IT-Technology

  • Hotel - IT-Technology - Travel

    เมื่อ AI ช่วยค้นหาทริปในฝัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ชวนค้นพบประสบการณ์ที่ใช่ ในแบบ More of What You Love

    สถิติชี้ นักเดินทาง 54% มั่นใจใช้ AI วางแผนเที่ยว ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ชวนเปลี่ยน “พรอมต์” บนหน้าจอสู่ประสบการณ์จริง ผ่าน 4 แบรนด์โรงแรมที่ตอบโจทย์หลากหลายความต้องการและสไตล์การเดินทาง ให้ทุกคนได้ค้นพบ More of What You Love ในแบบของตัวเอง

    “พักริมทะเล 3 วัน 2 คืน เดินทางสะดวก และมีอาหารท้องถิ่นรสเลิศ” คำสั่งเพียงไม่กี่คำที่วันนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาข้อมูล แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทริปในฝันได้ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการวางแผนการเดินทาง ตั้งแต่ช่วยค้นหาจุดหมายที่ตรงใจ ไปจนถึงจัดทริปให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคน และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว เพราะรายงาน Travel Trends 2026 จาก Skyscanner ซึ่งสำรวจนักเดินทางทั่วโลก 22,000 คน พบว่า 54% มีความมั่นใจที่จะใช้ AI ช่วยวางแผนหรือจองการเดินทาง

    มากกว่าการช่วยตอบคำถามว่า “ควรไปที่ไหนดี” AI กำลังทำให้นักเดินทางหันกลับมาถามตัวเองว่า “เราอยากได้อะไรจากทริปนี้อย่างแท้จริง” มากขึ้น แม้เทคโนโลยีจะสามารถช่วยสร้างแผนการเดินทางที่ลงตัวบนหน้าจอได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่ความทรงจำที่ทำให้การเดินทางมีความหมายยังเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราได้สัมผัสจริง ทั้งสถานที่ ผู้คน อาหาร บรรยากาศ และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

    เมื่อความต้องการของนักเดินทางชัดเจนขึ้น ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) พร้อมเปลี่ยนแผนการเดินทางจากบนหน้าจอให้กลายเป็นประสบการณ์จริง ภายใต้แนวคิด “More of What You Love” ที่มุ่งเติมเต็มสิ่งที่แต่ละคนชื่นชอบ ผ่าน 4 แบรนด์โรงแรมที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน และพร้อมตอบรับรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย

    สำหรับผู้ที่แสวงหาการพักผ่อนที่เชื่อมโยงกับจุดหมาย อมารี (Amari) แบรนด์โรงแรม upper-upscale พร้อมมุ่งเปลี่ยนทุกการเข้าพักให้เป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณท้องถิ่นและคงอยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสัมผัสผู้คน วัฒนธรรม และเสน่ห์ของจุดหมาย หรือเลือกใช้เวลาอย่างผ่อนคลายภายในโรงแรมที่มีทั้งร้านอาหาร บาร์ สปา และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ให้ผู้เข้าพักได้พักกาย เติมพลังใจ และใช้เวลาในแบบที่ตัวเองต้องการตลอดทั้งวัน

    ไฮไลท์สำคัญถูกถ่ายทอดผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ เสน่ห์ท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านงานออกแบบ รสชาติ ผู้คน และวัฒนธรรม, มุมมองที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน, การบริการที่ใส่ใจในแบบ Ari Service และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ทั้งหมดนี้ช่วยให้การเข้าพักไม่ได้เป็นเพียงการมาเยือนสถานที่แห่งหนึ่ง แต่เป็นโอกาสในการทำความรู้จักและเชื่อมโยงกับจุดหมายนั้นมากขึ้น

    หากคุณเป็นนักเดินทางที่มองหาความสบายและความคล่องตัวในการเดินทาง โอโซ่ (OZO) คือแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบประสบการณ์การเข้าพักให้เข้ากับชีวิตของนักเดินทางในหลากหลายรูปแบบ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ตั้งแต่การนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม พื้นที่สำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรม ไปจนถึงการเชื่อมต่อเทคโนโลยีที่สะดวกและรวดเร็ว

    เพราะความสบายของแต่ละคนมีความหมายไม่เหมือนกัน OZO จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าพักเลือกใช้เวลาในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะออกไปค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ชื่นชอบ หรือกลับมาพักผ่อนและเติมพลังที่โรงแรม พร้อมการบริการที่เป็นมิตรและคล่องตัวในแบบฉบับของ OZO ทำให้ทุกครั้งที่เข้าพักรู้สึกคุ้นเคยและลงตัว และเป็นที่พักที่นึกถึงได้เสมอเมื่อถึงเวลาของการเดินทางครั้งต่อไป

    สำหรับผู้ที่อยากใช้เวลาอยู่กับจุดหมายให้นานขึ้น ชามา (Shama) เติมเต็มการเข้าพักด้วยแนวคิด The Joy of Living ผ่านพื้นที่ที่ออกแบบให้ผู้เข้าพักสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนได้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตัวเอง พร้อมสร้างความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้ทำความรู้จักผู้คนและค้นพบเสน่ห์ของย่านที่พักโดยรอบ และนี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ชามาเป็นมากกว่าที่พักระหว่างการเดินทาง แต่เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตในจุดหมาย ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ผู้คน และวิถีชีวิตรอบตัว จนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

    และสำหรับผู้ที่มองหาความสงบและความเป็นส่วนตัว โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) นำเสนอประสบการณ์ภายใต้แนวคิด “The Art of Intuitive Refinement” ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน พร้อมมอบความสบายใจและความเป็นส่วนตัวในทุกช่วงเวลา ด้วยบริการแบบ “Invisible Hand” ที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักและดูแลอย่างละเอียดอ่อน โดยไม่รบกวนพื้นที่ส่วนตัว จึงเกิดเป็นประสบการณ์ที่เปรียบเสมือน Sanctuary of Restoration หรือพื้นที่สำหรับหยุดพักและฟื้นฟูตัวเองท่ามกลางจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ

    ท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางที่ดีอาจไม่ได้วัดจากจำนวนสถานที่ที่เราไป หรือรายละเอียดของแผนการเดินทางที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลาในแบบที่ตรงกับสิ่งที่เราชื่นชอบและให้ความหมายกับตัวเราเอง แนวคิด More of What You Love จึงสะท้อนความเชื่อว่า ประสบการณ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเหมือนกันสำหรับทุกคน เพราะความสุขของการเดินทางมีได้หลากหลายรูปแบบ
    ในวันที่ AI ช่วยให้เราค้นหาและวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการได้คำตอบว่า “จะไปที่ไหน” แต่คือการค้นพบว่า “เราอยากใช้เวลาอย่างไร” เมื่อเดินทางไปถึง และไม่ว่าจะเป็นการออกไปค้นพบสิ่งใหม่ ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก หรือเพียงได้หยุดพักและมีเวลาอยู่กับตัวเอง ความหลากหลายของประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีความหมาย และเป็นสิ่งที่ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตั้งใจจะเติมเต็มให้มากขึ้นในทุกการเดินทาง

    แหล่งข้อมูล: Skyscanner Travel Trends 2026 – The Future of Travel & Tourism
    https://www.skyscanner.com/travel-trends/future
    (ผลสำรวจนักเดินทางทั่วโลก 22,000 คน)

  • Business - Energy - IT-Technology

    บี.กริม เพาเวอร์ ปั้น New Growth Engine รับโลกพลังงานยุคใหม่จัด 4 หน่วยธุรกิจเชื่อม Energy–Digital–Data Center พร้อมต่อยอดสินทรัพย์เดิมสร้างรายได้ทันที

    หลังบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ไปเมื่อ เร็วๆ นี้ โดยกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น ล่าสุด นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาให้มุมมองเพิ่มเติมในเชิงธุรกิจ ทั้งทิศทางการจัดทัพหน่วยธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) พร้อมมุ่งหน้าสู่ความเป็น Energy Tech Company นอกจากนี้ ยังเผยถึงโอกาสสร้างรายได้ระยะสั้นและยาวที่บริษัทฯ สามารถรับรู้ได้ทันที ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

    สี่หน่วยธุรกิจใหม่ เสาหลักขององค์กร
    นายนพเดช เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศคาดว่าจะสูงถึงราว 77,374 เมกะวัตต์ ในกรณีสูง (High Case) ภายในปี 2593 โดยเฉพาะโครงการ Data Center ในพื้นที่ EEC ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,000–4,000 เมกะวัตต์ ท่ามกลางร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในกลางเดือนสิงหาคมนี้

    เพื่อรองรับโอกาสดังกล่าว บี.กริม เพาเวอร์ ได้ transform องค์กรอย่างเป็นระบบ จัดตั้ง 4 หน่วยธุรกิจหลักที่เสริมพลังซึ่งกันและกัน ภายใต้เป้าหมายก้าวจากผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำ สู่การเป็น Energy Tech Company ที่ครบวงจร:
    •บี.กริม บียอนด์บริดจ์ หัวหอกธุรกิจดิจิทัล มุ่งสู่ Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) ต่อยอดจาก Smart Micro Grid ความยาวกว่า 216.76 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองรับกลไก Third Party Access (TPA) ที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม PDP 2026
    •บี.กริม ไอเน็ต ร่วมทุนกับไอเน็ต ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industrial Estate เสริมความมั่นคงด้านข้อมูลและ Digital Sovereignty ของประเทศ
    •ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ผู้พัฒนาและดำเนินการ Data Center ระดับ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมเปิดดำเนินการบางส่วนปลายปี 2569 พร้อมตั้งเป้าขยายรวมเป็น 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
    •พอร์ตพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค ภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้ากำลังผลิตตามสัญญา 10,000 เมกะวัตต์ สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกว่า 50% ภายในปี 2573 ครอบคลุมโครงการทั้งในไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

    โอกาสสร้างรายได้ระยะสั้น: จากช่วงที่เหลือของปี 2569 ถึงต้นปี 2570
    นอกเหนือจากการวางรากฐานระยะยาว นายนพเดช ยังเปิดเผยถึงโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯ สามารถเร่งรับรู้รายได้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการลงทุนใหม่ ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ประกอบด้วย:
    •กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่พร้อมเชื่อมต่อให้กับลูกค้าได้ทันที บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พร้อมเชื่อมต่อและรับรู้รายได้ได้ทันที รวมประมาณ 250 เมกะวัตต์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอ่างทอง
    •ดีล Data Center Ecosystem ที่ดินพร้อมไฟ อยู่ระหว่างการเจรจาขายที่ดินพร้อมระบบไฟฟ้าให้ผู้พัฒนา Data Center ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมในนิคมอุตสาหกรรม
    •โครงการ Nakwol 1 (เกาหลีใต้) โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 365 เมกะวัตต์ ที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 49% อยู่ในกลุ่มโครงการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปีนี้ หลังบริษัท B.Grimm Power Korea เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของ Unison Co., Ltd. สัดส่วนราว 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการ
    •Data Center ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม โครงการ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ ที่ชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมทยอยเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569
    •โครงการ COD อื่นๆ ที่คาดว่าจะทยอยเข้าระบบ ได้แก่ Zhongce Rubber โครงการโซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ขนาด 35 เมกะวัตต์ และ Huong Hoa 1 โครงการพลังงานลมบนฝั่งในเวียดนาม ขนาด 48 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการอื่นอีกรวมกำลังผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์
    •โครงการ อินทรี บี.กริม โซล่าร์ เดินหน้ารับรายได้ต่อเนื่อง ขนาด 83.79 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และยังคงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
    •โครงการโซลาร์ลอยน้ำ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เริ่มรับรู้รายได้แล้ว โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในเฟสแรกแล้วรวม 17 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
    •โครงการโซลาร์ฟาร์ม Vista Alegre ที่ฟิลิปปินส์ บริษัท Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) บริษัทย่อยที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REPA) ขนาด 50 เมกะวัตต์ จากโครงการกำลังการผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส กับ National Transmission Corporation (TransCo) ภายใต้โครงการ Green Energy Auction – 4 (GEA-4) ของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์

    มองไกลกว่าปัจจุบัน: เตรียมพร้อมสำหรับ SMR
    นอกจากการเก็บเกี่ยวโอกาสระยะสั้น บี.กริม เพาเวอร์ ยังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากยุโรปและจีน บนหลักคิด “อธิปไตยทางพลังงาน” (Energy Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและความผันผวนของราคาพลังงานโลกในระยะยาว
    “สำหรับหลายองค์กร แผนพลังงานชาติฉบับใหม่คือโจทย์ของการปรับตัว แต่สำหรับบี.กริม เพาเวอร์ มันคือคำอธิบายของเส้นทางที่เลือกเดินมาตลอด” นายนพเดช กล่าวทิ้งท้าย

  • Automotive - IT-Technology

    เทคโนโลยีเสริมสร้างความสง่างาม LEPAS พลิกโฉมประสบการณ์การเดินทางแห่งพลังงานใหม่

    ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทั่วโลก LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) น้องใหม่ล่าสุดจาก Chery Auto ได้วางตำแหน่งตนเองในฐานะ “แบรนด์อันดับหนึ่งเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม” บนพื้นฐานของแพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ LEPAS ได้สร้างสรรค์ระบบ

    “Elegant Technology” ที่ครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าหลัก ระบบขับขี่อัจฉริยะ และสถาปัตยกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กลายเป็นการควบคุมรถที่นุ่มนวลหนักแน่น การขับขี่ที่นั่งสบาย และการปกป้องที่รอบด้าน LEPAS จึงทำให้การขับขี่อันสง่างามกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การเดินทางในทุกวัน

    ออกแบบเพื่อการขยายขีดความสามารถและวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง: วางรากฐานอัจฉริยะเพื่อการขับขี่อันสง่างาม

    แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีการขับขี่อันสง่างามเป็นแกนหลัก รองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงตัวถังรถยนต์หลายขนาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคและสถานการณ์การใช้งาน แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEA) แห่งอนาคต ที่ออกแบบขึ้นจากตัวควบคุมโดเมนแบบรวมศูนย์และระบบอีเทอร์เน็ตยานยนต์ระดับกิกะบิต ช่วยให้ตรวจจับการสั่งการของผู้ขับขี่ได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ บนท้องถนน รถยนต์มอบการส่งกำลังที่ราบรื่นเป็นเส้นตรง การบังคับเลี้ยวที่แม่นยำและสม่ำเสมอ ตลอดจนการเบรกที่นุ่มนวลพร้อมการควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถังที่ยอดเยี่ยม สร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่หนักแน่นและเป็นไปอย่างง่ายดาย

    ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรองรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะระดับ Level 2 โดยระบบนำทางอัตโนมัติบนทางหลวง (Highway NOA) มีกำหนดเปิดให้ใช้งานภายในปีนี้ รถยนต์รุ่น LEPAS ที่ติดตั้งระบบจอดรถอัจฉริยะขั้นสูง Super Intelligent Valet Parking (SIVP) จะเปิดตัวในบางตลาดเป็นกลุ่มแรก รองรับการจอดในพื้นที่แคบสุดขีด การนำทางอัตโนมัติภายในอาคารจอดรถ และการจอดรถที่รวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการจอดรถที่หลากหลาย ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านอากาศแบบเต็มโดเมน (Full-domain OTA) ช่วยให้สามารถอัปเกรดฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ ทำให้ประสบการณ์การขับขี่อันสง่างามพัฒนาไปพร้อมกับความต้องการด้านการเดินทางของผู้ใช้งาน

    นวัตกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี: ส่งต่อการเดินทางอันสง่างามสู่ผู้คนทั่วโลก

    เพื่อรองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายในตลาดทั่วโลก แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการปรับจูนตามสภาพการขับขี่ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค และปรับแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับแต่ละตลาดท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างพละกำลัง ระยะทางการขับขี่ และการควบคุมรถ ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อันสง่างามที่สม่ำเสมอในทุกภูมิภาคทั่วโลก รถยนต์รุ่น BEV มาพร้อมชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ 12-in-1 ที่ให้ประสิทธิภาพระบบสูงถึง 90.8% ด้วยความหนาแน่นพลังงานเซลล์แบตเตอรี่ 186 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม แบตเตอรี่รองรับการชาร์จเร็วจาก 30% ถึง 80% ภายใน 20 นาที และสามารถทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างเป็นพิเศษตั้งแต่ -25°C ถึง 55°C ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลาย ส่วนรุ่น PHEV ขับเคลื่อนด้วยระบบ LEPAS Super Hybrid ผสานการส่งกำลังที่ราบรื่นเข้ากับระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจได้ในทุกสภาพแวดล้อม

    ด้านความปลอดภัย แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP ปี 2026 สำหรับระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ระบบ ADAS ได้รับการทดสอบและยืนยันประสิทธิภาพในสถานการณ์จำลองกว่า 1,200 รูปแบบ มอบการช่วยเหลือด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันในหลากหลายสภาวะ ทั้งการเปลี่ยนเลน การตัดผ่านการจราจร และสภาพแวดล้อมที่ทัศนวิสัยต่ำ ขณะที่ระบบตรวจจับผู้ขับขี่ (DMS) ก็ได้รับการยกระดับสู่มาตรฐาน 25 จุดตรวจจับ ระบบปลดล็อคสำรอง 4 ชั้นช่วยเพิ่มการปกป้องผู้ใช้งานในกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง แบตเตอรี่ขับเคลื่อนได้มาตรฐานการป้องกันทั้ง IP68 และ IPX9K พร้อมระบบป้องกันการลุกลามความร้อน (Thermal Runaway) ที่ได้รับการเสริมประสิทธิภาพเป็นพิเศษสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน อุณหภูมิสูง และความชื้นสูง เพื่อรักษาความเสถียรและความน่าเชื่อถือแม้ในสภาวะที่ท้าทายที่สุด

    “Elegant Technology” ของ LEPAS ไม่ได้หมายความเพียงตัวเลขสเปกทางเทคนิค แต่หมายถึงการส่งมอบความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และความหนักแน่นในทุกสถานการณ์การขับขี่ LEPAS เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อมันมอบความสะดวกสบายและความง่ายดายให้กับทุกการเดินทาง ในก้าวต่อไป LEPAS จะยังคงยึดมั่นให้ “Elegant Technology” เป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์ทุกรุ่น พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ประณีต หนักแน่น และสง่างามให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก — พลิกโฉมนิยามของการใช้ชีวิตคุณภาพในยุคพลังงานใหม่

    เกี่ยวกับ LEPAS

    LEPAS คือแบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) น้องใหม่ล่าสุดจาก Chery Auto มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางอันสง่างามให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก ด้วยความตั้งใจที่จะก้าวสู่การเป็น “แบรนด์อันดับหนึ่งเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม” LEPAS ผสานรวมสามองค์ประกอบหลักเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ Leopard Aesthetics (สุนทรียะแห่งเสือดาว) Elegant Technology (เทคโนโลยีอันสง่างาม) และ Exquisite Space (พื้นที่ใช้สอยอันประณีต) เปลี่ยนความสง่างามให้กลายเป็นประสบการณ์การขับขี่ที่สัมผัสได้ มองเห็นได้ และเชื่อใจได้ ด้วยเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการทั่วโลกกว่า 500 แห่งที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง LEPAS กำลังขยายการดำเนินงานสู่ระดับสากลผ่านการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละท้องถิ่น เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในตลาดทั่วโลก

    เกี่ยวกับ Chery Auto

    ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 Chery Auto คือผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนายานยนต์ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และโซลูชันพลังงานใหม่ บริษัทดำเนินธุรกิจในกว่า 130 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายระดับนานาชาติที่แข็งแกร่งด้านการวิจัย การผลิต และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ Chery Auto ครองตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอันดับ 1 ของแบรนด์จีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจระดับโลก “In somewhere, For somewhere, Be somewhere” Chery Auto มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเดินทางอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

  • Art - IT-Technology

    นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ICONSIAM กับการได้เป็นพื้นที่สำคัญในการฉลองครบรอบ 50 ปีอย่างยิ่งใหญ่ของ Apple

    Apple ปักหมุดประเทศไทยเลือก ICONSIAM เป็นพื้นที่ในการฉลองครบรอบ 50 ปี ภายใต้คอนเซปต์ “50 Years of Thinking Different” โดยไฮไลต์ในไทยคือเซสชัน Today at Apple ที่ไดศิลปินดัง “มอลลี่” เจ้าของ Crybaby มาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจด้านศิลปะดิจิทัล พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนอารมณ์เป็นงานศิลปะ ผ่านการใช้ iPad, Apple Pencil และแอป Procreate สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Apple ที่ช่วยปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนทั่วโลก

    ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญเพียงไม่กี่แห่งในโลกเท่านั้นที่ Apple ปักหมุดมาจัดงานครบรอบ 50 ปีกับพิกัดที่ถูกขนานนามให้เป็น Global Destination อย่าง ICONSIAM สำหรับการฉลองครบรอบ 50 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ที่ Apple ตั้งใจจะเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นด้วยการแสดงจาก Alicia Keys ที่ Apple Grand Central ในนิวยอร์ก ก่อนขยายกิจกรรมไปยังหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเพื่อตอกย้ำแนวคิด “Think Different” ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์มาตลอดครึ่งศตวรรษ

    Apple #AppleIconsiam #ICONSIAM