Lifestyle

  • Hotel - Lifestyle

    เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ค้นหาเรื่องราวความเชื่อและย่านเมืองเก่าสุดคลาสสิกของภูเก็ตและปีนัง

    ศรัทธาและความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมเรื่องราวของจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย และเมืองจอร์จทาวน์ บนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยสะท้อนผ่านศาสนสถาน ประเพณี และวิถีชีวิตของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น การออกเดินทางตามรอยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นอีกวิธีในการทำความรู้จักตัวตนของทั้งสองจุดหมาย ก่อนต่อเนื่องไปสู่ย่านเมืองเก่า สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตที่สะท้อนการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งรอให้ค้นพบได้ตลอดทั้งปี

    ที่ภูเก็ต ลองเริ่มต้นทำความรู้จักเมืองจากศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง ในซอยภูธร บริเวณถนนระนอง หนึ่งในศูนย์รวมศรัทธาของชุมชนชาวจีนและสถานที่สำคัญของประเพณีถือศีลกินผัก แม้จะมาเยือนนอกช่วงเทศกาล ศาลเจ้าแห่งนี้ก็ยังชวนให้แวะสักการะและชมรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนออกไปเดินสำรวจย่านเมืองเก่า ซึ่งมีอาคารชิโนโปรตุกีสสีสันโดดเด่นเรียงรายอยู่ท่ามกลางร้านค้าและร้านอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หากอยากทำความเข้าใจว่าชุมชนชาวจีนมีบทบาทต่อพัฒนาการของภูเก็ตอย่างไร พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวบนถนนกระบี่จะช่วยเติมภาพประวัติศาสตร์ของเมืองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนออกไปสัมผัสเสน่ห์ของอาหารท้องถิ่นผ่านเมนูอย่างหมี่ฮกเกี้ยนที่อยู่คู่กับภูเก็ตมาอย่างยาวนาน เรื่องราวของเมืองจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในศาลเจ้าหรืออาคารเก่า แต่ยังสืบเนื่องอยู่ในรสชาติอาหารและวิถีชีวิตที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

    หลังจากใช้เวลาทำความรู้จักเมือง การพักผ่อนริมทะเลเป็นอีกมิติที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของภูเก็ต อมารี ภูเก็ต (Amari Phuket) ตั้งอยู่บริเวณปลายด้านใต้ของหาดป่าตองที่มอบความสงบและเป็นส่วนตัว พร้อมทิวทัศน์อ่าวและบรรยากาศชายฝั่งที่เหมาะแก่การผ่อนคลายหลังวันแห่งการสำรวจ ห้องพัก และพื้นที่ส่วนกลางได้รับการตกแต่งในสไตล์ไทยร่วมสมัยที่ผสานกันอย่างกลมกลืนเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น ขณะที่การรับประทานอาหารพร้อมชมวิวทะเลและการดูแลผ่อนคลายที่บรีซ สปา (Breeze Spa) จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการออกไปสำรวจย่านเมืองเก่าหรือค้นพบสถานที่อื่นๆ ในภูเก็ต Amari Host พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางและกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อให้การเดินทางมีทั้งช่วงเวลาของการค้นพบและการพักผ่อนอย่างสมดุล

    ประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย ยังเป็นอีกเสน่ห์ของการพักผ่อนที่อมารี ภูเก็ต ตั้งแต่จิบน้ำชายามบ่ายที่ The TreePods พื้นที่รับประทานอาหารรูปทรงเรือที่ยกระดับอยู่ท่ามกลางแมกไม้ริมชายฝั่ง ชมพระอาทิตย์ตกพร้อมเครื่องดื่มและอาหารว่างที่สมุทร บาร์ (Samutr Bar) ไปจนถึงมื้อค่ำที่ห้องอาหารลา กริตต้า (La Gritta) ซึ่งนำเสนออาหารอิตาเลียน ทั้งพาสต้าโฮมเมดและอาหารทะเล พร้อมทิวทัศน์อ่าวป่าตอง แต่ละพื้นที่เปิดให้ผู้เข้าพักเลือกบรรยากาศได้ตามโอกาส ทั้งมื้ออาหารกับครอบครัว การนั่งพูดคุยอย่างผ่อนคลาย และช่วงเวลาพิเศษกับคนสำคัญ

    สำหรับผู้ที่ต้องการผสานการสำรวจเมืองเข้ากับกิจกรรมริมทะเล โอโซ่ ภูเก็ต (OZO Phuket) ทำเลใจกลางย่านกะตะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้จัดสรรเวลาได้หลากหลายยิ่งขึ้น อาจเริ่มต้นวันด้วยอาหารเช้าที่ห้องอาหารอีท (EAT) ก่อนออกเดินทางไปตามรอยศาสนสถานและสำรวจย่านเมืองเก่า โดยมี OZO Connector คอยให้คำแนะนำสถานที่และเส้นทางตามความสนใจ เมื่อกลับมาที่โรงแรม บรรยากาศของสระว่ายน้ำและสไลเดอร์เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ขณะที่หาดกะตะซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 150 เมตร พร้อมมอบความสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ หรือจะเลือกเดินเล่นและเพลิดเพลินกับบรรยากาศชายทะเล ห้องพักที่โอโซ่ถูกออกแบบมาเพื่อให้การนอนเป็นไปได้อย่างเต็มที่ พร้อมเริ่มต้นวันใหม่สำหรับการออกไปค้นพบประสบการณ์อีกมากมายในภูเก็ต

    จากภูเก็ตสู่จอร์จทาวน์ เมืองมรดกโลกบนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย การตามรอยศรัทธาเผยให้เห็นอีกมิติของวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยความเชื่อของชุมชนจีนยังคงเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวเมือง ขณะเดียวกัน ศาสนสถานของหลายศาสนาก็ตั้งอยู่ใกล้กัน สะท้อนประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างวัฒนธรรม จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจคือวัดเจ้าแม่กวนอิม (Goddess of Mercy Temple หรือ Kuan Yin Temple) บนถนนจาลันมัสยิดกาปิตันเกอลิง (Jalan Masjid Kapitan Keling) ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดของปีนังและยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมภายในวัดชวนให้ย้อนมองเรื่องราวที่สืบทอดผ่านกาลเวลา ก่อนเดินชมศาสนสถานใกล้เคียง ทั้งโบสถ์เซนต์จอร์จ วัดฮินดูศรีมหามาเรียมมัน และมัสยิดกาปิตันเกอลิง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่รู้จักกันในชื่อ Street of Harmony จากนั้นเดินทางต่อไปยังคูคองสี (Khoo Kongsi) อาคารสมาคมตระกูลคูที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งอันวิจิตร แล้วสำรวจอาร์เมเนียนสตรีท (Armenian Street) ที่เรียงรายด้วยอาคารเก่า ร้านค้า และงานศิลปะตามตรอกซอกซอย เสน่ห์ของจอร์จทาวน์จึงไม่ได้อยู่เพียงในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ยังปรากฏผ่านอาคารที่ยังมีชีวิต ร้านรวงที่เปิดต้อนรับผู้คน และวิถีชีวิตที่ดำเนินต่อเนื่องท่ามกลางย่านเมืองเก่า

    โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง (OZO George Town Penang) บนถนนอาร์ไกล์ (Jalan Argyll) เป็นจุดพักที่สะดวกสำหรับการออกไปสำรวจเมืองและกลับมาพักผ่อนระหว่างวัน ผู้เข้าพักสามารถขอคำแนะนำจาก OZO Connector เพื่อวางแผนเส้นทางตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจมรดกทางวัฒนธรรม ชมสถาปัตยกรรม หรือค้นหาร้านอาหารท้องถิ่นที่สะท้อนรสชาติของปีนัง หลังจากใช้เวลาเดินชมเมือง สระว่ายน้ำสแปลช (SPLASH) พร้อมทิวทัศน์จากมุมสูงเป็นพื้นที่สำหรับผ่อนคลาย ขณะที่ห้องพักช่วยเติมเต็มการพักผ่อนด้วยเตียงนุ่มสบายและม่านทึบแสง ให้พร้อมต้อนรับเช้าวันใหม่อย่างสดชื่น โดยมีห้องอาหารอีท (EAT) บนชั้น 21 ให้บริการอาหารเช้าพร้อมทิวทัศน์ของเมืองจากมุมสูง ก่อนออกไปสัมผัสเสน่ห์ของจอร์จทาวน์ในมุมที่แตกต่างออกไป

    ไม่ว่าจะเป็นการทำความรู้จักศรัทธาและวิถีชีวิตของชุมชนในภูเก็ต การเดินชมสถาปัตยกรรมและศาสนสถานหลากวัฒนธรรมในจอร์จทาวน์ หรือการสลับช่วงเวลาของการสำรวจเมืองเข้ากับการพักผ่อนริมทะเล แต่ละจุดหมายมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน และเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางเลือกสัมผัสประสบการณ์ได้ตามความสนใจ แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวคิด “More of What You Love” ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มุ่งเชื่อมโยงเสน่ห์ของจุดหมายเข้ากับประสบการณ์การเข้าพัก เพื่อให้ทุกการเดินทางมีความหมายมากกว่าการไปเยือนสถานที่ใหม่ แต่เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจผู้คน วัฒนธรรม และเรื่องราวที่ทำให้แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

  • IT-Technology - Lifestyle - News

    Apple Store ICONSIAM ต้อนรับการวางจำหน่าย iPhone Duo อย่างเป็นทางการ

    Apple Store ICONSIAM ต้อนรับการวางจำหน่าย iPhone Duo อย่างเป็นทางการ โดยได้รับความสนใจจากลูกค้าและสาวก Apple ที่เดินทางมารับเครื่องและทดลองใช้งานนวัตกรรมจอพับล่าสุดของ Apple ภายในร้าน

    iPhone Duo นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Apple ในการขยายประสบการณ์การใช้งาน iPhone ด้วยดีไซน์แบบพับได้ที่ผสานความสะดวกในการพกพาเข้ากับพื้นที่การใช้งานขนาดใหญ่ เมื่อกางออก ผู้ใช้งานจะได้สัมผัสกับจอภาพ Super Retina XDR แบบพับได้ขนาด 7.6 นิ้ว ซึ่งเป็นจอภาพ iPhone ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยนำเสนอ ขณะที่จอภาพด้านนอกขนาด 5.4 นิ้ว ยังคงมอบความสะดวกในการเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ในรูปแบบที่คุ้นเคย

    ภายใน Apple Store ICONSIAM ลูกค้าได้ร่วมสัมผัสและทดลองใช้งาน iPhone Duo อย่างใกล้ชิด พร้อมสำรวจความสามารถของหน้าจอพับที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการรับชมคอนเทนต์ การติดต่อสื่อสาร หรือการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ บนหน้าจอขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน

    นอกจากการเป็นแลนด์มาร์กสำคัญสำหรับผู้ใช้งาน Apple ในประเทศไทยแล้ว Apple Store ICONSIAM สาขาแรกในประเทศไทย ยังโดดเด่นด้วยงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงพื้นที่ภายในร้านเข้ากับทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นหนึ่งใน Apple Store ที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้ใช้งานชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    การวางจำหน่าย iPhone Duo ในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ Apple Store ICONSIAM ในฐานะพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดของ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการออกแบบ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวของแลนด์มาร์กสำคัญของไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

  • Lifestyle - News

    จากเซี่ยงไฮ้ สู่อู๋หู LEPAS L6 EV ออกเดินทางสู่ “LEPAS Global Elegance Drive”ครั้งแรกของโลก รวมพลังผู้ขับขี่จาก 15 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE”

    อู๋หู, สาธารณรัฐประชาชนจีน – LEPAS แบรนด์ยนตรกรรมระดับสากล เตรียมเปิดฉากการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เมื่อ LEPAS L6 EV จะออกสตาร์ทจากนครเซี่ยงไฮ้ใน “LEPAS Global Elegance Drive” การเดินทางเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างสง่างามระดับโลกเป็นครั้งแรก ภายในงาน 2026 Chery International User Summit และถือเป็นการเปิดฉากอย่างเป็นทางการของ “LEPAS Global Elegant Lifestyle Week” ครั้งแรก ซึ่งรวบรวม Elegant Driving Ambassadors จำนวน 34 ท่านจาก 15 ประเทศทั่วโลก มาร่วมเดินทางด้วยกันตลอด 2 วัน 1 คืน เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของ L6 EV บนเส้นทางที่หลากหลาย

    การรวมตัวของผู้ขับขี่จากหลากหลายวัฒนธรรมและหลายภูมิภาคในครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของ LEPAS ในการก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง ที่ไม่เพียงส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพสู่ตลาดสากล แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้จากทั่วโลกได้มีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมสร้างสรรค์อนาคตของการเดินทางไปพร้อมกัน
    ภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา LEPAS L6 EV ได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากทั้งลูกค้าและสื่อมวลชนไทย ด้วยประสบการณ์การขับขี่ในเมืองที่ลงตัวในทุกวัน และในวันนี้ L6 EV พร้อมก้าวสู่ตลาดทั่วโลก ในฐานะ Intelligent Urban Living SUV ที่โดดเด่นด้วยงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานห้องโดยสาร Nature-Inspired Tech Cabin ที่กว้างขวางและสะดวกสบาย ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ช่วงล่างที่มุ่งเน้นความนุ่มนวล ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ที่ทำให้ทุกการควบคุมและการจอดเป็นไปอย่างง่ายดาย มั่นใจ และผ่อนคลาย พร้อมระยะทางขับขี่และความสามารถในการชาร์จเร็วที่รองรับการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล

    เส้นทางจากเซี่ยงไฮ้ สู่อู๋หู จะพา LEPAS L6 EV ผ่านถนนในเมือง ทางหลวงระหว่างเมือง ถนนเลียบทะเลสาบ และเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา เพื่อพิสูจน์ศักยภาพบนทุกสภาพถนน โดย Elegant Driving Ambassadors จะร่วมประเมินการตอบสนองของกำลังขับเคลื่อน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ความนุ่มนวลในการขับขี่ ระยะทางวิ่ง และประสิทธิภาพการชาร์จตลอดการเดินทาง ทั้งโค้งต่อเนื่องและความลาดชันที่เปลี่ยนแปลงจะเผยให้เห็นการควบคุมที่มั่นคงและแม่นยำ ขณะที่การจอดในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยจะแสดงศักยภาพของระบบช่วยจอดอัจฉริยะได้อย่างชัดเจน

    ด้วยประสบการณ์และความคาดหวังในการขับขี่ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ มุมมองอันหลากหลายของผู้ร่วมเดินทางจากทั่วโลกจะสะท้อนให้เห็นว่าคุณสมบัติใดที่โดดเด่นในสายตาผู้ขับขี่แต่ละตลาด อันจะช่วยให้ LEPAS เข้าใจความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกได้อย่างลึกซึ้ง และนำไปสู่การร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) ผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ในอนาคต

    ข้อมูลเชิงลึกจากการเดินทางครั้งนี้จะถูกนำไปต่อยอดในการพูดคุยและการร่วมสร้างสรรค์ตลอดงาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE” ซึ่งผู้ใช้และ Global Elegant Lifestyle Partners จากทั่วโลกจะมาร่วมค้นหาและถ่ายทอดความสง่างามในวิถีชีวิตที่หลากหลาย สะท้อนวิสัยทัศน์ของ LEPAS ในการเดินทางอย่างสง่างาม มั่นใจ และสงบนิ่ง
    เมื่อขบวนรถออกเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ประสบการณ์จริงบนท้องถนนของเหล่า Elegant Driving Ambassadors จะเป็นบทพิสูจน์ความหมายของ “Drive Your Elegance” ได้อย่างชัดเจนที่สุด — หลากหลายวัฒนธรรม หนึ่งความสง่างามร่วมกัน

    LEPAS Call Center โทร. 02-007-2077
    Facebook: LEPAS Thailand
    เว็บไซต์: lepasthailand.com
    LINE Official: @lepasthailand

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

  • Art - Automotive - Lifestyle - Luxury

    LEPAS (เลพาส) ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งไลฟ์สไตล์ระดับโลก ณ “Global Elegance Promenade” เมืองอู๋หู

    เปิดประสบการณ์ความสง่างามจากหลากวัฒนธรรมทั่วโลก ในงาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week ครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE”

    อู๋หู สาธารณรัฐประชาชนจีน – 8 ตุลาคม 2569 – LEPAS (เลพาส) เตรียมจัดงาน Global Elegant Lifestyle Week ขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18–24 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 2026 Chery International User Summit ไฮไลต์สำคัญของงานคือ “Global Elegance Promenade” ที่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรก ณ เมืองหลัวหลาน (Luolan Town) นครอู๋หู ถนนสายนี้รวบรวมวัฒนธรรมและสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน และชวนผู้มาเยือนค้นพบว่าการใช้ชีวิตอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นั้นมีได้หลากหลายรูปแบบ

    ในฐานะ “แบรนด์ที่ได้รับเลือกเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอย่างสง่างาม” (Preferred Brand for Elegant Mobility Life) เลพาสมองว่าการเติบโตสู่ตลาดโลกเป็นมากกว่าการขยายตลาด แต่คือการก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ความสง่างามไม่มีนิยามเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เลพาสจึงเชื่อมโยงกับชุมชนในแต่ละตลาดผ่านกีฬา ศิลปะ การออกแบบ กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พร้อมร่วมสร้างนิยามแห่งความสง่างามไปกับผู้ใช้ เพื่อให้สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่

    เลพาสพูดคุยกับผู้ใช้อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้จากศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค จึงเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างสง่างามได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้เองก็ได้ก้าวมาเป็น “Global Elegant Lifestyle Partners” หรือพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์แห่งความสง่างามระดับโลก ตลอดสัปดาห์ Global Elegant Lifestyle Week ถนน Global Elegance Promenade จะจัดแสดงความสง่างามในหลากหลายรูปแบบที่พันธมิตรจากทั่วโลกร่วมกันสร้างสรรค์ ทั้งวิถีชีวิตท้องถิ่น ขนบการออกแบบอันมีเอกลักษณ์ กลิ่นหอมประจำวัฒนธรรม ประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟ และเรื่องราวจริงของผู้ใช้ ภายในบรรยากาศที่เปิดกว้าง ผ่อนคลาย และมีสไตล์ ให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมได้มาพบปะกัน

    ตลอดเส้นทางของ Global Elegance Promenade ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสความสง่างามจากทั่วโลกในแบบที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ลวดลายอันประณีตของผ้าไหมยกดอกแบบซ่ง (Song Brocade) และกลิ่นหอมละมุน ไปจนถึงชาเอิร์ลเกรย์ที่จิบในสวนอันร่มรื่น กรอบหน้าต่างสีฟ้า แสงแดดอบอุ่น และชาสมุนไพร สร้างบรรยากาศของยามบ่ายที่ไม่เร่งรีบ ส่วนผืนไหมที่พลิ้วไหวกับกลิ่นกล้วยไม้แผ่ว ๆ ก็มอบอีกมิติหนึ่งของประสบการณ์ ทุกฉากรวมกันถ่ายทอดมุมมองความสง่างามจากโลกตะวันออก ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา ให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบไปทีละก้าว

    Global Elegance Promenade เป็นมากกว่านิทรรศการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงและการร่วมสร้างสรรค์ ที่พันธมิตร Global Elegant Lifestyle Partners มีส่วนร่วมออกแบบและแบ่งปันประสบการณ์ เลพาสตั้งใจนำผู้คนจากหลากพื้นเพทางวัฒนธรรมมาพบกัน ให้ขนบประเพณีและวิถีชีวิตที่แตกต่างได้บรรจบ จุดประกายแรงบันดาลใจให้กันและกัน และเปิดมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างามให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE” งาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week จะรวบรวมผู้ใช้กลุ่มแรกของเลพาสจากทั่วโลก พันธมิตร และสื่อมวลชนในอุตสาหกรรม มาพบปะพูดคุยกันแบบตัวต่อตัว ณ Global Elegance Promenade งานนี้เป็นมากกว่าการรวมตัว เพราะผู้ใช้และแขกจากทั่วโลกจะได้แบ่งปันมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างาม และสำรวจความงามในหลากหลายรูปแบบร่วมกัน ผ่านการพูดคุยและการร่วมสร้างสรรค์ ทุกคนจะร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของการเดินทางอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ — หลากหลายวัฒนธรรม หนึ่งเดียวในความสง่างาม

    LEPAS Call Center โทร. 02-007-2077
    Facebook: LEPAS Thailand
    เว็บไซต์: lepasthailand.com
    LINE Official: @lepasthailand

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

  • Dining - Hotel - Lifestyle - Luxury

    พลังแห่งอัตลักษณ์ท้องถิ่น : แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยอนาคตแห่งวงการอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากร้านอาหารแบบดั้งเดิมสู่พื้นที่สังสรรค์ยุคใหม่

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยโฉมรายงานเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ปี 2570 หรือ Future of Food 2027 รายงานล่าสุดที่สำรวจแนวโน้มด้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานฉบับนี้อ้างอิงจากการพูดคุยกับเชฟชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการ และผู้มีอิทธิพลทางด้านอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค ควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกจากโรงแรมในเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ทั่วภูมิภาค โดยเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือการเติบโตและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสถานที่ ในขณะที่การรับประทานอาหารก้าวข้ามขอบเขตของร้านอาหารแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่มีความยืดหยุ่นและเน้นการเข้าสังคม ผู้รับประทานอาหารจึงมองหาประสบการณ์ที่มีความเป็นท้องถิ่น ความดั้งเดิม และความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับจุดหมายปลายทางของตนมากยิ่งขึ้น

    ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เหล่านักชิมกำลังมองหาความดั้งเดิมและการเข้าสังคมมากยิ่งขึ้น ความต้องการลิ้มรสอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมกำลังพุ่งสูงขึ้น โดยโรงแรมที่เข้าร่วมการสำรวจมากถึง 95% ระบุว่า นี่คือแนวโน้มที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของตน ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แขกผู้เข้าพักมารวมตัวกันตามบาร์ เลานจ์ เคาน์เตอร์ และพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรมที่แขกสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างลื่นไหลตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดยุคใหม่ของการรับประทานอาหารที่เรื่องราวเบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนรับประทานและสถานที่ที่พวกเขารับประทานมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

    “ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรากำลังเห็นเทรนด์ที่เปลี่ยนไปสู่ประสบการณ์ที่อบอุ่นเป็นกันเองและมีรากฐานมาจากท้องถิ่น โดยพื้นที่ขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบมาอย่างตั้งใจ ได้เข้ามาแทนที่รูปแบบการรับประทานอาหารแบบทางการแบบเดิม” ปีเตอร์ ราบา (Petr Raba) รองประธานฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “โรงแรมกำลังกลายเป็นนักเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม โดยผสานความสามารถของเชฟท้องถิ่น วัตถุดิบที่จัดหาจากในพื้นที่ และความเชื่อมโยงเข้าไว้ในทุกมิติของประสบการณ์การรับประทานอาหาร เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง”

    กระแสหลักที่กำหนดอนาคตของวงการอาหาร

    1. การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่ (The Spatial Shift)

    การรับประทานอาหารกำลังก้าวข้ามรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิม เนื่องจากแขกผู้เข้าพักโน้มเอียงไปทางพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น เข้าสังคมได้ง่าย และขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์มากยิ่งขึ้น ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เกือบครึ่งหนึ่งของโรงแรมที่สำรวจรายงานว่ามีความต้องการสถานที่แบบลำลอง เช่น เลานจ์ บาร์ และพื้นที่กลางแจ้งที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่แนวคิดใหม่ๆ กำลังเปิดรับพื้นที่ขนาดกะทัดรัด 40 ถึง 60 ที่นั่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในประเทศเวียดนาม โรงแรมที่สำรวจ 71% รายงานว่ามีการเติบโตของการรับประทานอาหารในโซนบาร์และเลานจ์ ซึ่งสะท้อนถึงความดึงดูดใจที่เพิ่มขึ้นของประสบการณ์การรับประทานอาหารที่มีความยืดหยุ่น เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังกำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับทุกด้านตั้งแต่การพัฒนาเมนูและการตลาด ไปจนถึงการจัดสรรพนักงานและข้อมูลเชิงลึกของแขก ซึ่งช่วยให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การมอบการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ร้านอาหารและบาร์ 100% ที่สำรวจในประเทศไทยมีการใช้ AI ในการดำเนินงาน

    • ความได้เปรียบของท้องถิ่น (The Local Advantage)

    อาหารท้องถิ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารทั่วทั้งภูมิภาค 95% ของโรงแรมที่สำรวจพบว่าความต้องการอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมในปัจจุบันถือเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความสำคัญเหนือกว่าเรื่องความคุ้มค่าเมื่อแขกต้องเลือกว่าจะรับประทานอาหารที่ไหน โรงแรมต่างๆ กำลังตอบสนองด้วยการสร้างสรรค์เมนูด้วยวัตถุดิบและเรื่องราวที่มีรากฐานมาจากจุดหมายปลายทางนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ที่ห้องอาหาร Hearth โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมืองเพิร์ท เมนูจานเด่นอย่างเป็ด Wagin ท้องถิ่น ไม่เพียงแต่นำเสนอผลผลิตขึ้นชื่อของออสเตรเลียตะวันตก แต่ยังสะท้อนถึงปรัชญาของห้องอาหารที่เน้นวัตถุดิบตามฤดูกาลและท้องถิ่นอีกด้วย นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา โรงแรม 4 ใน 5 แห่งได้นำวัตถุดิบใหม่ๆ ในท้องถิ่นมาใช้ ตั้งแต่ผักจากเกียวโตในญี่ปุ่น ไปจนถึงเกลือทะเลกำปอดในเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากกัมพูชา และเครื่องเทศพื้นเมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เกือบ 75% ระบุว่ามีการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมนูเครื่องดื่มมากขึ้น เทรนด์นี้เด่นชัดมากเป็นพิเศษในอินเดียและอินโดนีเซีย โดยมีความต้องการอาหารท้องถิ่นสูงถึง 71% และ 67% ตามลำดับ ซึ่งตอกย้ำว่านักเดินทางต้องการหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่บอกเล่าเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง

    • ประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งครบจบใน 99 นาที (99-Minute Fine Dining)  

    อาหารไฟน์ไดนิ่งกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านเวลา โดยหลายๆร้านหันมาเสิร์ฟคอร์สอาหารจานเด่น 4-5 คอร์สที่จบภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงี่ แทน Tasting Menu แบบเดิมที่อาจใช้เวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมงและมีอาหารมากกว่า 10 คอร์ส ข้อมูลจากทั่วภูมิภาคระบุว่า โรงแรมถึง 58% มีระยะเวลาทานอาหารมื้อหรูเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 ชั่วโมง โดยสิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในตลาดไฟน์ไดนิ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่ง 85% ของร้านอาหารใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1.5 ชั่วโมงเท่านั้น และเพื่อปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์นี้ ร้านอาหารต่างๆ จึงเลือกกระชับเมนูให้สั้นลง เพิ่มทางเลือกแบบอะลาคาร์ท (À la carte) และหันมามุ่งเน้นที่ “ช่วงเวลาว้าว” แทนที่จะนับจำนวนคอร์สอาหาร เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ที่ 1 ใน 5 ของร้านได้ลดจำนวนคอร์สลง ในขณะที่ฟิลิปปินส์มีร้านไฟน์ไดนิ่งถึง 30% ที่หันมาเสิร์ฟเมนูแบบอะลาคาร์ท (À la carte) เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ทั้งลดจำนวนคอร์สและลดเวลาบริการให้กระชับขึ้น

    ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากรายงาน

    • กินดี อยู่ดี ตามวัย (Eat Well, Eating Your Age): เรื่องสุขภาพได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกร้านอาหาร โดยวัตถุดิบดั้งเดิมจากภูมิปัญญาอาหารเอเชียแปซิฟิกกลับมาได้รับความสนใจจากนักเดินทางยุคใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันโรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลถึง 97% ที่ได้รับการสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) มีการเสิร์ฟเมนูอาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์รักสุขภาพนี้ยังขยายขอบเขตไปไกลกว่ามื้ออาหาร โดยครอบคลุมไปถึงมินิบาร์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ และบริการเตรียมห้องนอนก่อนนอน ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการนอนหลับและการผ่อนคลายอีกด้วย
    • เมนูยุคใหม่ (The Modern Menu): ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมนูอาหารกำลังได้รับการรังสรรค์ให้มีความโดดเด่นและกระตุ้นประสาทสัมผัสมากยิ่งขึ้น โดยสัมผัสหรือเนื้อสัมผัสของอาหาร (Texture) ได้ก้าวขึ้นมามีความสำคัญเทียบเท่ากับรสชาติ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-forward) ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลักดันให้แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวโครงการ APEC Plant-Forward Program ทั่วภูมิภาคในปี 2570 ส่งผลให้เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงแรมระดับโลกกลุ่มแรกๆ ที่บูรณาการการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักเข้าเป็นรากฐานการดำเนินงานอย่างถาวร
    • เครื่องดื่มทางเลือกแบบไร้แอลกอฮอล์ (Alcohol Alternatives): กระแสเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำและไม่มีแอลกอฮอล์ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเทรนด์เฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของธุรกิจบริการ โดยร้านอาหารและบาร์ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล 42% ที่สำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานว่ายอดขายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตสูงขึ้น ตั้งแต่สปิริตพรีเมียมไปจนถึงการจับคู่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์กับมื้ออาหาร แขกผู้เข้าพักต่างมองหาทางเลือกที่มีความละเมียดละไมและตอบโจทย์การใช้ชีวิต โดยไม่ต้องประนีประนอมเรื่องรสชาติหรือความรื่นรมย์แต่อย่างใด

    อนาคตด้านอาหารและเครื่องดื่ม

    ภูมิทัศน์ด้านอาหารและเครื่องดื่มของเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่ความดั้งเดิมอย่างแท้จริง และความตั้งใจจริง ร้านอาหารและโรงแรมที่จะประสบความสำเร็จในปี 2570 คือผู้ที่เข้าใจแก่นแท้ของสถานที่นั้นๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งวัตถุดิบ วัฒนธรรม และผู้คน แล้วนำมาต่อยอดเป็นประสบการณ์การออกแบบบนพื้นฐานดังกล่าว สถานที่เหล่านี้กำลังรังสรรค์พื้นที่ขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมสร้างการบริการที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงความรู้สึกของแขกเข้ากับจุดหมายปลายทางและอาหาร ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นวงการอาหารในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่การยกโมเดลมาตรฐานสากลทั่วไปมาใช้อีกต่อไป แต่เป็นแหล่งรวมประสบการณ์อันโดดเด่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

  • Hotel - Lifestyle - Travel

    ให้ปลายทางเล่าเรื่องผ่านการเดินทางกับอมารี จากเสน่ห์ริมแม่น้ำโขงในเวียงจันทน์ สู่ขุนเขาและสายน้ำของวังเวียง

    เวียงจันทน์เป็นเมืองที่ยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยนานเท่าไร ก็ยิ่งได้พบสิ่งที่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานหนึ่งในตลาดเช้า ร้านกาแฟเล็กๆ ระหว่างทาง บทสนทนากับคนท้องถิ่น หรือช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในแผน สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เปิดมุมมองใหม่ และพาให้ผู้เดินทางได้รู้จักเมืองในแบบที่แตกต่างออกไป หากถามว่าเสน่ห์ของเวียงจันทน์อยู่ตรงไหน คำตอบอาจไม่ได้เริ่มต้นจากแลนด์มาร์ก หากอยู่ที่ “จังหวะของเมือง” เมืองหลวงของลาวแห่งนี้ไม่ได้เร่งให้ผู้มาเยือนต้องเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ชวนให้ค่อย ๆ ใช้เวลาไปกับเมือง และมองเห็นรายละเอียดของชีวิตที่ดำเนินอยู่รอบตัว

    การทำความรู้จักเวียงจันทน์อาจเริ่มจากสถานที่สำคัญอย่างพระธาตุหลวง ประตูชัย และวัดสีสะเกด ก่อนปล่อยให้เวลานำไปสู่ประสบการณ์ที่เรียบง่ายกว่า ทั้งการเดินตลาดเช้า จิบกาแฟลาว ปั่นจักรยานไปตามถนนสายสงบ หรือนั่งมองความเคลื่อนไหวริมแม่น้ำโขงในช่วงเย็น อาหารเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่พาให้เข้าถึงตัวตนของเมือง ขณะที่คำทักทายง่าย ๆ อย่าง “สบายดี” หรือ “ขอบใจ” ก็ช่วยให้บทสนทนากับผู้คนเป็นกันเองขึ้น และบางครั้ง การพบปะสั้นๆ ระหว่างทางอาจกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของการเดินทาง

    ในฐานะเมืองหลวงและศูนย์กลางสำคัญด้านเศรษฐกิจ การปกครอง และวัฒนธรรมของลาว เวียงจันทน์มีเรื่องราวให้ค้นพบทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา อาหาร และวิถีชีวิต ที่นี่จึงไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักให้ครบในครั้งเดียว เพราะบางทีเสน่ห์ของเมืองอาจอยู่ในร้านเล็กๆ ริมทาง การต้อนรับอย่างเป็นมิตร หรือเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่ ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นระหว่างทาง

    เมื่อการเดินทางไม่ได้หมายถึงการต้องออกไปค้นหาสิ่งใหม่ตลอดเวลา การเลือกที่พักซึ่งทำให้ผู้มาเยือนได้อยู่ใกล้กับจังหวะของเมือง จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์และเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนทำความรู้จักจุดหมายปลายทางได้ในแบบของตนเอง

    เมื่อการเข้าพักเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเมือง

    อมารี เวียงจันทน์ (Amari Vientiane) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมแม่น้ำโขง ทำให้การเข้าพักเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักเวียงจันทน์ในจังหวะที่เป็นของตัวเอง โรงแรมหยิบแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของลาวมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบ อาหาร และประสบการณ์ภายในโรงแรม พร้อมเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับเรื่องราวของเมืองโดยรอบ

    จากโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถเริ่มต้นเช้าด้วยการออกไปสัมผัสประเพณีและวิถีชีวิตของชาวเวียงจันทน์ แวะชมสถานที่สำคัญหรือสำรวจตลาดเช้า ก่อนกลับมาใช้เวลาพักผ่อน แล้วออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำโขงและตลาดกลางคืนในช่วงค่ำ โดยไม่จำเป็นต้องจัดทุกกิจกรรมให้อยู่ในตารางที่เร่งรีบ เพราะเสน่ห์ของเวียงจันทน์อยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างวัน ขณะเดียวกัน การกลับมาใช้เวลาภายในโรงแรมก็เปิดโอกาสให้ได้พักผ่อน ดูแลกายและใจ หรือชมแสงสุดท้ายเหนือแม่น้ำโขง

    ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ย่านสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวของเมือง และห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไตราว 4.8 กิโลเมตร อมารี เวียงจันทน์จึงเอื้อให้ผู้เดินทางเลือกใช้เวลาได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งวันที่อยากออกไปค้นพบเมือง และวันที่อยากพักผ่อนอย่างเต็มที่ ทำให้ที่พักแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดพักระหว่างการเดินทาง แต่เป็นอีกส่วนหนึ่งของประสบการณ์เวียงจันทน์

    เริ่มต้นสัมผัสเมืองผ่านรสชาติ

    ที่ อมารี เวียงจันทน์ ผู้เข้าพักสามารถเลือกสัมผัสอาหารหลากหลายรูปแบบ ทั้งอาหารนานาชาติ อาหารไทย และเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของลาว ตั้งแต่เมนูเส้น อาหารจากปลาแม่น้ำ ไปจนถึงอาหารพื้นถิ่นที่ปรุงด้วยสมุนไพรและวัตถุดิบประจำถิ่น โดย อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ (Amaya Food Gallery) นำเสนออาหารหลากหลายตลอดวัน ขณะที่ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ไพรเวต ไดนิง (Executive Private Dining) เปิดพื้นที่สำหรับการรับประทานอาหารในบรรยากาศเป็นส่วนตัว พร้อมทิวทัศน์ของแม่น้ำโขง

    จากมื้ออาหารภายในโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถออกไปค้นพบรสชาติและเรื่องราวของเวียงจันทน์ต่อผ่านตลาด ร้านอาหาร และชุมชนรอบเมือง ทำให้อาหารเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักจุดหมายปลายทาง

    เว้นจังหวะให้กับการพักผ่อน

    หลังจากออกไปสัมผัสเมืองมาตลอดวัน การกลับมาใช้เวลาอย่างช้าๆ ที่ อมารี เวียงจันทน์ ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งของการเดินทาง ห้องพัก 248 ห้อง ตั้งแต่ห้องดีลักซ์ จูเนียร์ สวีท เอ็กเซ็กคิวทีฟ สวีท ไปจนถึงเพรสซิเดนเชียล สวีท รองรับทั้งการเข้าพักระยะสั้นและผู้ที่ต้องการใช้เวลาอยู่ในเวียงจันทน์นานขึ้น ภายในโรงแรมยังมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และบรีซ สปา (Breeze Spa) สำหรับช่วงเวลาที่อยากเว้นจากการออกไปสำรวจเมือง หรือกลับมาใช้เวลากับตัวเองและคนที่ร่วมเดินทาง

    เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น สเตลลาร์ รูฟท็อป บาร์ (Stellar Rooftop Bar) เปิดมุมมองจากชั้นดาดฟ้าให้ชมแสงสุดท้ายเหนือแม่น้ำโขง ก่อนปล่อยให้บรรยากาศของเมืองค่อยๆ เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน จากมุมสูง ทั้งสายน้ำ เมือง และแสงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นอีกภาพหนึ่งของเวียงจันทน์ที่ชวนให้ทบทวนเรื่องราวเล็กๆ ที่ได้พบระหว่างวัน ก่อนปล่อยให้ค่ำคืนดำเนินต่อไปในจังหวะที่เป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน โรงแรมยังมีพื้นที่สำหรับการประชุมและจัดเลี้ยงที่รองรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ จึงสามารถรองรับทั้งการทำงาน การพบปะ และการพักผ่อนได้ในพื้นที่เดียวกัน

    จากเสน่ห์ริมแม่น้ำโขง สู่ธรรมชาติริมน้ำซอง

    จากเวียงจันทน์ที่ชวนให้ผู้เดินทางค่อย ๆ ปล่อยให้จังหวะของเมืองเล่าเรื่อง การเดินทางต่อไปยัง อมารี วังเวียง (Amari Vang Vieng) ก็เปิดอีกจังหวะของลาวผ่านภูเขา แม่น้ำซอง และธรรมชาติที่รายล้อมโรงแรม เติมเต็มประสบการณ์ด้วยบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น

    ปัจจุบัน การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเวียงจันทน์และวังเวียงช่วยเชื่อมสองจุดหมายปลายทางเข้าหากันได้อย่างสะดวก ทำให้นักเดินทางสามารถเริ่มต้นด้วยวัฒนธรรม รสชาติ และวิถีชีวิตของเมืองหลวง ก่อนเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสภูเขา สายน้ำ และพื้นที่เปิดกว้างของวังเวียง ปล่อยให้แต่ละจุดหมายค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเองในแบบที่แตกต่างกัน

    อมารี วังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง และนำทิวทัศน์ของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพักผ่อน ห้องพักมากกว่า 160 ห้องได้รับการออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย พร้อมรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานฝีมือของลาว เปิดมุมมองสู่ขุนเขาและบรรยากาศโดยรอบ เพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกเชื่อมโยงกับจุดหมายปลายทางตั้งแต่ภายในโรงแรม

    จากอมารี วังเวียง ผู้เดินทางสามารถเลือกออกไปสัมผัสวังเวียงในแบบของตนเอง ทั้งการชมทิวทัศน์จากมุมสูง สำรวจถ้ำ พายเรือคายัคตามแม่น้ำซอง หรือใช้เวลากับธรรมชาติ ก่อนกลับมาผ่อนคลายและรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศของภูเขาและสายน้ำ

    สองโรงแรมจึงนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างแต่เชื่อมต่อกัน อมารี เวียงจันทน์เปิดมุมมองสู่รสชาติ วัฒนธรรม และชีวิตริมแม่น้ำโขง ขณะที่อมารี วังเวียงพาผู้เข้าพักเข้าใกล้พลังของธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำซอง

    ภายใต้แนวคิด More of What You Love การเข้าพักที่อมารีทั้งสองแห่งจึงไม่ได้สิ้นสุดอยู่ภายในโรงแรม แต่เปิดออกไปสู่มื้ออาหาร การพักผ่อน การดูแลตนเอง การพบปะผู้คน และประสบการณ์ในจุดหมายปลายทาง ให้ผู้เดินทางได้ค้นพบลาวในหลายมิติและเลือกจังหวะของการเดินทางในแบบของตัวเอง เพราะบางครั้ง การรู้จักจุดหมายปลายทางไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ เพียงเปิดพื้นที่ให้เมือง ธรรมชาติ และผู้คนค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง การเดินทางก็อาจกลายเป็นความทรงจำที่ยังคงอยู่ แม้ช่วงเวลาของการเข้าพักจะสิ้นสุดลงแล้ว

  • Hotel - Lifestyle

    ออกแรงให้เต็มที่ แล้วมีความสุขกับสมุยต่อ

    อมารี เกาะสมุย และโอโซ่ เฉวง สมุย ชวนต่อยอดทริปแอ็กทีฟให้เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่คุณรัก

    งานวิ่งหรือกิจกรรมกีฬาอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเก็บกระเป๋าออกเดินทาง แต่ความสนุกของทริปไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงพร้อมเส้นชัย เพราะสำหรับนักเดินทางยุคนี้ การออกแรง การพักผ่อน อาหารดีๆ เวลาริมทะเล และการได้ใช้เวลากับคนที่มาด้วย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเดียวกัน

    ปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 เกาะสมุยมีหลากหลายกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สายแอ็กทีฟได้วางแผนทริป ไม่ว่าจะเป็น Koh Tan Eco Trail 2026 ระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 และ Samui Trail 2026 ระหว่างวันที่ 7–8 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงกิจกรรมทางทะเลอย่าง Samui Regatta ซึ่งคาดว่าจะกลับมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2570

    กิจกรรมเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการแข่งขันต่างหากที่ช่วยเติมเต็มทริปให้สมบูรณ์ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การออกเที่ยวรอบเกาะ มื้ออาหารหลังใช้พลังงาน ไปจนถึงวันที่ไม่ต้องมีตารางอะไรนอกจากพักผ่อนริมทะเล

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) อยากชวนนักเดินทางสายแอ็คทีฟมาสัมผัสสมุยผ่านสองรูปแบบการพักที่ตอบความชอบด้วยคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน — โอโซ่ เฉวง สมุย (OZO Chaweng Samui) สำหรับคนที่ยังอยากสนุกและเชื่อมต่อกับสีสันของเฉวงหลังจบกิจกรรม และ อมารี เกาะสมุย (Amari Koh Samui) สำหรับการผ่อนจังหวะ ใช้เวลาอย่างไม่ต้องเร่งรีบไปกับจังหวะชีวิตตัวเอง หรือกับคนสำคัญริมทะเล

    โอโซ่ เฉวง สมุย — สนุกเต็มที่กับทุกกิจกรรม แล้วมีพลังไปต่อได้ทั้งวันสำหรับคนที่มองว่าการพักผ่อนไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่ง โอโซ่ เฉวง สมุย เป็นฐานพักสบายๆ บนหาดเฉวงที่ช่วยให้วันแอ็กทีฟดำเนินต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากนอนหลับอย่างเต็มอิ่มพร้อมเริ่มเช้าวันใหม่ จะเริ่มด้วยการออกกำลังกายที่ TONE Fitness ออกไปวิ่งสำรวจเกาะ หรือใช้เวลาริมทะเลไปกับหนังสือเล่มโปรด ก่อนกลับมานอนพักชิลล์ๆ ที่ริมสระว่ายน้ำพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆที่ BEACH Bar เพื่อเติมพลังสำหรับกิจกรรมถัดไปก็เลือกได้ตามใจ

    หลังใช้พลังงานมาตลอดวัน สแต็กด์ เบอร์เกอร์ สมุย (STACKed Burger Samui) ช่วยเปลี่ยนมื้ออาหารให้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาดีๆของทริป ด้วยอาหารแนวคอมฟอร์ตฟู้ดกับบรรยากาศสบายๆ ที่เหมาะกับการกลับมานั่งพร้อมหน้ากัน แชร์อาหาร พูดคุยถึงเรื่องระหว่างวัน หรือเป็นฉลองเล็กๆ หลังผ่านเส้นชัย

    นี่จึงไม่ใช่ทริปสำหรับนักกีฬาหรือผู้เข้าแข่งขันเท่านั้น เพราะเพื่อน คู่รัก หรือครอบครัวที่เดินทางมาด้วยก็สามารถออกแบบวันของตัวเองได้เช่นกัน บางคนอาจออกไปสำรวจเฉวง ขณะที่อีกคนเลือกพักริมสระหรือเดินเล่นบนชายหาด ก่อนกลับมาเจอกันในช่วงเย็น

    เสน่ห์ของโอโซ่จึงอยู่ที่การไม่บังคับให้ทุกคนต้องมีวันหยุดแบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนออกไปสนุกกับสมุยในแบบของตัวเอง แล้วกลับมาแชร์ Good Vibes ร่วมกันอีกครั้ง

    อมารี เกาะสมุย — ใช้วันพักผ่อนให้เต็มที่ ในแบบที่เป็นคุณหากการเดินทางคือการออกไปค้นพบสิ่งใหม่และเปิดประสบการณ์ให้กับตัวเอง อีกช่วงเวลาที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การได้กลับมาพักผ่อน เติมพลัง และใช้เวลาในแบบที่ตัวเองชอบอมารี เกาะสมุย ชวนเปลี่ยนช่วงเวลาหลังการออกไปทำกิจกรรมและค้นพบเกาะสมุย ให้กลายเป็นวันพักที่ได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเล พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่น และการดูแลที่ใส่ใจ ให้ผู้เข้าพักได้หยุดพัก เติมพลัง และใช้เวลากับตัวเองหรือคนที่เดินทางมาด้วยอย่างเต็มที่ หลังจากเช้าที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ช่วงเวลาที่เหลือของวันอาจค่อย ๆ ผ่อนจังหวะลงด้วยการเดินรับลมริมทะเล พักผ่อนริมสระ ใช้เวลากับการดูแลกายและใจ หรือออกไปค้นพบมุมอื่น ๆ ของสมุย ก่อนกลับมาพบกันอีกครั้งบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมื้อสบาย ๆ ที่ Amaya Food Gallery ที่จะเสิร์ฟอาหารเอเชียจานโปรด และอาหารนานาชาติหลากหลาย หรือมื้อค่ำที่ Prego Italian Restaurant ที่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนและพิซซ่ารสชาติอิตาเลียนแท้ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง

    ระหว่างวัน Amaya Café ก็เป็นอีกมุมสำหรับแวะพัก จิบกาแฟหรือชาและหาอะไรเบา ๆ รับประทาน ก่อนปิดท้ายวันริมทะเลที่ Amaya Bar กับเครื่องดื่มเย็น ๆ สายลม และบรรยากาศยามค่ำคืน

    สำหรับคู่รัก นี่อาจเป็นวันที่ไม่ต้องวางแผนกิจกรรมไว้เต็มตาราง เพียงได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างสบายๆ ก็เพียงพอ สำหรับครอบครัว สมาชิกแต่ละวัยสามารถเลือกทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเดินเล่นรับลมหรือสนุกกับสระว่ายน้ำ ส่วนกลุ่มเพื่อนก็สามารถแบ่งเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจ บางคนอาจออกไปเช่ารถขับเที่ยวรอบเกาะ ขณะที่อีกคนเลือกพักผ่อนและทำสปาที่Breeze Spa ก่อนกลับมาแบ่งปันเรื่องราวของแต่ละคนกันในช่วงเย็น

    เพราะการเติมพลังอาจไม่ใช่แค่การหยุดพัก แต่คือการได้มีเวลาและพื้นที่กลับมาอยู่กับสิ่งที่เราชอบ ตั้งแต่กิจกรรมที่อยากทำ มื้ออาหารที่อยากใช้เวลาไปกับมัน ไปจนถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคนที่เราอยากแบ่งปันการเดินทางด้วย

    เมื่อการแข่งขันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราว

    ทริปหนึ่งไม่จำเป็นต้องมอบประสบการณ์แบบเดียวกันให้กับทุกคน บางคนเดินทางมาสมุยเพื่อทำลายสถิติของตัวเอง บางคนอยากออกไปสัมผัสธรรมชาติ ขณะที่อีกคนอาจต้องการเพียงทะเลสวย ๆ หาดทรายขาว ๆ มื้ออาหารดี ๆ และวันหยุดที่ไม่ต้องเร่งรีบ

    สิ่งที่ทำให้การเดินทางมีความหมายจึงไม่ใช่การที่ทุกคนต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน แต่คือการมีพื้นที่ให้แต่ละคนได้เลือกใช้เวลาในแบบที่ตัวเองชอบ พร้อมกับมีช่วงเวลาที่ได้กลับมาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ร่วมกัน

    นี่คือแนวคิดประสบการณ์ภายใต้ More of What You Love ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รังสรรค์ขึ้น โดยเชื่อว่าการเดินทางที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้เลือกสิ่งที่ตัวเองรัก ตั้งแต่การพักผ่อน อาหารและกิจกรรม ไปจนถึงการออกไปค้นพบจุดหมาย และใช้เวลาร่วมกับคนที่เดินทางมาด้วย

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว เส้นชัยอาจเป็นเพียงหนึ่งช่วงของทริป แต่สิ่งที่ทำให้สมุยน่าจดจำ อาจเป็นทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนและหลังจากนั้น และทุกช่วงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกันระหว่างทาง

    สะท้อนแนวคิด More of What You Love ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกเติมสิ่งที่ตัวเองรักลงไปในทริปเดียวกัน

  • Hospitality - Lifestyle - Luxury

    เมื่อความต้องการได้รับการเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยถึง การดูแลจึงสัมผัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) ถ่ายทอดบทใหม่ของประสบการณ์การพักอาศัยใจกลางเมืองผ่านแนวคิด The Art of Intuitive Refinement ซึ่งผสานความสง่างามของการพักอาศัยเข้ากับการบริการที่เข้าใจจังหวะของผู้เข้าพักอย่างเป็นธรรมชาติ เคารพความเป็นส่วนตัว และคิดเผื่อในทุกรายละเอียด เพื่อมอบความสบายใจตลอดการเข้าพัก ปรัชญาการดูแลที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ดังกล่าวยังได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยรางวัล One MICHELIN Key ประจำปี 2024 และ 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง รวมถึงการเป็นสมาชิกของ Small Luxury Hotels of the World (SLH)

    หัวใจสำคัญของแนวคิด The Art of Intuitive Refinement คือ The Invisible Hand ที่สะท้อนการดูแลซึ่งไม่จำเป็นต้องปรากฏให้เห็นในทุกขั้นตอน หากแต่ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกได้ว่า ทุกสิ่งรอบตัวได้รับการจัดเตรียมพร้อมไว้อย่างพอดี เพื่อให้ได้ใช้เวลาอย่างเป็นส่วนตัวและไม่ถูกรบกวน ขณะเดียวกันก็ยังมั่นใจได้ว่ามีทีมงานพร้อมดูแลอยู่เสมอ หนึ่งในภาพสะท้อนของแนวคิดดังกล่าวคือ บริการบัตเลอร์ตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับผู้เข้าพักห้องเพรสทีจ คลับ (Prestige Club Room) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยส่วนตัว คอยดูแลตั้งแต่การจัดเตรียมและดูแลสัมภาระ เสื้อผ้า และรองเท้า การสำรองโต๊ะอาหาร ไปจนถึงการคัดสรรสถานที่และประสบการณ์ในกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เข้าพักแต่ละคน เพื่อให้เรื่องต่างๆ ได้รับการจัดการอย่างราบรื่น ก่อนที่จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้เข้าพักต้องเอ่ยขอหรือกังวล

    สำหรับผู้เข้าพักห้องเพรสทีจ คลับ ยังสามารถใช้บริการ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เลานจ์ (Executive Lounge) พื้นที่ส่วนตัวสำหรับการพักผ่อน ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เดินทางมาถึง ไปจนถึงการนัดพบแบบไม่เป็นทางการ พร้อมบริการเช็กอินและเช็กเอาต์ เครื่องดื่มและของว่างตลอดวัน อาฟเตอร์นูนที ตลอดจนค็อกเทลและคานาเป้ในช่วงเย็น ทุกช่วงเวลาภายในเลานจ์ได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนตัวและผ่อนคลาย เพื่อให้ผู้เข้าพักใช้เวลาในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องถูกรบกวน

    ความรู้สึกของการได้รับการดูแลอย่างพอดียังสะท้อนผ่านการออกแบบโรงแรมฯ โดย บาร์บารา แบร์รี (Barbara Barry) ซึ่งถ่ายทอดความสงบผ่านเส้นสายที่อ่อนโยน โทนสีที่อบอุ่น วัสดุธรรมชาติ และการใช้แสงอย่างละเมียด เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง ภายในห้องพัก รายละเอียดต่างๆ ได้รับการเตรียมไว้อย่างพอดีและเรียบง่าย ตั้งแต่เครื่องนอนคุณภาพ ผ้าปิดตา ไปจนถึงเสียงดนตรีที่ได้รับการคัดสรรเพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ให้ผู้เข้าพักได้ตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่นสำหรับวันใหม่

    สำหรับผู้บริหาร นักธุรกิจ ครอบครัว หรือนักเดินทางที่ต้องการที่พักในกรุงเทพฯ หลายวันหรือหลายสัปดาห์ ห้องพักแบบเรสซิเดนซ์ขนาด 1–3 ห้องนอนออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างครบถ้วน ทั้งพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัว และมุมทำงานที่แยกเป็นสัดส่วน ให้สามารถทำงาน ใช้เวลากับครอบครัว หรือพักผ่อนได้ในพื้นที่ของตัวเอง โดยยังคงใช้ชีวิตได้ในจังหวะที่คุ้นเคย และไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพียงเพราะอยู่ระหว่างการเข้าพัก

    ช่วงเวลาต่างๆ ของวันสามารถดำเนินต่อไปภายในโรงแรมฯ ตั้งแต่มื้ออาหารที่ คาเฟ่ แคลร์ (Café Claire) บิสโทรฝรั่งเศสร่วมสมัย ช่วงเวลาสบายๆ ริมสระหรือในคาบาน่าที่ เดอะ เพลย์ เด็ค (The Play Deck) ไปจนถึงเครื่องดื่มและบทสนทนายามเย็นที่ โอเรียนทัล บาร์ (Oriental Bar) ขณะที่สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ฟิตเนส และพื้นที่พักผ่อนต่างๆ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้เว้นจากตารางระหว่างวัน และเลือกใช้เวลาในแบบที่ต้องการ ก่อนเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งความสงบ ที่ความเร่งรีบจากการประชุม การเดินทาง หรือกิจกรรมต่างๆ ในเมืองค่อยๆ จางลง เหลือเพียงเวลาให้ได้หยุดนิ่งและอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง

    ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมโดยรอบยังเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพำนัก ด้วยทำเลบนถนนวิทยุท่ามกลางย่านสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งมอบทั้งความสงบและความเป็นส่วนตัว พร้อมเชื่อมต่อกับย่านธุรกิจ แหล่งช้อปปิ้ง และจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก ในวันที่ต้องการออกไปพบเจอความเคลื่อนไหวของเมือง หรือในช่วงเวลาที่อยากถอยกลับมาสู่ความสงบ สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติที่อยู่ไม่ไกลยังเปิดพื้นที่ให้ได้ใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและกลับมาอยู่กับจังหวะของตัวเอง

    ท้ายที่สุด The Art of Intuitive Refinement อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ทุกอย่างโดดเด่น หากแต่อยู่ที่ศิลปะของการทำให้ทุกสิ่งอยู่ในจุดที่พอดี เมื่อการดูแลเกิดขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยขอ ความเป็นส่วนตัวได้รับการเคารพ และรายละเอียดต่างๆ ได้รับการคิดเผื่อไว้ในทุกขั้นตอน สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงความสะดวกสบาย หากคือเวลาและพื้นที่ที่เป็นของผู้เข้าพักอย่างแท้จริง สำหรับตัวเอง คนสำคัญ และสิ่งที่มีความหมายในแต่ละวัน
    ในพอร์ตโฟลิโอของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่นำเสนอประสบการณ์การพักอาศัยในแบบที่แตกต่าง ด้วยความสงบ ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่ใส่ใจในรายละเอียด เสริมทัพแบรนด์หลักอย่าง อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) และชามา (Shama) เพื่อให้ผู้เข้าพักได้เลือกประสบการณ์ที่เหมาะกับรูปแบบการเดินทางและช่วงเวลาของชีวิตที่แตกต่างกัน และได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่มีความหมายในแบบของตัวเอง สอดคล้องกับแนวคิด “More of What You Love” ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป

  • Exhibition - Food - Lifestyle

    “ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026” มหานครกาแฟ ที่คนรักกาแฟต้องมาเช็กอินไอคอนสยาม จัดเต็ม 6 Coffee District กว่า 1,000 เมนู และประสบการณ์ระดับโลก 16–20 กันยายนนี้ ณ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปักหมุดเป็น Global Coffee Destination เตรียมสร้างปรากฏการณ์สุดพิเศษครั้งใหม่ ชวนคนรักกาแฟมาร่วมเปิดประตูสู่มหานครแห่งกาแฟ ที่ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้คน รสชาติ และวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลก ในมหกรรมกาแฟสุดยิ่งใหญ่ “ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ICONSIAM HALL และ SURALAI HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ICON OF COFFEE METROPOLIS” มหานครที่พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงผู้คนและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ผ่านประสบการณ์แห่งรสชาติ โดยรวบรวมความเป็นระดับโลกและที่สุดเกี่ยวกับกาแฟให้ทุกคนได้ร่วมท่องไปในมหานครแห่งกาแฟ ผ่านการเดินทาง สู่ 6 Coffee District จุดหมายปลายทางของเหล่าคนรักกาแฟที่พร้อมเสิร์ฟกาแฟกว่า 1,000 เมนูจากทั่วทุกมุมโลก

    ● Local Gems District: ถนนสายกาแฟที่รวมร้านเด็ดร้านดังจากทั่วไทย คอมมูนิตี้ของคนรักกาแฟและอาหาร
    ท่องไปกับเรื่องราวของกาแฟทั่วไทย ตั้งแต่เมล็ดกาแฟคุณภาพระดับแชมป์จากโรงคั่วชั้นนำ ท็อปลิสต์ร้านกาแฟสุดคราฟต์ที่คัดสรรแบบเอ็กซ์คลูซีฟ โดย ไอคอนคราฟต์ อาทิ SIAMDRIPCO, SIRIWAT SELECTED COFFEE, Q PROJECT THAILAND, GRAPH, SIAS KOFFEE ROASTER, ROAST8RY, NINETEEN DEGREES NORTH COFFEE, SANTIPANICH ROASTER และ PANGKHON COFFEE ROASTER เป็นต้น

    นอกจากนี้ยังมี สุดยอดกาแฟ GI ไทย ที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาวิถีชีวิตและความตั้งใจของคนในท้องถิ่นมาให้เลือกซื้ออีกด้วย รวมทั้งโซนที่คนรักความอร่อยห้ามพลาดชิมของอร่อยฝั่งธนฯ แบบเต็มอิ่มกับโซน Thonburian Vibes ยกร้านเทรนดี้และของดี ฝั่งธนฯ กว่า 30 ร้านมาไว้ในงานเดียว

    ● Championship District: โซนแห่งความเข้มข้นของเวทีการแข่งขันระดับประเทศ เพื่อรังสรรค์สุดยอดเมนูกาแฟ หนึ่งในเวทีสำคัญซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีคือ Thailand ICONIC Coffee and Creativity Championship 2026 (TICC2026) การแข่งขันที่เปิดพื้นที่ให้บาริสต้าได้ประชันทั้งทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการรังสรรค์เครื่องดื่มจากเมล็ดกาแฟ โดยมีกรรมการระดับโลกเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้โจทย์ “ICON OF COFFEE METROPOLIS” ให้ผู้เข้าแข่งขันตีความไอคอนสยามในฐานะมหานครแห่งกาแฟ ผ่านเครื่องดื่มที่สะท้อนความหลากหลายของรสชาติ ผู้คน ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ รวมถึง All Star Championship Zone ซึ่งรวบรวมเมนูจากการแข่งขันและร้านของแชมป์ TICC มาให้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

    ● ICONIC District: รวบรวมทุกไฮไลต์ระดับไอคอนิคที่สามารถพบได้ในงานนี้เท่านั้น เปิดประสบการณ์การดื่มในแบบฉบับ ICONIC MENU ที่รังสรรค์โดย คุณชัญญา ธาราธิคุณเดช World Certified Judge กรรมการตัดสินการแข่งขันกาแฟระดับโลก เพื่อให้ลิ้มลองเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ได้แก่ Golden Heritage, Metropolis Blend และ Emerald District

    พร้อมเตรียมพบกับเหล่า ICONIC PERSON ตัวจริงจากแวดวงกาแฟไทยและนานาชาติที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวผ่านเวที ICONIC PERSON TALK ไม่เพียงแค่นั้นยังมีกิจกรรม EXCLUSIVE COFFEE LOVER GUESTS เปิดพื้นที่ให้เหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ได้ร่วมกิจกรรมกับศิลปินคู่โปรดอย่างใกล้ชิด โดยวันที่ 16 กันยายน 2569 พบกับ ตี๋ บุญยเกียรติ และ เฮง ทัตพงศ์, วันที่ 18 กันยายน 2569 พบกับ โทมัส ธีร์ทัศน์ และ ก้อง ก้องภพ, วันที่ 19 กันยายน 2569 พบกับ เน็ต สิรภพ และ เจเจ รัชพล และวันที่ 20 กันยายน 2569 พบกับ แม้ก กรธัสส์ และ ณฐ ณฐสิชณ์ สามารถติดตามรายละเอียดการจำหน่ายบัตรเข้าร่วมกิจกรรมได้ทางโซเชียลมีเดียของไอคอนสยาม

    ● Global Flavor District: ออกเดินทางท่องโลกกว้างผ่านสุนทรียภาพและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ครั้งแรกที่ Marcia Yoko Shimosaka โค้ชผู้อยู่เบื้องหลังแชมป์ World Barista 2023 จะมาร่วมดริปกาแฟระดับ Competition Grade ผ่าน 5 สายพันธุ์เมล็ดกาแฟพิเศษที่คัดสรรมาเฉพาะสำหรับงานนี้ ได้แก่ BRAZIL Pink Bourbon, PANAMA Washed, PANAMA Geisha, PANAMA Geisha 26, Complex Clarity และ PANAMA Chiroso พร้อมเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของเมล็ดกาแฟ Competition Grade จาก ULT Coffee Roaster ร้านกาแฟของแชมป์ระดับโลก ส่งตรงมาจำหน่ายเฉพาะภายในงาน นอกจากนี้ภายในงานยังรวมวัฒนธรรมกาแฟจากทั่วโลกมาให้สัมผัสรสชาติผ่านเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกคุณภาพและร้านกาแฟชื่อดังกว่า 12 ประเทศ อาทิ บราซิล ตุรกี และเวียดนาม เป็นต้น

    ● Star-Brew District: พบกับความอร่อยสุดอินเทรนด์จากร้านของศิลปินชื่อดัง เตรียมเช็คอินพิกัดความอร่อยสุดอินเทรนด์ที่รวบรวมร้านเครื่องดื่มและขนมชื่อดังจากเหล่าศิลปินดาราแถวหน้าของเมืองไทยมาเสิร์ฟความฟินให้คุณถึงที่ ไม่ว่าจะเป็น SELF Coffee ของ ฟรอยด์-ณัฏฐพงษ์, rowie’s coffee ของ ฟอส-จิรัชพงศ์, Fenme Matcha ของ เอิร์ธ-ศัลย์, Hosomi Matcha & Bagle ของ เสนาหอย, Machat Matcha ของ อุ้ม-ทวีพร และ Miu Miu ของ โบ๊ท-ธารา งานนี้เหล่านักชิมและแฟนคลับห้ามพลาด

    ● Reserve District: ที่สุดแห่งประสบการณ์กาแฟเหนือระดับสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ค้นพบเสน่ห์ของ L’Italien กาแฟจาก Le Café Alain Ducasse ที่นำเสนอโดยร้านชื่อดังระดับมิชลิน Blue by Alain Ducasse สัมผัสความพรีเมียมของเมนูกาแฟที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมกาแฟอิตาเลียนอันคลาสสิกผ่านรสชาติเข้มข้นกลิ่นหอมลุ่มลึก พร้อมลิ้มลอง Signature Coffee Bean Cake เค้กรูปเมล็ดกาแฟที่ถ่ายทอดกลิ่นรสคั่วหอมละมุนและช็อกโกแลต รวมไปถึงการเปิดประสบการณ์ลิ้มลองการจับคู่อาหารและกาแฟที่ลงตัวผ่าน Food & Coffee Pairing จากร้านดังไม่ว่าจะเป็น Fongs รัญจวนร่วมกับ KAREN Coffee, สำเภานาวา และ Roma Khao Yai

    นอกจากนี้ยังได้พบกับอีกหลากหลายความพิเศษในงาน อาทิ Workshop & Creative Space สำหรับคนรักศิลปะและกาแฟ, กิจกรรม Drip by ME โดย สมาคมกาแฟไทย ซึ่งจัดที่ Co-working Space ชั้น 1 ไอซีเอส ตรงข้ามไอคอนสยาม เรียนรู้การดริปกาแฟตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย และเชิญชวนร่วมสร้างความยั่งยืนผ่านแคมเปญ ZERO Cup to Landfill ทุกแก้วที่ดื่ม มีปลายทางที่ยั่งยืน โดยแยกแก้วและวัสดุที่ใช้แล้วให้ถูกประเภท ณ จุด RETURN STATION เพื่อนำแก้วที่ใช้แล้วไปเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้อง รวมถึงกิจกรรม แก้วเพื่อน้อง จุดแบ่งปันแก้วน้ำ Reuse สภาพดีที่เหลือ ใช้จากพี่ๆ ส่งต่อสู่มือน้องๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสัมผัสมิติของกาแฟเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม กาแฟ ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของ 4 แม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือของไทย ภายใต้โครงการที่มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่ป่า สู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมาย เพื่อให้คนรักกาแฟได้เพลิดเพลินกับเรื่องราวของเครื่องดื่มแก้วโปรดอย่างเต็มอิ่ม อาทิ
    ● STAMP JOURNEY ZONE สมาชิก ONESIAM ช้อปครบ 200 บาทจากร้านค้าภายในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 รับแสตมป์ 1 ดวง สะสมครบ 10 ดวง แลกรับของรางวัลตามที่กำหนด
    ● ลูกค้า ทรู หรือ ดีแทค แลกรับส่วนลดเครื่องดื่ม 50 บาท และ ICONIC MENU มูลค่า 250 บาท
    ● ไอคอนสยาม ร่วมแจกกาแฟฟรี 1,000 แก้ว สำหรับสมาชิก ONESIAM แลกรับสิทธิ์คูปองส่วนลด 60 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดภายในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 โดยสามารถแลกรับสิทธิ์ได้ที่หน้าร้าน ZARA ชั้น M
    ● สมาชิก ONESIAM ซื้อสินค้าไอคอนคราฟต์ภายในงานครบ 2,500 บาท แลกรับ ICONCRAFT ECO CUP 1 ใบ มูลค่า 490 บาท
    ● Bring your own cup เพียงนำแก้วส่วนตัวมาเองรับส่วนลด 5 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มภายในงานจากร้านที่ร่วมรายการ

    เชิญชวนทุกคนร่วมออกเดินทางสู่มหานครแห่งกาแฟที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์พิเศษในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ICONSIAM HALLและ SURALAI HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1338 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook: ICONSIAM และ https://iconsiam.com/th/events-activities/iconic-craft-coffee-expo-2026

    #ICONICCRAFTCOFFEEEXPO #มหานครแห่งกาแฟไอคอนสยาม #ICONSIAM #ThailandIconicCoffeeandCreativityChampionship #TICC

  • Art - Exhibition - Lifestyle

    ปล่อยใจให้เบ่งบานไปกับ “Flower & Friend” นิทรรศการศิลปะที่ถ่ายทอดความงามของดอกไม้ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก ชมฟรี 1 – 15 กันยายน 2569 ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม

    สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนสัมผัสดอกไม้ผลิบานในกาลเวลากับงาน Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” นิทรรศการศิลปะที่เชื่อมโยงเรื่องราวของดอกไม้ มิตรภาพ และกาลเวลา ผ่านมุมมองและสื่อการสร้างสรรค์อันแตกต่างของ 2 ศิลปินหญิงมากความสามารถ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิก และ คุณจุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ช่างภาพและศิลปินสื่อผสม เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ โดยผู้เข้าชมจะได้ร่วมเดินทางผ่านโลกแห่งจินตนาการ ความงดงามของธรรมชาติ และเรื่องราวของการเติบโตที่ค่อย ๆ ผลิบานผ่านผลงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

    สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของเพื่อนสนิทสองคนที่ใช้ศิลปะเป็นภาษาหลักในการสื่อสารความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านช่วงเวลาของชีวิต โดยมี “ดอกไม้” เป็นจุดร่วมสำคัญของแรงบันดาลใจ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความงาม ความเปลี่ยนแปลง ความหวัง และมิตรภาพที่ค่อยๆ เติบโตอย่างงดงามตามกาลเวลา ผู้ชมจะได้สัมผัสผลงานชุด “Blooming through Play: เมื่อดอกไม้ผลิบานผ่านการเล่น” ของ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิกผู้เชื่อว่าความสนุก ความอยากรู้อยากเห็น และการทดลอง คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในโลกศิลปะ ผลงานของเธอถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับดอกไม้ผ่านการทำงานกับดินสี (Colored Clay Slip) และกระดาษสา ซึ่งถูกดัด พับ และขึ้นรูปเป็นกลีบดอกไม้ ก่อนนำไปผ่านกระบวนการเผาเซรามิกจนเกิดเป็นรูปทรงที่ละเอียดอ่อน เปราะบาง แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง

    นอกจากนี้ ยังมีผลงานภาชนะเซรามิกที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการใช้สีระบายและซ้อนทับบนพื้นผิวอย่างอิสระ เกิดเป็นมิติของสีสัน ร่องรอย และพื้นผิวที่สะท้อนความงดงามจากกระบวนการทดลองและการเรียนรู้มากกว่าความสมบูรณ์แบบ ผลงานทุกชิ้นจึงเปรียบเสมือนดอกไม้ที่ค่อยๆ ผลิบานตามธรรมชาติของตนเอง และเป็นภาพแทนของการเติบโตในเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยการค้นพบใหม่อยู่เสมอ

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือผลงานชุด “The Day I Met the Flower” โดย จุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ศิลปินภาพถ่ายและสื่อผสม ผู้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะช่างภาพแฟชั่นให้กับนิตยสารและแบรนด์ชั้นนำของประเทศไทยมากว่า 20 ปี พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ “Flowering Mind” ที่ผสานศาสตร์ของการจัดดอกไม้ ศิลปะ และการดูแลสุขภาพใจเข้าไว้ด้วยกัน ผลงานชุดนี้เริ่มต้นจากการพบเจอและสังเกตดอกไม้ในสวนเล็กๆ ที่ศิลปินดูแลด้วยตนเอง รวมถึงดอกไม้จากบ้านใกล้เรือนเคียง ก่อนจะบันทึกเรื่องราวผ่านภาพถ่ายด้วยแสงธรรมชาติ ถ่ายทอดรายละเอียดและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดอกไม้แต่ละดอกอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงต่อยอดด้วยเทคนิคการวาดสีซ้อนทับลงบนภาพถ่าย สร้างมิติใหม่ที่หลอมรวมระหว่างภาพถ่ายและจิตรกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้งและงดงาม

    เมื่อความอบอุ่นของแสงแดดในภาพถ่ายมาบรรจบกับชั้นสีดินบนผลงานเซรามิก นิทรรศการ Flower & Friend จึงเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการพบกันของสองมุมมองทางศิลปะที่แตกต่าง แต่มีหัวใจเดียวกัน คือความหลงใหลในความงดงามของดอกไม้และธรรมชาติ ผู้ชมจะได้สัมผัสทั้งความละเอียดอ่อนของรูปทรง สีสัน พื้นผิว และเรื่องราวที่แฝงอยู่ภายในผลงาน ซึ่งชวนให้หยุดมองความงามรอบตัว และกลับมาเชื่อมโยงกับความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง

    สำหรับผู้ที่รักงานศิลปะ การถ่ายภาพ งานเซรามิก ตลอดจนผู้ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจ และช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของดอกไม้ ไม่ควรพลาดนิทรรศการ Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” ระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงานสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

    #FlowerAndFriend #SiamTakashimaya #ArtExhibition #ICONSIAM