, โรงแรมมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา, โรงแรมเรเนซองส์ เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา และ โรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา แขกผู้เข้าพักจะได้ร่วมออกสำรวจเรื่องราว ประเพณี และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ด้านเครื่องดื่มที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันจากแรงบันดาลใจในท้องถิ่น เพื่อมอบอีกหนึ่งมิติแห่งการค้นพบที่สะท้อนจิตวิญญาณของสถานที่ พร้อมปลุกความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เรเนซองส์ โฮเทลส์


    โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ โรงแรมไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นด้านการออกแบบใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ นำเสนอ “Unfold Bangkok” ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ผ่านโปรแกรมเครื่องดื่ม (Beverage Rituals) รูปแบบใหม่จำนวน 4 รายการ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตลาดท้องถิ่นอันมีชีวิตชีวา วัตถุดิบพื้นถิ่น และเรื่องเล่าจากย่านชุมชนต่างๆ ของกรุงเทพฯ ในช่วงกลางวันนักเดินทางสามารถร่วมกิจกรรมสำรวจเมืองที่นำโดยทีม Navigators ของโรงแรม ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวที่สะท้อนเสน่ห์ของชุมชน อาทิ สวนบางมด ตลาดยอดพิมาน และปากคลองตลาด เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด

    จากนั้นในช่วงค่ำแขกผู้เข้าพักสามารถต่อยอดประสบการณ์แห่งการค้นพบที่ R Bar ด้วยการลิ้มลองเครื่องดื่มทั้ง 4 รายการ ทั้งในรูปแบบค็อกเทลสูตรพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย (Revitalizer) และพั้นช์ม็อกเทล ซึ่งได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดกลิ่นอายและความงดงามของตลาดดอกไม้ชื่อดังของกรุงเทพฯ ผ่านรสชาติ สีสัน และวัตถุดิบที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเมือง
    ณ โรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา รีสอร์ทร่วมสมัยริมทะเลที่ตั้งอยู่ระหว่างความมีชีวิตชีวาของเมืองพัทยาและความเงียบสงบของบางเสร่ ผู้เข้าพักจะได้ร่วมออกเดินทางสู่ประสบการณ์ “Beyond the Horizon” ระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเปิดมุมมองใหม่ในการค้นพบเสน่ห์ของชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทย ภายใต้การนำทางของทีม Navigators ผู้เข้าพักจะได้สำรวจชุมชนชายฝั่งบางเสร่และ ไทยธานี หมู่บ้านวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้สัมผัสภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เมื่อกลับสู่รีสอร์ทผู้เข้าพักจะได้ดื่มด่ำกับค่ำคืน Discovery Sunset ภายใต้บรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล ณ The Deck พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงควงไฟและดนตรีสด ก่อนร่วมกิจกรรมยามเช้าในวันถัดไป ซึ่งประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล คลาสโยคะ และเวิร์กชอปรีไซเคิลที่ส่งเสริมแนวคิดด้านความยั่งยืน ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างมีความหมาย

    โรงแรมเรเนซองส์ เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา รีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอันเงียบสงบ ชวนสัมผัส “Craft & Culture” ผ่านเสน่ห์แห่งศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดทั้งวันในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เชิญชวนแขกผู้เข้าพักออกสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสถานที่น่าสนใจที่ซ่อนตัวอยู่บนเกาะสมุย ภายใต้การนำทางโดยทีม Navigators ไฮไลท์ของกิจกรรมประกอบด้วยการเยี่ยมชม วัดศิลางู วัดดินสีแดงอันโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ศาลเจ้ากวนอู ซึ่งสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีนของเกาะสมุย ศูนย์หัตถกรรมโอท็อปสมุย พร้อมสาธิตการประดิษฐ์งานหัตถกรรมจากมะพร้าว และ House of Lucie แกลเลอรีที่รวบรวมผลงานภาพถ่าย ศิลปะ และงานเล่าเรื่องร่วมสมัยจากศิลปินอิสระ เมื่อเข้าสู่ช่วงค่ำ บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองจะทวีความพิเศษยิ่งขึ้นที่ Lotus Room โดยแขกผู้เข้าพักจะได้ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบและรสชาติท้องถิ่น เพลิดเพลินกับเมนูสตรีทฟู้ดที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรในชุมชน และดื่มด่ำไปกับการแสดงดนตรีสด ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และเสน่ห์ของเกาะสมุยได้อย่างมีชีวิตชีวา


    ปิดท้ายในวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา รีสอร์ทริมชายหาดไม้ขาวซึ่งตั้งอยู่บนแนวชายหาดที่ยาวที่สุดของเกาะภูเก็ต โดยผู้เข้าพักจะได้ออกสำรวจเสน่ห์ของจุดหมายปลายทาง “Discover Phuket’s Hidden Gem” ที่นำเสนอเรื่องราวของ “ส้มควาย” วัตถุดิบท้องถิ่นอันทรงคุณค่าซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนมาอย่างยาวนาน กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะเกษตรกรในท้องถิ่น พร้อมเรียนรู้กระบวนการผลิตชาตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน นอกจากนี้ยังสามารถร่วมสัมผัสการนำเสนอเครื่องดื่มสูตรพิเศษในถ้วยพั้นช์ขนาดใหญ่ (Revitalizing Punch Bowl Ritual) ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของตลาดท้องถิ่นในภูเก็ต และร่วมค้นพบมนต์เสน่ห์ของ หนังตะลุง ศิลปะการแสดงเงาอันทรงคุณค่าของภาคใต้ ซึ่งสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการผสมผสานระหว่างรสชาติท้องถิ่น เรื่องราวของผู้คน และประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ ประสบการณ์ดังกล่าวจะมอบอีกหนึ่งมิติแห่งการค้นพบที่เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับวัฒนธรรมและชุมชนของภูเก็ตได้อย่างลึกซึ้ง

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เรเนซองส์ โฮเทลส์ หรือการสำรองห้องพัก สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://renaissance-hotels.marriott.com และติดตามข่าวสารรวมถึงแรงบันดาลใจในการเดินทางจาก เรเนซองส์ โฮเทลส์ ผ่านช่องทาง เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม และเอ็กซ์

  • Hotel - Luxury

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ คว้า One MICHELIN Key 3 ปีซ้อน ตอกย้ำประสบการณ์การเข้าพักที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง

    สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมตลอด 60 ปีของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผ่านการส่งมอบประสบการณ์การพักอาศัยอันสง่างามและการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

    การได้รับรางวัลระดับสากลอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเดินทางรู้จักโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่การได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องย่อมมีความหมายมากไปกว่านั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์การเข้าพักในทุกครั้งที่เดินทาง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัท บริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ประกาศความสำเร็จของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) โรงแรมภายใต้การบริหารของกลุ่ม ซึ่งได้รับรางวัล One MICHELIN Key ประจำปี 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2024 ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพและส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมที่กลุ่มบริษัทสั่งสมมากว่า 60 ปี

    รางวัล MICHELIN Key เป็นการยกย่องโรงแรมที่มอบประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่น โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์สากล 5 ด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายใน คุณภาพและความสม่ำเสมอของการบริการ เอกลักษณ์และบรรยากาศโดยรวม ความคุ้มค่าด้านราคา และการมีส่วนเติมเต็มประสบการณ์ในย่านหรือจุดหมายปลายทางนั้น สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าพักที่น่าประทับใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความงดงามของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ที่ผสานกันเป็นประสบการณ์โดยรวม สำหรับโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ประสบการณ์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านเอกลักษณ์ของการพักอาศัยที่ให้ความสำคัญกับความสง่างาม ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักแต่ละบุคคล

    “3 ปีแห่งการยอมรับ กับคุณภาพการเข้าพักที่มากกว่าความประทับใจครั้งแรก”
    การได้รับรางวัล One MICHELIN Key ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ตอกย้ำว่า โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านประสบการณ์การเข้าพัก อันโดดเด่นในประเทศไทย และความสำเร็จครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมงานในการรักษาคุณภาพการบริการอย่างสม่ำเสมอ
    นอกเหนือจากรางวัล One MICHELIN Key โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ยังเป็นสมาชิกของ Small Luxury Hotels of the World (SLH) ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของโรงแรมและแนวทางการบริการที่ใส่ใจในรายละเอียด การได้รับการยอมรับเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของรากฐานด้านคุณภาพที่โรงแรมใช้ต่อยอดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป

    ในมุมของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการบริหารที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานควบคู่ไปกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ โดยนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาต่อยอดเป็นการบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าพักในแต่ละรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและสร้างความประทับใจได้อย่างต่อเนื่อง
    สำหรับผู้ที่กำลังเลือกโรงแรมเพื่อการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ การใช้เวลาร่วมกับครอบครัว หรือการเดินทางที่ต้องการความสะดวกสบายเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการค้นพบสถานที่แห่งใหม่ แต่คือความมั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่ตั้งใจมอบให้กับการพักผ่อน การได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้นักเดินทางตัดสินใจเลือกที่พักได้อย่างมั่นใจ

    หนึ่งในเสน่ห์ของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) คือการได้พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่สงบและเป็นส่วนตัวบนถนนวิทยุ ขณะเดียวกันยังอยู่ในทำเลใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานเอกอัครราชทูต แหล่งไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร และสถานที่สำคัญต่างๆ ผู้เข้าพักจึงสามารถออกไปสัมผัสสีสันของกรุงเทพฯ นัดพบปะคนสำคัญ หรือกลับมาพักผ่อนอย่างสงบได้ตามจังหวะของตัวเอง พร้อมพื้นที่ที่รองรับการทำงานและการใช้เวลาร่วมกัน รวมถึงการบริการที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับทั้งวันหยุดสั้น ๆ และการใช้เวลาในกรุงเทพฯ นานขึ้น

    “จากมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ สู่การต่อยอดประสบการณ์การเข้าพักในบทใหม่”
    ตลอด 60 ปีของการดำเนินธุรกิจ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้นำประสบการณ์ด้านการบริการมาต่อยอดสู่ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ผ่าน The Art of Intuitive Refinement ที่ให้ความสำคัญกับความสง่างาม ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักในแต่ละช่วงเวลา ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับ More of What You Love แนวคิดของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่ชวนให้ผู้เข้าพักใช้เวลากับสิ่งที่รักในแบบของตัวเอง ตั้งแต่การเลือกใช้เวลาในแบบที่ต้องการ การออกไปค้นพบเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ไปจนถึงการกลับมาสู่ความสงบและเป็นส่วนตัวภายในโรงแรม

  • Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามข้อตกลงครั้งสำคัญกับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เตรียมเปิดโรงแรม 7 แห่งในประเทศไทย

    คาดว่าจะเพิ่มห้องพักมากกว่า 1,200 ห้องในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต โดยการลงนามครั้งนี้ครอบคลุม เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ สาทร รวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ ซิติเซนเอ็ม (citizenM)  โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน (Four Points Flex by Sheraton) และ ซีรีส์ บาย แมริออท (Series by Marriott) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงนามข้อตกลงกับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เปิดโรงแรม 7 แห่งในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มห้องพักอีก 1,262 ห้องในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ข้อตกลงพอร์ตโฟลิโอนี้ครอบคลุมการขยายแบรนด์เจดับบลิว แมริออท และเตรียมนำนำแบรนด์ ซิติเซนเอ็ม,  โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน และ ซีรีส์ บาย แมริออท เข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก

    “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้กระชับความสัมพันธ์กับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นผ่านการขยายธุรกิจครั้งสำคัญในประเทศไทย พอร์ตโฟลิโอที่เติบโตนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการบริการ ซึ่งตอบรับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น และสร้างจุดหมายปลายทางที่ส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวมและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เราตั้งตารอที่จะสานต่อความร่วมมือกับฟิโก้ เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้กลายเป็นจริงในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเมืองที่มีชีวิตชีวาของประเทศไทย” ราจีฟ เมนอน ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

    กรุงเทพฯ

    • เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ สาทร (JW Marriott Bangkok Sathorn) – โรงแรมหรูขนาด 288 ห้องที่คาดว่าจะผสานการบริการอันประณีตเข้ากับการใช้ชีวิตในเมือง พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านสุขภาวะผ่านสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาและฟิตเนสที่หลากหลาย และศูนย์กลางไลฟ์สไตล์อันมีชีวิตชีวา เพื่อสร้างพื้นที่ต้อนรับที่ให้แขกได้เติมพลัง เชื่อมสัมพันธ์ และสัมผัสพลังของกรุงเทพฯ
    • ซิติเซนเอ็ม กรุงเทพ สุขุมวิท 11 (citizenM Bangkok Sukhumvit 11) – เป็นการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยห้องพัก 147 ห้อง โรงแรมแห่งนี้จะสะท้อนแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ citizenM ในด้านการบริการสมัยใหม่ โดยจะผสานเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย การออกแบบร่วมสมัยที่โดดเด่น การบริการที่จริงใจ และสถานที่ด้านอาหารและเครื่องดื่มที่น่าตื่นเต้น ใจกลางย่านสุขุมวิท
    • โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน (Four Points Flex by Sheraton) – โรงแรม 3 แห่งที่จะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในประเทศไทย ตั้งอยู่ในทำเลทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุขุมวิท 8 (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Sukhumvit 8) คาดว่าจะมี 162 ห้อง โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุขุมวิท 14 (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Sukhumvit 14) คาดว่าจะมี 130 ห้อง และ โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุรวงศ์ (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Surawong) คาดว่าจะมี 201 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่เปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งสามแห่งจะมอบการเข้าพักที่สะดวกสบาย ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส แบรนด์นี้ออกแบบมาสำหรับนักเดินทางที่พร้อมเดินทางอยู่เสมอ โดยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบพื้นฐาน ผ่านหลักการด้านความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ทั้งในด้านการออกแบบและประสบการณ์ของผู้เข้าพัก

    พัทยาและภูเก็ต

    แบรนด์คอลเลกชันใหม่ล่าสุดของแมริออท ซีรีส์ บาย แมริออท ได้รับการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์การเข้าพักที่สะดวกสบายและเข้าถึงง่าย โดยถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง พร้อมด้วยความน่าเชื่อถือและมาตรฐานที่สม่ำเสมอซึ่งนักเดินทางให้ความสำคัญ แบรนด์นี้กำลังจะเปิดตัวในประเทศไทย ณ สองจุดหมายปลายทางรีสอร์ตยอดนิยมของประเทศ ได้แก่ อีซี่ แพลนเน็ต พัทยาเหนือ, ซีรีส์ บาย แมริออท (Easy Planet North Pattaya, Series by Marriott) ขนาด 192 ห้อง และ อีซี่ แพลนเน็ต ภูเก็ต ป่าตอง, ซีรีส์ บาย แมริออท (Easy Planet Phuket Patong, Series by Marriott) ขนาด 142 ห้อง

    “สำหรับผม การบริการไม่เคยหมายถึงเพียงการมอบสถานที่พัก แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนได้เชื่อมโยงกับผู้อื่น และมีความสุขกับการใช้เวลา ในอนาคตผมเชื่อว่าสุขภาวะ กีฬา และไลฟ์สไตล์จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อวิธีที่ผู้คนเดินทางและใช้ชีวิต การขยายธุรกิจครั้งนี้เปิดโอกาสให้เรานำแนวคิดดังกล่าวมาสู่พอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ไม่เพียงสำหรับแขกของเรา แต่รวมถึงชุมชนโดยรอบด้วย เรารู้สึกยินดีที่จะเดินหน้าบนเส้นทางนี้ร่วมกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล และร่วมกันสร้างสิ่งที่มีคุณค่าในประเทศไทย” นาย กฤษน์ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น กล่าว

    ข้อตกลงหลายโรงแรมครั้งนี้ต่อยอดจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล และฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งครอบคลุมโรงแรม 4 แห่งในกรุงเทพฯ ภายใต้ 4 แบรนด์ ได้แก่ โฮเทลมิวส์ แบงค็อก ออโต้กราฟ คอลเลคชั่น (Hotel Muse Bangkok, Autograph Collection) แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ตเมนต์ กรุงเทพ ทาวน์ฮอลล์ สุขุมวิท (Marriott Executive Apartments Bangkok Townhall Sukhumvit) โฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน กรุงเทพฯ เพลินจิต สุขุมวิท (Four Points by Sheraton Bangkok Ploenchit Sukhumvit) และ เมโทรโพล แบงค็อก, อะ ทริบิวต์ พอร์ตฟอลิโอ โฮเทล (Metropole Bangkok, a Tribute Portfolio Hotel) ความร่วมมือที่ขยายตัวนี้จะส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีพอร์ตโฟลิโอร่วมกันรวม 11 โรงแรม ภายใต้ 8 แบรนด์ ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 3 แบรนด์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

    ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ตของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศไทยได้ที่ www.marriott.com.

  • Dining - Hotel - Lifestyle - Luxury

    พลังแห่งอัตลักษณ์ท้องถิ่น : แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยอนาคตแห่งวงการอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากร้านอาหารแบบดั้งเดิมสู่พื้นที่สังสรรค์ยุคใหม่

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยโฉมรายงานเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ปี 2570 หรือ Future of Food 2027 รายงานล่าสุดที่สำรวจแนวโน้มด้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานฉบับนี้อ้างอิงจากการพูดคุยกับเชฟชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการ และผู้มีอิทธิพลทางด้านอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค ควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกจากโรงแรมในเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ทั่วภูมิภาค โดยเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือการเติบโตและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสถานที่ ในขณะที่การรับประทานอาหารก้าวข้ามขอบเขตของร้านอาหารแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่มีความยืดหยุ่นและเน้นการเข้าสังคม ผู้รับประทานอาหารจึงมองหาประสบการณ์ที่มีความเป็นท้องถิ่น ความดั้งเดิม และความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับจุดหมายปลายทางของตนมากยิ่งขึ้น

    ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เหล่านักชิมกำลังมองหาความดั้งเดิมและการเข้าสังคมมากยิ่งขึ้น ความต้องการลิ้มรสอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมกำลังพุ่งสูงขึ้น โดยโรงแรมที่เข้าร่วมการสำรวจมากถึง 95% ระบุว่า นี่คือแนวโน้มที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของตน ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แขกผู้เข้าพักมารวมตัวกันตามบาร์ เลานจ์ เคาน์เตอร์ และพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรมที่แขกสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างลื่นไหลตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดยุคใหม่ของการรับประทานอาหารที่เรื่องราวเบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนรับประทานและสถานที่ที่พวกเขารับประทานมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

    “ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรากำลังเห็นเทรนด์ที่เปลี่ยนไปสู่ประสบการณ์ที่อบอุ่นเป็นกันเองและมีรากฐานมาจากท้องถิ่น โดยพื้นที่ขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบมาอย่างตั้งใจ ได้เข้ามาแทนที่รูปแบบการรับประทานอาหารแบบทางการแบบเดิม” ปีเตอร์ ราบา (Petr Raba) รองประธานฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “โรงแรมกำลังกลายเป็นนักเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม โดยผสานความสามารถของเชฟท้องถิ่น วัตถุดิบที่จัดหาจากในพื้นที่ และความเชื่อมโยงเข้าไว้ในทุกมิติของประสบการณ์การรับประทานอาหาร เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง”

    กระแสหลักที่กำหนดอนาคตของวงการอาหาร

    1. การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่ (The Spatial Shift)

    การรับประทานอาหารกำลังก้าวข้ามรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิม เนื่องจากแขกผู้เข้าพักโน้มเอียงไปทางพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น เข้าสังคมได้ง่าย และขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์มากยิ่งขึ้น ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เกือบครึ่งหนึ่งของโรงแรมที่สำรวจรายงานว่ามีความต้องการสถานที่แบบลำลอง เช่น เลานจ์ บาร์ และพื้นที่กลางแจ้งที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่แนวคิดใหม่ๆ กำลังเปิดรับพื้นที่ขนาดกะทัดรัด 40 ถึง 60 ที่นั่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในประเทศเวียดนาม โรงแรมที่สำรวจ 71% รายงานว่ามีการเติบโตของการรับประทานอาหารในโซนบาร์และเลานจ์ ซึ่งสะท้อนถึงความดึงดูดใจที่เพิ่มขึ้นของประสบการณ์การรับประทานอาหารที่มีความยืดหยุ่น เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังกำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับทุกด้านตั้งแต่การพัฒนาเมนูและการตลาด ไปจนถึงการจัดสรรพนักงานและข้อมูลเชิงลึกของแขก ซึ่งช่วยให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การมอบการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ร้านอาหารและบาร์ 100% ที่สำรวจในประเทศไทยมีการใช้ AI ในการดำเนินงาน

    • ความได้เปรียบของท้องถิ่น (The Local Advantage)

    อาหารท้องถิ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารทั่วทั้งภูมิภาค 95% ของโรงแรมที่สำรวจพบว่าความต้องการอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมในปัจจุบันถือเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความสำคัญเหนือกว่าเรื่องความคุ้มค่าเมื่อแขกต้องเลือกว่าจะรับประทานอาหารที่ไหน โรงแรมต่างๆ กำลังตอบสนองด้วยการสร้างสรรค์เมนูด้วยวัตถุดิบและเรื่องราวที่มีรากฐานมาจากจุดหมายปลายทางนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ที่ห้องอาหาร Hearth โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมืองเพิร์ท เมนูจานเด่นอย่างเป็ด Wagin ท้องถิ่น ไม่เพียงแต่นำเสนอผลผลิตขึ้นชื่อของออสเตรเลียตะวันตก แต่ยังสะท้อนถึงปรัชญาของห้องอาหารที่เน้นวัตถุดิบตามฤดูกาลและท้องถิ่นอีกด้วย นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา โรงแรม 4 ใน 5 แห่งได้นำวัตถุดิบใหม่ๆ ในท้องถิ่นมาใช้ ตั้งแต่ผักจากเกียวโตในญี่ปุ่น ไปจนถึงเกลือทะเลกำปอดในเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากกัมพูชา และเครื่องเทศพื้นเมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เกือบ 75% ระบุว่ามีการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมนูเครื่องดื่มมากขึ้น เทรนด์นี้เด่นชัดมากเป็นพิเศษในอินเดียและอินโดนีเซีย โดยมีความต้องการอาหารท้องถิ่นสูงถึง 71% และ 67% ตามลำดับ ซึ่งตอกย้ำว่านักเดินทางต้องการหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่บอกเล่าเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง

    • ประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งครบจบใน 99 นาที (99-Minute Fine Dining)  

    อาหารไฟน์ไดนิ่งกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านเวลา โดยหลายๆร้านหันมาเสิร์ฟคอร์สอาหารจานเด่น 4-5 คอร์สที่จบภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงี่ แทน Tasting Menu แบบเดิมที่อาจใช้เวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมงและมีอาหารมากกว่า 10 คอร์ส ข้อมูลจากทั่วภูมิภาคระบุว่า โรงแรมถึง 58% มีระยะเวลาทานอาหารมื้อหรูเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 ชั่วโมง โดยสิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในตลาดไฟน์ไดนิ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่ง 85% ของร้านอาหารใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1.5 ชั่วโมงเท่านั้น และเพื่อปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์นี้ ร้านอาหารต่างๆ จึงเลือกกระชับเมนูให้สั้นลง เพิ่มทางเลือกแบบอะลาคาร์ท (À la carte) และหันมามุ่งเน้นที่ “ช่วงเวลาว้าว” แทนที่จะนับจำนวนคอร์สอาหาร เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ที่ 1 ใน 5 ของร้านได้ลดจำนวนคอร์สลง ในขณะที่ฟิลิปปินส์มีร้านไฟน์ไดนิ่งถึง 30% ที่หันมาเสิร์ฟเมนูแบบอะลาคาร์ท (À la carte) เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ทั้งลดจำนวนคอร์สและลดเวลาบริการให้กระชับขึ้น

    ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากรายงาน

    • กินดี อยู่ดี ตามวัย (Eat Well, Eating Your Age): เรื่องสุขภาพได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกร้านอาหาร โดยวัตถุดิบดั้งเดิมจากภูมิปัญญาอาหารเอเชียแปซิฟิกกลับมาได้รับความสนใจจากนักเดินทางยุคใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันโรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลถึง 97% ที่ได้รับการสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) มีการเสิร์ฟเมนูอาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์รักสุขภาพนี้ยังขยายขอบเขตไปไกลกว่ามื้ออาหาร โดยครอบคลุมไปถึงมินิบาร์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ และบริการเตรียมห้องนอนก่อนนอน ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการนอนหลับและการผ่อนคลายอีกด้วย
    • เมนูยุคใหม่ (The Modern Menu): ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมนูอาหารกำลังได้รับการรังสรรค์ให้มีความโดดเด่นและกระตุ้นประสาทสัมผัสมากยิ่งขึ้น โดยสัมผัสหรือเนื้อสัมผัสของอาหาร (Texture) ได้ก้าวขึ้นมามีความสำคัญเทียบเท่ากับรสชาติ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-forward) ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลักดันให้แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวโครงการ APEC Plant-Forward Program ทั่วภูมิภาคในปี 2570 ส่งผลให้เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงแรมระดับโลกกลุ่มแรกๆ ที่บูรณาการการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักเข้าเป็นรากฐานการดำเนินงานอย่างถาวร
    • เครื่องดื่มทางเลือกแบบไร้แอลกอฮอล์ (Alcohol Alternatives): กระแสเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำและไม่มีแอลกอฮอล์ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเทรนด์เฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของธุรกิจบริการ โดยร้านอาหารและบาร์ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล 42% ที่สำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานว่ายอดขายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตสูงขึ้น ตั้งแต่สปิริตพรีเมียมไปจนถึงการจับคู่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์กับมื้ออาหาร แขกผู้เข้าพักต่างมองหาทางเลือกที่มีความละเมียดละไมและตอบโจทย์การใช้ชีวิต โดยไม่ต้องประนีประนอมเรื่องรสชาติหรือความรื่นรมย์แต่อย่างใด

    อนาคตด้านอาหารและเครื่องดื่ม

    ภูมิทัศน์ด้านอาหารและเครื่องดื่มของเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่ความดั้งเดิมอย่างแท้จริง และความตั้งใจจริง ร้านอาหารและโรงแรมที่จะประสบความสำเร็จในปี 2570 คือผู้ที่เข้าใจแก่นแท้ของสถานที่นั้นๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งวัตถุดิบ วัฒนธรรม และผู้คน แล้วนำมาต่อยอดเป็นประสบการณ์การออกแบบบนพื้นฐานดังกล่าว สถานที่เหล่านี้กำลังรังสรรค์พื้นที่ขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมสร้างการบริการที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงความรู้สึกของแขกเข้ากับจุดหมายปลายทางและอาหาร ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นวงการอาหารในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่การยกโมเดลมาตรฐานสากลทั่วไปมาใช้อีกต่อไป แต่เป็นแหล่งรวมประสบการณ์อันโดดเด่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

  • Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามเปิดตัว Apartments by Marriott Bonvoy แห่งแรกในประเทศไทย และ Moxy Hotels ณ โครงการ Matalay เขาหลัก

    ข้อตกลงกับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เตรียมนำโรงแรมใหม่สองแห่งสู่โครงการ Matalay ซึ่งตั้งอยู่บนแนวชายหาดอันดามันยาว 1.4 กิโลเมตรร่วมกับ JW Marriott Khao Lak Resort & Spa และเชื่อมถึงกันด้วยเส้นทางปั่นจักรยานท่ามกลางธรรมชาติ

    เขาหลัก ประเทศไทย: แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงนามในข้อตกลงกับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เพื่อพัฒนาโรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ Matalay Khao Lak, Apartments by Marriott Bonvoy ซึ่งเป็นการเปิดตัวแบรนด์แห่งแรกในประเทศไทย และ Moxy Khao Lak Memories Beach บนชายฝั่งเขาหลัก ในโครงการ Matalay จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวแห่งใหม่บนพื้นที่ 200 เฮกตาร์ หรือประมาณ 1,250 ไร่ ที่กำลังพัฒนาขึ้น โดยได้รวมทั้งหาดทรายเงียบสงบ ทะเลสาบ ภูเขา ป่าไม้ และจุดโต้คลื่นชื่อดังของไทย หลอมรวมเข้าด้วยกันท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามตระการตา

    โรงแรมทั้งสองแห่งนี้จะตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของหาดเมมโมรี่ ในขณะเดียวกันที่ทางตอนใต้จะมีลู่วิ่งและเลนส์จักรยานแห่งใหม่ความยาว 3 กิโลเมตร ที่ทอดตัวคดเคี้ยวผ่านผืนป่าเขียวชะอุ่มและทะเลสาบ เชื่อมต่อระหว่างโรงแรมเจดับบลิว แมริออท เขาหลัก รีสอร์ท แอนด์ สปา กับโครงการ Matalay ซึ่งมาพร้อมหน้าหาดบริสุทธิ์ทอดยาวกว่า 1.4 กิโลเมตร

    “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อีกครั้งในการลงนามโครงการโรงแรมใหม่ทั้งสองแห่งนี้ Matalay เป็นโครงการพัฒนาที่สร้างมิติใหม่ ซึ่งจะยกระดับพังงาจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบองค์รวม การที่สองแบรนด์ของเราได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโครงการแห่งนี้ รวมถึง Apartments by Marriott Bonvoy แห่งแรกในประเทศไทย สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เราตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอแบรนด์และจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ แก่นักเดินทาง” นายราจีฟ เมนอน ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

    Moxy Khao Lak Memories Beach ซึ่งจะเป็นโรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ Moxy ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่จะยกเอาดีเอ็นเอความสนุกสนานและคอมมูนิตี้สุดชิคมาสู่หมู่บ้านเซิร์ฟเมมโมรี่ที่อยู่ติดกัน ด้วยการตกแต่งสไตล์เรโทรที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคบุกเบิกของการโต้คลื่น โรงแรมแห่งนี้มาพร้อมห้องพักดีไซน์สนุกสนานจำนวน 160 ห้อง โอบล้อมด้วยสระว่ายน้ำ พร้อมด้วย Moxy Bar & Restaurant บาร์ริมสระและบาร์ริมหาด รวมถึง ฟิตเนสขนาดใหญ่ และสนามหญ้าหน้าชายหาดสำหรับจัดอีเวนต์

    Matalay Khao Lak, Apartments by Marriott Bonvoy จะนำเสนออพาร์ตเมนต์แบบสองห้องนอนจำนวน 60 ยูนิต ขนาด 110 ตารางเมตร สำหรับการเข้าพักระยะยาว โดยแต่ละยูนิตมีห้องครัวครบครันและเครื่องซักผ้าพร้อมเครื่องอบผ้า เรสซิเดนซ์สไตล์รีสอร์ตอันกว้างขวางเหล่านี้มีทั้งแบบที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำหรือมองเห็นวิวทะเล มอบประสบการณ์เสมือนบ้านหลังที่สองให้แก่ครอบครัวหรือดิจิทัลโนแมด ท่ามกลางแนวชายฝั่งอันบริสุทธิ์และพื้นที่ตอนในอันเขียวชอุ่มของเขาหลัก

    นอกเหนือจากโรงแรมแล้ว ผู้เข้าพักยังสามารถออกไปสำรวจทั่วทั้งจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนโต้คลื่นร่วมกับชุมชนนักโต้คลื่นท้องถิ่นของเขาหลัก การพายเรือคายัคในทะเลสาบและลากูนหลายแห่ง การอาบป่า และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี โอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลช้างและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สนามมินิกอล์ฟ 36 หลุม ดนตรีสดที่บาร์ริมชายหาด และประสบการณ์ด้านอาหารอันหลากหลาย

    โรงแรมทั้งสองแห่งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตประมาณ 75 นาทีโดยรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึง 18 ล้านคนต่อปีภายในปี 2572

    เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ตของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศไทยได้ที่ www.marriott.com.

  • Hotel - Lifestyle - Travel

    ให้ปลายทางเล่าเรื่องผ่านการเดินทางกับอมารี จากเสน่ห์ริมแม่น้ำโขงในเวียงจันทน์ สู่ขุนเขาและสายน้ำของวังเวียง

    เวียงจันทน์เป็นเมืองที่ยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยนานเท่าไร ก็ยิ่งได้พบสิ่งที่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานหนึ่งในตลาดเช้า ร้านกาแฟเล็กๆ ระหว่างทาง บทสนทนากับคนท้องถิ่น หรือช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในแผน สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เปิดมุมมองใหม่ และพาให้ผู้เดินทางได้รู้จักเมืองในแบบที่แตกต่างออกไป หากถามว่าเสน่ห์ของเวียงจันทน์อยู่ตรงไหน คำตอบอาจไม่ได้เริ่มต้นจากแลนด์มาร์ก หากอยู่ที่ “จังหวะของเมือง” เมืองหลวงของลาวแห่งนี้ไม่ได้เร่งให้ผู้มาเยือนต้องเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ชวนให้ค่อย ๆ ใช้เวลาไปกับเมือง และมองเห็นรายละเอียดของชีวิตที่ดำเนินอยู่รอบตัว

    การทำความรู้จักเวียงจันทน์อาจเริ่มจากสถานที่สำคัญอย่างพระธาตุหลวง ประตูชัย และวัดสีสะเกด ก่อนปล่อยให้เวลานำไปสู่ประสบการณ์ที่เรียบง่ายกว่า ทั้งการเดินตลาดเช้า จิบกาแฟลาว ปั่นจักรยานไปตามถนนสายสงบ หรือนั่งมองความเคลื่อนไหวริมแม่น้ำโขงในช่วงเย็น อาหารเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่พาให้เข้าถึงตัวตนของเมือง ขณะที่คำทักทายง่าย ๆ อย่าง “สบายดี” หรือ “ขอบใจ” ก็ช่วยให้บทสนทนากับผู้คนเป็นกันเองขึ้น และบางครั้ง การพบปะสั้นๆ ระหว่างทางอาจกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของการเดินทาง

    ในฐานะเมืองหลวงและศูนย์กลางสำคัญด้านเศรษฐกิจ การปกครอง และวัฒนธรรมของลาว เวียงจันทน์มีเรื่องราวให้ค้นพบทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา อาหาร และวิถีชีวิต ที่นี่จึงไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักให้ครบในครั้งเดียว เพราะบางทีเสน่ห์ของเมืองอาจอยู่ในร้านเล็กๆ ริมทาง การต้อนรับอย่างเป็นมิตร หรือเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่ ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นระหว่างทาง

    เมื่อการเดินทางไม่ได้หมายถึงการต้องออกไปค้นหาสิ่งใหม่ตลอดเวลา การเลือกที่พักซึ่งทำให้ผู้มาเยือนได้อยู่ใกล้กับจังหวะของเมือง จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์และเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนทำความรู้จักจุดหมายปลายทางได้ในแบบของตนเอง

    เมื่อการเข้าพักเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเมือง

    อมารี เวียงจันทน์ (Amari Vientiane) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมแม่น้ำโขง ทำให้การเข้าพักเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักเวียงจันทน์ในจังหวะที่เป็นของตัวเอง โรงแรมหยิบแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของลาวมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบ อาหาร และประสบการณ์ภายในโรงแรม พร้อมเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับเรื่องราวของเมืองโดยรอบ

    จากโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถเริ่มต้นเช้าด้วยการออกไปสัมผัสประเพณีและวิถีชีวิตของชาวเวียงจันทน์ แวะชมสถานที่สำคัญหรือสำรวจตลาดเช้า ก่อนกลับมาใช้เวลาพักผ่อน แล้วออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำโขงและตลาดกลางคืนในช่วงค่ำ โดยไม่จำเป็นต้องจัดทุกกิจกรรมให้อยู่ในตารางที่เร่งรีบ เพราะเสน่ห์ของเวียงจันทน์อยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างวัน ขณะเดียวกัน การกลับมาใช้เวลาภายในโรงแรมก็เปิดโอกาสให้ได้พักผ่อน ดูแลกายและใจ หรือชมแสงสุดท้ายเหนือแม่น้ำโขง

    ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ย่านสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวของเมือง และห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไตราว 4.8 กิโลเมตร อมารี เวียงจันทน์จึงเอื้อให้ผู้เดินทางเลือกใช้เวลาได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งวันที่อยากออกไปค้นพบเมือง และวันที่อยากพักผ่อนอย่างเต็มที่ ทำให้ที่พักแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดพักระหว่างการเดินทาง แต่เป็นอีกส่วนหนึ่งของประสบการณ์เวียงจันทน์

    เริ่มต้นสัมผัสเมืองผ่านรสชาติ

    ที่ อมารี เวียงจันทน์ ผู้เข้าพักสามารถเลือกสัมผัสอาหารหลากหลายรูปแบบ ทั้งอาหารนานาชาติ อาหารไทย และเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของลาว ตั้งแต่เมนูเส้น อาหารจากปลาแม่น้ำ ไปจนถึงอาหารพื้นถิ่นที่ปรุงด้วยสมุนไพรและวัตถุดิบประจำถิ่น โดย อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ (Amaya Food Gallery) นำเสนออาหารหลากหลายตลอดวัน ขณะที่ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ไพรเวต ไดนิง (Executive Private Dining) เปิดพื้นที่สำหรับการรับประทานอาหารในบรรยากาศเป็นส่วนตัว พร้อมทิวทัศน์ของแม่น้ำโขง

    จากมื้ออาหารภายในโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถออกไปค้นพบรสชาติและเรื่องราวของเวียงจันทน์ต่อผ่านตลาด ร้านอาหาร และชุมชนรอบเมือง ทำให้อาหารเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักจุดหมายปลายทาง

    เว้นจังหวะให้กับการพักผ่อน

    หลังจากออกไปสัมผัสเมืองมาตลอดวัน การกลับมาใช้เวลาอย่างช้าๆ ที่ อมารี เวียงจันทน์ ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งของการเดินทาง ห้องพัก 248 ห้อง ตั้งแต่ห้องดีลักซ์ จูเนียร์ สวีท เอ็กเซ็กคิวทีฟ สวีท ไปจนถึงเพรสซิเดนเชียล สวีท รองรับทั้งการเข้าพักระยะสั้นและผู้ที่ต้องการใช้เวลาอยู่ในเวียงจันทน์นานขึ้น ภายในโรงแรมยังมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และบรีซ สปา (Breeze Spa) สำหรับช่วงเวลาที่อยากเว้นจากการออกไปสำรวจเมือง หรือกลับมาใช้เวลากับตัวเองและคนที่ร่วมเดินทาง

    เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น สเตลลาร์ รูฟท็อป บาร์ (Stellar Rooftop Bar) เปิดมุมมองจากชั้นดาดฟ้าให้ชมแสงสุดท้ายเหนือแม่น้ำโขง ก่อนปล่อยให้บรรยากาศของเมืองค่อยๆ เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน จากมุมสูง ทั้งสายน้ำ เมือง และแสงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นอีกภาพหนึ่งของเวียงจันทน์ที่ชวนให้ทบทวนเรื่องราวเล็กๆ ที่ได้พบระหว่างวัน ก่อนปล่อยให้ค่ำคืนดำเนินต่อไปในจังหวะที่เป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน โรงแรมยังมีพื้นที่สำหรับการประชุมและจัดเลี้ยงที่รองรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ จึงสามารถรองรับทั้งการทำงาน การพบปะ และการพักผ่อนได้ในพื้นที่เดียวกัน

    จากเสน่ห์ริมแม่น้ำโขง สู่ธรรมชาติริมน้ำซอง

    จากเวียงจันทน์ที่ชวนให้ผู้เดินทางค่อย ๆ ปล่อยให้จังหวะของเมืองเล่าเรื่อง การเดินทางต่อไปยัง อมารี วังเวียง (Amari Vang Vieng) ก็เปิดอีกจังหวะของลาวผ่านภูเขา แม่น้ำซอง และธรรมชาติที่รายล้อมโรงแรม เติมเต็มประสบการณ์ด้วยบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น

    ปัจจุบัน การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเวียงจันทน์และวังเวียงช่วยเชื่อมสองจุดหมายปลายทางเข้าหากันได้อย่างสะดวก ทำให้นักเดินทางสามารถเริ่มต้นด้วยวัฒนธรรม รสชาติ และวิถีชีวิตของเมืองหลวง ก่อนเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสภูเขา สายน้ำ และพื้นที่เปิดกว้างของวังเวียง ปล่อยให้แต่ละจุดหมายค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเองในแบบที่แตกต่างกัน

    อมารี วังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง และนำทิวทัศน์ของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพักผ่อน ห้องพักมากกว่า 160 ห้องได้รับการออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย พร้อมรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานฝีมือของลาว เปิดมุมมองสู่ขุนเขาและบรรยากาศโดยรอบ เพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกเชื่อมโยงกับจุดหมายปลายทางตั้งแต่ภายในโรงแรม

    จากอมารี วังเวียง ผู้เดินทางสามารถเลือกออกไปสัมผัสวังเวียงในแบบของตนเอง ทั้งการชมทิวทัศน์จากมุมสูง สำรวจถ้ำ พายเรือคายัคตามแม่น้ำซอง หรือใช้เวลากับธรรมชาติ ก่อนกลับมาผ่อนคลายและรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศของภูเขาและสายน้ำ

    สองโรงแรมจึงนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างแต่เชื่อมต่อกัน อมารี เวียงจันทน์เปิดมุมมองสู่รสชาติ วัฒนธรรม และชีวิตริมแม่น้ำโขง ขณะที่อมารี วังเวียงพาผู้เข้าพักเข้าใกล้พลังของธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำซอง

    ภายใต้แนวคิด More of What You Love การเข้าพักที่อมารีทั้งสองแห่งจึงไม่ได้สิ้นสุดอยู่ภายในโรงแรม แต่เปิดออกไปสู่มื้ออาหาร การพักผ่อน การดูแลตนเอง การพบปะผู้คน และประสบการณ์ในจุดหมายปลายทาง ให้ผู้เดินทางได้ค้นพบลาวในหลายมิติและเลือกจังหวะของการเดินทางในแบบของตัวเอง เพราะบางครั้ง การรู้จักจุดหมายปลายทางไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ เพียงเปิดพื้นที่ให้เมือง ธรรมชาติ และผู้คนค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง การเดินทางก็อาจกลายเป็นความทรงจำที่ยังคงอยู่ แม้ช่วงเวลาของการเข้าพักจะสิ้นสุดลงแล้ว

  • Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล คว้า 56 กุญแจมิชลิน จากโรงแรมในเครือทั่วเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน)

    โรงแรม 44 แห่งได้รับการยกย่องในด้านความเป็นเลิศด้านการบริการและการออกแบบ จากงานประกาศรางวัล MICHELIN Key Awards ปี 2569

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) มีความยินดีที่จะประกาศว่า โรงแรม 44 แห่งในเครือฯ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ได้รับกุญแจมิชลิน (MICHELIN Keys) รวมทั้งสิ้น 56 ดอก จากงานประกาศรางวัลระดับโลก MICHELIN Key Awards ประจำปี 2569 ที่ผ่านมา ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของแมริออท ที่มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์การบริการอันโดดเด่น ซึ่งมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น การออกแบบที่เป็นนวัตกรรม และความเป็นเลิศในการให้บริการด้วยความจริงใจ

    โครงการรางวัล MICHELIN Key Awards มีการประกาศผลไปเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ซึ่งในปัจจุบันรางวัลดังกล่าวครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และตลาดใหม่อีกเกือบ 100 แห่ง โดยมีโรงแรม 44 แห่งของแมริออทในภูมิภาคเหล่านี้ที่ได้รับรางวัล ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้รับสถานะ 1 กุญแจมิชลิน ในขณะที่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน นิกโกะ (The Ritz-Carlton, Nikko), บุลการี รีสอร์ท บาหลี (Bvlgari Resort Bali), อินิอาลา บีช เฮาส์ สมาชิกของดีไซน์ โฮเทลส์ (Iniala Beach House, a Member of Design Hotels) และ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน นิกโกะ ได้รับเกียรติในระดับ 2 กุญแจ และมีโรงแรมระดับหรูที่โดดเด่นอีก 4 แห่งที่คว้าตำแหน่งสูงสุดระดับ 3 กุญแจมิชลิน ได้แก่ บุลการี โฮเต็ล โตเกียว (Bvlgari Hotel Tokyo) โรงแรม เดอะ มิตซุย เกียวโต ลักชัวรี คอลเลกชัน โฮเทล แอนด์ สปา (HOTEL THE MITSUI KYOTO, a Luxury Collection Hotel and Spa) มันดาปา เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve) โรงแรมที่ได้รับเกียรติทุกแห่งต่างเป็นตัวแทนของปรัชญาแบรนด์ ในการสร้างสรรค์พื้นที่ที่การออกแบบอันใส่ใจผสานเข้ากับการเชื่อมโยงที่แท้จริงกับผู้เข้าพัก

    “ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำความเชื่อของเราว่า โรงแรมที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงที่พัก แต่ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมในตัวเอง” ราจีฟ เมนอน (Rajeev Menon) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “ทั่วทั้งภูมิภาค ทีมงานของเราได้รังสรรค์ประสบการณ์อันโดดเด่นที่เคารพต่อประเพณีท้องถิ่น พร้อมมอบบริการอันประณีตที่แขกของเราคาดหวัง ขอบคุณที่ผู้ตรวจสอบมิชลินที่ได้เล็งเห็นถึงความทุ่มเทของโรงแรมทั้ง 44 แห่งนี้ และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานให้กับการบริการต่อไป”

    รางวัล MICHELIN Key Awards ประเมินโรงแรมโดยใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดเช่นเดียวกับคู่มือแนะนำด้านอาหารระดับมิชลิน (MICHELIN Guide) โดยมีการตัดสินจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ วิสัยทัศน์ทางสถาปัตยกรรม ความสม่ำเสมอของการบริการ ข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้เข้าพัก และความสามารถในการสร้างความประทับใจที่ไม่รู้ลืม การได้รับรางวัลสะท้อนถึงคุณสมบัติของโรงแรมที่แสดงออกถึงความเชี่ยวชาญในทุกๆ ด้านเหล่านี้

    default

    รายชื่อโรงแรมในเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ MICHELIN Key Awards ในปีนี้ มีดังนี้:

    โรงแรมระดับ 3 กุญแจมิชลิน

    • บุลการี โฮเต็ล โตเกียว (Bvlgari Hotel Tokyo)
    • โรงแรมเดอะมิตซุย เกียวโต อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล แอนด์ สปา (HOTEL THE MITSUI KYOTO, a Luxury Collection Hotel and Spa)
    • มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve)
    • ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve)

    โรงแรมระดับ 2 กุญแจมิชลิน

    • บุลการี รีสอร์ท บาหลี (Bvlgari Resort Bali)
    • อินิอาลา บีช เฮาส์ สมาชิกของดีไซน์ โฮเต็ล (Iniala Beach House, a Member of Design Hotels)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน มัลดีฟส์, ฟารี ไอส์แลนด์ (The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน นิกโกะ (The Ritz-Carlton, Nikko)

    โรงแรมระดับ 1 กุญแจมิชลิน

    • แคป คาโรโซ สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Cap Karoso, a Member of Design Hotels)
    • เอลส์ กัวลาลัมเปอร์ สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Else Kuala Lumpur, a Member of Design Hotels)
    • เก็นจิ เกียวโต สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Genji Kyoto, a Member of Design Hotels)
    • ฮิงาชิยามะ นิเซโกะ วิลเลจ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Higashiyama Niseko Village, a Ritz-Carlton Reserve)
    • อิราดา ปูเน่ ไวน์ คันทรี สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Hotel Irada, Pune Wine Country, a Member of Design Hotels)
    • อินนิท ลอมบอก สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Innit Lombok, a Member of Design Hotels)
    • โจซุน พาเลซ อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล โซล กังนัม (Josun Palace, a Luxury Collection Hotel, Seoul Gangnam)
    • เจดับบลิว แมริออท นารา (JW Marriott Hotel Nara)
    • เจดับบลิว แมริออท โตเกียว (JW Marriott Hotel Tokyo)
    • เจดับบลิว แมริออท เจจู รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Jeju Resort & Spa)
    • เลกาซี แม่โขง คันโถ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (Legacy Mekong, Can Tho, Autograph Collection)
    • สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (MASON, a Member of Design Hotels)
    • สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (Satoyama Jujo, a Member of Design Hotels)
    • สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (SETOUCHI RETREAT by Onko Chishin, a Member of Design Hotels)
    • ชิซุย อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล นารา (Shisui, a Luxury Collection Hotel, Nara)
    • ซุยรัน อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล เกียวโต (Suiran, a Luxury Collection Hotel, Kyoto)
    • ทานาตานา, อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา, ลาบวัลบาโจ (TA’AKTANA, a Luxury Collection Resort & Spa, Labuan Bajo)
    • เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ต แอนด์ สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket)
    • เดอะ ปรินซ์ แกลเลอรี โตเกียว คิโออิโช, อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล (The Prince Gallery Tokyo Kioicho, a Luxury Collection Hotel)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ (The Ritz-Carlton, Bangkok)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ฟุกุโอกะ (The Ritz-Carlton, Fukuoka)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมลเบิร์น (The Ritz-Carlton, Melbourne)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โอกินาว่า (The Ritz-Carlton, Okinawa)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โอซาก้า (The Ritz-Carlton, Osaka)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ปูเน่ (The Ritz-Carlton, Pune)
    • เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โตเกียว (The Ritz-Carlton, Tokyo)
    • เดอะ สิงคโปร์ เอดิชั่น (The Singapore EDITION)
    • เดอะ สเลท สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (The Slate, a Member of Design Hotels)
    • เดอะ เซนต์ รีจิส บาหลี รีสอร์ท (The St. Regis Bali Resort)
    • เดอะ เซนต์ รีจิส จาการ์ตา (The St. Regis Jakarta)
    • เดอะ เซนต์ รีจิส มุมไบ (The St. Regis Mumbai)
    • อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น โฮเทล (The Tasman, a Luxury Collection Hotel, Hobart)
    • ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (TIAD, Autograph Collection)
    • ทรังก์ โฮเทล โยโยงิ ปาร์ค สมาชิกของดีไซน์ โฮเทล (TRUNK (HOTEL) YOYOGI PARK, a Member of Design Hotels)
    • ดับเบิ้ลยู โอซาก้า (W Osaka) 

  • Hotel - Lifestyle

    ออกแรงให้เต็มที่ แล้วมีความสุขกับสมุยต่อ

    อมารี เกาะสมุย และโอโซ่ เฉวง สมุย ชวนต่อยอดทริปแอ็กทีฟให้เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่คุณรัก

    งานวิ่งหรือกิจกรรมกีฬาอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเก็บกระเป๋าออกเดินทาง แต่ความสนุกของทริปไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงพร้อมเส้นชัย เพราะสำหรับนักเดินทางยุคนี้ การออกแรง การพักผ่อน อาหารดีๆ เวลาริมทะเล และการได้ใช้เวลากับคนที่มาด้วย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเดียวกัน

    ปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 เกาะสมุยมีหลากหลายกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สายแอ็กทีฟได้วางแผนทริป ไม่ว่าจะเป็น Koh Tan Eco Trail 2026 ระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 และ Samui Trail 2026 ระหว่างวันที่ 7–8 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงกิจกรรมทางทะเลอย่าง Samui Regatta ซึ่งคาดว่าจะกลับมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2570

    กิจกรรมเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการแข่งขันต่างหากที่ช่วยเติมเต็มทริปให้สมบูรณ์ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การออกเที่ยวรอบเกาะ มื้ออาหารหลังใช้พลังงาน ไปจนถึงวันที่ไม่ต้องมีตารางอะไรนอกจากพักผ่อนริมทะเล

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) อยากชวนนักเดินทางสายแอ็คทีฟมาสัมผัสสมุยผ่านสองรูปแบบการพักที่ตอบความชอบด้วยคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน — โอโซ่ เฉวง สมุย (OZO Chaweng Samui) สำหรับคนที่ยังอยากสนุกและเชื่อมต่อกับสีสันของเฉวงหลังจบกิจกรรม และ อมารี เกาะสมุย (Amari Koh Samui) สำหรับการผ่อนจังหวะ ใช้เวลาอย่างไม่ต้องเร่งรีบไปกับจังหวะชีวิตตัวเอง หรือกับคนสำคัญริมทะเล

    โอโซ่ เฉวง สมุย — สนุกเต็มที่กับทุกกิจกรรม แล้วมีพลังไปต่อได้ทั้งวันสำหรับคนที่มองว่าการพักผ่อนไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่ง โอโซ่ เฉวง สมุย เป็นฐานพักสบายๆ บนหาดเฉวงที่ช่วยให้วันแอ็กทีฟดำเนินต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากนอนหลับอย่างเต็มอิ่มพร้อมเริ่มเช้าวันใหม่ จะเริ่มด้วยการออกกำลังกายที่ TONE Fitness ออกไปวิ่งสำรวจเกาะ หรือใช้เวลาริมทะเลไปกับหนังสือเล่มโปรด ก่อนกลับมานอนพักชิลล์ๆ ที่ริมสระว่ายน้ำพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆที่ BEACH Bar เพื่อเติมพลังสำหรับกิจกรรมถัดไปก็เลือกได้ตามใจ

    หลังใช้พลังงานมาตลอดวัน สแต็กด์ เบอร์เกอร์ สมุย (STACKed Burger Samui) ช่วยเปลี่ยนมื้ออาหารให้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาดีๆของทริป ด้วยอาหารแนวคอมฟอร์ตฟู้ดกับบรรยากาศสบายๆ ที่เหมาะกับการกลับมานั่งพร้อมหน้ากัน แชร์อาหาร พูดคุยถึงเรื่องระหว่างวัน หรือเป็นฉลองเล็กๆ หลังผ่านเส้นชัย

    นี่จึงไม่ใช่ทริปสำหรับนักกีฬาหรือผู้เข้าแข่งขันเท่านั้น เพราะเพื่อน คู่รัก หรือครอบครัวที่เดินทางมาด้วยก็สามารถออกแบบวันของตัวเองได้เช่นกัน บางคนอาจออกไปสำรวจเฉวง ขณะที่อีกคนเลือกพักริมสระหรือเดินเล่นบนชายหาด ก่อนกลับมาเจอกันในช่วงเย็น

    เสน่ห์ของโอโซ่จึงอยู่ที่การไม่บังคับให้ทุกคนต้องมีวันหยุดแบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนออกไปสนุกกับสมุยในแบบของตัวเอง แล้วกลับมาแชร์ Good Vibes ร่วมกันอีกครั้ง

    อมารี เกาะสมุย — ใช้วันพักผ่อนให้เต็มที่ ในแบบที่เป็นคุณหากการเดินทางคือการออกไปค้นพบสิ่งใหม่และเปิดประสบการณ์ให้กับตัวเอง อีกช่วงเวลาที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การได้กลับมาพักผ่อน เติมพลัง และใช้เวลาในแบบที่ตัวเองชอบอมารี เกาะสมุย ชวนเปลี่ยนช่วงเวลาหลังการออกไปทำกิจกรรมและค้นพบเกาะสมุย ให้กลายเป็นวันพักที่ได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเล พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่น และการดูแลที่ใส่ใจ ให้ผู้เข้าพักได้หยุดพัก เติมพลัง และใช้เวลากับตัวเองหรือคนที่เดินทางมาด้วยอย่างเต็มที่ หลังจากเช้าที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ช่วงเวลาที่เหลือของวันอาจค่อย ๆ ผ่อนจังหวะลงด้วยการเดินรับลมริมทะเล พักผ่อนริมสระ ใช้เวลากับการดูแลกายและใจ หรือออกไปค้นพบมุมอื่น ๆ ของสมุย ก่อนกลับมาพบกันอีกครั้งบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมื้อสบาย ๆ ที่ Amaya Food Gallery ที่จะเสิร์ฟอาหารเอเชียจานโปรด และอาหารนานาชาติหลากหลาย หรือมื้อค่ำที่ Prego Italian Restaurant ที่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนและพิซซ่ารสชาติอิตาเลียนแท้ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง

    ระหว่างวัน Amaya Café ก็เป็นอีกมุมสำหรับแวะพัก จิบกาแฟหรือชาและหาอะไรเบา ๆ รับประทาน ก่อนปิดท้ายวันริมทะเลที่ Amaya Bar กับเครื่องดื่มเย็น ๆ สายลม และบรรยากาศยามค่ำคืน

    สำหรับคู่รัก นี่อาจเป็นวันที่ไม่ต้องวางแผนกิจกรรมไว้เต็มตาราง เพียงได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างสบายๆ ก็เพียงพอ สำหรับครอบครัว สมาชิกแต่ละวัยสามารถเลือกทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเดินเล่นรับลมหรือสนุกกับสระว่ายน้ำ ส่วนกลุ่มเพื่อนก็สามารถแบ่งเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจ บางคนอาจออกไปเช่ารถขับเที่ยวรอบเกาะ ขณะที่อีกคนเลือกพักผ่อนและทำสปาที่Breeze Spa ก่อนกลับมาแบ่งปันเรื่องราวของแต่ละคนกันในช่วงเย็น

    เพราะการเติมพลังอาจไม่ใช่แค่การหยุดพัก แต่คือการได้มีเวลาและพื้นที่กลับมาอยู่กับสิ่งที่เราชอบ ตั้งแต่กิจกรรมที่อยากทำ มื้ออาหารที่อยากใช้เวลาไปกับมัน ไปจนถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคนที่เราอยากแบ่งปันการเดินทางด้วย

    เมื่อการแข่งขันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราว

    ทริปหนึ่งไม่จำเป็นต้องมอบประสบการณ์แบบเดียวกันให้กับทุกคน บางคนเดินทางมาสมุยเพื่อทำลายสถิติของตัวเอง บางคนอยากออกไปสัมผัสธรรมชาติ ขณะที่อีกคนอาจต้องการเพียงทะเลสวย ๆ หาดทรายขาว ๆ มื้ออาหารดี ๆ และวันหยุดที่ไม่ต้องเร่งรีบ

    สิ่งที่ทำให้การเดินทางมีความหมายจึงไม่ใช่การที่ทุกคนต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน แต่คือการมีพื้นที่ให้แต่ละคนได้เลือกใช้เวลาในแบบที่ตัวเองชอบ พร้อมกับมีช่วงเวลาที่ได้กลับมาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ร่วมกัน

    นี่คือแนวคิดประสบการณ์ภายใต้ More of What You Love ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รังสรรค์ขึ้น โดยเชื่อว่าการเดินทางที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้เลือกสิ่งที่ตัวเองรัก ตั้งแต่การพักผ่อน อาหารและกิจกรรม ไปจนถึงการออกไปค้นพบจุดหมาย และใช้เวลาร่วมกับคนที่เดินทางมาด้วย

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว เส้นชัยอาจเป็นเพียงหนึ่งช่วงของทริป แต่สิ่งที่ทำให้สมุยน่าจดจำ อาจเป็นทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนและหลังจากนั้น และทุกช่วงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกันระหว่างทาง

    สะท้อนแนวคิด More of What You Love ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกเติมสิ่งที่ตัวเองรักลงไปในทริปเดียวกัน