Admin

  • Lifestyle - Travel

    เมื่อความหรูหราไม่ได้มีเพียงนิยามเดียว แมริออทเผย 4 Luxury Mindsets ของ Gen Z ที่กำลังขับเคลื่อนอนาคตการท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรี่

    สิงคโปร์, 2 กรกฎาคม 2569 – ในขณะที่ Gen Z กำลังก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ สมมติฐานที่เคยเชื่อกันมานานก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไปนั่นคือ “ไม่มีนักเดินทาง Gen Z ที่เหมือนกันไปหมดทุกคน” รายงานฉบับใหม่จาก ลักซ์ชัวรี่ กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นประเทศจีน (APEC) เผยให้เห็นว่าคนรุ่นนี้ประกอบด้วยกรอบความคิดระดับลักซ์ชัวรี่ที่แตกต่างกันถึง 4 รูปแบบ โดยแต่ละกลุ่มต่างนิยามความหรูหราในแบบของตัวเอง ตั้งแต่การดื่มด่ำกับวัฒนธรรม สุขภาวะส่วนบุคคล ไปจนถึงการตัดขาดจากโลกดิจิทัลและการออกสำรวจที่ขับเคลื่อนด้วยมรดกทางวัฒนธรรม

    Marriott International Hotel

    จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากนักเดินทางผู้มั่งคั่งจำนวน 2,800 คนในตลาดเอเชียแปซิฟิก 8 แห่ง ซึ่งรวมถึงผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็น Gen Z (อายุ 18 ถึง 29 ปี) จำนวน 1,200 คน รายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญว่า การท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ไม่ได้ถูกตีกรอบด้วยปัจจัยทางประชากรศาสตร์อีกต่อไป แต่ถูกหล่อหลอมด้วยความตั้งใจ อัตลักษณ์ และความหมายส่วนบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ

    โอริออล มอนทัล (Oriol Montal) รองประธานฝ่ายลักซ์ชัวรี่ของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) กล่าวว่า
    “ลักซ์ชัวรี่ในปัจจุบันไม่ได้มีมาตรฐานเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง งานวิจัยของเราพบว่า Gen Z กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงไม่ได้เพียงเข้ามามีส่วนร่วมกับการท่องเที่ยวลักซ์ชัวรี่ แต่กำลังเปลี่ยนโฉมด้วยแรงขับเคลื่อนจากความหมาย สุขภาพ และความเชื่อมโยงที่แท้จริง การเข้าใจมุมมองที่หลากหลายเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบประสบการณ์การเดินทางในอนาคต”

    จากผู้ติดตาม สู่ผู้ออกแบบประสบการณ์การเดินทาง

    นักเดินทาง Gen Z ที่มั่งคั่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงผู้ร่วมทริปที่นิ่งเฉยอีกต่อไป แต่พวกเขาคือผู้ที่ตั้งใจวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง และเกือบครึ่งหนึ่งวางแผนทุกแง่มุมของการเดินทางด้วยตนเอง ครอบครัวที่ใกล้ชิดยังคงเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่โปรดปรานที่สุด (51%) ในขณะที่การเดินทางเป็นกลุ่มเล็กๆ เติบโตขึ้น 17% ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประสบการณ์ร่วมที่ใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวมากขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังมาพร้อมกับความคาดหวังที่ซับซ้อนและประณีตในทุกการเดินทาง 87% เลือกจุดหมายปลายทางจากโอกาสในการดื่มด่ำกับวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น 86% ให้ความสำคัญกับการค้นพบวัฒนธรรมอาหาร (Culinary discovery) 86% เน้นการได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ 85% มีสุขภาวะที่ดี (Wellness) เป็นลำดับความสำคัญหลักในการตัดสินใจ

    ในขณะเดียวกัน ชาว Gen Z คาดหวังว่าความหรูหรานั้นต้องมาพร้อมกับความราบรื่น ความไม่มีประสิทธิภาพด้านเวลาและช่องว่างในการสื่อสารถือเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาหงุดหงิดที่สุด ซึ่งตอกย้ำถึงความต้องการบริการที่เข้าใจง่ายและไม่ติดขัด นอกจากนี้เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการวางแผนการเดินทาง โดย 23% มีการใช้เครื่องมือ AI เพื่อหาแรงบันดาลใจและวางแผนการท่องเที่ยว

    4 กรอบความคิดระดับลักซ์ชัวรี่ที่แตกต่างกัน
    รายงานได้จำแนกกลุ่มสไตล์ของ Gen Z ออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งมีนิยามความหรูหราที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่:

    1) ผู้พิถีพิถันแบบดั้งเดิม (The Connoisseur Traditionalist) 34%
    สำหรับกลุ่มนี้ ความหรูหรายังคงหยั่งรากลึกอยู่ในเสาหลักของการต้อนรับแบบดั้งเดิม ได้แก่ ชื่อเสียง การบริการ และความประณีต พวกเขาจะดึงดูดเข้าหาโรงแรมที่โดดเด่น การบริการที่ยอดเยี่ยม การเป็นที่จดจำในฐานะลูกค้า VIP การรับประทานอาหารที่ได้รับรางวัล และกำหนดการเดินทางที่วางแผนมาอย่างพิถีพิถัน 79% เลือกพักในโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่อย่างสม่ำเสมอ 91% กล่าวว่าชื่อเสียงของแบรนด์มีผลต่อการตัดสินใจจอง 85% ขับเคลื่อนด้วยสิทธิประโยชน์และการยอมรับจากโปรแกรมสะสมคะแนน 66% จองทริปล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน สะท้อนถึงนิยามความหรูหราที่ตั้งอยู่บนความแม่นยำ ความไว้วางใจ และความยอดเยี่ยม

    2) ผู้ดูแลสุขภาวะแห่งอนาคต (The Future Proofer) 30%
    สำหรับกลุ่มนี้การเดินทางคือการลงทุนในสุขภาวะระยะยาว (Long-term wellbeing) การเดินทางของพวกเขาถูกออกแบบมาเพื่อความสมดุลและการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างคุ้มค่าที่สุด 97% ใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพระหว่างการเข้าพัก 95% ให้คุณค่ากับการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพภายในที่พัก และมองว่าการใกล้ชิดธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกจุดหมายปลายทาง 57% ยินดีจ่ายเงินเพิ่มสำหรับโปรแกรมทรีตเมนต์เพื่อสุขภาพ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ Gen Z ทั่วไป (20%) อย่างมาก อิทธิพลที่เติบโตขึ้นของพวกเขา สะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางระดับลักซ์ชัวรี่ได้วิวัฒนาการไปสู่การปรนเปรอตัวเองด้วยการดูแลสุขภาพ การฟื้นฟู และสุขภาวะแบบองค์รวม

    3) ผู้แสวงหาความหรูหราที่เงียบสงบ (The Quiet Luxurist) 20%
    ในยุคที่ผู้คนเชื่อมต่อกันตลอดเวลา กลุ่ม Quiet Luxurists กลับเลือก ความสันโดษมากกว่าการเข้าถึง พวกเขาตอบรับนิยามความหรูหราผ่านความสามารถในการตัดขาด หายตัวไป และทวงคืนความสงบเงียบ 100% ของคนกลุ่มนี้ระบุว่าตนเองจำกัดการใช้เทคโนโลยีในขณะเดินทาง (เทียบกับ 63% ของ Gen Z ในภาพรวม) 85% มองหาจุดหมายปลายทางที่เป็นที่รู้จักน้อย 60% ชอบไปในสถานที่ต่างๆ ก่อนที่จะกลายเป็นที่นิยม 90% ให้คุณค่ากับประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบส่วนตัว พวกเขามักเลือกโรงแรมบูติก พูลวิลล่าส่วนตัว และการพักผ่อนในที่ไม่พรุกพร่าน โดยวัดค่าความหรูหราไม่ใช่จากความโดดเด่นทางสังคม แต่จากอิสรภาพในการได้จากความเป็นส่วนตัว

    4) ผู้ฟื้นคืนวัฒนธรรม (The Cultural Reclaimer) 16%
    สำหรับกลุ่มนี้ การเดินทางระดับลักซ์ชัวรี่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอัตลักษณ์ มรดกตกทอด และการเชื่อมต่อที่มีความหมาย 100% ของกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนทริปครอบครัว โดย 65% ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมตัดสินใจหลักด้านการเงินด้วย 50% กล่าวว่าจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรมของครอบครัวมีความสำคัญมาก (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ Gen Z ทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 33%) 88% มองหาประสบการณ์ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม การเดินทางของพวกเขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการต้องการการยอมรับในโซเชียลมีเดีย แต่ขับเคลื่อนด้วยการค้นพบทางวัฒนธรรม การเติมเต็มคุณค่าให้ตัวเอง และการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว

    การปรับสมดุลครั้งใหญ่ของการท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ในภาพรวม
    นอกเหนือจากกลุ่ม Gen Z แล้ว รายงานยังส่งสัญญาณถึงการปรับสมดุลครั้งใหญ่ของการท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ทั่วทั้งภูมิภาค ด้วยความต้องการประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียมที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่นักเดินทางที่มั่งคั่งเริ่มมีความพิถีพิถันในการเลือกมากขึ้น โดยพวกเขาเลือกที่จะ เที่ยวจำนวนทริปน้อยลงแต่ใช้เวลาในแต่ละทริปนานขึ้น ระยะเวลาเฉลี่ยของทริปพักผ่อนต่างประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 7 คืน เป็น 9 คืน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นความถี่ ไปสู่ความลึกซึ้งของการเดินทาง และเมื่อนักเดินทางหันมาจดจ่อกับเวลาและเม็ดเงินที่จ่ายไป ความคาดหวังในเรื่องของการบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล บริการที่ราบรื่น และการมีส่วนร่วมที่มีความหมายก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

    เมื่อการท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ สิ่งที่ค้นพบชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานว่า อนาคตของความหรูหราจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ความทะเยอทะยานเพียงรูปแบบเดียวอีกต่อไป แต่จะถูกกำหนดด้วยมิติของค่านิยมส่วนบุคคลที่หลากหลาย ตั้งแต่การแสวงหาความสงบเงียบ ไปจนถึงการตามหาอัตลักษณ์ ตั้งแต่สุขภาวะที่ดีไปจนถึงการดื่มด่ำทางวัฒนธรรม Gen Z กำลังเปลี่ยนความลักซ์ชัวรี่ให้กลายเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และเต็มไปด้วยความตั้งใจที่ชัดเจนมากขึ้น

    สำหรับภาคอุตสาหกรรมนี้ นัยสำคัญนั้นชัดเจนมาก ความสำเร็จจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างนิยามความหรูหราเพียงรูปแบบเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจในความหรูหราที่หลากหลาย และการส่งมอบประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง มีความหมายต่อจิตใจ และตรงกับความต้องการของผู้รับอย่างแท้จริง

    รายงานฉบับเต็มดาวน์โหลดได้ที่นี่ (chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://news.marriott.com/static-assets/component-resources/newscenter/news/2026/07/01/beyond-the-gen-z-myth.pdf)
    สามารถดาวน์โหลดภาพความละเอียดสูงได้ที่นี่ (https://finnpartners.ent.box.com/s/3dfvrc9m0ghhpl4le6hxsi6ruoqvwmb6)

    หมายเหตุถึงบรรณาธิการ ข้อมูลเชิงลึกมาจากรายงานการวิจัยที่จัดทำขึ้นโดย Luxury Group ของ Marriott International ระหว่างวันที่ 24 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2026 โดยสำรวจความคิดเห็นจากนักเดินทางต่างประเทศที่เดินทางเพื่อการพักผ่อนเป็นหลัก กลุ่มเป้าหมายคือประชากรที่มีรายได้สูงสุด 10% แรก (The wealthiest 10%) ในประเทศออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย และเวียดนาม โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 350 คนจากแต่ละประเทศ

  • Event - Highlights

    ไอคอนสยาม สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกส่งท้าย Pride Month ด้วยการแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกของประเทศไทย สะท้อนพลังแห่งความเท่าเทียมจากกรุงเทพฯ สู่สายตาชาวโลก

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกปิดท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจในค่ำคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ Pride-Friendly Destination ที่โอบรับความหลากหลายและต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม ผ่าน “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย” Journey of Pride Spectrum ยิ่งใหญ่ตระการตา เหนือโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามของไอคอนสยาม เพื่อส่งต่อภาพสะท้อนแห่งความเท่าเทียมสู่สายตาชาวโลก เป็นสัญลักษณ์ยืนยันความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก World Pride 2030

    ตลอดแคมเปญ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY” ในเดือนมิถุนายนนี้ ไอคอนสยามได้ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยประสบการณ์สุดพิเศษที่สร้างความประทับใจและส่งต่อพลังบวกของ Rainbow Culture ได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในพื้นที่และบนโลกออนไลน์ ผ่านการเนรมิตบรรยากาศ Pride-Friendly Destination ทั่วทั้งอาคาร ทั้งน้ำตกสีรุ้ง Pride Rainbow Waterfall ณ โซนอลังการ ชั้น 6, การแสดงระบำสายน้ำ The ICONIC Multimedia Water Features ธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการจับมือกับ LightSource ผู้นำ Lighting Design ชั้นนำของไทย สร้างสรรค์แสงสีสายรุ้ง ICONIC Rainbow Lighting บนยอดจั่วอาคาร พร้อมเติมเต็มความหลากหลายด้วยกิจกรรมไฮไลต์ตลอดเดือน อาทิ มหกรรมช็อปฟิน A FAIR x UNITY OF PRIDE, กิจกรรม Pride & Greet สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับศิลปิน น้ำปิง, เติ้ล, เฟิร์สวัน, นอร์ท และอ๊อตโต้ ค่าย DOMUNDI และนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Colors of Pride : Unity in Diversity โดยกลุ่ม Queer Art Thailand ณ ชั้น M ที่ร่วมขับเคลื่อนคุณค่าแห่งความเท่าเทียมอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม 

    ไอคอนสยาม ในฐานะ Global Experiential Destination ยืนหยัดและร่วมขับเคลื่อนคุณค่าแห่งความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมปักหมุดเป็นแลนด์มาร์กแห่งความภาคภูมิใจระดับโลกที่เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์และส่งต่อพลังบวกของเทศกาล Pride ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปด้วยกันตลอดเดือนมิถุนายนนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com

    #ICONSIAM #ICONSIAMUnityOfPride #RainbowFireworks #WorldPride2030 #BangkokPride #PrideMonth2026

  • Business - Property

    เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งการอยู่อาศัยระดับสูงสุด“มาวิสต้า พร้อมพงษ์” คอนโด Ultra Luxury มูลค่า 5,100 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างแล้ว

    บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงเสาเข็มเอกโครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” (MAVISTA PHROM PHONG) คอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและประกาศความพร้อมในการเดินหน้าก่อสร้างโครงการอย่างเป็นทางการ โดยมีคณะผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ณ พื้นที่โครงการ ซอยสุขุมวิท 39

    ดร.สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดพิธีลงเสาเข็มเอกในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ซึ่งนับเป็นคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury แบรนด์ระดับสูงสุดของบริษัท และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพระดับเวิลด์คลาสบนหนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดของกรุงเทพมหานคร
    “มาวิสต้า พร้อมพงษ์ เป็นโครงการมูลค่ากว่า 5,100 ล้านบาท ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ โดยปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 60% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ตลอดจนศักยภาพของทำเลพร้อมพงษ์ ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในทำเลที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่ได้รับความนิยมสูงสุดของกรุงเทพฯ”

    ดร.สุริยา กล่าวต่อว่า “การเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการ และเป็นการตอกย้ำความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนา การออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารโครงการ โดยบริษัทตั้งเป้าส่งมอบโครงการภายในปี 2029 พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยระดับ Ultra Luxury ให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย”

    โครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “CLASS IS INHERITANCE” ถ่ายทอดคุณค่าของการอยู่อาศัยเหนือกาลเวลา ผ่านการออกแบบในรูปแบบ Penthouse ทั้งโครงการ จำนวนเพียง 45 ยูนิต บนอาคารสูง 32 ชั้น โดยมีจำนวนยูนิตต่อชั้นเพียง 1-2 ยูนิต พร้อมลิฟต์ส่วนตัวทุกห้อง เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดแก่ผู้อยู่อาศัย

    อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการคือทำเลศักยภาพในซอยสุขุมวิท 39 ใจกลางย่านพร้อมพงษ์ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียง 190 เมตร รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญๆ ทั้งศูนย์การค้าอย่าง เอ็ม ดิสทริค (EM DISTRICT) โรงพยาบาลชั้นนำและโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับ High-Net-Worth Individuals ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    ทั้งนี้ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญภายใต้พอร์ตโฟลิโอระดับ Ultra Luxury ของเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าระดับบนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

  • Food - Hotel

    “EAT OUT WITH MARRIOTT BONVOY” เทศกาลอาหารกลับมาอีกครั้งในประเทศไทย อิ่มอร่อยกับเมนูระดับเวิลด์คลาสใน 3 ราคาสุดคุ้ม พร้อมรับคะแนนและลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย: 30 มิถุนายน 2569 – แมริออท บอนวอย, โปรแกรมการเดินทางที่ได้รับรางวัลระดับโลก และพอร์ทโฟลิโอโรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่รวบรวมแบรนด์โรงแรมชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ทั่วโลก ประกาศการกลับมาอีกครั้งของ “Eat Out with Marriott Bonvoy” เทศกาลอาหารประจำปี ที่เชิญชวนสมาชิกแมริออทบอนวอยทุกท่านมาร่วมเปิดประสบการณ์การความอร่อยกับร้านอาหารและห้องอาหารชั้นนำของโรงแรมในเครือแมริออททั่วประเทศไทย

    อาหารถือเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมไทย โดยคนไทยมักใช้คำถามว่า “กินข้าวหรือยัง” เป็นคำทักทายระหว่างเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน และล่าสุดยังพบว่า “อาหาร” คือหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของการเดินทางสำหรับคนไทยอีกด้วย โดยรายงาน “Loyalty Trends Report 2026” จาก แมริออท บอนวอย เผยว่า 62% ของผู้ตอบแบบสำรวจเลือก “อาหารและการรับประทานอาหาร” (Food & Dining) เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการวางแผนท่องเที่ยว

    เพื่อเฉลิมฉลองเทรนด์ดังกล่าว “Eat Out with Marriott Bonvoy” กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2569 พาแขกผู้เข้าร่วมออกเดินทางสู่ประสบการณ์ด้านอาหารจากเหนือจรดใต้ของประเทศไทย ผ่านเมนูจานเด่น บุฟเฟ่ต์สุดคุ้ม หรือเซ็ตเมนูสุดพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้สัมผัสรสชาติอาหารไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่กับอาหารนานาชาติจากทั่วโลก ซึ่งรังสรรค์โดยทีมเชฟมากฝีมือจากโรงแรมในเครือแมริออท

    ข้อเสนอนี้มี 3 ระดับราคาให้เลือก ได้แก่ 890 บาทสุทธิ (Tier 1), 1,190 บาทสุทธิ (Tier 2) และ 1,590 บาทสุทธิ (Tier 3) พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกแมริออท บอนวอย ที่สามารถรับคะแนนได้ทุกมื้ออาหาร นอกจากนี้ผู้ทานอาหารที่เข้าร่วมแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย และผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดที่จองผ่าน Hungry Hub มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ รวมถึงคะแนนแมริออทบอนวอย สูงสุดถึง 30,000 คะแนน และที่พักในเครือโรงแรมแมริออท บอนวอยในประเทศไทย

    สายกินสามารถเลือกลิ้มลองประสบการณ์อาหารสุดพิเศษจากห้องอาหารชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เซ็ตเมนูเทปันยากิที่ คิสซึอิเซน, ห้องอาหารญี่ปุ่นในโรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ (ในระดับราคา Tier 3) บุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวันแบบไม่จำกัด ณ ห้องอาหารจีนมานโฮ ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ (ในระดับราคา Tier 2) และบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าพร้อมสปาร์กลิงไวน์แบบไม่จำกัดที่ ห้องอาหาร เอกะลักษณ์ ที่ โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (ในระดับราคา Tier 1)

    สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์ความอร่อยนอกกรุงเทพ สามารถอิ่มอร่อยไปกับอาหารโมเดิร์นอิซากายะ พร้อมเสิร์ฟฮามาจิซอสส้มพอนซึ ยากิโทริหรือยากิตง และอุรามากิหรือมากิที่โทะริเอ็น รูฟทอป แอนด์ บาร์ โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (ในระดับราคา Tier 2) หรือสัมผัสเซ็ตเมนูอาหารไทย 4 คอร์ส “Gulf Soul” ที่ห้องอาหารลูน่า ลาไนย์ โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ต แอนด์ สปา (ในระดับราคา Tier 2)

    สำหรับภาคใต้ นักชิมสามารถเพลิดเพลินกับเซ็ตเมนู 3 คอร์สสุดประณีต ณ โกจิ คิทเช่น แอนด์ บาร์ โรงแรมเขาหลัก แมริออท บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา หรือจิบค็อกเทลเย็น ๆ พร้อมอาหารเรียกน้ำย่อย ณ ห้องอาหารไอยรา เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ต แอนด์ สปา ภูเก็ต (ทั้งสองรายการอยู่ในระดับราคา Tier 1) นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสบรรยากาศสุดคึกคักที่ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ต ป่าตอง บีช รีสอร์ท ซึ่งห้องอาหารสโม้คสแต็ก บาร์บีคิว & กริลล์ พร้อมเสิร์ฟบุฟเฟ่ต์บาร์บีคิวและเครื่องดื่มแบบไม่จำกัด (ในระดับราคา Tier 2)

    หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์พักผ่อนบนเกาะ โรงแรมเชอราตัน สมุย รีสอร์ท ขอชวนมาลิ้มลองเซตเมนูอาหารตะวันตกแบบ 4 คอร์ส ณ ห้องอาหารบลูมังกี้ ห้องอาหารเอ้าท์ดอร์ในบรรยากาศสุดหรู (ในระดับราคา Tier 3) หรือชุดน้ำชายามบ่าย ณ วูบาร์ ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามตระการตาของท้องทะเลแบบพาโนรามา ขึ้นเหนือไปต่อกันที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท กับข้อเสนอพิเศษสำหรับคนรักสเต็กที่ห้ามพลาดเนื้อระดับพรีเมียม ณ ห้องอาหารฟาโวล่า (ในระดับราคา Tier 3) หรือจะเลือกฉลองสุดสัปดาห์ที่เชียงใหม่กับ โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ที่จัดเต็มบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติทานได้ไม่จำกัด ณ ห้องอาหารกัช คิทเช่น แอนด์ บาร์ (ในระดับราคา Tier 1)

    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ความอร่อยและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษจาก แมริออท บอนวอย ที่พร้อมต้อนรับให้ทุกคนมาสัมผัสตั้งแต่จนถึงเดือนสิงหาคม ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายในราคาที่จับต้องได้ ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ช่วยรังสรรค์ให้ทุกมื้ออาหารนอกบ้านของคุณคุ้มค่าและน่าประทับใจกว่าที่เคย

    แคมเปญ Eat Out เปิดให้สิทธิ์เฉพาะสมาชิกแมริออท บอนวอย เท่านั้น สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถสมัครได้ฟรี คลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/loyalty/createAccount/createAccountPage1.mi)

    ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Eat Out with Marriott Bonvoy ได้ที่นี่ (https://blog.hungryhub.com/en/eat-out-with-marriott-bonvoy-x-hungry-hub/ ) และสำรองที่นั่งในประเทศไทยได้ที่นี่ (https://web.hungryhub.com/th/restaurants/group/eat-out-with-marriott-bonvoy-x-hungry-hub-2026/web?sort=most_relevance)

  • Highlights

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงคว้าสิทธิ์ร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากการเข้าร่วมการแข่งขัน Asian Trophy ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุโรป

    ครอนแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี – สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2569 หลังทรงเข้าร่วมการแข่งขัน Asian Trophy ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในทวีปยุโรป ณ Gestüt Schafhof เมืองครอนแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    การแข่งขันครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการกีฬาขี่ม้าเอเชีย โดยมีนักกีฬาขี่ม้าระดับนานาชาติ จาก 11 ประเทศในเอเชีย เข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อเก็บคะแนนและผ่านเกณฑ์คัดเลือกสู่มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026
    ตลอดการแข่งขัน พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระวิริยะอุตสาหะ ความมุ่งมั่น และความเป็นนักกีฬามืออาชีพ จนสามารถผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและคว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ได้สำเร็จ

    Matthias Rath นักกีฬาขี่ม้าดีกรีโอลิมปิก และผู้ฝึกสอนของพระองค์ กล่าวว่า
    “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพอย่างน่าชื่นชม ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง ความมีวินัย และความทุ่มเทตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่พระองค์ทรงทำได้ และพร้อมเดินหน้าสู่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่เมืองไอจิ–นาโกยาในปีหน้า”
    การแข่งขัน Asian Trophy ก่อตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาขี่ม้าจากเอเชียได้มีเวทีแข่งขันในระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยการจัดการแข่งขันในปีนี้ถือเป็น ครั้งแรกที่ Asian Trophy จัดขึ้นในทวีปยุโรป ณ สนามระดับโลก Gestüt Schafhof ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางกีฬาดรสเสจที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป


    ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ นายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ประธาน บี.กริม กล่าวว่า
    “Asian Trophy จัดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะสร้างเวทีระดับนานาชาติให้นักกีฬาขี่ม้าจากเอเชียได้พัฒนาศักยภาพและเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันระดับโลก การที่รายการนี้จัดขึ้นในยุโรปเป็นครั้งแรก ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงวงการกีฬาขี่ม้าของเอเชียกับเวทีนานาชาติ และเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นนักกีฬาประสบความสำเร็จจากเวทีแห่งนี้ รวมถึงการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงผ่านการคัดเลือกสู่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ในครั้งนี้”
    ความสำเร็จครั้งนี้นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของพระองค์ในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทยแล้ว ยังสะท้อนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของวงการกีฬาขี่ม้าไทยบนเวทีนานาชาติ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนักกีฬารุ่นใหม่ในการก้าวสู่การแข่งขันระดับโลก
    การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองไอจิและนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น โดยมีกีฬาขี่ม้าในประเภทศิลปะการบังคับม้า (Dressage) อีเวนติ้ง (Eventing) และกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Jumping) เป็นหนึ่งในชนิดกีฬาที่มีการแข่งขัน

  • Business

    บี.กริม-ไอเน็ต ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ เปิดตัว “บี.กริม ไอเน็ต” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร รองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตของไทยและภูมิภาค

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำการผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรม และ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และคลาวด์ระดับประเทศ ประกาศการจัดตั้ง บริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด (B.Grimm INET) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก

    ปัจจุบันความต้องการโซลูชันดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) ในนิคมฯ มากกว่า 80 แห่ง ซึ่งครอบคลุมโรงงานกว่า 5,400 แห่งทั่วประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยตั้งเป้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภค พลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเศรษฐกิจภายในนิคมฯ ซึ่ง บี.กริม ไอเน็ต จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายดังกล่าวโดยตรง ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันดิจิทัลแบบครบวงจร อาทิ การจัดการพลังงาน สิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ แพลตฟอร์มติดตามและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบความปลอดภัยคลาวด์ และ AI เป็นต้น

    โซลูชันทั้งหมดมีความยืนหยุ่น สามารถขยายตามการเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ทุกภาคส่วน ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะถูกพัฒนาและบริหารจัดการภายในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลและอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ บี.กริม ไอเน็ต เป็นบริษัทร่วมทุนที่ ดำเนินการผ่าน บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด (บริษัทย่อย ของ บี.กริม เพาเวอร์) และ บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด (บริษัทในเครือของไอเน็ต)

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชัน ธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นด้วย พันธกิจที่ชัดเจน คือการส่งมอบโซลูชันที่มากกว่าไฟฟ้า ผ่านการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure-as-a-Service หรือ DIaaS) เพื่อเชื่อมโยงพลังงานเข้ากับดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง บี.กริม มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการไฟฟ้ากับกลุ่มอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี โดยความร่วมมือกับ ไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแบบครบวงจรในประเทศไทยมากว่า 31 ปี ในการก่อตั้งบริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญของพันธกิจดังกล่าว เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน บนโครงสร้างพื้นฐานที่บริหารในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนิคมฯ และโรงงานต่างๆ ในการลดค่าใช้จ่ายและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

    นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น มีความพร้อมในการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีมาร่วมสร้างสิ่งใหม่ให้กับ “บี.กริม ไอเน็ต” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทร่วมทุน แต่คือผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับสากล บริหารด้วยความเชี่ยวชาญในประเทศและพร้อมขยายตัวควบคู่ไปกับทิศทางของเทคโนโลยีโลกบนพื้นฐานที่ไว้วางใจได้
    บี.กริม ไอเน็ต มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ที่แตกต่างจากผู้ให้บริการดิจิทัลรายอื่นๆ ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

    1. ความน่าเชื่อถือระดับประเทศ: จาก บี.กริม ผู้ดำเนินธุรกิจในไทยมา 148 ปี และ ไอเน็ต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านดิจิทัลและคลาวด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในระดับประเทศทั้งด้านพลังงานและดิจิทัล
    2. การผสานพลังงานเข้ากับดิจิทัล: การหลอมรวมเทคโนโลยีปฏิบัติการด้านพลังงานและอุตสาหกรรม (Operational Technology) เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) อย่างไร้รอยต่อ เกิดเป็น One-stop Solution รายแรกในตลาด
    3. ผู้นำการลดคาร์บอนด้วยดาต้า: ไม่เพียงแค่ติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอน ผ่าน Dashboard แต่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมาย Net Zero ผ่านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
    4. ความคล่องตัวเชิงพาณิชย์: ด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยืดหยุ่น สามารถปรับตามขนาดของนิคมฯ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวางจากทั้งสององค์กร ช่วยให้ส่งมอบโซลูชันและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
      โดยหนึ่งในโครงการแรกที่ บี.กริม ไอเน็ต จะเดินหน้าคือเพิ่มขีดความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย อาทิ
    • Smart Flood Alert ระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าอัจฉริยะ ผสาน AI กับข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อระบบปั๊มระบายน้ำอัตโนมัติ
    • Smart Traffic ตรวจจับและบันทึกป้ายทะเบียนยานพาหนะเข้า-ออก แจ้งตำแหน่งยานพาหนะในภายในนิคม เพิ่มความปลอดภัยและ ประสิทธิภาพการจราจร
    • Green House Gas Tracking ติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ รองรับมาตรฐาน ESG ระดับสากล
    • Smart Water บริหารจัดการคุณภาพน้ำและระบบบำบัดอัตโนมัติด้วย AI พร้อมระบบแจ้งเตือนและออกบิลอัตโนมัติ
      Smart Process ยกระดับการบริหารจัดการภายในนิคมด้วย Digital Workflow, การใช้ AI ในการวิเคราะห์และรับข้อมูลคำร้อง ปัญหาต่างๆ Ticket Analytics และการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ E-contract เป็นต้น

    เกี่ยวกับ บี.กริม บียอนด์บริดจ์
    บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด เป็นหน่วยธุรกิจภายใต้กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) เชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมขยายสเกลรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม

    เกี่ยวกับ แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น และ ไอเน็ต
    บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง และดิจิทัลแพลตฟอร์มระดับประเทศ โดยมี สวทช. และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ INET แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโซลูชันดิจิทัลเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กรธุรกิจไทยและหน่วยงานภาครัฐ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รองรับการกำกับดูแลข้อมูลและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

  • Automotive

    LEPAS ดึงพลังแห่งเสือดาวสู่ภาษาการออกแบบใหม่ สร้างเอกลักษณ์แห่งความสง่างามในตลาด SUV พรีเมียม

    เมื่อกว่าพันปีก่อน หลู่ปัน — ช่างไม้ สถาปนิก และนักประดิษฐ์ระดับตำนานของจีนโบราณในยุคชุนชิว (770–476 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพแห่งช่างไม้” ของจีน — สังเกตเห็นรอยบากหยักของใบหญ้า แล้วเปลี่ยนแรงบันดาลใจนั้นให้กลายเป็นเลื่อย เครื่องมือที่พลิกโฉมโลกการก่อสร้างตลอดกาล จากแรงบันดาลใจเดียวกัน สถาปนิกผู้ออกแบบโอเปร่าเฮาส์ซิดนีย์ก็ค้นพบว่าโครงสร้างโค้งบางของกระดองเต่าและเปลือกไข่สามารถรับน้ำหนักมหาศาลได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงนำหลักการนั้นมาสร้างหลังคาโค้งอันเป็นสัญลักษณ์ของโลก แม้แต่เรดาร์ที่ใช้กันในปัจจุบัน ก็เกิดขึ้นจากการถอดระบบนำทางด้วยคลื่นเสียงของค้างคาว ธรรมชาติไม่เคยหยุดสอนมนุษย์ และมนุษย์ไม่เคยหยุดเรียนรู้จากมัน

    สิ่งเดียวกันนี้ดำรงอยู่ในโลกแห่งการออกแบบยานยนต์ — แก่นแท้ของชีวกลศาสตร์คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับและขยายขีดความสามารถตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต นักออกแบบจึงไม่หยุดที่จะดึงแรงบันดาลใจจากทุกมุมของโลกธรรมชาติมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ

    ด้วยแรงบันดาลใจจากเสือดาว LEPAS ได้บุกเบิกภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ในนาม Leopard Aesthetics ซึ่งมอบอัตลักษณ์ทางสายตาที่งดงามควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ผสานความงามและประโยชน์ใช้สอยให้กลายเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ ที่นี่ เทคโนโลยีก้าวพ้นจากความเป็นเพียงยานยนต์ที่เย็นชา สู่การแสดงออกที่รับรู้ได้ สัมผัสได้ และอบอุ่นด้วยความสง่างามในการเคลื่อนที่ — ดุจดังนักล่าที่ก้าวเดินด้วยความมั่นใจท่ามกลางจังหวะของเมือง

    แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ: เสือดาวในฐานะต้นแบบสุนทรียะ
    เสือดาวคือจุดบรรจบของพลังและความงามที่หาได้ยากยิ่งในโลกธรรมชาติ เพียงแค่ปรากฏตัว มันก็ดึงดูดสายตาได้โดยไม่ต้องออกแรง ในยามพักผ่อน ร่างกายของมันยืดยาวเต็มที่ — ผ่อนคลายแต่ไม่หย่อนยาน ทุกเส้นสายดูพร้อมสรรพอยู่เสมอ ในยามเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อทุกมัดทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ แปลงพลังงานที่สะสมไว้ให้กลายเป็นความเร็วที่ระเบิดออกในพริบตา เสือดาวไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพลังกับความสง่างาม เพราะมันมีทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

    LEPAS ดึงคุณสมบัตินี้มาหล่อหลอมในการออกแบบ — จับภาพท่วงท่าและพลังงานของเสือดาวให้ปรากฏในทุกเส้นสายของตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความสง่างามที่แฝงด้วยพลัง ในแบบที่ยานยนต์พรีเมียมพึงมี
    ด้วยพันธกิจในการเป็น แบรนด์ที่ถูกเลือกสำหรับชีวิตแห่งการเดินทางอย่างสง่างาม LEPAS ดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดรูปทรงเชิงโครงสร้างและจังหวะการเคลื่อนไหวของเสือดาวสู่ภาษาการออกแบบ Leopard Aesthetics อันเป็นต้นฉบับ — นำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่สง่างามยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ทุกคน

    สุนทรียะในทางปฏิบัติ: จังหวะแห่งชีวิต วิวัฒนาการแห่งความสง่างาม
    บนรากฐานของแรงบันดาลใจทางชีวกลศาสตร์ LEPAS สอดแทรกหลักการชี้นำของแบรนด์ที่ว่า “Drive Your Elegance” ไว้ในทุกรายละเอียด การออกแบบภายนอกละทิ้งการประดับตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยและมุมคมกริบ หันมาใช้พื้นผิวประติมากรรมที่ไหลลื่นต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกถึงกล้ามเนื้ออันอิ่มเต็มและเรียบลื่นของเสือดาว แนวทางชีวกลศาสตร์เชิงสตรีมไลน์นี้ยกระดับสมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ของยานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ LEPAS L6 EV บรรลุค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ 0.27Cd ซึ่งเป็นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรม ลดแรงต้านอากาศระหว่างการเคลื่อนที่ได้อย่างโดดเด่น ราวกับร่อนไปบนสายลมอย่างไร้แรงเสียดทาน การเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ทั้งหมดนี้ยังมอบข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพที่ชัดเจนเหนือคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน แปลงเป็นการประหยัดพลังงานที่จับต้องได้สำหรับผู้ใช้

    เมื่อเปิดประตูรถ ความพิถีพิถันของ LEPAS ยังคงดำเนินต่อไปไม่สะดุด — ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบด้วยความประณีตในระดับเดียวกับภายนอก รอบแนวคิด “Skyline” สร้างพื้นที่พักพิงแห่งความสะดวกสบายอย่างมีระดับ ณ ศูนย์กลาง การออกแบบ “Waterfall Screen” นำสายตาไปตามกระแสทางสายตาที่ไหลลื่น แผงหน้าปัดเสร็จสิ้นด้วยวัสดุลายเนื้อระลอกน้ำที่อ่อนโยนต่อสายตาและอบอุ่นต่อการสัมผัส ตะแกรงลำโพงประดับด้วยพื้นผิวลายหินก้อนกลม กลมกลืนกับรายละเอียดหินลอยตัวและแสงบรรยากาศที่นุ่มนวล ชวนให้นึกถึงภูมิทัศน์ธรรมชาติที่ถูกโอบอุ้มเข้ามาในห้องโดยสารอย่างประณีต — พื้นที่ที่ธรรมชาติและเทคโนโลยีบรรจบกัน ก่อร่างเป็นสรณะแห่งความงามและบทกวียุคใหม่บนล้อ

    ดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาหล่อหลอมความงามแห่งการเดินทาง LEPAS ถ่ายทอดโลกอินทรีย์สู่ Leopard Aesthetics — เพื่อให้ทุกการเดินทางมาพร้อมกับความสง่างามในทุกก้าวที่ผ่านพ้น


    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand
    https://lepasthailand.com/

  • Lifestyle

    สยามพารากอน จัดใหญ่ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” รวมสุดยอดแบรนด์นาฬิกาโลก ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมเรือนเวลาแห่งเอเชีย

    สยามพารากอน จุดหมายปลายทางระดับโลก และ Global Luxury Destination ที่หนึ่งในใจคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูง ที่รวบรวมเมซงชั้นนำ ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาอิสระ และนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสืบสานงานฝีมืออันประณีต เผยโฉมนวัตกรรมล่าสุด ยกระดับการมีส่วนร่วมของคอมมิวนิตี้นาฬิกา และร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมโลกแห่งเรือนเวลา ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 โดยปีนี้ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกกว่า 45 แบรนด์ เพิ่มขึ้นจากปี 2025 สูงถึงกว่า 50% สร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา พร้อมสัมผัสนิทรรศการ รวมถึงโชว์เคสสุดพิเศษ และยังได้รับเกียรติจาก Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักสะสมจากทั่วโลกกว่า 400 คน และดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 40,000 คน ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกาแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    หลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการนาฬิกาลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการตอบรับอย่างล้นหลามจากแบรนด์ระดับโลก นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ในการจัด Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025 ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายนาฬิกาลักชัวรีในช่วงจัดงานสูงถึง 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 20,000 คน นักสะสมนาฬิกานานาชาติกว่า 200 คน และสร้างการรับรู้กว่า 300 ล้านครั้ง จนสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะตลาดลักชัวรีที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ปีนี้สยามพารากอนพร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จ ด้วยการประกาศจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับในทุกมิติ ทั้งในด้านขนาดของงาน จำนวนแบรนด์ที่เข้าร่วม และความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีแบรนด์นาฬิการะดับโลกตอบรับเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจาก 30 แบรนด์ในปีแรก เป็นกว่า 45 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งเมซงชั้นนำระดับโลก ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระ และแบรนด์ชั้นนำ
    ในแวดวง Haute Horlogerie พร้อมคาดการณ์ว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 40,000 คน และมีนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานมากกว่า 400 คน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาแห่งเอเชียและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิการะดับโลก

    คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวถึงความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้ว่า “ความสำเร็จของ Siam Paragon Bangkok Watch Week ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความไว้วางใจจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำที่มีต่อกลุ่มสยามพิวรรธน์ และศักยภาพของประเทศไทยและกรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของอุตสาหกรรมเรือนเวลาลักชัวรีระดับโลก  โดยในปีนี้ได้รับการตอบรับที่เพิ่มขึ้นจากแบรนด์ระดับโลก นักสะสม และพันธมิตรจากนานาประเทศ ซึ่งหนึ่งในก้าวสำคัญที่สะท้อนสถานะของงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week บนเวทีโลก คือการได้รับเกียรติจาก Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมนาฬิกาในระดับนานาชาติ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานซึ่งช่วยยกระดับ Siam Paragon Bangkok Watch Week ให้ก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับงานนาฬิกาชั้นนำของโลก นอกจากนี้เรายังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย โดยเราคาดหวังว่า Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และผู้หลงใหลในวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมลักชัวรี การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะ Global Watch Destination แห่งภูมิภาค”

    ด้าน มร.ปาสคาล ราเวซูด์ (Mr.Pascal Ravessoud) รองประธาน Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Bangkok Watch Week เพื่อนำองค์ความรู้ด้านด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา มาสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก ซึ่งนอกเหนือจากการรับรองมาตรฐานแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการทำให้วัฒนธรรมศาสตร์แห่งเรือนเวลาเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น มีความน่าสนใจ และมีความหมายสำหรับกลุ่มผู้คนรุ่นใหม่ทั่วทั้งเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ซึ่งนับเป็นการร่วมกันสร้างโอกาสให้ผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลา นักสะสม และผู้ประกอบวิชาชีพในวงการนาฬิกา ได้ต่อยอดความเข้าใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูง และก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ระดับโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยความหลงใหลในศิลปะและศาสตร์แห่งเรือนเวลา”

    Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับตำนานและเวิลด์คลาส มากกว่า 45 แบรนด์ อาทิ A. LANGE & SÖHNE , BIANCHET, BOUCHERON, BOVET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, H. MOSER & CIE., HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE,  LAURENT FERRIER, LOUIS ERARD,  PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, VAN CLEEF & ARPELS, ZENITH  รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR และ UNIVERSAL GENEVE พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านนาฬิกาลักชัวรีในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรด้านนาฬิกาชั้นนำระดับโลกและเครือข่ายนักสะสมนาฬิกานานาชาติ รวมถึงการขยายพื้นที่และจำนวนเซสชันของ “The Symposium” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา 

    โดยในปีนี้ “The Symposium” เวทีบอกเล่าเรื่องราว (storytelling) และแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา ที่ถ่ายทอดโดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์นาฬิกาจากแบรนด์ชั้นนำระดับเวิลด์คลาส ตลอดจนผู้คร่ำหวอดในแวดวงนาฬิการะดับโลกที่บินตรงมาร่วมงาน จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าที่เคย ด้วยการเพิ่มจำนวนเซสชันและขยายพื้นที่รองรับผู้เข้าร่วมได้มากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)  ผู้บริหารแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และนักสะสมผู้ทรงอิทธิพลจากนานาประเทศ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และมรดกทางวัฒนธรรมของศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาอย่างรอบด้านและลึกซึ้งมากขึ้น

    นอกจากนี้ภายในงานยังมี “The Exhibition” พื้นที่นิทรรศการที่รวบรวมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน, นาฬิการุ่นลิมิเต็ด, รุ่นมาสเตอร์พีซ, เรือนเวลาที่โดดเด่นด้านความซับซ้อนของกลไกสร้างสรรค์, ชิ้นงานหายาก และคอลเลกชันส่วนตัวของนักสะสมระดับโลกที่หายากและประเมินค่าไม่ได้ประหนึ่งชิ้นงานระดับพิพิธภัณฑ์จากแบรนด์ระดับไอคอนนิกมาให้ชม รวมถึง “The Experience” สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ระดับโลกอาทิเช่น Watchmaking Class โดยช่างนาฬิกาชาวสวิสที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “Academy Lounge” โดย Fondation de la Haute Horlogerie Academy (FHH Academy) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก

    เตรียมพบกับ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนาฬิกาครั้งสำคัญของโลก ที่จะรวบรวมสุดยอดแบรนด์นาฬิกา นักสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักสะสมจากทั่วโลกมาไว้ในงานเดียว พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาและเมืองหลวงแห่งเรือนเวลาของเอเชีย ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Facebook : SIAMPARAGON

    #BangkokWatchWeek2026 #SIAMPIWAT #SiamParagon #SiamParagonBangkokWatchWeek2026 #LuxuryWatchDestination

  • Hotel - Music

    แมริออท บอนวอย จับมือวง ETC. มอบประสบการณ์ดนตรีสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เงินก็หาซื้อไม่ได้ ตอกย้ำกลยุทธ์ Hyper-Local เชื่อมโยงสมาชิกชาวไทยสู่โมเมนต์แห่งความประทับใจผ่าน Marriott Bonvoy Moments

    แมริออท บอนวอย® (Marriott Bonvoy®) โปรแกรมการเดินทางและแพลตฟอร์มสะสมคะแนนที่ได้รับรางวัลของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่สมาชิกในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวกิจกรรมรูปแบบการเจาะกลุ่มตลาดท้องถิ่นใหม่ล่าสุด ที่จะมอบโอกาสสุดพิเศษให้แฟนเพลงได้ใกล้ชิดกับศิลปินชั้นนำ อย่างวง ETC. หนึ่งในวงดนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ แมริออท บอนวอย จากโปรแกรมสมาชิกแบบดั้งเดิม สู่แพลตฟอร์มแห่งการสร้างแรงบันดาลใจ ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับความสนใจและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ผ่านประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ แมริออท บอนวอย โมเมนต์ส (Marriott Bonvoy Moments)

    ศิลปินวง ETC. จากจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากเอกลักษณ์ทางดนตรีที่ผสมผสานโซล ฟังก์ แจ๊ส อาร์แอนด์บี และป๊อปไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และในครั้งนี้ วง ETC. ได้จับมือกับ แมริออท บอนวอย เปิดตัว “ETC. ชวนมาแจม มิวสิค ซีรีส์ โดย แมริออท บอนวอย” พบกับ 5 อีเวนต์พิเศษกับประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินแต่จัดขึ้นเพื่อสมาชิกคนพิเศษเท่านั้น เพื่อพาสมาชิก แมริออท บอนวอย ที่เป็นแฟนเพลงวง ETC. ไปกระทบไหล่แบบใกล้ชิดกับศิลปินที่ชื่นชอบในบรรยากาศสุดพิเศษ ณ โรงแรมระดับโลก 5 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

    จากรายงานล่าสุด Loyalty Trends Report 2569 โดย แมริออท บอนวอย ระบุว่า นักเดินทางในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับทั้ง “ความคุ้มค่า” และ “ประสบการณ์” มากยิ่งขึ้น โดยพวกเขามองหาโปรแกรมสมาชิกที่มอบสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ ควบคู่กับประสบการณ์ที่คัดสรรมาอย่างเหมาะสมกับความสนใจเฉพาะบุคคล ทั้งนี้ “ดนตรี” ยังคงเป็นหนึ่งในความสนใจหลักของสมาชิกทั้งในประเทศไทยและทั่วเอเชียแปซิฟิก ทำให้ความร่วมมือสุดพิเศษในครั้งนี้กับวง ETC. ถือเป็นการต่อยอดกลยุทธ์การสร้างความผูกผันหรือการมีส่วนร่วมผ่านประสบการณ์ของแมริออท บอนวอย ได้อย่างลงตัว

    ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 วง ETC. จะมาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ดนตรีไปพร้อมกับศิลปินรับเชิญพิเศษ ผ่านการแสดงสดในโรงแรมที่มีสไตล์ทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นห้องสวีทบนรูฟท็อปที่โดดเด่น สวนกลางแจ้งบรรยากาศหรู หรือบาร์ใจกลางเมืองที่เปี่ยมด้วยพลัง ในแต่ละอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ สมาชิก แมริออท บอนวอย ผู้โชคดีเพียง 20 ท่าน พร้อมผู้ติดตามอีกหนึ่งท่าน จะได้ดื่มด่ำกับโมเมนต์สแบบใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งแถวหน้าในการแสดงส่วนตัว เซสชันบันทึกเสียงแบบสด กิจกรรมร้องเพลงร่วมกัน รวมถึงโอกาสถ่ายภาพกับศิลปิน พร้อมด้วยเมนูอาหารว่างระดับพรีเมียมและเครื่องดื่มที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทุกๆ งานจึงนับเป็นโอกาสพิเศษที่ไม่ควรพลาดสำหรับแฟน ๆ วง ETC. และผู้ที่หลงใหลในเสียงดนตรีทุกคน

    โดยซีรีส์ดนตรีสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิกนี้จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กับ EP.01 โดยเปิดฉากด้วยการแสดงสด ณ ห้อง Sky Suite ของ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สุดตระการตาที่มาพร้อมสวนส่วนตัวและวิวเส้นขอบฟ้าแบบพาโนรามา

    จากนั้นในวันที่ 31 สิงหาคม EP.02 พบกันที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท โฮเทล เดอะ สุรวงศ์ โดยแขกผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมแจมกับ ETC. อย่างใกล้ชิด ณ The Garden at Surawongse พื้นที่สังสรรค์สไตล์นีโอคลาสสิกของโรงแรมในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

    ต่อเนื่องในวันที่ 10 พฤศจิกายน EP.03 ETC. จะนำเสนอเอกลักษณ์ทางดนตรีในบรรยากาศสนุกสนานที่โรงแรมม็อกซี่ แบงค็อก ราชประสงค์ ณ ห้อง Library + Plug-In ที่มีสไตล์และเต็มไปด้วยพลัง

    Marriott International Hotel

    สำหรับ EP.04 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 19 มกราคม 2570 ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯจะถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่าน Atelier Hall พื้นที่จัดงานที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม และเสน่ห์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

    และปิดท้ายในวันที่ 16 มีนาคม กับ EP.05 แฟน ๆ ETC. จะได้สัมผัสจังหวะของเมือง ณ R Bar เลานจ์สุดคึกคักของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ที่พร้อมเติมเต็มค่ำคืนแห่งเสียงดนตรีอย่างมีชีวิตชีวา

    สิทธิ์เข้าร่วมงาน “ETC. ชวนมาแจม มิวสิค ซีรีส์ โดย แมริออท บอนวอย” ทั้ง 5 อีเวนต์ในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนจำกัดเพียงอีเวนต์ละ 20 สิทธิ์เท่านั้น หนึ่งสิทธิ์สำหรับสองท่านรวมถึงสมาชิก แมริออท บอนวอย และผู้ติดตาม โดยสามารถเริ่มประมูลได้ตั้งแต่ 25,000 คะแนนต่อสิทธิ์ สมาชิกสามารถเริ่มประมูลสิทธิ์เข้าร่วมงานและติดตามรายละเอียดของอีเวนต์ทั้ง 5 ครั้งได้แล้วที่ https://moments.marriottbonvoy.com/moments/collection/1178

    “นักเดินทางชาวไทยในปัจจุบันมองหามากกว่าสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าพักแบบเดิม ๆ ด้วยโปรแกรมสมาชิก แมริออท บอนวอย สมาชิกของเราสามารถเข้าถึงประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์แรงบันดาลใจและความสนใจเฉพาะตัวของพวกเขา และแคมเปญร่วมกับวง ETC. ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศไทยในครั้งนี้ ช่วยให้เราสร้างสรรค์ช่วงเวลาที่มีความหมาย โดดเด่นไม่เหมือนใคร และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง” แบรด เอ็ดแมน (Brad Edman) รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว และ เมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

    ความร่วมมือกับวง ETC. ในครั้งนี้ต่อยอดมาจากความสำเร็จของแคมเปญ Marriott Bonvoy x Bangkok Music City เมื่อเดือนมีนาคม 2568 และแคมเปญ Nylon x Siam Music Fest เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งมอบโอกาสให้แฟนเพลงได้เข้าร่วมกิจกรรม listening party ร่วมกับศิลปินไทยชื่อดังอย่าง WIM

    ปัจจุบัน แมริออท บอนวอย ครอบคลุมโรงแรมมากกว่า 30 แบรนด์ ในกว่า 10,000 จุดหมายปลายทางทั่วโลก เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับผู้คน สถานที่ และความหลงใหล ผ่านประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แมริออท บอนวอย โมเมนต์ส (Marriott Bonvoy Moments) และการจองประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟอื่นๆเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ moments.marriottbonvoy.com

  • Event - Lifestyle

    “ไอคอนสยาม” จับมือ “Nx Gallery” จัดมหกรรมงานการ์ดสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ICONSIAM ‘World of Card’ ขนทัพ Rare Collectibles จัดเต็มตลอด 4 วัน เข้าร่วมงานฟรี! วันที่ 19-22 มิถุนายน 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์เหนือระดับ จับมือ Nx Gallery ผู้นำด้านการจัดงาน Card Show และ TCG Event เต็มรูปแบบในประเทศไทย จัดงาน ICONSIAM ‘WORLD OF CARD’ Step Into The Ultimate Card Universe มหกรรมงานการ์ดสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกที่ไอคอนสยาม ที่สุดของงานรวมการ์ดและของสะสมระดับพรีเมียมแห่งปี ตั้งแต่วันที่ 19-22 มิถุนายน 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม 

    ภายในงานพบกับไฮไลท์โชว์การ์ดที่มีมูลค่ามากที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Champion One Piece, Champion Dragon Ball, Magic the Gathering – Black Lotus, Pikachu with Grey Felt Hat (Pokémon), Yu-Gi-Oh! – Blue Eye White Dragon และหลากหลายเซ็ตการ์ดในตำนานอีกมากกว่า 50 ใบ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 100 ล้านบาท พร้อมจัดเต็มโซนร้านค้าและดีลเลอร์ชื่อดัง อาทิ จ๋ายรับจบ, Suntorylive, ปวดหลัง Gaming, Randaworld.Tcg  และร้านค้าชั้นนำกว่า 50 บูธที่ขนการ์ดระดับพรีเมียม การ์ดแรร์ และไอเทมของสะสมหายากมาให้เลือกชมแบบจัดเต็ม

    อีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษร่วมกระทบไหล่ คุณวศิน ทายะบวร (Wasinha) คนไทยคนแรกผู้สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกงาน One Piece World Championship 2025-26 รวมทั้งพบกับเหล่าแขกรับเชิญไม่ว่าจะเป็น Card Expert คอสเพลเยอร์ และอินฟลูเอนเซอร์สายการ์ดชื่อดัง ที่จะมาสร้างสีสันและร่วมกิจกรรมสุดสนุกกับแฟนๆ ตลอดทั้ง 4 วัน พร้อมเปิดพื้นที่ Trading & Match ให้เหล่านักเล่นการ์ดทุกรุ่น ทุกสัญชาติ ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนและร่วมประลองฝีมือกันอย่างเต็มที่ 

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ของงานการ์ดที่ไม่เหมือนครั้งไหน Stamp Rally Mission ภารกิจสะสมแสตมป์ลุ้นรับของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท และ Lucky Draw แจกรางวัลอัดแน่นทุกวัน พร้อมด้วยกิจกรรมสำหรับคนรักการ์ดและนักสะสมอีกมากมายตลอดงาน พิเศษยิ่งขึ้น สำหรับสมาชิก ONESIAM ที่เข้าร่วมงาน รับ E-CASH COUPON มูลค่า 200.- สำหรับการใช้จ่ายขั้นต่ำ 600 บาทต่อใบเสร็จ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก รวม 2,000 สิทธิ์ ตลอดรายการ, E-CASH COUPON สามารถใช้ได้ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2569)

    ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกแห่งการ์ดและของสะสมระดับพรีเมียมแบบครบจบในที่เดียว  ในงาน ICONSIAM ‘World of Card’ ตั้งแต่วันที่ 19-22 มิถุนายน 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยแสกน QR Code   เพื่อลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com และ Facebook : ICONSIAM                                                                                #ICONSIAMWorldOfCard #ICONSIAM #NXEVENT #TCGThailand #ตลาดการ์ด #TradingCardGame