Art

  • Art - Automotive - Lifestyle - Luxury

    LEPAS (เลพาส) ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งไลฟ์สไตล์ระดับโลก ณ “Global Elegance Promenade” เมืองอู๋หู

    เปิดประสบการณ์ความสง่างามจากหลากวัฒนธรรมทั่วโลก ในงาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week ครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE”

    อู๋หู สาธารณรัฐประชาชนจีน – 8 ตุลาคม 2569 – LEPAS (เลพาส) เตรียมจัดงาน Global Elegant Lifestyle Week ขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18–24 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 2026 Chery International User Summit ไฮไลต์สำคัญของงานคือ “Global Elegance Promenade” ที่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรก ณ เมืองหลัวหลาน (Luolan Town) นครอู๋หู ถนนสายนี้รวบรวมวัฒนธรรมและสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน และชวนผู้มาเยือนค้นพบว่าการใช้ชีวิตอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นั้นมีได้หลากหลายรูปแบบ

    ในฐานะ “แบรนด์ที่ได้รับเลือกเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอย่างสง่างาม” (Preferred Brand for Elegant Mobility Life) เลพาสมองว่าการเติบโตสู่ตลาดโลกเป็นมากกว่าการขยายตลาด แต่คือการก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ความสง่างามไม่มีนิยามเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เลพาสจึงเชื่อมโยงกับชุมชนในแต่ละตลาดผ่านกีฬา ศิลปะ การออกแบบ กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พร้อมร่วมสร้างนิยามแห่งความสง่างามไปกับผู้ใช้ เพื่อให้สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่

    เลพาสพูดคุยกับผู้ใช้อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้จากศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค จึงเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างสง่างามได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้เองก็ได้ก้าวมาเป็น “Global Elegant Lifestyle Partners” หรือพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์แห่งความสง่างามระดับโลก ตลอดสัปดาห์ Global Elegant Lifestyle Week ถนน Global Elegance Promenade จะจัดแสดงความสง่างามในหลากหลายรูปแบบที่พันธมิตรจากทั่วโลกร่วมกันสร้างสรรค์ ทั้งวิถีชีวิตท้องถิ่น ขนบการออกแบบอันมีเอกลักษณ์ กลิ่นหอมประจำวัฒนธรรม ประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟ และเรื่องราวจริงของผู้ใช้ ภายในบรรยากาศที่เปิดกว้าง ผ่อนคลาย และมีสไตล์ ให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมได้มาพบปะกัน

    ตลอดเส้นทางของ Global Elegance Promenade ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสความสง่างามจากทั่วโลกในแบบที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ลวดลายอันประณีตของผ้าไหมยกดอกแบบซ่ง (Song Brocade) และกลิ่นหอมละมุน ไปจนถึงชาเอิร์ลเกรย์ที่จิบในสวนอันร่มรื่น กรอบหน้าต่างสีฟ้า แสงแดดอบอุ่น และชาสมุนไพร สร้างบรรยากาศของยามบ่ายที่ไม่เร่งรีบ ส่วนผืนไหมที่พลิ้วไหวกับกลิ่นกล้วยไม้แผ่ว ๆ ก็มอบอีกมิติหนึ่งของประสบการณ์ ทุกฉากรวมกันถ่ายทอดมุมมองความสง่างามจากโลกตะวันออก ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา ให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบไปทีละก้าว

    Global Elegance Promenade เป็นมากกว่านิทรรศการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงและการร่วมสร้างสรรค์ ที่พันธมิตร Global Elegant Lifestyle Partners มีส่วนร่วมออกแบบและแบ่งปันประสบการณ์ เลพาสตั้งใจนำผู้คนจากหลากพื้นเพทางวัฒนธรรมมาพบกัน ให้ขนบประเพณีและวิถีชีวิตที่แตกต่างได้บรรจบ จุดประกายแรงบันดาลใจให้กันและกัน และเปิดมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างามให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE” งาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week จะรวบรวมผู้ใช้กลุ่มแรกของเลพาสจากทั่วโลก พันธมิตร และสื่อมวลชนในอุตสาหกรรม มาพบปะพูดคุยกันแบบตัวต่อตัว ณ Global Elegance Promenade งานนี้เป็นมากกว่าการรวมตัว เพราะผู้ใช้และแขกจากทั่วโลกจะได้แบ่งปันมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างาม และสำรวจความงามในหลากหลายรูปแบบร่วมกัน ผ่านการพูดคุยและการร่วมสร้างสรรค์ ทุกคนจะร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของการเดินทางอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ — หลากหลายวัฒนธรรม หนึ่งเดียวในความสง่างาม

    LEPAS Call Center โทร. 02-007-2077
    Facebook: LEPAS Thailand
    เว็บไซต์: lepasthailand.com
    LINE Official: @lepasthailand

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

  • Art

    กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์” ถ่ายทอดความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และมรดกวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม

    ชมนิทรรศการเรือพระราชพิธีครบทั้ง 52 ลำ พร้อมเรียนรู้บทบาทของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธี
    เพื่อเตรียมรับชมพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน
    โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำหนดจัดงาน “นิทรรศการ สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความสำคัญ และความงดงามของขบวน พยุหยาตราทางชลมารค หนึ่งในโบราณราชประเพณีที่ทรงคุณค่าและสะท้อนเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของ ชาติไทย ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ศึกษาและชื่นชมอย่างใกล้ชิด

    ในพิธีเปิดนิทรรศการวันที่ 29 กันยายน 2569 ได้รับเกียรติจาก พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2569 เป็นประธานในพิธี โดยมี พลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง ประธานคณะกรรมการจัดงานเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี (คตร.), คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และผู้ทรงเกียรติจากกองทัพเรือ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนผู้มีส่วนร่วมในการจัดงาน เข้าร่วมพิธี พร้อมชมนิทรรศการขบวนพยุหยาตรา และการแสดงเห่เรือจากกองทัพเรือ

    พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค นับเป็นพระราชพิธีสำคัญที่รวบรวมศาสตร์และศิลป์อันวิจิตรของชาติไทยไว้ทั้งด้านประวัติศาสตร์ งานช่างศิลป์ ขนบธรรมเนียมราชประเพณี ตลอดจนภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2569 พระราชพิธีครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 และมีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ ทำหน้าที่เป็นเรือประธานในริ้วขบวน อันเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความงดงามและความรุ่งเรืองของมรดกวัฒนธรรมไทยสู่สายตาประชาชนชาวไทยและนานาชาติ

    นายไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยาม ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการเป็นเวทีแห่งการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก เราเชื่อว่าความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้เกิดจากความงดงามของสถานที่หรือความทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาที่สั่งสมและสืบทอดมาอย่างยาวนาน ไอคอนสยามจึงยึดมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานและส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้สู่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้คนไทยได้ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง และเพื่อให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้เห็นถึงคุณค่าและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศไทย”

    OLYMPUS DIGITAL CAMERA

    “นิทรรศการครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงเรื่องราวของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เข้าใจคุณค่าของโบราณราชประเพณี และตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมชื่นชมพระราชพิธีสำคัญที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 และร่วมภาคภูมิใจในมรดกอันทรงคุณค่าของชาติไทยที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดอย่างงดงามจนถึงปัจจุบัน”

    ไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการ คือส่วนจัดแสดง “ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีจำลอง” ซึ่งจัดแสดงโมเดลเรือพระราชพิธี 52 ลำ ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตงดงาม จัดเรียงในรูปแบบประเภทและหน้าที่ของเรือพระราชพิธี พร้อมเนื้อหาประวัติความเป็นมาของเรืออย่างละเอียดครบถ้วน เพื่อเรียนรู้บทบาท หน้าที่ และความสำคัญของเรือแต่ละประเภทในริ้วขบวน ตลอดจนชื่นชมความประณีตงดงามของศิลปกรรมไทยที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงบนเรือพระราชพิธีแต่ละลำ

    นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังนำเสนอเรื่องราวของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธีปี 2569 ซึ่งได้รับการอัญเชิญให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเรือสำคัญหลักในริ้วขบวน ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งทรงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินประทับตลอดเส้นทางทางน้ำ, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ทำหน้าที่อัญเชิญผ้าพระกฐินไปในริ้วขบวน, เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรองสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งทรงสำรอง โดยเรือแต่ละลำล้วนมีบทบาทสำคัญและสะท้อนคุณค่าของราชประเพณีไทยที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    OLYMPUS DIGITAL CAMERA

    ผู้เข้าชมยังจะได้ชื่นชม เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง ความยาว 15 เมตร พร้อมสื่อมัลติมีเดีย วิดีทัศน์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่จะช่วยถ่ายทอดประวัติความเป็นมา ความสำคัญของพระราชพิธี และเรื่องราวเบื้องหลังเรือพระราชพิธีแต่ละลำ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความประทับใจต่อมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ

    ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม “นิทรรศการ สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 จะมีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ให้ประชาชนได้ร่วมรับชมและเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของชาติไทย พร้อมร่วมภาคภูมิใจในความงดงามของโบราณราชประเพณีที่ได้รับการสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com

  • Art - Culture - Exhibition

    “The Living Heritage” จากภูมิปัญญาสู่มรดกที่ยังมีชีวิต ไอคอนคราฟต์ ชวนสัมผัสความงามของงานหัตถศิลป์สกุลช่างโลหะในนิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” 24 ก.ย. – 18 ต.ค. 2569 ณ ไอคอนสยาม

    ไอคอนคราฟต์ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและแหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทย ร่วมกับ ไอคอนสยาม และ 3 แบรนด์นักออกแบบงานโลหะ Masaya, 5IVE SIS, Makkha Design Studio นำองค์ความรู้และภูมิปัญญา “สกุลช่างโลหะ” มาตีความผ่านการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้โครงการ “The Living Heritage” เพื่อต่อยอดคุณค่าของงานช่างไทยให้ยังคงมีชีวิตและสอดคล้องกับบริบทของโลกปัจจุบัน โดยนำแรงบันดาลใจจาก “บุปผาราชินี” ดอกไม้ในพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” มาถ่ายทอดภูมิปัญญางานช่างไทยในมิติใหม่ พร้อมจัดนิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” ขึ้น ภายใต้ความร่วมมือของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, ไอคอนสยาม และ ไอคอนคราฟต์ นำเสนอเรื่องราวและกระบวนการสร้างสรรค์งานโลหะไทย โดยมีไฮไลต์เป็นผลงานเฟอร์นิเจอร์จากการร่วมออกแบบของทั้ง 3 แบรนด์ พร้อมเลือกชมเลือกซื้อผลงานหัตถศิลป์และงานออกแบบที่สะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่ชีวิตร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 18 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

    นิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” นำเสนอผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่สร้างสรรค์จากวัสดุ 3 ชนิด ได้แก่ เงิน ทอง และทองแดง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ในพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” หรือ “บุปผาราชินี” พรรณไม้อันทรงคุณค่าและงดงามซึ่งได้รับการขนานนามเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำมาตีความผ่านมุมมองของนักออกแบบ ผสานเข้ากับองค์ความรู้และฝีมือช่างโลหะไทย จนเกิดเป็นผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนความงดงามและอัตลักษณ์ของงานช่างไทยในมิติใหม่ พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้จากอดีตเข้ากับการออกแบบและการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ คือผลงานเฟอร์นิเจอร์สุดพิเศษที่เกิดจากการร่วมออกแบบและสร้างสรรค์ของ 3 แบรนด์ ได้แก่ “Masaya” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านงานเฟอร์นิเจอร์และงานทองเหลือง ถ่ายทอดเสน่ห์ของโลหะผ่านรูปทรงและรายละเอียดที่สะท้อนความประณีตของงานช่าง “5IVE SIS” ผู้สร้างสรรค์ผลงานจากพิวเตอร์ หรือดีบุก ที่นำคุณลักษณะเฉพาะของวัสดุมาต่อยอดเป็นงานออกแบบอันมีเอกลักษณ์ รวมถึง “Makkha Design Studio” แบรนด์ที่ให้คุณค่ากับวัสดุธรรมชาติ งานทำมือ และกระบวนการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน เน้นถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ วัสดุ และฝีมือช่างผ่านผลงานออกแบบ โดยแต่ละแบรนด์ต่างนำความเชี่ยวชาญและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาหลอมรวมเป็นผลงานเดียวกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของงานโลหะผ่านรูปแบบที่ร่วมสมัยและสามารถเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว สะท้อนศักยภาพของงานช่างไทยในการต่อยอดจากรากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่การออกแบบร่วมสมัย โดยยังคงรักษาคุณค่าของวัสดุ กระบวนการ และฝีมือช่างไว้อย่างงดงาม

    นอกจากนี้ภายในนิทรรศการยังเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจได้สัมผัสเรื่องราวของงานโลหะไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเลือกซื้อผลงานหัตถศิลป์และงานออกแบบจากแบรนด์ Masaya, 5IVE SIS และ Makkha Design Studio ซึ่งสะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้สามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้

    ทั้งนี้ นิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” จัดขึ้นภายใต้โครงการ “The Living Heritage” หนึ่งในโครงการสำคัญของไอคอนคราฟต์ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานงานหัตถศิลป์ไทยผ่านโครงการศิลปาชีพ จนเกิดเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาช่างฝีมือไทยจากทั่วประเทศ โดยโครงการมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างช่างฝีมือ ศิลปิน ผู้ประกอบการไทย และนักออกแบบรุ่นใหม่ นำมรดกภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์ไทยมาตีความผ่านการออกแบบร่วมสมัย เพื่อส่งต่อคุณค่าของงานช่างไทยจากรุ่นสู่รุ่น จากภูมิปัญญาสู่การออกแบบ จากงานช่างสู่การใช้ชีวิต และจากมรดกในอดีตสู่มรดกที่ยังคงมีชีวิต “The Living Heritage” จึงเป็นพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานหัตถศิลป์ไทยในการก้าวข้ามกาลเวลา พร้อมสร้างความหมายใหม่ให้กับงานคราฟต์ไทยในโลกปัจจุบัน

    เชิญร่วมสัมผัสความงดงามของ “สกุลช่างโลหะ” ผ่านมุมมองใหม่ของงานออกแบบร่วมสมัย ชมความประณีตของวัสดุและฝีมือช่างที่บอกเล่าเรื่องราวจากอดีต พร้อมค้นพบคุณค่าและความหมายใหม่ของงานหัตถศิลป์ไทยที่สามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตยุคใหม่ ในนิทรรศการ “โลหะ 3 กษัตริย์ เงิน ทอง ทองแดง” ระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 18 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

  • Art - Culture - Exhibition

    สัมผัสความงดงามแห่งขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ ไอคอนสยาม กองทัพเรือ จัดแสดงเรือพระราชพิธีจำลอง 52 ลำ พร้อม 4 เรือพระที่นั่งสำคัญ

    กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ร่วมชมนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม เพื่อร่วมเรียนรู้และชื่นชมความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อันเป็นหนึ่งในโบราณราชประเพณีสำคัญที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน พร้อมเตรียมความพร้อมก่อนการรับชมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569

    ภายในนิทรรศการตื่นตากับการจัดแสดงเรือพระราชพิธีจำลองครบทั้ง 52 ลำตามรูปแบบริ้วขบวนจริง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างประณีตงดงาม พร้อมเรื่องราวเกี่ยวกับประเภท บทบาท และความสำคัญของเรือแต่ละลำในริ้วขบวน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิด อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงเรื่องราวของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธีปี 2569 ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในริ้วขบวนพระราชพิธี ตลอดจนการจัดแสดงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลองขนาดใหญ่ ความยาว 15 เมตร พร้อมสื่อมัลติมีเดีย วิดีทัศน์ และองค์ความรู้ที่ช่วยถ่ายทอดความเป็นมาและความสำคัญของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้อย่างครบถ้วนและเข้าใจง่ายสำหรับผู้ชมทุกวัย

    นิทรรศการครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของมรดกวัฒนธรรมไทยผ่านรูปแบบการนำเสนอที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมร่วมภาคภูมิใจในคุณค่าของโบราณราชประเพณีที่ได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ณ พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของชาติไทยมาอย่างยาวนาน

    ผู้สนใจสามารถเข้าชม “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com

  • Art - Culture - Fashion

    ไอคอนคราฟต์ ชวนภาคภูมิใจในผ้าไทย ผ่าน “Donkoi Model”เผยเบื้องหลังภูมิปัญญาดอนกอย ก่อนก้าวสู่ชุดพิธีการ Asian Games 2026วันนี้–22 กันยายน 2569 ณ ไอคอนสยาม

    เพื่อน้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย ยกระดับงานหัตถศิลป์ท้องถิ่น และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน  ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและแหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI กรมการพัฒนาชุมชน และโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก จัดนิทรรศการพิเศษ “Donkoi Model: FROM LOCAL WISDOM TO ASIAN PRIDE จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความภาคภูมิใจบนเวทีเอเชีย”  เผยเบื้องหลังการเดินทางของผ้าฝ้ายย้อมครามทอมือจากธรรมชาติของ “ดอนกอยโมเดล” โครงการภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในจังหวัดสกลนคร ซึ่งถักทอจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นผืนผ้าชุมชนที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ก่อนต่อยอดสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยบนเวทีเอเชีย ในชุดพิธีการสำหรับทีมนักกีฬาไทยที่จะสวมใส่ในพิธีเปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬา Asian Games 2026 ครั้งที่ 20 รวมถึงผลิตภัณฑ์แฟชั่นอีกหลากหลาย ชวนคนรักผ้าไทยมาร่วมภาคภูมิใจในภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ไทย พร้อมเลือกซื้อสินค้าที่สร้างสรรค์จากผืนผ้าของดอนกอยโมเดล ตั้งแต่วันนี้ – 22 กันยายนนี้ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

    จากผืนผ้าที่รังสรรค์อย่างประณีตด้วยภูมิปัญญาและความตั้งใจของชุมชน สู่ผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล “ดอนกอยโมเดล (Donkoi Model)” กำลังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรักษารากเหง้า แต่สามารถนำมาต่อยอดผ่านองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาคุณภาพ และการสร้างสรรค์ร่วมสมัย จนกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาผ้าไทยอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน เพื่อร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและความภาคภูมิใจของ “ดอนกอยโมเดล” สู่สายตาชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไอคอนคราฟ ไอคอนสยาม จึงร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” จัดนิทรรศการ “ดอนกอยโมเดล Donkoi Model: FROM LOCAL WISDOM TO ASIAN PRIDE จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความภาคภูมิใจบนเวทีเอเชีย” ขึ้น โดยถ่ายทอดเส้นทางของผ้าดอนกอย ตั้งแต่รากฐานของภูมิปัญญาชุมชน กระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้า ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยที่สามารถก้าวสู่เวทีระดับเอเชียได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    ทั้งนี้ เรื่องราวของดอนกอยโมเดลเริ่มต้นจาก ชุมชนบ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร แหล่งภูมิปัญญาผ้าย้อมครามที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการทอผ้ามาอย่างยาวนาน กระทั่งในปี พ.ศ. 2563 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้เสด็จทอดพระเนตรกระบวนการผลิตผ้าย้อมครามของกลุ่มทอผ้าบ้านดอนกอย พร้อมพระราชทานแนวทางในการพัฒนาผ้าไทย ทั้งด้านการออกแบบ คุณภาพสิ่งทอ การพัฒนาลวดลาย สีสัน และมาตรฐานการผลิต เพื่อยกระดับผ้าทอพื้นถิ่นให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานร่วมสมัยและเพิ่มมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญของดอนกอยโมเดล คือการเปิดพื้นที่ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้พบกับนักออกแบบและมุมมองร่วมสมัย นำเอกลักษณ์ของลวดลาย เนื้อผ้า และสีสันมาต่อยอดและพัฒนาให้เกิดความหลากหลาย สามารถสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ก่อนต่อยอดสู่ “ศูนย์เรียนรู้ผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย” ภายใต้ “ดอนกอยโมเดล” ซึ่งมุ่งพัฒนาชุมชนผ่านการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและรายได้ โดยได้รับความร่วมมือจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐาน Premium OTOP ตลอดจนส่งเสริมให้ผ้าไทยได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

    นิทรรศการครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสเรื่องราวของผ้าทอย้อมครามดอนกอยโมเดลอย่างลึกซึ้ง ด้วยการพาสำรวจกระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้าและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มาจากความทุ่มเทของช่างทอและช่างฝีมือในชุมชนบ้านดอนกอย ตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมครามด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม การทอด้วยมือ ไปจนถึงการเก็บรายละเอียดของผืนผ้า พร้อมชมศักยภาพของผ้าดอนกอยเมื่อถูกนำมาต่อยอดเป็นผลงานแฟชั่นร่วมสมัย ที่ถ่ายทอดเรื่องราว ความภาคภูมิใจ และตัวตนของชุมชนออกไปสู่เวทีที่กว้างไกลยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่สร้างสรรค์จากผ้าดอนกอย โดยหนึ่งในแบรนด์ที่นำผ้าจากดอนกอยโมเดล มาต่อยอดคือ Kramin (ครามิน) แบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นที่นำงานหัตถกรรมจากชุมชนทั่วประเทศมาผสมผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง ถ่ายทอดเสน่ห์ของงานฝีมือท้องถิ่นผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด Sustainability ควบคู่กัน ทั้งการเลือกใช้เส้นใยจากธรรมชาติ และกระบวนการย้อมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการเลือกใช้พืชให้สีที่มีการปลูกหมุนเวียนบนผืนดินอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นไม่ได้มีเพียงความงดงาม หากยังส่งต่อคุณค่าที่ดีให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในผ้าทอท้องถิ่นที่ Kramin นำมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นสวยคือ ผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมสีเปลือกไม้บ้านผักคำภู จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตภายใต้ดอนกอยโมเดล สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาของชุมชนกับการออกแบบร่วมสมัย และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผืนผ้าท้องถิ่นสามารถก้าวเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีความหมาย

    นับได้ว่า “ดอนกอยโมเดล” เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของผ้าทอไทยที่สามารถก้าวข้ามจากการเป็นผ้าทอพื้นถิ่น สู่การเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยในบริบทสากล 

    ร่วมสัมผัสเรื่องราวของ “ดอนกอยโมเดล” และค้นพบอีกมิติของผ้าไทยที่กำลังเดินทางจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีเอเชีย ผ่านนิทรรศการ “ดอนกอยโมเดล Donkoi Model: FROM LOCAL WISDOM TO ASIAN PRIDE จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความภาคภูมิใจบนเวทีเอเชีย” พร้อมชมและเลือกซื้อผลงานแฟชั่นจากผ้าดอนกอยได้ ตั้งแต่วันนี้ – 22 กันยายน 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

  • Art - Exhibition - Lifestyle

    ปล่อยใจให้เบ่งบานไปกับ “Flower & Friend” นิทรรศการศิลปะที่ถ่ายทอดความงามของดอกไม้ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก ชมฟรี 1 – 15 กันยายน 2569 ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม

    สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนสัมผัสดอกไม้ผลิบานในกาลเวลากับงาน Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” นิทรรศการศิลปะที่เชื่อมโยงเรื่องราวของดอกไม้ มิตรภาพ และกาลเวลา ผ่านมุมมองและสื่อการสร้างสรรค์อันแตกต่างของ 2 ศิลปินหญิงมากความสามารถ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิก และ คุณจุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ช่างภาพและศิลปินสื่อผสม เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ โดยผู้เข้าชมจะได้ร่วมเดินทางผ่านโลกแห่งจินตนาการ ความงดงามของธรรมชาติ และเรื่องราวของการเติบโตที่ค่อย ๆ ผลิบานผ่านผลงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

    สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของเพื่อนสนิทสองคนที่ใช้ศิลปะเป็นภาษาหลักในการสื่อสารความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านช่วงเวลาของชีวิต โดยมี “ดอกไม้” เป็นจุดร่วมสำคัญของแรงบันดาลใจ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความงาม ความเปลี่ยนแปลง ความหวัง และมิตรภาพที่ค่อยๆ เติบโตอย่างงดงามตามกาลเวลา ผู้ชมจะได้สัมผัสผลงานชุด “Blooming through Play: เมื่อดอกไม้ผลิบานผ่านการเล่น” ของ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิกผู้เชื่อว่าความสนุก ความอยากรู้อยากเห็น และการทดลอง คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในโลกศิลปะ ผลงานของเธอถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับดอกไม้ผ่านการทำงานกับดินสี (Colored Clay Slip) และกระดาษสา ซึ่งถูกดัด พับ และขึ้นรูปเป็นกลีบดอกไม้ ก่อนนำไปผ่านกระบวนการเผาเซรามิกจนเกิดเป็นรูปทรงที่ละเอียดอ่อน เปราะบาง แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง

    นอกจากนี้ ยังมีผลงานภาชนะเซรามิกที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการใช้สีระบายและซ้อนทับบนพื้นผิวอย่างอิสระ เกิดเป็นมิติของสีสัน ร่องรอย และพื้นผิวที่สะท้อนความงดงามจากกระบวนการทดลองและการเรียนรู้มากกว่าความสมบูรณ์แบบ ผลงานทุกชิ้นจึงเปรียบเสมือนดอกไม้ที่ค่อยๆ ผลิบานตามธรรมชาติของตนเอง และเป็นภาพแทนของการเติบโตในเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยการค้นพบใหม่อยู่เสมอ

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือผลงานชุด “The Day I Met the Flower” โดย จุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ศิลปินภาพถ่ายและสื่อผสม ผู้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะช่างภาพแฟชั่นให้กับนิตยสารและแบรนด์ชั้นนำของประเทศไทยมากว่า 20 ปี พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ “Flowering Mind” ที่ผสานศาสตร์ของการจัดดอกไม้ ศิลปะ และการดูแลสุขภาพใจเข้าไว้ด้วยกัน ผลงานชุดนี้เริ่มต้นจากการพบเจอและสังเกตดอกไม้ในสวนเล็กๆ ที่ศิลปินดูแลด้วยตนเอง รวมถึงดอกไม้จากบ้านใกล้เรือนเคียง ก่อนจะบันทึกเรื่องราวผ่านภาพถ่ายด้วยแสงธรรมชาติ ถ่ายทอดรายละเอียดและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดอกไม้แต่ละดอกอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงต่อยอดด้วยเทคนิคการวาดสีซ้อนทับลงบนภาพถ่าย สร้างมิติใหม่ที่หลอมรวมระหว่างภาพถ่ายและจิตรกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้งและงดงาม

    เมื่อความอบอุ่นของแสงแดดในภาพถ่ายมาบรรจบกับชั้นสีดินบนผลงานเซรามิก นิทรรศการ Flower & Friend จึงเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการพบกันของสองมุมมองทางศิลปะที่แตกต่าง แต่มีหัวใจเดียวกัน คือความหลงใหลในความงดงามของดอกไม้และธรรมชาติ ผู้ชมจะได้สัมผัสทั้งความละเอียดอ่อนของรูปทรง สีสัน พื้นผิว และเรื่องราวที่แฝงอยู่ภายในผลงาน ซึ่งชวนให้หยุดมองความงามรอบตัว และกลับมาเชื่อมโยงกับความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง

    สำหรับผู้ที่รักงานศิลปะ การถ่ายภาพ งานเซรามิก ตลอดจนผู้ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจ และช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของดอกไม้ ไม่ควรพลาดนิทรรศการ Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” ระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงานสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

    #FlowerAndFriend #SiamTakashimaya #ArtExhibition #ICONSIAM

  • Art - Education

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง มุ่งยกระดับการออกแบบผ้าไทยสู่เวทีสากล

    วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    อาทิ คุณอารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวเจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Janesuda นางสาวสรลักษณ์ ติกขะปัญญา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Archive 026 และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TR Tailor

    โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นความมุ่งมั่นที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย

    โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการออกแบบให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนรุ่นใหม่ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ้าไทยให้มีความสวยงาม ทันสมัย สวมใส่ได้จริงทุกเพศทุกวัยและทุกโอกาส และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งหมด 652 ราย/ทีม และมีจำนวนผู้ที่ผ่านการประกวดรอบคัดเลือก คงเหลือ 88 ราย/ทีม

    สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผู้ผ่านเข้ารอบมาร่วมประชันฝีมือและนำเสนอผลงานภาพสเก็ตพร้อมสตอรี่บอร์ดหรือมู้ดบอร์ดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย/ทีม จากทั้งหมด 223 ราย/ทีมที่ส่งเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคกลางจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ราย/ทีม ไปเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป

    #ผ้าไทยใส่ให้สนุก #YoungDesigner2026 #กระทรวงมหาดไทย #กรมการพัฒนาชุมชน

  • Art - Culture - Event

    “THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” เปิดโลกวัฒนธรรมญี่ปุ่น ณ สยามพารากอนจัดเต็มโชว์ซามูไร-นินจา พร้อมนิทรรศการบอนไซหาชมยากอายุกว่า 500 ปี

    เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย- ญี่ปุ่น สยามพารากอน ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี นำเสนอประสบการณ์อันทรงคุณค่า ผ่านตำนานวิถีนักรบญี่ปุ่น ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไรและนินจา พร้อมตื่นตานิทรรศการบอนไซหาชมยากอายุกว่า 500 ปี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    สำหรับพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายเปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี, ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, เพชรรัตน์
    สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และ ธณพร ตันติยานนท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมงานและชมการแสดง

    สยามพารากอน ชวนเปิดประตูสู่โลกแห่งนักรบญี่ปุ่นใน “AWAKEN THE SAMURAI” การแสดง
    สุดพิเศษที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันทรงพลังของซามูไร ผ่านศิลปะการใช้ดาบคาตานะเต็มรูปแบบจาก
    ชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO) สำนักดาบชื่อดังจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้สืบสานศาสตร์การต่อสู้และวัฒนธรรมนักรบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมสัมผัสเรื่องราวแห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และปรัชญาการดำเนินชีวิตของซามูไร ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศญี่ปุ่น พร้อมตื่นตาตื่นใจกับการแสดงศิลปะการต่อสู้จากนินจา ที่เผยให้เห็นความลึกลับของวิชาพรางตัว เทคนิคการต่อสู้ และทักษะการเอาตัวรอดอันเป็นเอกลักษณ์

    วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 14.00 / 17.00 น.

    พบกับการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพลังแห่งดาบ ความงดงามของวัฒนธรรม และเรื่องราวของสองนักรบในตำนาน ที่จะปลุกจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่นให้มีชีวิต

    • The Art of Samurai & Ninja
      ร่วมรับชมศิลปะการต่อสู้อันทรงคุณค่าของซามูไร ผู้สืบทอดจิตวิญญาณและเกียรติยศจาก ขุนศึก คาซุโนริ อาโอกิ (青木一矩) ถ่ายทอดเรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่าง “ซามูไร” ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งเกียรติและแสงสว่าง กับ “นินจา” ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งเงาและกลยุทธ์อันเหนือชั้น ตื่นตาตื่นใจไปกับ
      ศิลปะการต่อสู้ที่ผสานความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และภูมิปัญญาดั้งเ ดิม ของสองนักรบในตำนาน จนกลายเป็นการแสดงที่ทั้งเร้าใจและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น
    • The Way of the Warrior
      สัมผัสการสาธิตศิลปะการใช้ดาบอันทรงพลังและงดงาม ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไร นักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี และวินัยเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมเรียนรู้เรื่องราวและศาสตร์การต่อสู้ของนินจา นักรบเงาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความคล่องแคล่ว ไหวพริบ และกลยุทธ์อันแยบยล ที่ยังคงเป็นตำนานที่น่าหลงใหลมาจนถึงปัจจุบัน

    วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 10.00-20.00 น.

    พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Experience Japanese Craft”
    ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

    • Origami ศิลปะการพับกระดาษอันประณีตที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อน
    • Maneki Neko Workshop สร้างสรรค์ตุ๊กตาแมวกวักและเครื่องรางมงคลจากดินปั้น เพื่อนำพาโชคลาภและความโชคดีติดตัวกลับบ้าน
    • Samurai by Reiner Knizia บอร์ดเกมวางกลยุทธ์ระดับคลาสสิก ที่จะพาคุณร่วมประลองไหวพริบและฝึกการตัดสินใจท่ามกลางบรรยากาศของคอมมูนิตี้ผู้รักบอร์ดเกม พร้อมสร้างประสบการณ์ความสนุกที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และความบันเทิงไว้ในงานเดียว

    “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter
    วันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 I Living Hall ชั้น 3 I เวลา 10.00-20.00 น.

    ร่วมสัมผัสมรดกแห่งกาลเวลาและศิลปะอันทรงคุณค่า “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซญี่ปุ่น พบกับ “The Magnificent Seven” 7 ต้นบอนไซระดับมาสเตอร์พีซของงาน พร้อมคอลเลกชันบอนไซญี่ปุ่นทรงคุณค่าที่หาชมได้ยากในประเทศไทย รวมถึง ต้นประธานอายุกว่า 500 ปีถ่ายทอดความงดงามของกาลเวลา ศิลปะ และปรัชญาแห่งธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงต้นบอนไซทรงคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้และเรื่องราวจากหลากหลายยุคสมัย ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกบอนไซอย่างใกล้ชิด

    Bonsai Exhibition Tour
    ร่วมฟังเรื่องราว ความเป็นมา และเอกลักษณ์ของบอนไซแต่ละต้น ผ่านการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Bonsai Hunter (เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ รอบเวลา 11.00 / 13.00 / 15.00 / 17.00 น.)

    Bonsai Workshop
    เรียนรู้เทคนิคการจัดแต่งและการดูแลรักษาต้นบอนไซจากผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะวันเสาร์ที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 เวล 13.00-15.00 น.) ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Bonsai Hunter

    Bonsai Lucky Draw
    พิเศษ! เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท ภายในงาน รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Lucky Draw เพื่อลุ้นรับบอนไซสนญี่ปุ่นและของรางวัลมูลรวมกว่า 50,000บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด
    นอกจากนี้ สยามพารากอนยังคัดสรรประสบการณ์ความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้จากทุกแง่มุมมาไว้ใน
    ที่เดียว ให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่างครบครัน ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ผ่านร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็น Kinokuniya, Loft, Nintendo Authorized Store by SYNNEX, PRONTO Original, SHIMA Park, UNITED ARROWS และ Waltz พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านอาหารชื่อดัง อาทิ AOI Japanese Restaurant, Domo Yakiniku, Fuji Japanese Restaurant, Henri Charpentier, Hikiniku To Come, Jerome Cheesecake, Kamu Kamu, KANEKO HANNOSUKE, Kanori Hand Roll Bar, KIWAMIYA, Kyo Roll En, MAGURO Kappou, MATCHA EKI, Robata Kitaro Sushi KAGUYA, Shabu Baru, The Grill Tokyo, Tonchin Ramen, Warabimochi Kamakura, Yume Matcha เป็นต้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดฯ ให้คุณได้ดื่มด่ำเสน่ห์วัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ครบทุกมิติ

    ร่วมเปิดประตูสู่โลกแห่งซามูไร สัมผัสความงดงามของศิลปะการต่อสู้ วิถีนักรบ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในงาน “The Wondrous Japan Heritage 2026” ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Siam Paragon
    และ www.siamparagon.co.th

    #SiamParagon #SiamParagonTheWondrousJapanHeritage

  • Art - Culture

    กรมการพัฒนาชุมชน สานพลังช่างทอทั่วไทยเปิดประกวด “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ – ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม

    วันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 (ระดับภาคกลาง) โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คณะกรรมการตัดสิน ผู้แทนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    การประกวดผ้าลายพระราชทานฯ ครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เพื่อให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการนำไปพัฒนาต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน

    โดยมีจำนวนผ้าและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดฯ จากทั่วประเทศทั้งสิ้น 10,948 ชิ้นงาน แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ประเภทผ้า จำนวน 10,341 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 607 ชิ้น สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผ้าและงานหัตถกรรมที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองระดับจังหวัดรวมทั้งสิ้น 573 ชิ้นงาน (ประเภทผ้า 466 ผืน และงานหัตถกรรม 107 ชิ้น) จากผู้ส่งเข้าประกวดทั่วทั้ง 26 จังหวัดภาคกลาง

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ Sustainable Fashion (แฟชั่นแห่งความยั่งยืน) ผ่านการส่งเสริมการใช้สีธรรมชาติ เส้นใยธรรมชาติ และเส้นใยรีไซเคิล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง

    ภายหลังพิธีเปิด ประธานในพิธีและแขกผู้มีเกียรติได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมอันทรงคุณค่า ก่อนที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยจะเริ่มดำเนินการกลั่นกรองและตัดสินผลงานในภาคกลาง เพื่อคัดสรรสุดยอดผลงานผ้าและงานหัตถกรรมไทยของภาคกลาง เพื่อเข้าสู่รอบต่อไป

    ซึ่งจุดดำเนินการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะดำเนินการที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2569 ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 7 กันยายน 2569 หลังจากนั้นจะเป็นรอบตัดสินระดับภาค ในวันที่ 11 กันยายน 2569 และรอบรองชนะเลิศ ระดับประเทศ ในวันที่ 12 กันยายน 2569 เพื่อเข้าสู่รอบตัดสินระดับประเทศต่อไป

  • Art - Culture

    “Between Sun and Moon” นิทรรศการภาพถ่ายห้ามพลาด!ชมผลงาน “โคชู เอ็นโดะ” ศิลปินญี่ปุ่นชื่อดัง เจ้าของผลงานใน Permanent Collection ของ LACMA

    ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนเปิดประสาทสัมผัสและร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งการมองเห็น ในนิทรรศการภาพถ่ายเดี่ยวครั้งสำคัญ “Between Sun and Moon: Light, Time, and the Act of Seeing” (ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์: แสง กาลเวลา และการมองเห็น) โดย โคชู เอ็นโดะ (Koshu Endo) ศิลปินและช่างภาพญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก ผู้ใช้เลนส์กล้องส่องลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ จัดแสดงให้ชมตั้งแต่วันที่ 5 – 31 สิงหาคม 2569 บริเวณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ โดยนิทรรศการนี้ ถือเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญของวงการภาพถ่าย โดยโคชู เอ็นโดะ ได้นำภาพถ่ายมาเป็นสื่อกลางในการตั้งคำถามต่อ ‘การรับรู้ของมนุษย์’ ผ่านความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และท้องฟ้า ผลงานของเขาไม่ใช่แค่การกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกวัตถุตรงหน้า แต่เป็นการจับเอาบรรยากาศ ความรู้สึก และการเปลี่ยนแปลงของแสงที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีและไม่เคยย้อนกลับมาอีก นำเสนอความงามผ่าน 10 ผลงานสร้างสรรค์ โดยมี 4 ผลงานไฮไลต์ที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด

    • เจาะลึก 4 ผลงานไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดในนิทรรศการ 
    ความพิเศษสุดของงานนี้คือการโคจรมาพบกันของผลงานชุดสำคัญ ซึ่งอีก Edition หนึ่งของผลงานชิ้นที่ 2 และ 3 นั้นคอลเลกชันเดียวกันกับผลงานที่ได้รับการยอมรับให้บรรจุอยู่ใน Permanent Collection (คอลเลกชันสะสมถาวร) ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกอย่าง Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ประเทศสหรัฐอเมริกา  

    1 The Critical Ring ผลงานอันทรงพลังที่รวบรวมแสง เวลา และโครงสร้างของการรับรู้ไว้ในภาพเดียว ถ่ายทอดภาพวงแหวนแห่งแสงที่ลอยอยู่เหนือรูปทรงพระจันทร์เสี้ยวที่เรียงซ้อนกันเป็นจังหวะด้านล่าง สื่อถึงการสะสมของเวลาและการคงอยู่ของภาพในความทรงจำ ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า มนุษย์เรามองเห็นและรับรู้โลกใบนี้ขึ้นได้อย่างไร

    2 Rising Sun (LACMA Permanent Collection) ผลงานชิ้นเอกที่ทำหน้าที่เป็นแกนของ “ดวงอาทิตย์” แสงแรกของวัน ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในผลงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุบนท้องฟ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้น การเดินทางของกาลเวลา และเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการมองเห็นและการรับรู้โลกอย่างแท้จริง

    3 Evening Moon (LACMA Permanent Collection) ผลงานที่ทำหน้าที่เป็นแกนของ “ดวงจันทร์” เพื่อเปิดบทสนทนาคู่ขนานกับ Rising Sun โดยดวงจันทร์ยามค่ำคืนนี้ปรากฏขึ้นในฐานะแสงสะท้อนอันเงียบสงบ ล่องลอยอยู่ระหว่างการมองเห็นและการเลือนหาย ถ่ายทอดความรู้สึกของระยะทาง ความทรงจำ และห้วงเวลาที่ค่อย ๆ ผ่านไป

    4 Ripples of Circling Light การขยายแนวคิดจากแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ไปสู่การสำรวจแสงในรูปแบบของจังหวะและการสะท้อน ผ่านเส้นโค้งของแสงที่เรียงซ้ำและแผ่ขยายบนพื้นหลังสีดำ เผยให้เห็นการเคลื่อนผ่านของเวลาและความต่อเนื่องของภาพที่ดวงตารับรู้ในแต่ละช่วงขณะ เชื้อเชิญให้ผู้ชมสัมผัสความเชื่อมโยงระหว่างโลกภายนอกและการรับรู้ภายในจิตใจ

    “Between Sun and Moon ไม่ได้ชวนให้เรามองเห็นเพียงภาพตรงหน้า แต่ชวนให้เราตั้งคำถามว่า
    สิ่งที่เราเห็นแท้จริงแล้ว… เกิดจากแสง เวลา และมุมมองของเราอย่างไร”

    ขอเชิญสัมผัสและร่วมเข้าใจศาสตร์แห่งแสงและเงาผ่านมุมมองของช่างภาพระดับสากลที่ไม่ควรพลาด ในนิทรรศการ “Between Sun and Moon: Light, Time, and the Act of Seeing” 5 – 31 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

    #BetweenSunAndMoon #KoshuEndo #ArtExhibitionBangkok #LACMACollection

    #PhotoExhibition2026 #SIAMTakashimaya #ICONSIAM