Art

  • Art - Exhibition

    ถอดรหัสความคิดศิลปินไทยจากรุ่นสู่รุ่น ที่ “ART DNA HUB” ณ ไอคอนสยาม พื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่เพื่อพัฒนาทักษะและต่อยอดวงการศิลปะไทย

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในฐานะ Global Hub of Art & Culture เดินหน้าสนับสนุนวงการศิลปะไทยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดตัวโครงการ ART DNA HUB : Visual Arts Talent Development Hub ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านทัศนศิลป์ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน นักศึกษา ศิลปิน และผู้สนใจ ได้ร่วมเรียนรู้กระบวนการคิดและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินไทย ผ่านแนวคิด “Art DNA” ซึ่งเปรียบเสมือนการถอดรหัส “ดีเอ็นเอทางศิลปะ” ที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ วิธีคิด เทคนิค และทักษะเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคน ก่อนส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบ

    สำหรับพิธีเปิดงาน ART DNA HUB ได้รับเกียรติจากนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นางสาวสมพร พานทอง ผู้อำนวยการศูนย์หอศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม นางสาวมนัญชยา ดาผิวดี ผู้จัดการฝ่ายบริหารศูนย์ศิลปะ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด พร้อมด้วย ศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ ศ.ปรีชา เถาทอง กมล ทัศนาญชลี ศ. เดชา วราชุน และศิลปินร่วมถอดรหัส Art DNA อาทิ อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ชัชวาล รอดคลองตัน รองศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง ผศ.ตนุพล เอนอ่อน รศ.นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส ผศ.ทองไมย์ เทพราม ศ.อริยะ กิตติเจริญวิวัฒน์ ศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง ศ.ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ รศ.ลิปิกร มาแก้ว รศ.พีระพงษ์ กุลพิศาล และศิลปินร่วมสมัย เครือข่ายศิลปินต่างชาติ เข้าร่วมงาน

    โครงการ ART DNA HUB มุ่งสร้าง Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงศิลปินแห่งชาติ ศิลปินผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง ศิลปินร่วมสมัยหลากหลายรุ่น และศิลปินเครือข่าย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมกัน พร้อมจัดกิจกรรม Art DNA Workshop เพื่อถอดรหัสองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงของศิลปิน สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ในรูปแบบ Digital Archive เพื่อเป็นคลังข้อมูลด้านทัศนศิลป์สำหรับการศึกษาวิจัยและการสืบทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเครือข่ายด้านศิลปะทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ภายใต้แนวคิด “ถอดรหัส–ถ่ายทอด–พัฒนา–ต่อยอด” ศูนย์แห่งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านทัศนศิลป์ให้สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ต่อยอดสู่นวัตกรรมด้านศิลปะ และเชื่อมโยงองค์ความรู้กับศาสตร์ด้านการออกแบบ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการจัดการ เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมบนฐานทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบผ่านกิจกรรม Workshop ART DNA พื้นที่การเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแรงบันดาลใจจากศิลปินกว่า 60 คน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินร่วมสมัย และเครือข่ายศิลปินจากหลากหลายสาขา ที่ได้มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์ ผ่านการถอดรหัส “พันธุกรรมทางศิลปะ” เพื่อพัฒนาแนวคิดและต่อยอดสู่ผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งมีการบันทึกองค์ความรู้และกระบวนการทำงานตลอดทั้งโครงการ เพื่อจัดเก็บเป็นคลังข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ในอนาคต

    นอกจากนี้ ภายในพื้นที่จัดแสดงยังนำเสนอ Art DNA Decoding Exhibition นิทรรศการที่รวบรวมผลงานของศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศิลป์จากหลากหลายแขนง พร้อมนำเสนอแนวคิด กระบวนการทำงาน และองค์ความรู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสมิติใหม่ของการเรียนรู้ศิลปะผ่านการ “ถอดรหัส” แนวคิดและอัตลักษณ์ของศิลปินแต่ละคน

    การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศิลป์ (Hub of Talents) โดยศาสตราจารย์ดร.ปานฉัตท์ อินทร์คง หัวหน้าโครงการฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ (Reskill และ Upskill) และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านทัศนศิลป์ ภายใต้แนวคิด “Decode Art. Transfer Skills. Develop Talent. Drive Innovation.” เพื่อสร้างศิลปินรุ่นใหม่ ผลักดันนวัตกรรมทางศิลปะ และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ

    ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์การถอดรหัสความคิดของศิลปินไทย และเรียนรู้เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านงาน ART DNA HUB : Visual Arts Talent Development Hub ระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

  • Art - Lifestyle

    Awakening Song Wat 2026 ชูแนวคิด “The Longevity of Song Wat” สำรวจคุณค่าที่ทำให้ย่านเก่าแก่แห่งนี้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก

    Awakening Song Wat 2026 เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัล กลับมาเป็นครั้งที่ 2 ในย่านทรงวาด ระหว่างวันที่ 3-12 กรกฎาคม 2569 ภายใต้ธีม “SON(G)EVITY: The Longevity of Song Wat” แนวคิดที่ชวนผู้คน มองย่านทรงวาดผ่านความหมายของคำว่า Longevity หรือการดำรงอยู่อย่างยืนยาว พร้อมตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ย่านเก่าแก่แห่งนี้ยังคงมีชีวิต มีเสน่ห์ และสามารถส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างต่อเนื่อง

    พงศ์สิริ เหตระกูล ผู้อำนวยการเทศกาล Awakening กล่าวถึงแรงบันดาลใจของธีมการจัดงานในปีนี้ว่า “Awakening Song Wat 2026 ถือเป็นการกลับมาจัดงานเป็นครั้งที่ 2 ในย่านทรงวาด และเป็นเทศกาลแรกของซีรีส์ Awakening ในปีนี้ เราตั้งใจให้ธีม SON(G)EVITY: The Longevity of Song Wat ชวนผู้คนกลับมามองทรงวาดผ่านมุมมองใหม่ ไม่ใช่เพียงในฐานะย่านประวัติศาสตร์ แต่เป็นย่านที่ยังคงมีชีวิต เติบโต และส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่นอยู่ตลอดเวลา

    สิ่งที่เราภูมิใจที่สุดไม่ใช่เพียงจำนวนผลงานศิลปะที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่เทศกาลได้รับความร่วมมือจากชุมชน สมาคม Made in Song Wat และพันธมิตรภาคเอกชนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันในการสร้างย่านให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เมื่อผู้คนออกมาเดินชมงาน ร้านค้าก็มีผู้มาเยือน ศิลปินก็มีพื้นที่เล่าเรื่อง และชุมชนก็มีโอกาสต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก เราหวังว่า Awakening Song Wat จะเป็นมากกว่าเทศกาลแสงไฟ แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจยามค่ำคืน และช่วยให้ทรงวาดเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชุมชน”

    Awakening Song Wat 2026 มีการจัดแสดงผลงานศิลปะและแสงไฟรวม 21 ผลงาน กระจายตัวอยู่ใน 14 จุดจัดแสดง ทั่วพื้นที่ย่านทรงวาด เปลี่ยนตรอก ซอย อาคารประวัติศาสตร์ และพื้นที่สร้างสรรค์ให้กลายเป็นเส้นทางแห่งการค้นพบเรื่องราวใหม่ ๆ ผ่านมุมมองของแสง ศิลปะ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีจุดจัดแสดงสำคัญ อาทิ ตึกแขกทรงวาด, Lost in Song Wat, โกดังเจริญวัฒนา, ศาลเจ้าซินปุนเถ้ากง และ โซวทรงวาด รวมถึงพื้นที่น่าสนใจอื่นๆ ทั่วทั้งย่าน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทรงวาด หนึ่งในย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ ได้กลายเป็นหนึ่งในย่านสร้างสรรค์ที่ได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างธุรกิจเก่าแก่ ร้านค้ารุ่นใหม่ คาเฟ่ บาร์ ร้านอาหาร และพื้นที่สร้างสรรค์ที่เข้ามาต่อยอดประวัติศาสตร์ของย่าน ทำให้ทรงวาดเป็นพื้นที่ที่อดีตและปัจจุบันเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด SON(G)EVITY ที่สะท้อนการส่งต่อคุณค่าและชีวิตของย่านจากรุ่นสู่รุ่น

    เทศกาล Awakening ครั้งที่ 2 ในย่านทรงวาด เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนของสมาคม Made in Song Wat โดย เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ นายกสมาคม กล่าวถึงการสนับสนุนเทศกาลในปีนี้ว่า “เราเชื่อว่างาน Awakening Song Wat ไม่ใช่แค่งานเทศกาลแสงไฟ แต่เป็นการนำศิลปะมาช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้สัมผัสเสน่ห์ของทรงวาด ผ่านเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และชุมชนที่ยังมีชีวิต ในปีนี้เราได้รับความร่วมมือจากสมาชิกกว่า 50 ร้านค้า ที่จะขยายเวลาเปิดทำการตลอดทั้ง10 วัน เพื่อเพิ่มสีสันในยามค่ำคืน และหวังให้งานนี้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะทำให้ผู้คนกลับมาหลงรัก “ทรงวาด” มากยิ่งขึ้นและตลอดไป”

    นอกจากนี้ เทศกาลยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่เล็งเห็นคุณค่าของศิลปะ วัฒนธรรม และการฟื้นฟูย่านเมือง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานแสงไฟ กิจกรรม และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ของทรงวาดเข้ากับแนวคิดของแต่ละแบรนด์

    SangSom ซึ่งร่วมสนับสนุนเทศกาล Awakening มาอย่างต่อเนื่อง กลับมาถ่ายทอดประสบการณ์แสงไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระจันทร์อีกครั้ง ภายใต้แนวคิด MOONIVERSE นำพระจันทร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการพบปะ เชื่อมโยงผู้คน เมือง และวัฒนธรรมการสังสรรค์ มาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อเติมสีสันและความเคลื่อนไหวให้ย่านทรงวาดยามค่ำคืน พร้อมจับมือกับบาร์ในย่านสร้างสรรค์เครื่องดื่มพิเศษเฉพาะเทศกาล

    Lepas Thailand แบรนด์ Premium Mobility ที่เตรียมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำนวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ภายใต้การออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ มาสู่ย่านทรงวาด เพื่อสะท้อนการอยู่ร่วมกันของนวัตกรรมและมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนาคตของย่านประวัติศาสตร์แห่งนี้

    ขณะที่ vivo ชวนทุกคนเปลี่ยนมุมมองของทรงวาดผ่านประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตด้วย vivo V70 และการบันทึกวิดีโอระดับโปรด้วย vivo X300 Ultra ถ่ายทอดทั้งแสง สีสัน อารมณ์ และเรื่องราวของย่านผ่านงานศิลปะดิจิทัล สะท้อนให้เห็นว่าทุกมุมของทรงวาดล้วนเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์

    แบรนด์รวงข้าว เชื่อว่าย่านเก่า กลับมามีชีวิตใหม่ได้เสมอ เมื่อเรื่องราวเดิมถูกเล่าผ่านวิธีคิดและพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ในฐานะแบรนด์ไทยต้นตำรับที่อยู่คู่ความทรงจำและวิถีชีวิตของผู้คนมายาวนาน รวงข้าวร่วมสนับสนุน Awakening Song Wat 2026 เพื่อปลุกเสน่ห์ของทรงวาดให้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพื่อสะท้อนความเป็นไทยที่ยังร่วมสมัย และพร้อมถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ในแบบของวันนี้

    Grab กลับมาสร้างสีสันให้กับเทศกาลอีกครั้ง ผ่านความอร่อยการันตีโดย #GrabThumbsUp ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านรสชาติผ่านชิ้นงานศิลปะสุดเปล่งประกาย พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมงานด้วยโค้ดส่วนลดและจุดรับ-ส่งตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเดินทางในทรงวาดสะดวกยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงให้ทุกคนได้ค้นพบร้านอร่อยและธุรกิจท้องถิ่นทั่วทั้งย่าน
    ขณะที่ Visa ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในย่าน ผ่านแคมเปญ Feel So Thai ไท๊ ไทย with VISA ที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติออกมาสัมผัสเสน่ห์ของทรงวาด พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายที่สะดวกและไร้รอยต่อในหนึ่งในย่านสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้ทรงวาดเป็นหนึ่งใน Visa Destination ของประเทศไทยที่น่าจับตามองที่สุดของแห่งหนึ่งของโลก

    นอกจากการชมผลงานศิลปะ ผู้เข้าชมยังสามารถเดินสำรวจร้านค้า คาเฟ่ บาร์ และพื้นที่สร้างสรรค์ที่กระจายตัวอยู่ตลอดเส้นทางของเทศกาล พร้อมร่วมกิจกรรมพิเศษจากศิลปินและพันธมิตรที่จัดขึ้นในแต่ละจุด เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสวิถีชีวิตของทรงวาดผ่านผู้คน อาหาร ศิลปะ และธุรกิจท้องถิ่นที่ยังคงเติบโตเคียงคู่กับย่านแห่งนี้
    ตลอดช่วงเทศกาล ร้านค้า คาเฟ่ บาร์ และธุรกิจต่างๆ ในย่านถนนทรงวาดจะขยายเวลาเปิดให้บริการยาวนานกว่าปกติ เพื่อสร้างความคึกคักให้กับย่าน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนมากยิ่งขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยามค่ำคืน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่เทศกาล Awakening มุ่งผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

    Awakening Song Wat 2026 เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 3-12 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.00-23.00 น. ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเส้นทางจัดแสดง แผนที่เทศกาล และกิจกรรมพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram: Awakening Festivals รวมถึงเว็บไซต์ www.fridaybangkok.com

  • Art - Exhibition

    ไอคอนสยาม จัด “NEO Land Festival 2026” รวมผลงาน NEO Art Toy จาก 33 ศิลปินไทย ถ่ายทอดศิลปะร่วมสมัยผ่านคาแรคเตอร์ช้างไทย

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าสนับสนุนวงการศิลปะไทยอย่างต่อเนื่องในฐานะ “Global Hub of Art & Culture” ร่วมกับ KHUNPARE COLLECTION จัดงาน “NEO Land Festival 2026” นิทรรศการศิลปะที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรม NEO (นีโอ) อาร์ตทอยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “ช้าง” สัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย มาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยของศิลปินไทยหลากหลายแขนง เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ทางศิลปะในรูปแบบที่แตกต่าง ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

    ภายในงานรวบรวมผลงานกว่า 49 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทย ที่มีฝีมือทางศิลปะโดดเด่น ทั้ง Contemporary Thai Art, Pop Art, Doodle Art, Surrealism และศิลปะร่วมสมัยอีกหลากหลายรูปแบบ โดยศิลปินแต่ละคนได้ถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความเชื่อ และจินตนาการลงบนประติมากรรม NEO ด้วยเทคนิคเฉพาะตัว จนเกิดเป็นผลงานต้นฉบับที่มีเพียงหนึ่งเดียว

    “NEO” คือเฟรมผ้าใบศิลปะที่มีมิติ หมายถึง “การเกิดใหม่” สะท้อนการแปรเปลี่ยนของผลงานในทุกครั้งเมื่ออยู่ในมือของศิลปิน เพราะ NEO ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นสิ่งใด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการที่สามารถถือกำเนิดใหม่ได้เสมอ ผ่านผลงานที่มีเอกลักษณ์และมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก NEO จึงมิใช่เพียงคาแรคเตอร์ช้าง หรือสัญลักษณ์ทางศิลปะ หากยังเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ปลดปล่อยจินตนาการและแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ปราศจากข้อจำกัด บนผืนผ้าใบและพื้นผิวที่มีมิติ ซึ่งผลงานทุกชิ้นในนิทรรศการล้วนผ่านการรังสรรค์ด้วยมือของศิลปินโดยตรง ผ่านเทคนิคอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำมัน สีอะคริลิก สีสเปรย์ เส้นสี หรือปากกาเคมีซึ่งกลายเป็นพื้นที่สำหรับการกำเนิดของแนวคิดใหม่ ๆ และการตีความทางศิลปะที่ไม่สิ้นสุด

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ “Horse of Dawn” ผลงานอาร์ตทอยขนาดใหญ่สูง 170 เซนติเมตร โดย Indy Nine หรือ ชนกนันท์ ขวัญมุณี ถ่ายทอดสภาวะของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง พลัง และการแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ผ่านสัญลักษณ์ของ “ม้าสีทอง” ที่เปรียบเสมือนพลังแห่งอิสรภาพและปัญญา ท่ามกลางโทนสีแดงอันร้อนแรง พร้อมแทรกดอกไม้ที่สื่อถึงความอ่อนโยนซึ่งยังคงซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์

    อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจ ของเอื้องอัญญากรณ์ หมั่นพลศรี กับผลงาน Flash Space ผลงานการวาดสไตล์ Doodle Art ที่นำการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด สีสันที่สดและฉูดฉาดแสดงถึงความสนุกสนานถึงขีดสุด ความกล้าที่จะคิดออกนอกกรอบ

    รวมถึงผลงานของ ณรงค์ชัย อุ่นใจ กับผลงาน Low Fat ผลงานสไตล์ Surrealism ที่เลือกกะเทาะ “เปลือก” หรือลวดลายภายนอกของนีโอออกจนหมด แล้วย้อนกลับไปหาโครงสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายภายใน เพื่อสื่อถึง “รากฐานร่วมกัน” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแตกต่างอันหลากหลาย ส่วนชื่อผลงานมาจากอารมณ์ขันส่วนตัวของศิลปิน ที่หยิบยกเอาเรื่องราวการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างของตัวเองในช่วงนั้นมาตั้งเป็นชื่อได้อย่างมีเสน่ห์

    นอกจากนี้ยังมีผลงานที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย อาทิ DOODLE FLOW ที่ถ่ายทอดเส้นสายเรียบง่ายแต่ทรงพลังในสไตล์ Doodle Art,  Love of the Forest 01 : My Sleeping Forest Summer ที่บอกเล่าเรื่องราวการฟื้นคืนชีวิตของธรรมชาติ, TAMU’s Land ที่สะท้อนแนวคิดเรื่องโลกแห่งความยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาด, Rhythm of Love ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพิฆเนศในฐานะต้นกำเนิดแห่งศิลปะและการสร้างสรรค์

    รวมถึงอีกหลายผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Monster Parade, NEO 2050, Ruby Ganesha, NINJA Ganesha และ Night Dreaming ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมอง ความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของศิลปินแต่ละคน ผ่านการตีความบนประติมากรรมอาร์ตทอย NEO จนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
    NEO Land Festival 2026 จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการอาร์ตทอย หากยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินทางผ่านความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยหลากหลายรุ่น พร้อมสัมผัสความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่หลอมรวมวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการไว้บนผลงานแต่ละชิ้นอย่างสมบูรณ์แบบ


    ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน NEO Land Festival 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ -31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

  • Art - Lifestyle

    นิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” รวมที่สุดแห่งถ้วยชาทำมือชิ้นเดียวในโลก จาก 6 เตาเผาโบราณยุคประวัติศาสตร์ จัดแสดงให้ชมฟรี 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม

    สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมชั้นสูงของญี่ปุ่น จัดงานนิทรรศการเครื่องปั้นดินเผาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” นำเสนอผลงานเซรามิกทำมือระดับมาสเตอร์พีซกว่า 50 ผลงานจากฝีมือของปรมาจารย์และเตาเผาชั้นครู 6 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “Six Landscapes” ความงาม 6 ภูมิทัศน์ เรื่องราวของ ดิน เปลวไฟ การเคลือบ และจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์ ซึ่งล้วนถือกำเนิดขึ้นจากภูมิประเทศ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเชิญชวนให้ผู้ที่รักงานศิลปะและนักสะสมชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียศาสตร์ของนิทรรศการทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม และความรู้เกี่ยวกับพิธีชงชา พร้อมถ่ายทอดคุณค่าของ 6 เตาเผาดั้งเดิมชั้นครู ที่มาร่วมสะท้อนภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่น ได้แก่

    • เตาเผาโชอุนซัง จังหวัดยามากุจิ สืบทอดศาสตร์ ‘ฮากิยากิ’ กับความมหัศจรรย์ของผิวเคลือบที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้ถึง 7 เฉดตามกาลเวลาและการใช้งาน
    • เตาเผาคิคโค โชเก็ตสึ จังหวัดโอซาก้า เตาเผาหลวงเก่าแก่กว่า 200 ปีตั้งแต่สมัยโชกุน ผู้นำความคลาสสิกมาผสานดีไซน์ร่วมสมัยจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
    • เตาเผาโคไซอัน จังหวัดยามากุจิ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมสีเคลือบน้ำเงินลุ่มลึกอันเป็นเอกลักษณ์ “Seigan Blue” และฐานถ้วยชาฉลากรอยแยกตามแบบฉบับเฉพาะตัว
    • เตาเผาโชอิน จังหวัดคาโกชิมะ ถ่ายทอดความงามของเครื่องปั้นดินเผาซัตสึมะโบราณ ผ่านการเผาด้วยเตาฟืนธรรมชาติที่ทำให้ผลงานทุกชิ้นมีลวดลายและเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลก
    • เตาเผาอาโออิ จังหวัดวากายามะ ผู้ฟื้นฟูตำนาน ‘คิชูยากิ’ ด้วยเทคนิคเคลือบสีดำนาจิกุโระจากหินธรรมชาติ มอบสัมผัสที่สุขุม สง่างาม และเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์
    • เตาเผาริเฮ จังหวัดคางาวะ ศิลปะการทำถ้วยชาจากยุคเอโดะที่สืบทอดมายาวนานกว่า 300 ปีจนถึงทายาทรุ่นที่ 14 โดดเด่นด้วยงานเขียนลายด้วยมือ สะท้อนภาพทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามของญี่ปุ่น

    ภายในงานเปิดโอกาสให้นักสะสมได้ยลโฉมและเป็นเจ้าของผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ โดยมีผลงานไฮไลต์ล้ำค่าที่ส่งตรงมาจัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ ถ้วยแห่งสัญลักษณ์ของตระกูลโทะกุงาวะ จากเตาเผาอาโออิ ซึ่งเป็นถ้วยชาที่ได้รับการตกแต่งด้วยตราประจำตระกูลซามูไรผู้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนอันยิ่งใหญ่ ซึ่งปกครองญี่ปุ่นยาวนานกว่า 260 ปี โดยได้รับอนุญาตให้ใช้ตรานี้จาก คุณโยริซาดะ โทะกุงาวะ ผู้สืบสายตระกูลรุ่นที่ 16 โดยตรง ถัดมาคือ ถ้วยชาเทคนิคการเผาแบบรีดักชัน จากเตาเผาโชอุนซัง ผลงานที่เกิดจากการเผาด้วยเทคนิคพิเศษ Reduction Firing จนเกิดการผสมผสานอันงดงามลุ่มลึกระหว่างสีบิวะอิโระ หรือ สีเหลืองนวลคล้ายผลบิวะ และเฉดสีเทา มอบมิติสีสันที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมมอง

    นอกจากนี้ยังมี ชิ้นงานปั้นมือและแป้นหมุนโบราณ จากเตาเผาโชอิน ผลงานที่ขึ้นรูปด้วยมือและแป้นหมุน (โระคุโระ) เผยให้เห็นร่องรอยรายละเอียดของรูปทรงและผิวสัมผัสหยาบของเนื้อดินอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละชิ้น และอีกหนึ่งชิ้นงานที่ไม่ควรพลาดคือ ถ้วยชาฐานวาริโคได จากเตาเผาโคไซอัน ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบฐานรองก้นถ้วยให้มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างความรู้สึกเคลื่อนไหว ผสานกับเฉดสีน้ำเงินลุ่มลึกที่ชวนให้นึกถึงความเวิ้งว้างอันไร้ขอบเขตของห้วงอวกาศ เกิดเป็นผลงานที่เปี่ยมด้วยพลังและจินตนาการร่วมสมัยอย่างลึกซึ้ง

    สยาม ทาคาชิมายะ ยังได้จัดกิจกรรมเจาะลึกวัฒนธรรมญี่ปุ่น กับบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Six Landscapes : 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” จาก คุณเคนทาโร่ ฮากิฮาระ นักเขียนและนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรม สมาชิกของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงานหัตถกรรมพื้นบ้าน (Mingei) และวิถีชีวิตร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับงานฝีมือดั้งเดิม ในวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. – 15.00 น. จำนวนจำกัดเพียง 20 ท่าน ผู้ที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
    ขอเชิญร่วมเดินทางสัมผัสความงามแห่งภูมิประเทศและจิตวิญญาณช่างฝีมือญี่ปุ่นในนิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

  • Art - Culture - Travel

    ไอคอนสยาม นำทัพงานคราฟต์ไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ผลักดัน Soft Power ไทยสู่ตลาดโลก

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีสากล เตรียมพา “เมืองสุขสยาม” เมืองแห่งวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย หนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่รวบรวมเสน่ห์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และสินค้าท้องถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเข้าไว้ด้วยกัน และ “ไอคอนคราฟต์” (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ยกทัพงานคราฟต์ ศิลปะขนาดจิ๋ว และขนมหวานไทยทำมือสุดประณีต ไปถ่ายทอดความน่ารักของมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026: Creative Life and Creative Heartbeat” เทศกาลไทยสุดยิ่งใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ Cheonggyecheon Plaza ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

    การเข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และไอคอนคราฟต์ ในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ช่างฝีมือ และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน และนำเสนอภูมิปัญญา รวมถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ บนเวทีระดับนานาชาติ

    โดย คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในการนำผู้ประกอบการจากเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2025 ซึ่งได้รับผลตอบรับดีเกินคาดหมาย สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ในเกาหลีใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัฒนธรรมไทยและผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างความสนใจในตลาดต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ปีนี้ไอคอนสยามพร้อมต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ด้วยการพาเมืองสุขสยามไปนำเสนอเสน่ห์วัฒนธรรมไทยผ่านแนวคิด ‘Thai Cuteness = Thai Soft Power’ รวมถึงคัดเลือกแบรนด์คราฟต์ไทยที่มีศักยภาพจากไอคอนคราฟต์ ไปถ่ายทอดความงดงามของวิถีชีวิตไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้อย่างเป็นสากล เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ สร้างการรับรู้ต่อสินค้าและบริการไทย และผลักดัน Soft Power ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอีกครั้ง”

    ในงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ครั้งนี้ เมืองสุขสยาม พร้อมนำเสนอความเป็นไทยภายใต้แนวคิด “Thai Cuteness = Thai Soft Power” ถ่ายทอดวิถีท้องถิ่น ขนมไทย และแมวไทย ผ่านงานคราฟต์จิ๋วจากดินไทย ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของไทยอย่างสร้างสรรค์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ “สารพัดสุข สนุกแบบไทย” ผ่านการจัดแสดงงานศิลปะจำลองขนาดจิ๋วที่สะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ไทย 4 ภูมิภาค จาก “ร้านเล็กปั้นจิ๋ว” ซึ่งสร้างสรรค์เมนูอาหาร ขนม และวิถีชุมชนไทย ในรูปแบบงานคราฟต์ย่อส่วนจากดินไทยปั้นมือ อีกทั้งยังมีการสาธิตงานคราฟต์และภูมิปัญญาไทยจาก “จุ๊บเจลเนอรัล” ที่นำเสนอแฟชั่นคราฟต์ร่วมสมัยผ่านงานถักโครเชต์ไหมพรมดีไซน์สร้างสรรค์ และ “ร้านขนมไทยแพรวไพลิน” ที่นำเซ็ตขนมไทยมงคลและขนมพื้นบ้านอัตลักษณ์ไทยหาทานยาก อาทิ ขนมตระกูลทอง ขนมใส่ไส้ประยุกต์ ขนมสาคูตะโก้ และขนมลืมกลืน ไปให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์ขนมไทยโบราณผ่านการสาธิตการปั้นลูกชุบ


    และเพื่อขยายฐานการรับรู้สู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ เมืองสุขสยามยังเตรียมเปิดตัวไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “กล่องจุ่มแมวไทย” งานแฮนด์เมดดีไซน์ร่วมสมัยที่นำเอกลักษณ์ของแมวมงคลไทยมาต่อยอดในรูปแบบของสะสมสไตล์ Art Toy เป็นครั้งแรกภายในงาน รวมถึงเปิดตัว “น้องสุข” คาแรคเตอร์แมววิเชียรมาศ ทูตวัฒนธรรมประจำเมืองสุขสยาม ที่จะไปร่วมสร้างสีสันและความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานทุกเพศทุกวัย พร้อมยกระดับความสนุกด้วยกิจกรรม Thailand Check-in Mission เชิญชวนให้ชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกร่วมแชร์ภาพถ่ายประสบการณ์ความน่ารักภายในงาน เพื่อแลกรับของที่ระลึกสุดพิเศษ ทั้งงานคราฟต์ไทยและ SOOKSIAM Limited Edition : Thai Food

    นอกจากนี้ ผลงานจาก 4 แบรนด์ไทยภายใต้ไอคอนคราฟต์ ยังได้ร่วมสร้างการรับรู้และเผยแพร่คุณค่าของงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยไทยให้ชาวเกาหลีได้สัมผัส ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีนานาชาติ ทั้ง ผลิตภัณฑ์จาก “Mae Ing Shibori แม่อิงซิโบริ” วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นใช้สีธรรมชาติในการผลิตผ้ามัดย้อม พร้อมส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในชุมชนและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, ของขวัญและของที่ระลึกไทยแบรนด์ “HOLEN” ที่นำเอกลักษณ์จากวรรณคดีรามเกียรติ์มาสร้างสรรค์เป็นคาแรกเตอร์สุดน่ารัก เด่นด้วยสินค้าเชิงฟังก์ชันอย่างยาดมสมุนไพร Aromadom เคสยาดม และไอเท็มสุดคราฟต์ที่เหมาะเป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของฝาก และของสะสมเชิงสร้างสรรค์, กระเป๋าอัพไซเคิลฝีมือคนไทย “SAME THANG” ที่หยิบเอาซองเมล็ดกาแฟมาเล่าเรื่องใหม่เป็นกระเป๋าแฮนด์เมดน่าใช้หลากหลายรูปแบบ และของใช้ของแต่งบ้านจาก “SUCHAI CRAFT” แบรนด์ระดับตำนานที่แปลงโฉมเครื่องใช้อะลูมิเนียมปั๊มลายไทยให้กลายเป็นของใช้และของตกแต่งบ้านร่วมสมัยสีสันสดใส โดยทั้ง 4 แบรนด์ล้วนนำเสนอผลงานสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทยที่ร่วมสมัย ใช้งานได้จริง จึงไม่เพียงสะท้อนภาพความเป็นไทยได้อย่างน่าสนใจ ยังเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดีด้วย

    สำหรับงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 จัดขึ้นโดย สถานเอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงโซล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งจากประเทศไทยและเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านมิติด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และนวัตกรรมสร้างสรรค์ ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การแสดงของเหล่าศิลปิน T-Pop ชื่อดัง การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ขบวนพาเหรดวัฒนธรรม กิจกรรมการแข่งขัน โซนนวัตกรรมไทย รวมถึงรวบรวมร้านอาหารไทยชื่อดังมาให้ลิ้มลองมากมาย โดยคาดว่าจะดึงดูดชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก

    การหนุนเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไอคอนสยาม ในการเป็นเวทีแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ชุมชน และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศสู่ตลาดนานาชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งจะต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ตลอดจนเป็นการผลักดันทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้กลายเป็นพลัง Soft Power ที่สามารถสร้างคุณค่า สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อประเทศไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

  • Art - Fashion

    ไอคอนคราฟต์ ชวนพบกับนิยามใหม่ของแฟชั่นร่วมสมัยใน“KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion”นิทรรศการและแฟชั่นโชว์สะท้อนแนวคิด Waste to Value ที่จะเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นสไตล์วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

    ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ร่วมกับหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการและแฟชั่นโชว์สุดสร้างสรรค์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ชวนสัมผัสมิติใหม่ของแฟชั่น ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน ผ่านแนวคิด Waste to Value กับการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน สู่การออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริง โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 และร่วมตื่นตากับแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

    “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” คือโปรเจ็กต์พิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ นายนภดล สังวาลเพ็ชร ภายใต้คำแนะนำของ ศาสตราจารย์ ดร.พัดชา อุทิศวรรณกุล โดยเกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้ง ไอคอนคราฟต์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งร่วมกันผลักดันงานด้านการออกแบบ งานวิจัย และความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้นิทรรศการและแฟชั่นโชว์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ไม่ได้นำเสนอแฟชั่นเป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผู้คนกลับสู่ธรรมชาติ ผ่านแนวคิด Waste to Value ที่นำทรัพยากรเหลือทิ้งมาสร้างคุณค่าใหม่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน จนกลายเป็นแฟชั่นที่เปี่ยมด้วยความหมาย ผสานนวัตกรรม งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าไว้ในชิ้นงานเดียวกันอย่างกลมกลืน โดยภายในงานจะนำเสนอแฟชั่นคอลเลกชันจำนวน 12 ชุด ภายใต้ 3 ธีมหลัก ได้แก่ Urban Sport Weekend, Adventure Sportwear และ Extreme Sportwear ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากเส้นสายของรากโกงกาง การเคลื่อนไหวของคลื่นน้ำ และความงดงามของระบบนิเวศป่าชายเลน มาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    มาค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ แฟชั่น และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวได้ในนิทรรศการ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 และเชิญร่วมสัมผัสแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

  • Art - Business - Hotel

    บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา สนับสนุน “โครงการรักษ์ลันตา”ร่วมปลูกฝังจิตสำนึกคัดแยกขยะ พร้อมใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

    ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับ โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา สนับสนุนการจัด “โครงการรักษ์ลันตา” จุดพลังสร้างสรรค์จากขยะสู่ประติมากรรมปูเสฉวน ในงาน “ลานตา ลันตา ครั้งที่ 21” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการคัดแยกขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    บรรยากาศภายในงาน “ลานตา ลันตา ครั้งที่ 21” เต็มไปด้วยความคึกคักและสีสันของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ “โครงการรักษ์ลันตา” การประกวดประติมากรรมจากวัสดุรีไซเคิล ภายใต้ธีม “ปูเสฉวน” สัตว์สัญลักษณ์แห่งความสมดุลของธรรมชาติชายฝั่ง ซึ่งการตัดสินได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เป็นประธานกรรมการ และนายศักดา สีแดง นายอำเภอเกาะลันตา พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ภายในงานยังได้จัดพิธีมอบรางวัล โดยได้รับเกียรติจากนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัล โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ระดับ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจของนักเรียน ครู และชุมชนรอบข้าง

    สำหรับผลการประกวดประติมากรรม โรงเรียนและหน่วยงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ โรงเรียนบ้านเกาะปอ รับเงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านคลองโตนด รับเงินรางวัล 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านสังกาอู้ รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลพิเศษ ได้รับโล่และประกาศนียบัตร พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน, โรงเรียนบ้านคลองหิน, โรงเรียนบ้านคลองนิน, โรงเรียนลันตาราชประชาอุทิศ, โรงเรียนบ้านเจ๊ะหลี, โรงเรียนวัดเกาะลันตา, โรงเรียนบ้านหลังสอด, ทีมงานบังโก้และโจ้อาดำ และทีมงานหนำหลังน้อย โดยทุกทีมที่เข้าร่วมงานต่างได้รับการยกย่องในด้านความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจในการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

    การจัดงาน “โครงการรักษ์ลันตา” ในปีนี้ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม โดยหลายคนหยุดชื่นชมและถ่ายภาพผลงานประติมากรรม พร้อมแสดงความประทับใจในแนวคิดการนำ “ขยะ” มาสร้างคุณค่าใหม่ ซึ่งนอกจากความสวยงามของผลงานแล้ว ผู้เข้าชมยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะ การลดปริมาณขยะในชุมชน และศักยภาพของวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำกลับมาสร้างสรรค์ได้อย่างน่าทึ่ง
    “โครงการรักษ์ลันตา ในงานลานตา ลันตา ครั้งที่ 21 ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงความสามารถของเยาวชน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเกาะลันตาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มต้นได้จากชุมชน และเติบโตสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวทิ้งท้าย

  • Art - Lifestyle

    “VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัยเผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลกระหว่างวันที่ 2 – 28 เม.ย. 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

    Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ สร้างปรากฏการณ์ศิลปะระดับโลก ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 2 – 28 เม.ย. 2569

    “VISION” คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ไม่เพียงนำเสนอผลงานศิลปะเปี่ยมคุณค่า
    ยังเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างได้เผยตัวตนร่วมกันอย่างมีความหมาย ด้วยการเปิดโอกาสให้ มุมมองหลากหลายได้ทับซ้อน เชื่อมโยง และต่อยอดกันและกัน ผ่านผลงานที่สะท้อนวิธีคิดและ วิธีมองโลกของศิลปินจากยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตั้งแต่งานนามธรรม ภาพบุคคล ศิลปะเมือง ไปจนถึงการสำรวจแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบที่หลากหลาย เผยให้เห็นพลังของวัฒนธรรมเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านจังหวะและ โครงสร้างภาพที่เฉียบคม ร่วมกับผลงานที่สำรวจความทรงจำอัตลักษณ์ และภูมิทัศน์ทางอารมณ์ของมนุษย์

    นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับ นานาชาติ พิชีอาโว (PichiAvo) จากประเทศสเปน ที่โดดเด่นในการหลอมรวมความงดงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีตอาร์ตได้อย่างลงตัว สร้างภาษาทางศิลปะที่เคลื่อนไหวระหว่างอดีตและปัจจุบัน อย่างทรงพลัง, ดาเรีย โคโลโซวา (Daria Kolosova) ศิลปินหญิงจากรัสเซีย ซึ่งนำเสนอ ผลงานจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง ที่นำแรงบันดาลใจจากแสงเหนือมาถ่ายทอดเป็นความหรูหราในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานความงามเข้ากับความลุ่มลึกทางความหมายได้อย่างน่าสนใจ และ เด็มสกี (DEMSKY) ศิลปินสายกราฟฟิตี้จากสเปน ผู้บิดแปลงโครงสร้างกาล-อวกาศ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างผ่าน โครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์ ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ (Vance DNA) จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา ในขณะที่ เซลัม ลิม (ZELAM LIM) ศิลปินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง

    นอกจากนี้ยังมีศิลปินที่น่าจับตามองอย่าง เจฮาน (Jahan) ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์,
    ราฟาเอล สลิกส์ (Rafael Sliks) จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา (XEVA) ศิลปินเกาหลีใต้ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ (Kevin Douillez) จากเบลเยียม, โยมาร์ ออกุสโต (Yomar Augusto) ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด (Vincent Langaard)จากนอร์เวย์ผู้ถ่ายทอดโลก ไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน (Gary Gagliano) ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรมพร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทย รุ่นใหม่ที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ (THUTCHAI CHANGSANOH) กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ (FIVE) ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และ พงศธร ทิพาเสถียร (PONGSATORN TIPASATIEN) ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

  • Art - Lifestyle

    ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2569

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ PAÑPURI ชวนชมนิทรรศการศิลปะ “The Garden in Motion สวนแห่งการเคลื่อนไหว” ผลงานของ เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเสนอความงดงามของธรรมชาติ ผ่านมุมมองร่วมสมัย

    นิทรรศการนี้ชวนสำรวจความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ผ่านเรื่องราวของดอกไม้และทิวทัศน์ที่ไม่มีจุดหยุดนิ่ง เหมือนผิวน้ำที่สั่นไหวตามแรงลม เหมือนแสงที่ไหลผ่านกลีบดอกไม้  เหมือนลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าและดอกไม้ให้เอนลู่ไปตามจังหวะและเหมือนความทรงจำที่ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปไปโดยไม่รู้ตัว

    ภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ผสานทั้งภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน ผ่านผลงานชุดใหม่ที่ถ่ายทอดบรรยากาศของสวนดอกไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเช่น ดอกมิโมซ่า, ดอกมะลิและดอกบัว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก PAÑPURI เป็นจุดตั้งต้นของการสร้างสรรค์ผลงาน และถูกนำเสนออย่างมีชีวิตชีวา เสมือนพาผู้ชมเดินทางผ่านความทรงจำ ความอ่อนโยน และความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งทุกท่านจะได้ชื่นชมความงามและได้กลิ่นหอมของดอกไม้แต่ละชนิดไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทุกประสาทสัมผัสให้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน

    เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีลายเซ็นชัดเจนด้านการใช้ วัสดุเหลือใช้เป็นแกนหลักในการสร้างงาน โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยการนำเศษผ้ามาดึงให้เป็นเส้นด้าย หลังจากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการเย็บ ปัก ตัด และต่อ รวมถึงการวางโทนสีและรูปทรงจนเกิดเป็นผลงานศิลปะที่มีมิติทั้งเชิงภาพและความรู้สึก ซึ่งนอกจากความงามทางศิลปะ ผลงานของเปรมยังสะท้อนความตระหนักด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมว่า หากเราไม่ร่วมกันดูแลธรรมชาติ ความงดงามเหล่านี้อาจเลือนหายไปในอนาคต 

    ขอเชิญร่วมชวนสำรวจธรรมชาติ ที่ซึ่งดอกไม้ กลิ่น แสง และการเคลื่อนไหวหลอมรวมกันเพื่อถ่ายทอดความงามและความทรงจำในรูปแบบที่ครบทุกสัมผัสได้ในนิทรรศการ The Garden in Motion ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2569 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยาม

  • Art - IT-Technology

    นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ICONSIAM กับการได้เป็นพื้นที่สำคัญในการฉลองครบรอบ 50 ปีอย่างยิ่งใหญ่ของ Apple

    Apple ปักหมุดประเทศไทยเลือก ICONSIAM เป็นพื้นที่ในการฉลองครบรอบ 50 ปี ภายใต้คอนเซปต์ “50 Years of Thinking Different” โดยไฮไลต์ในไทยคือเซสชัน Today at Apple ที่ไดศิลปินดัง “มอลลี่” เจ้าของ Crybaby มาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจด้านศิลปะดิจิทัล พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนอารมณ์เป็นงานศิลปะ ผ่านการใช้ iPad, Apple Pencil และแอป Procreate สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Apple ที่ช่วยปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนทั่วโลก

    ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญเพียงไม่กี่แห่งในโลกเท่านั้นที่ Apple ปักหมุดมาจัดงานครบรอบ 50 ปีกับพิกัดที่ถูกขนานนามให้เป็น Global Destination อย่าง ICONSIAM สำหรับการฉลองครบรอบ 50 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ที่ Apple ตั้งใจจะเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นด้วยการแสดงจาก Alicia Keys ที่ Apple Grand Central ในนิวยอร์ก ก่อนขยายกิจกรรมไปยังหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเพื่อตอกย้ำแนวคิด “Think Different” ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์มาตลอดครึ่งศตวรรษ

    Apple #AppleIconsiam #ICONSIAM