Admin

  • Fashion

    เปิดฉากเวทีแฟชั่นวีคสุดยิ่งใหญ่แห่งปี“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ตอกย้ำมหานครแฟชั่นแห่งเอเชีย! กับโชว์จาก “ISSUE – VVON SUGUNNASIL”สร้างปรากฏการณ์ สะกดทุกสายตา ด้วยสองนิยามแห่งความสร้างสรรค์

    สยามพารากอนในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลก เปิดฉากมหกรรมแฟชั่นระดับแถวหน้าของเอเชีย “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026” (BIFW2026) อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “TH-nomenal Extraordinary – Lead the Culture, Wear the Future” ถ่ายทอดพลังของแฟชั่นไทยผ่านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต พร้อมประกาศศักยภาพประเทศไทยในฐานะ Creative Powerhouse บนเวทีโลก ประเดิมรันเวย์ด้วยสองแบรนด์ไทยระดับแนวหน้ากับโชว์ของ “ISSUE presented by THANN” และ “VVON SUGUNNASIL presented by XPENG Thailand” ที่นำเสนอสองมุมมองแห่งแฟชั่นผ่านงานออกแบบอันโดดเด่นและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ท่ามกลางเหล่าคนดัง แฟชั่นไอคอน และแฟชั่นเลิฟเวอร์ที่มาร่วมสัมผัส ณ พาร์ค พารากอน ชั้น M สยามพารากอน

    ทั้งนี้ BIFW2026 ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด,บริษัท มาดามฟิน จำกัด, เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย (XPENG Thailand), มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป (Millennium Auto Group), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), ธัญ (THANN), กีกี้ บิวตี้ สเปซ (KIKI Beauty Space), เกรย์กูส (Grey Goose), และแมค คอสเมติกส์ ไทยแลนด์ (M.A.C Cosmetics) ร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับไลฟ์สไตล์ ความงาม เทคโนโลยี ธุรกิจ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมร่วมยกระดับประสบการณ์แฟชั่นให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    ม่านรันเวย์ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026” (BIFW2026) เปิดออกพร้อมบทใหม่ของตำนานจาก ISSUE ฉลองการเดินทางสู่ปีที่ 28 ด้วยแฟชั่นโชว์สุดอลังการ “ISSUE presented by THANN” ที่พา “อดีต” และ “มิตรภาพ” ออกจากโลกแห่งความรู้สึก สู่โลกแห่งดีไซน์ ก่อนหลอมรวมวัฒนธรรมไทยเข้ากับจินตนาการแห่งยุค Y3K กับคอลเลกชันพิเศษ “Sornram and Friends X ISSUE” ที่ได้ “แบงค์-ศรราม เอนกลาภ” พระเอกลิเกชื่อดัง มาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจ โดยหยิบยกเอา “อดีต” และ “มิตรภาพ” จากผู้คนรอบข้างที่ร่วมเดินทางด้วยกันมาตลอด 20 กว่าปีมาเป็นรากฐานในการออกแบบ พร้อมนำเสนอในมิติที่ก้าวข้ามกรอบของความสัมพันธ์โดยขยายขอบเขตของคำว่าเพื่อนไปสู่ “สัตว์เลี้ยง” แสนรัก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ ISSUE ขยายโลกของแฟชั่นออกสู่เสื้อผ้าสำหรับสุนัขและแมว พร้อมต่อยอดคอลเลกชันสู่ภารกิจเพื่อสังคม โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนให้กับ มูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) เพื่อช่วยเหลือและดูแลสัตว์ไร้บ้านและสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง

    บนรันเวย์ครั้งนี้ ISSUE ยังคงนำเสนอภาษาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ผ่านการปะทะและหลอมรวมระหว่าง ศิลปะ วัฒนธรรม และแฟชั่น พร้อมหยิบเรื่องราวจากอดีต ตลอดจนมิตรภาพที่สั่งสมตลอดเส้นทาง 28 ปีบนโลกแฟชั่น มาตีความใหม่ภายใต้เลนส์แห่งอนาคต เมื่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทยถูกนำมาคอลลาจเข้ากับสุนทรียะแห่งโลก Y3K และจินตนาการของโลก ที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามากำหนดนิยามใหม่ให้กับชีวิต ตั้งแต่ AI, Humanoids ไปจนถึง Robot Dogs เกิดเป็นแฟชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยความสนุก ความล้ำ และจินตนาการ ขณะเดียวกันยังคงกลิ่นอายของตัวตน ISSUE ไว้อย่างชัดเจน

    “ISSUE presented by THANN” เฉลิมฉลองมิตรภาพพร้อมเหล่าคนดัง อาทิ จั๋ง-กฤต-ปาล์ม PERSES, อู่อู๋-ธนภูมิ เศรษฐสิทธิกุล, เซฟ-วรพงษ์ วาเลาะ, ริวจิน-ทินภัทร ทัศนีย์ไตรเทพ, แพทจิ-จิรชาติ บุษปวนิช, เจมส์ ซู-ศุภมงคล วงศ์วิสุทธิ์, นัน-นัฐนันท์ จินดานนท์, อูโน่ หลาวทอง, กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์, โม-จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน, นัท-นิสามณี เลิศวรพงศ์, Badmixy มิกซ์ เฉลิมศรี, นารา-อนิวัติ ประทุมถิ่น, แพรขวัญ, มานิต้า เทียนประดิษฐ์, ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม, ซินดี้ บิชอพ, อุ๋ม-อาภาศิริ นิติพน, บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์, แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์, แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ และโมเดลตัวจิ๋ว น้องเจค-น้องจาญา สเปนเซอร์ ที่มาร่วมตีความคาแรกเตอร์ของคอลเลกชันผ่านรันเวย์ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่เสน่ห์ของแฟชั่นร่วมสมัย ไปจนถึงพลังของมิตรภาพระหว่างมนุษย์และสัตว์เลี้ยง ก่อนหลอมรวมทั้งหมดให้กลายเป็นหนึ่งแฟชั่นสเตทเมนต์ที่ทั้งมีชีวิตชีวา และสะท้อนวิสัยทัศน์ของ ISSUE ต่ออนาคตของแฟชั่นได้อย่างโดดเด่น

    เมื่อความเรียบง่ายสะท้อนตัวตน “VVON SUGUNNASIL presented by XPENG Thailand” นำเสนอ “Time Shelter” คอลเลกชันที่ชวนผู้ชมก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาซึ่งความงามไม่จำเป็นต้องเร่งเร้า หากค่อยๆ เผยตัวผ่านรายละเอียดบนรันเวย์ โดยหยิบยกภาพถ่ายชุด “Seascapes” ของศิลปินระดับโลก Hiroshi Sugimoto มาตีความผ่านภาษามินิมัลลิสม์ ลดทอนทุกองค์ประกอบสู่แก่นของรูปทรง เปิดพื้นที่ให้วัสดุ สัดส่วน และการเคลื่อนไหวทำหน้าที่เล่าเรื่องอย่างเต็มที่ ความเบาสบายถูกถ่ายทอดผ่าน Washed Silk, ผ้าไหมผสมโพลีเอสเตอร์ และไนลอน ที่พริ้วไหวไปตามจังหวะของผู้สวมใส่ ขณะที่ซิลูเอตสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง “สัดส่วน” และ “ปริมาตร” ตั้งแต่โอเวอร์ไซซ์ที่ทอดยาวจรดพื้น ไปจนถึงรูปทรงเพรียวกระชับแนบสรีระ สร้างคอนทราสต์ที่กลมกลืนและเติมมิติให้กับแต่ละลุค

    พาเลตต์สีถูกเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่โทนสีเอิร์ธและเฉดเข้ม ไปจนถึงโทนสีอ่อนที่ให้ความรู้สึกเบาสบาย “Time Shelter” จึงเป็นมากกว่าการนิยามความเรียบง่าย แต่คือการทำให้ความสงบนิ่งมีชีวิต ทุกลุคค่อย ๆ เคลื่อนผ่านรันเวย์อย่างมีจังหวะ เผยความสดใหม่ที่ซ่อนอยู่ใต้ความนิ่ง ก่อนหลอมรวมเป็นภาพเดียวของความงามเชิงกวีและจิตวิญญาณทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ของ VVON SUGUNNASIL

    อีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญที่เติมพลังให้โชว์ค่ำ คือการปรากฏตัวของศิลปิน นักแสดง และเหล่าคนดัง อาทิ มิว-นิษฐา คูหาเปรมกิจ, ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร, เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, พอลล่า เทเลอร์, บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์, เจเลอร์-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์, เน PERSES – ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์, เปเปอร์-ภานุโรจน์ เฉลิมกิจพรทวี, มอส-ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ์, มีน- นิชคุณ ขจรบริรักษ์ และ เทศน์ ไมรอน ซึ่งต่างถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของแต่ละลุคออกมาได้อย่างโดดเด่น เผยรายละเอียดเฉพาะตัวของแบรนด์ในมิติที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อแต่ละลุคค่อยๆ เคลื่อนผ่านสายตาผู้ชม เรื่องราวของ “Time Shelter” ก็ราวกับกำลังเปลี่ยนจากภาพนิ่งให้กลายเป็นภาพที่มีชีวิต บอกลาวันแรกของแฟชั่นวีคด้วยความงามที่สงบ หากไม่เคยหยุดนิ่ง และทิ้งอารมณ์บางอย่างไว้บนรันเวย์ให้ผู้ชมได้พกพาต่อไปหลังม่านปิดลง

    นับได้ว่า “ISSUE presented by THANN” และ “VVON SUGUNNASIL presented by XPENG” เป็นสองโชว์ที่บอกเล่ามุมมองแฟชั่นด้วยความแตกต่างของสองภาษาดีไซน์ที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน ซึ่งนี่เป็นเพียงบทแรกของ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026” (BIFW2026) เตรียมพบโชว์สุดไอคอนิคจากเหล่าดีไซเนอร์แถวหน้าของไทยได้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 ตุลาคม 2569 ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน และติดตามทุกโชว์ผ่าน Live ได้ที่ Facebook: Siam Paragon และ www.siamparagon.co.th

    SiamParagonBIFW2026 #BIFW2026 #SiamParagon

  • Hotel - Luxury

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ คว้า One MICHELIN Key 3 ปีซ้อน ตอกย้ำประสบการณ์การเข้าพักที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง

    สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมตลอด 60 ปีของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผ่านการส่งมอบประสบการณ์การพักอาศัยอันสง่างามและการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

    การได้รับรางวัลระดับสากลอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเดินทางรู้จักโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่การได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องย่อมมีความหมายมากไปกว่านั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์การเข้าพักในทุกครั้งที่เดินทาง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัท บริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ประกาศความสำเร็จของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) โรงแรมภายใต้การบริหารของกลุ่ม ซึ่งได้รับรางวัล One MICHELIN Key ประจำปี 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2024 ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพและส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมที่กลุ่มบริษัทสั่งสมมากว่า 60 ปี

    รางวัล MICHELIN Key เป็นการยกย่องโรงแรมที่มอบประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่น โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์สากล 5 ด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายใน คุณภาพและความสม่ำเสมอของการบริการ เอกลักษณ์และบรรยากาศโดยรวม ความคุ้มค่าด้านราคา และการมีส่วนเติมเต็มประสบการณ์ในย่านหรือจุดหมายปลายทางนั้น สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าพักที่น่าประทับใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความงดงามของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ที่ผสานกันเป็นประสบการณ์โดยรวม สำหรับโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ประสบการณ์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านเอกลักษณ์ของการพักอาศัยที่ให้ความสำคัญกับความสง่างาม ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักแต่ละบุคคล

    “3 ปีแห่งการยอมรับ กับคุณภาพการเข้าพักที่มากกว่าความประทับใจครั้งแรก”
    การได้รับรางวัล One MICHELIN Key ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ตอกย้ำว่า โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านประสบการณ์การเข้าพัก อันโดดเด่นในประเทศไทย และความสำเร็จครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมงานในการรักษาคุณภาพการบริการอย่างสม่ำเสมอ
    นอกเหนือจากรางวัล One MICHELIN Key โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ยังเป็นสมาชิกของ Small Luxury Hotels of the World (SLH) ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของโรงแรมและแนวทางการบริการที่ใส่ใจในรายละเอียด การได้รับการยอมรับเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของรากฐานด้านคุณภาพที่โรงแรมใช้ต่อยอดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป

    ในมุมของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการบริหารที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานควบคู่ไปกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ โดยนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาต่อยอดเป็นการบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าพักในแต่ละรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและสร้างความประทับใจได้อย่างต่อเนื่อง
    สำหรับผู้ที่กำลังเลือกโรงแรมเพื่อการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ การใช้เวลาร่วมกับครอบครัว หรือการเดินทางที่ต้องการความสะดวกสบายเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการค้นพบสถานที่แห่งใหม่ แต่คือความมั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่ตั้งใจมอบให้กับการพักผ่อน การได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้นักเดินทางตัดสินใจเลือกที่พักได้อย่างมั่นใจ

    หนึ่งในเสน่ห์ของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) คือการได้พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่สงบและเป็นส่วนตัวบนถนนวิทยุ ขณะเดียวกันยังอยู่ในทำเลใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานเอกอัครราชทูต แหล่งไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร และสถานที่สำคัญต่างๆ ผู้เข้าพักจึงสามารถออกไปสัมผัสสีสันของกรุงเทพฯ นัดพบปะคนสำคัญ หรือกลับมาพักผ่อนอย่างสงบได้ตามจังหวะของตัวเอง พร้อมพื้นที่ที่รองรับการทำงานและการใช้เวลาร่วมกัน รวมถึงการบริการที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับทั้งวันหยุดสั้น ๆ และการใช้เวลาในกรุงเทพฯ นานขึ้น

    “จากมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ สู่การต่อยอดประสบการณ์การเข้าพักในบทใหม่”
    ตลอด 60 ปีของการดำเนินธุรกิจ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้นำประสบการณ์ด้านการบริการมาต่อยอดสู่ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ผ่าน The Art of Intuitive Refinement ที่ให้ความสำคัญกับความสง่างาม ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักในแต่ละช่วงเวลา ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับ More of What You Love แนวคิดของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่ชวนให้ผู้เข้าพักใช้เวลากับสิ่งที่รักในแบบของตัวเอง ตั้งแต่การเลือกใช้เวลาในแบบที่ต้องการ การออกไปค้นพบเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ไปจนถึงการกลับมาสู่ความสงบและเป็นส่วนตัวภายในโรงแรม

  • Uncategorized

    สยามพารากอนประกาศความสำเร็จ“Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026”เตรียมปักหมุดปฏิทินงานนาฬิการะดับโลก ปี 2027 อย่างยิ่งใหญ่ดันกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination

    สยามพารากอน ตอกย้ำแลนด์มาร์กระดับโลก และ Global Luxury Destination ประกาศความสำเร็จของงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 22–27 กันยายน 2569 รวมกว่า 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก โดยมีแบรนด์ที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรกกว่า 20 แบรนด์ และนำเสนอเรือนเวลาเปิดตัวใหม่กว่า 200 รุ่น และเปิดเวที Symposium ผ่าน The Symposium รวม 18 เรื่องราวจากแบรนด์นาฬิการะดับโลก ตลอด 6 วันของการจัดงานมีผู้เข้าชมรวมกว่า 40,000 คน โดยมีผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงจากแบรนด์ต่างๆ บินตรงมาร่วมงานด้วยตนเอง สะท้อนการยอมรับในฐานะงานระดับโลกอย่างแท้จริง และยังสะท้อนความสนใจในโลกแห่งเรือนเวลาและการเติบโตของคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกา พร้อมเสริมบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญด้านวัฒนธรรมนาฬิกาของภูมิภาค และเตรียมปักหมุดปฏิทินงานนาฬิการะดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2027” ก้าวสู่ปีที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมและเป็นงานระดับโลกที่สะกดทุกสายตา

    คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้า สยามพารากอน กล่าวว่า ความสำเร็จของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ในปีนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของแวดวงนาฬิการะดับนานาชาติ ตลอดจนพลังของความร่วมมือระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์ แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกา ที่ได้ร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มซึ่งหลอมรวมองค์ความรู้ วัฒนธรรม งานฝีมือ และนวัตกรรมแห่งศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลาไว้ในงานเดียวอย่างสมบูรณ์

    “การที่งานสามารถต้อนรับผู้เข้าชมกว่า 40,000 คนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดระยะเวลา 6 วันของการจัดงาน รวมถึงได้รับการตอบรับอย่างโดดเด่นจากเวที The Symposium ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นว่าความหลงใหลในโลกแห่งเรือนเวลาได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และกำลังก้าวสู่การเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายเจเนอเรชัน หลากหลายประสบการณ์ และหลากหลายประเทศเข้าด้วยกัน ตั้งแต่นักสะสมระดับผู้เชี่ยวชาญไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นศึกษาศาสตร์แห่งเรือนเวลา”

    “นอกเหนือจากการนำเสนอสุดยอดเรือนเวลาจากทั่วโลกแล้ว เรามุ่งหวังให้งานนี้เป็นเวทีแห่งการสร้างแรงบันดาลใจ การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนมุมมองในระดับนานาชาติ ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้บริหารแบรนด์ นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำทางความคิดในอุตสาหกรรมที่เดินทางมาจากหลายประเทศทั่วโลก ความหลากหลายขององค์ความรู้และบทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในงาน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางแห่งการเชื่อมโยงคอมมูนิตี้นาฬิการะดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างชัดเจน” คุณธณพร กล่าวเสริม

    • กว่า 45 แบรนด์ระดับโลก ร่วมถ่ายทอดความหลากหลายแห่งศาสตร์เรือนเวลา

    การจัดงานในปีนี้ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์นาฬิการะดับโลกให้เข้าร่วมมากกว่า 45 แบรนด์ โดยมีแบรนด์ที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรกกว่า 20 แบรนด์ พร้อมเปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่กว่า 200 รุ่น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร ตลอดจนความไว้วางที่มีต่อกลุ่มสยามพิวรรน์ และสยามพารากอน ที่สามารถเชื่อมโยงผู้บริโภค นักสะสม และอุตสาหกรรมนาฬิการะดับโลกเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบรนด์นาฬิกาที่ร่วมถ่ายทอดความโดดเด่นภายในงาน อาทิ A. LANGE & SÖHNE, AMIDA, BIANCHET, BLANCPAIN, BOUCHERON, BREGUET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHANEL, CHOPARD, CVSTOS, FRANCK MULLER, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GRAND SEIKO, GREUBEL FORSEY, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JACOB & CO., JAEGER-LECOULTRE, L.LEROY, PANERAI, PARMIGIANI FLEURIER, PIAGET, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TAG HEUER, TIFFANY & CO., TUDOR, ULYSSE NARDIN, UNIVERSAL GENÈVE, VACHERON CONSTANTIN และ ZENITH

    ภายใน The Exhibition ผู้เข้าชมได้ค้นพบเรือนเวลาเปิดตัวใหม่กว่า 200 รุ่น ควบคู่กับนาฬิกาหายาก รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น และผลงานชิ้นสำคัญจากแบรนด์ที่เข้าร่วมงาน พร้อมพูดคุยกับตัวแทนแบรนด์เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบและการพัฒนากลไก ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้งานเป็นพื้นที่สำหรับทั้งการค้นพบเรือนเวลาที่น่าสนใจและการเรียนรู้คุณค่าที่อยู่เบื้องหลังนาฬิกาแต่ละเรือน

    • 18 Symposium Sessions สร้างพื้นที่Storytelling and Experience มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 4,000 คน

    หนึ่งในหัวใจสำคัญของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือ The Symposium ซึ่งจัดขึ้นรวม 18 หัวข้อ มีผู้เข้าร่วมฟังตลอดการจัดงานรวมกว่า 4,000 คน เปิดโอกาสให้นักสะสม ผู้ชื่นชอบนาฬิกา และผู้สนใจได้เรียนรู้จากบุคคลสำคัญในวงการอย่างใกล้ชิด ผ่านเนื้อหาที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ของแบรนด์ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร แนวคิดการออกแบบ นวัตกรรม และมุมมองต่อการสะสมเรือนเวลา นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากวิทยากร ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงนาฬิกากว่า 100 คน จากหลายประเทศและพื้นที่ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนมุมมอง ช่วยเชื่อมโยงคอมมูนิตี้นาฬิกาในประเทศไทยกับแวดวงเรือนเวลาระดับนานาชาติ ความหลากหลายของหัวข้อและเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมสะท้อนให้เห็นว่า ความสนใจในนาฬิกาครอบคลุมไปถึงประวัติศาสตร์ งานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของการสะสม โดย The Symposium ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำคัญในการส่งต่อองค์ความรู้และเปิดบทสนทนาระหว่างแบรนด์ นักสะสม และผู้สนใจรุ่นใหม่

    • ต่อยอดประสบการณ์ สู่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของคอมมูนิตี้ ด้าน The Experience แบรนด์ต่าง ๆ ได้ร่วมสร้างกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสัมผัสโลกแห่งเรือนเวลาในรูปแบบที่หลากหลาย เสริมด้วยความร่วมมือกับ Fondation  Haute Horlogerie (FHH) องค์กรด้านวัฒนธรรมและการศึกษานาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ ผ่าน FHH Academy Lounge ซึ่งช่วยให้ผู้สนใจเข้าถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกา และต่อยอดความสนใจสู่การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ

    การเชื่อมโยง The Exhibition, The Symposium และ The Experience เข้าด้วยกัน ทำให้งานมีบทบาททั้งในฐานะพื้นที่นำเสนอผลงานนาฬิการะดับโลก เวทีแลกเปลี่ยนความคิด และจุดนัดพบของคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจร่วมกัน พร้อมเปิดประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจวัฒนธรรมนาฬิกาผ่านการชม การฟัง และการมีส่วนร่วมด้วยตนเอง

    • ดึงดูดสื่อไทยและนานาชาติ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้ชมทั่วโลก

    Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ CNN และสื่อจากสวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน เป็นต้น ที่เดินทางมาร่วมงานตลอดทั้งสัปดาห์ เพื่อรายงานบรรยากาศ สัมภาษณ์ผู้บริหารแบรนด์และบุคคลสำคัญในแวดวงนาฬิกา พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวและไฮไลต์ของงานสู่ผู้ชมทั่วโลก ความสนใจจากสื่อนานาชาติสะท้อนถึงความโดดเด่นของงานในฐานะเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนาฬิกา และช่วยขยายการรับรู้ถึงศักยภาพของกรุงเทพฯ ในการเป็น Global Watch Destination

    • กระแสตอบรับบนโซเชียลเติบโต Reach เพิ่ม 366% และ Engagement เพิ่ม 147%

    ความสนใจในงานยังสะท้อนผ่านผลการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย โดยสร้างการรับรู้กว่า 600 ล้านครั้ง มี Reach เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 366% และ Engagement เพิ่มขึ้น 147% แสดงถึงการขยายการรับรู้และการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของงาน พร้อมส่งต่อเรื่องราวของแบรนด์ เรือนเวลา และองค์ความรู้จากเวทีสู่ผู้ชมในวงกว้าง

    โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ, โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ และ เกรย์ กูส ซึ่งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมงาน และสนับสนุนการเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับคอมมูนิตี้นาฬิการะดับนานาชาติ

    ความสำเร็จของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เป็นอีกก้าวสำคัญของสยาม

    พารากอนในการสร้างคอมมูนิตี้นาฬิกาที่เข้มแข็ง และการเชื่อมโยงประเทศไทยกับอุตสาหกรรมนาฬิการะดับโลก ผ่านความร่วมมือของแบรนด์ พันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เข้าชม สยามพารากอนพร้อมต่อยอดงานให้เป็นแพลตฟอร์มแห่งการค้นพบและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนาฬิกา และเตรียมความพร้อมที่จะก้าวสู่ปีที่ 3 ในปี 2027 อย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมในทุกมิติ เพื่อร่วมผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็น Global Watch Destination อย่างแท้จริง

    #BangkokWatchWeek2026 #SIAMPIWAT #SiamParagon #SiamParagonBangkokWatchWeek2026

    #LuxuryWatchDestination

  • Awards

    บี.กริม สร้างประวัติศาสตร์ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดOverall HR Excellence Awards (HREA) Winner 2026พร้อม 13 รางวัล จากเวที HR Excellence Awards 2026 Thailand

    บี.กริม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและ สร้างองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” (Doing Business with Compassion) ด้วยการคว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด Overall HREA Winner 2026 พร้อมอีก 13 รางวัล แบ่งเป็น 10 รางวัลระดับ Gold และ 3 รางวัลระดับ Silver จากเวที HR Excellence Awards 2026 Thailand โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพ
    ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม เปิดเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนแนวทางของ บี.กริม ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาส ให้บุคลากรได้เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมการ ทำงานที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ความผูกพัน ความหลากหลายของคนต่างเจเนอเรชัน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำงาน และพิเศษสำหรับปีนี้ บี.กริม ยังได้รับการประกาศให้เป็น Overall HREA Winner 2026 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของเวทีสะท้อนความแข็งแกร่งของแนวทางการบริหาร และ พัฒนาบุคลากรอย่างรอบด้านอีกด้วย

    สาขาที่ บี.กริม ได้รับรางวัลระดับ Gold 10 รางวัล ได้แก่

    • Excellence in Employer Branding
    • Excellence in Leadership Development
    • Excellence in Workplace Wellbeing
    • Excellence in Work-Life Harmony
    • Excellence in Cross-Generational Workforce Engagement
    • Excellence in Talent Acquisition
    • Excellence in Graduate Recruitment and Development
    • Excellence in Workforce Mobility
    • Excellence in HR Change Management
    • Best HR Team (MNC)

    สาขาที่ บี.กริม ได้รับรางวัลระดับ Silver 3 รางวัล ได้แก่

    • Excellence in Employee Engagement
    • Excellence in Corporate Wellness
    • Excellence in the Use of HR Tech

    สำหรับ บี.กริม การพัฒนาบุคลากรไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างความสำเร็จภายในองค์กร แต่คือการสร้างโอกาสให้แต่ละคนสามารถนำความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของตนเองไปสร้าง ผลงานที่มีความหมาย และเมื่อความสามารถของบุคลากรเชื่อมโยงกับเป้าหมายของธุรกิจ จึงเกิดพลัง ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต รวมทั้งอุตสาหกรรมสุขภาพและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนสนับสนุนคุณภาพชีวิต ของผู้คน การพัฒนาสังคม และความก้าวหน้าของประเทศชาติ
    ดังนั้น ความสำเร็จจาก HR Excellence Awards 2026 จึงไม่ใช่เพียงการได้รับการยอมรับในด้านการ บริหารบุคลากร แต่ยังสะท้อนความเชื่อของ บี.กริม ว่าการสร้างโอกาสให้คนเติบโต คือหนึ่งในพลังสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจ สังคม และประเทศชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความ โอบอ้อมอารี” ที่บริษัทยึดมั่นมาอย่างต่อเนื่อง

  • Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามข้อตกลงครั้งสำคัญกับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เตรียมเปิดโรงแรม 7 แห่งในประเทศไทย

    คาดว่าจะเพิ่มห้องพักมากกว่า 1,200 ห้องในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต โดยการลงนามครั้งนี้ครอบคลุม เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ สาทร รวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ ซิติเซนเอ็ม (citizenM)  โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน (Four Points Flex by Sheraton) และ ซีรีส์ บาย แมริออท (Series by Marriott) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงนามข้อตกลงกับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เปิดโรงแรม 7 แห่งในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มห้องพักอีก 1,262 ห้องในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ข้อตกลงพอร์ตโฟลิโอนี้ครอบคลุมการขยายแบรนด์เจดับบลิว แมริออท และเตรียมนำนำแบรนด์ ซิติเซนเอ็ม,  โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน และ ซีรีส์ บาย แมริออท เข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก

    “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้กระชับความสัมพันธ์กับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นผ่านการขยายธุรกิจครั้งสำคัญในประเทศไทย พอร์ตโฟลิโอที่เติบโตนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการบริการ ซึ่งตอบรับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น และสร้างจุดหมายปลายทางที่ส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวมและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เราตั้งตารอที่จะสานต่อความร่วมมือกับฟิโก้ เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้กลายเป็นจริงในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเมืองที่มีชีวิตชีวาของประเทศไทย” ราจีฟ เมนอน ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

    กรุงเทพฯ

    • เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ สาทร (JW Marriott Bangkok Sathorn) – โรงแรมหรูขนาด 288 ห้องที่คาดว่าจะผสานการบริการอันประณีตเข้ากับการใช้ชีวิตในเมือง พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านสุขภาวะผ่านสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาและฟิตเนสที่หลากหลาย และศูนย์กลางไลฟ์สไตล์อันมีชีวิตชีวา เพื่อสร้างพื้นที่ต้อนรับที่ให้แขกได้เติมพลัง เชื่อมสัมพันธ์ และสัมผัสพลังของกรุงเทพฯ
    • ซิติเซนเอ็ม กรุงเทพ สุขุมวิท 11 (citizenM Bangkok Sukhumvit 11) – เป็นการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยห้องพัก 147 ห้อง โรงแรมแห่งนี้จะสะท้อนแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ citizenM ในด้านการบริการสมัยใหม่ โดยจะผสานเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย การออกแบบร่วมสมัยที่โดดเด่น การบริการที่จริงใจ และสถานที่ด้านอาหารและเครื่องดื่มที่น่าตื่นเต้น ใจกลางย่านสุขุมวิท
    • โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน (Four Points Flex by Sheraton) – โรงแรม 3 แห่งที่จะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในประเทศไทย ตั้งอยู่ในทำเลทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุขุมวิท 8 (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Sukhumvit 8) คาดว่าจะมี 162 ห้อง โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุขุมวิท 14 (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Sukhumvit 14) คาดว่าจะมี 130 ห้อง และ โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุรวงศ์ (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Surawong) คาดว่าจะมี 201 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่เปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งสามแห่งจะมอบการเข้าพักที่สะดวกสบาย ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส แบรนด์นี้ออกแบบมาสำหรับนักเดินทางที่พร้อมเดินทางอยู่เสมอ โดยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบพื้นฐาน ผ่านหลักการด้านความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ทั้งในด้านการออกแบบและประสบการณ์ของผู้เข้าพัก

    พัทยาและภูเก็ต

    แบรนด์คอลเลกชันใหม่ล่าสุดของแมริออท ซีรีส์ บาย แมริออท ได้รับการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์การเข้าพักที่สะดวกสบายและเข้าถึงง่าย โดยถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง พร้อมด้วยความน่าเชื่อถือและมาตรฐานที่สม่ำเสมอซึ่งนักเดินทางให้ความสำคัญ แบรนด์นี้กำลังจะเปิดตัวในประเทศไทย ณ สองจุดหมายปลายทางรีสอร์ตยอดนิยมของประเทศ ได้แก่ อีซี่ แพลนเน็ต พัทยาเหนือ, ซีรีส์ บาย แมริออท (Easy Planet North Pattaya, Series by Marriott) ขนาด 192 ห้อง และ อีซี่ แพลนเน็ต ภูเก็ต ป่าตอง, ซีรีส์ บาย แมริออท (Easy Planet Phuket Patong, Series by Marriott) ขนาด 142 ห้อง

    “สำหรับผม การบริการไม่เคยหมายถึงเพียงการมอบสถานที่พัก แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนได้เชื่อมโยงกับผู้อื่น และมีความสุขกับการใช้เวลา ในอนาคตผมเชื่อว่าสุขภาวะ กีฬา และไลฟ์สไตล์จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อวิธีที่ผู้คนเดินทางและใช้ชีวิต การขยายธุรกิจครั้งนี้เปิดโอกาสให้เรานำแนวคิดดังกล่าวมาสู่พอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ไม่เพียงสำหรับแขกของเรา แต่รวมถึงชุมชนโดยรอบด้วย เรารู้สึกยินดีที่จะเดินหน้าบนเส้นทางนี้ร่วมกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล และร่วมกันสร้างสิ่งที่มีคุณค่าในประเทศไทย” นาย กฤษน์ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น กล่าว

    ข้อตกลงหลายโรงแรมครั้งนี้ต่อยอดจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล และฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งครอบคลุมโรงแรม 4 แห่งในกรุงเทพฯ ภายใต้ 4 แบรนด์ ได้แก่ โฮเทลมิวส์ แบงค็อก ออโต้กราฟ คอลเลคชั่น (Hotel Muse Bangkok, Autograph Collection) แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ตเมนต์ กรุงเทพ ทาวน์ฮอลล์ สุขุมวิท (Marriott Executive Apartments Bangkok Townhall Sukhumvit) โฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน กรุงเทพฯ เพลินจิต สุขุมวิท (Four Points by Sheraton Bangkok Ploenchit Sukhumvit) และ เมโทรโพล แบงค็อก, อะ ทริบิวต์ พอร์ตฟอลิโอ โฮเทล (Metropole Bangkok, a Tribute Portfolio Hotel) ความร่วมมือที่ขยายตัวนี้จะส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีพอร์ตโฟลิโอร่วมกันรวม 11 โรงแรม ภายใต้ 8 แบรนด์ ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 3 แบรนด์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

    ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ตของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศไทยได้ที่ www.marriott.com.

  • Dining - Hotel - Lifestyle - Luxury

    พลังแห่งอัตลักษณ์ท้องถิ่น : แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยอนาคตแห่งวงการอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากร้านอาหารแบบดั้งเดิมสู่พื้นที่สังสรรค์ยุคใหม่

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยโฉมรายงานเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ปี 2570 หรือ Future of Food 2027 รายงานล่าสุดที่สำรวจแนวโน้มด้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานฉบับนี้อ้างอิงจากการพูดคุยกับเชฟชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการ และผู้มีอิทธิพลทางด้านอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค ควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกจากโรงแรมในเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ทั่วภูมิภาค โดยเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือการเติบโตและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสถานที่ ในขณะที่การรับประทานอาหารก้าวข้ามขอบเขตของร้านอาหารแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่มีความยืดหยุ่นและเน้นการเข้าสังคม ผู้รับประทานอาหารจึงมองหาประสบการณ์ที่มีความเป็นท้องถิ่น ความดั้งเดิม และความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับจุดหมายปลายทางของตนมากยิ่งขึ้น

    ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เหล่านักชิมกำลังมองหาความดั้งเดิมและการเข้าสังคมมากยิ่งขึ้น ความต้องการลิ้มรสอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมกำลังพุ่งสูงขึ้น โดยโรงแรมที่เข้าร่วมการสำรวจมากถึง 95% ระบุว่า นี่คือแนวโน้มที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของตน ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แขกผู้เข้าพักมารวมตัวกันตามบาร์ เลานจ์ เคาน์เตอร์ และพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรมที่แขกสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างลื่นไหลตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดยุคใหม่ของการรับประทานอาหารที่เรื่องราวเบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนรับประทานและสถานที่ที่พวกเขารับประทานมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

    “ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรากำลังเห็นเทรนด์ที่เปลี่ยนไปสู่ประสบการณ์ที่อบอุ่นเป็นกันเองและมีรากฐานมาจากท้องถิ่น โดยพื้นที่ขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบมาอย่างตั้งใจ ได้เข้ามาแทนที่รูปแบบการรับประทานอาหารแบบทางการแบบเดิม” ปีเตอร์ ราบา (Petr Raba) รองประธานฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “โรงแรมกำลังกลายเป็นนักเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม โดยผสานความสามารถของเชฟท้องถิ่น วัตถุดิบที่จัดหาจากในพื้นที่ และความเชื่อมโยงเข้าไว้ในทุกมิติของประสบการณ์การรับประทานอาหาร เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง”

    กระแสหลักที่กำหนดอนาคตของวงการอาหาร

    1. การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่ (The Spatial Shift)

    การรับประทานอาหารกำลังก้าวข้ามรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิม เนื่องจากแขกผู้เข้าพักโน้มเอียงไปทางพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น เข้าสังคมได้ง่าย และขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์มากยิ่งขึ้น ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เกือบครึ่งหนึ่งของโรงแรมที่สำรวจรายงานว่ามีความต้องการสถานที่แบบลำลอง เช่น เลานจ์ บาร์ และพื้นที่กลางแจ้งที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่แนวคิดใหม่ๆ กำลังเปิดรับพื้นที่ขนาดกะทัดรัด 40 ถึง 60 ที่นั่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในประเทศเวียดนาม โรงแรมที่สำรวจ 71% รายงานว่ามีการเติบโตของการรับประทานอาหารในโซนบาร์และเลานจ์ ซึ่งสะท้อนถึงความดึงดูดใจที่เพิ่มขึ้นของประสบการณ์การรับประทานอาหารที่มีความยืดหยุ่น เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังกำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับทุกด้านตั้งแต่การพัฒนาเมนูและการตลาด ไปจนถึงการจัดสรรพนักงานและข้อมูลเชิงลึกของแขก ซึ่งช่วยให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การมอบการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ร้านอาหารและบาร์ 100% ที่สำรวจในประเทศไทยมีการใช้ AI ในการดำเนินงาน

    • ความได้เปรียบของท้องถิ่น (The Local Advantage)

    อาหารท้องถิ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารทั่วทั้งภูมิภาค 95% ของโรงแรมที่สำรวจพบว่าความต้องการอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมในปัจจุบันถือเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความสำคัญเหนือกว่าเรื่องความคุ้มค่าเมื่อแขกต้องเลือกว่าจะรับประทานอาหารที่ไหน โรงแรมต่างๆ กำลังตอบสนองด้วยการสร้างสรรค์เมนูด้วยวัตถุดิบและเรื่องราวที่มีรากฐานมาจากจุดหมายปลายทางนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ที่ห้องอาหาร Hearth โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมืองเพิร์ท เมนูจานเด่นอย่างเป็ด Wagin ท้องถิ่น ไม่เพียงแต่นำเสนอผลผลิตขึ้นชื่อของออสเตรเลียตะวันตก แต่ยังสะท้อนถึงปรัชญาของห้องอาหารที่เน้นวัตถุดิบตามฤดูกาลและท้องถิ่นอีกด้วย นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา โรงแรม 4 ใน 5 แห่งได้นำวัตถุดิบใหม่ๆ ในท้องถิ่นมาใช้ ตั้งแต่ผักจากเกียวโตในญี่ปุ่น ไปจนถึงเกลือทะเลกำปอดในเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากกัมพูชา และเครื่องเทศพื้นเมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เกือบ 75% ระบุว่ามีการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมนูเครื่องดื่มมากขึ้น เทรนด์นี้เด่นชัดมากเป็นพิเศษในอินเดียและอินโดนีเซีย โดยมีความต้องการอาหารท้องถิ่นสูงถึง 71% และ 67% ตามลำดับ ซึ่งตอกย้ำว่านักเดินทางต้องการหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่บอกเล่าเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง

    • ประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งครบจบใน 99 นาที (99-Minute Fine Dining)  

    อาหารไฟน์ไดนิ่งกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านเวลา โดยหลายๆร้านหันมาเสิร์ฟคอร์สอาหารจานเด่น 4-5 คอร์สที่จบภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงี่ แทน Tasting Menu แบบเดิมที่อาจใช้เวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมงและมีอาหารมากกว่า 10 คอร์ส ข้อมูลจากทั่วภูมิภาคระบุว่า โรงแรมถึง 58% มีระยะเวลาทานอาหารมื้อหรูเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 ชั่วโมง โดยสิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในตลาดไฟน์ไดนิ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่ง 85% ของร้านอาหารใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1.5 ชั่วโมงเท่านั้น และเพื่อปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์นี้ ร้านอาหารต่างๆ จึงเลือกกระชับเมนูให้สั้นลง เพิ่มทางเลือกแบบอะลาคาร์ท (À la carte) และหันมามุ่งเน้นที่ “ช่วงเวลาว้าว” แทนที่จะนับจำนวนคอร์สอาหาร เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ที่ 1 ใน 5 ของร้านได้ลดจำนวนคอร์สลง ในขณะที่ฟิลิปปินส์มีร้านไฟน์ไดนิ่งถึง 30% ที่หันมาเสิร์ฟเมนูแบบอะลาคาร์ท (À la carte) เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ทั้งลดจำนวนคอร์สและลดเวลาบริการให้กระชับขึ้น

    ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากรายงาน

    • กินดี อยู่ดี ตามวัย (Eat Well, Eating Your Age): เรื่องสุขภาพได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกร้านอาหาร โดยวัตถุดิบดั้งเดิมจากภูมิปัญญาอาหารเอเชียแปซิฟิกกลับมาได้รับความสนใจจากนักเดินทางยุคใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันโรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลถึง 97% ที่ได้รับการสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) มีการเสิร์ฟเมนูอาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์รักสุขภาพนี้ยังขยายขอบเขตไปไกลกว่ามื้ออาหาร โดยครอบคลุมไปถึงมินิบาร์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ และบริการเตรียมห้องนอนก่อนนอน ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการนอนหลับและการผ่อนคลายอีกด้วย
    • เมนูยุคใหม่ (The Modern Menu): ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมนูอาหารกำลังได้รับการรังสรรค์ให้มีความโดดเด่นและกระตุ้นประสาทสัมผัสมากยิ่งขึ้น โดยสัมผัสหรือเนื้อสัมผัสของอาหาร (Texture) ได้ก้าวขึ้นมามีความสำคัญเทียบเท่ากับรสชาติ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-forward) ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลักดันให้แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวโครงการ APEC Plant-Forward Program ทั่วภูมิภาคในปี 2570 ส่งผลให้เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงแรมระดับโลกกลุ่มแรกๆ ที่บูรณาการการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักเข้าเป็นรากฐานการดำเนินงานอย่างถาวร
    • เครื่องดื่มทางเลือกแบบไร้แอลกอฮอล์ (Alcohol Alternatives): กระแสเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำและไม่มีแอลกอฮอล์ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเทรนด์เฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของธุรกิจบริการ โดยร้านอาหารและบาร์ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล 42% ที่สำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานว่ายอดขายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตสูงขึ้น ตั้งแต่สปิริตพรีเมียมไปจนถึงการจับคู่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์กับมื้ออาหาร แขกผู้เข้าพักต่างมองหาทางเลือกที่มีความละเมียดละไมและตอบโจทย์การใช้ชีวิต โดยไม่ต้องประนีประนอมเรื่องรสชาติหรือความรื่นรมย์แต่อย่างใด

    อนาคตด้านอาหารและเครื่องดื่ม

    ภูมิทัศน์ด้านอาหารและเครื่องดื่มของเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่ความดั้งเดิมอย่างแท้จริง และความตั้งใจจริง ร้านอาหารและโรงแรมที่จะประสบความสำเร็จในปี 2570 คือผู้ที่เข้าใจแก่นแท้ของสถานที่นั้นๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งวัตถุดิบ วัฒนธรรม และผู้คน แล้วนำมาต่อยอดเป็นประสบการณ์การออกแบบบนพื้นฐานดังกล่าว สถานที่เหล่านี้กำลังรังสรรค์พื้นที่ขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมสร้างการบริการที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงความรู้สึกของแขกเข้ากับจุดหมายปลายทางและอาหาร ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นวงการอาหารในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่การยกโมเดลมาตรฐานสากลทั่วไปมาใช้อีกต่อไป แต่เป็นแหล่งรวมประสบการณ์อันโดดเด่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

  • Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามเปิดตัว Apartments by Marriott Bonvoy แห่งแรกในประเทศไทย และ Moxy Hotels ณ โครงการ Matalay เขาหลัก

    ข้อตกลงกับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เตรียมนำโรงแรมใหม่สองแห่งสู่โครงการ Matalay ซึ่งตั้งอยู่บนแนวชายหาดอันดามันยาว 1.4 กิโลเมตรร่วมกับ JW Marriott Khao Lak Resort & Spa และเชื่อมถึงกันด้วยเส้นทางปั่นจักรยานท่ามกลางธรรมชาติ

    เขาหลัก ประเทศไทย: แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงนามในข้อตกลงกับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เพื่อพัฒนาโรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ Matalay Khao Lak, Apartments by Marriott Bonvoy ซึ่งเป็นการเปิดตัวแบรนด์แห่งแรกในประเทศไทย และ Moxy Khao Lak Memories Beach บนชายฝั่งเขาหลัก ในโครงการ Matalay จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวแห่งใหม่บนพื้นที่ 200 เฮกตาร์ หรือประมาณ 1,250 ไร่ ที่กำลังพัฒนาขึ้น โดยได้รวมทั้งหาดทรายเงียบสงบ ทะเลสาบ ภูเขา ป่าไม้ และจุดโต้คลื่นชื่อดังของไทย หลอมรวมเข้าด้วยกันท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามตระการตา

    โรงแรมทั้งสองแห่งนี้จะตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของหาดเมมโมรี่ ในขณะเดียวกันที่ทางตอนใต้จะมีลู่วิ่งและเลนส์จักรยานแห่งใหม่ความยาว 3 กิโลเมตร ที่ทอดตัวคดเคี้ยวผ่านผืนป่าเขียวชะอุ่มและทะเลสาบ เชื่อมต่อระหว่างโรงแรมเจดับบลิว แมริออท เขาหลัก รีสอร์ท แอนด์ สปา กับโครงการ Matalay ซึ่งมาพร้อมหน้าหาดบริสุทธิ์ทอดยาวกว่า 1.4 กิโลเมตร

    “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อีกครั้งในการลงนามโครงการโรงแรมใหม่ทั้งสองแห่งนี้ Matalay เป็นโครงการพัฒนาที่สร้างมิติใหม่ ซึ่งจะยกระดับพังงาจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบองค์รวม การที่สองแบรนด์ของเราได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโครงการแห่งนี้ รวมถึง Apartments by Marriott Bonvoy แห่งแรกในประเทศไทย สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เราตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอแบรนด์และจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ แก่นักเดินทาง” นายราจีฟ เมนอน ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

    Moxy Khao Lak Memories Beach ซึ่งจะเป็นโรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ Moxy ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่จะยกเอาดีเอ็นเอความสนุกสนานและคอมมูนิตี้สุดชิคมาสู่หมู่บ้านเซิร์ฟเมมโมรี่ที่อยู่ติดกัน ด้วยการตกแต่งสไตล์เรโทรที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคบุกเบิกของการโต้คลื่น โรงแรมแห่งนี้มาพร้อมห้องพักดีไซน์สนุกสนานจำนวน 160 ห้อง โอบล้อมด้วยสระว่ายน้ำ พร้อมด้วย Moxy Bar & Restaurant บาร์ริมสระและบาร์ริมหาด รวมถึง ฟิตเนสขนาดใหญ่ และสนามหญ้าหน้าชายหาดสำหรับจัดอีเวนต์

    Matalay Khao Lak, Apartments by Marriott Bonvoy จะนำเสนออพาร์ตเมนต์แบบสองห้องนอนจำนวน 60 ยูนิต ขนาด 110 ตารางเมตร สำหรับการเข้าพักระยะยาว โดยแต่ละยูนิตมีห้องครัวครบครันและเครื่องซักผ้าพร้อมเครื่องอบผ้า เรสซิเดนซ์สไตล์รีสอร์ตอันกว้างขวางเหล่านี้มีทั้งแบบที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำหรือมองเห็นวิวทะเล มอบประสบการณ์เสมือนบ้านหลังที่สองให้แก่ครอบครัวหรือดิจิทัลโนแมด ท่ามกลางแนวชายฝั่งอันบริสุทธิ์และพื้นที่ตอนในอันเขียวชอุ่มของเขาหลัก

    นอกเหนือจากโรงแรมแล้ว ผู้เข้าพักยังสามารถออกไปสำรวจทั่วทั้งจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนโต้คลื่นร่วมกับชุมชนนักโต้คลื่นท้องถิ่นของเขาหลัก การพายเรือคายัคในทะเลสาบและลากูนหลายแห่ง การอาบป่า และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี โอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลช้างและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สนามมินิกอล์ฟ 36 หลุม ดนตรีสดที่บาร์ริมชายหาด และประสบการณ์ด้านอาหารอันหลากหลาย

    โรงแรมทั้งสองแห่งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตประมาณ 75 นาทีโดยรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึง 18 ล้านคนต่อปีภายในปี 2572

    เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ตของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศไทยได้ที่ www.marriott.com.

  • Environment - ESG

    BlueQuest จับมือ โอโซ่ ภูเก็ต–อมารี ภูเก็ต ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จัดอบรมช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น พร้อมเชื่อมโยงการแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน

    BlueQuest ร่วมกับ โรงแรมโอโซ่ ภูเก็ต (OZO Phuket) และ โรงแรมอมารี ภูเก็ต (Amari Phuket) จัด “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเบื้องต้น และการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน BlueQuest ในการแจ้งเหตุ” เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ณ โรงแรมโอโซ่ ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการประสานความช่วยเหลือเมื่อพบสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น

    การอบรมได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการประสานงานจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีผู้แทนจากศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร จังหวัดภูเก็ต, Thai Whale, อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต, อุทยานแห่งชาติเขาลำปี–หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา รวมถึงชุมชนอ่าวตังเขน, อาสาสมัคร และเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

    เนื้อหาการอบรมครอบคลุมตั้งแต่สถานภาพและการจำแนกชนิดสัตว์ทะเลหายาก ภัยคุกคาม การดูแลฟื้นฟูสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นด้วยจิตอาสา หลักการช่วยเหลือเบื้องต้น การประเมินสภาพสัตว์เกยตื้น การจัดการซากและการเก็บข้อมูล ตลอดจนแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสม

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคอาสาสมัครได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ พร้อมฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง ตั้งแต่การประเมินเหตุการณ์ การวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในพื้นที่ ไปจนถึงการส่งพิกัด ภาพถ่าย และข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญสามารถประเมินสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

    กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลหรือหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน อาสาสมัคร และเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ เพื่อให้ทุกการพบเห็นสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที

    อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญของการอบรม คือ การประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน BlueQuest ในการแจ้งเหตุ โดยผู้เข้าร่วมได้ทดลองใช้งานจริง ตั้งแต่การเข้าสู่เมนูแจ้งเหตุ เลือกประเภทเหตุการณ์ ระบุตำแหน่งผ่านระบบ GPS แนบภาพถ่ายและกรอกรายละเอียดที่จำเป็น ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์ และเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ทุกคนสามารถเริ่มใช้งาน BlueQuest ได้ง่าย ๆ ด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและลงทะเบียนผู้ใช้งาน   เมื่อพบเหตุการณ์ที่ต้องการแจ้ง สามารถเลือกประเภทของเหตุการณ์ ระบุพิกัด แนบภาพถ่าย พร้อมให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ เวลา และลักษณะของเหตุการณ์ก่อนกดส่งรายงาน โดยการใส่ข้อมูลที่ครบถ้วน โดยเฉพาะพิกัดและภาพถ่าย จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและวางแผนดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” เยาวชนไทยวัย 17 ปี ผู้ก่อตั้ง BlueQuest กล่าวว่า “BlueQuest ไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเพียงช่องทางสำหรับรายงานปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใช้งานพบเห็นเท่านั้น แต่เราต้องการให้แอปพลิเคชันเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คน ข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน”

    “ผู้ใช้งานยังสามารถติดตามข้อมูลแจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ สถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อการเดินทางและการท่องเที่ยว ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อีกด้วย เราเชื่อว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเลและสิ่งแวดล้อมได้ เพราะการแจ้งข้อมูลเพียงหนึ่งครั้ง เมื่อมีพิกัด ภาพถ่าย และรายละเอียดที่ชัดเจน อาจช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบสถานการณ์และดำเนินการได้อย่างทันท่วงที”

    “การอบรมที่ภูเก็ตครั้งนี้เป็นจุดหมายแรกของ BlueQuest ในการนำแอปพลิเคชันไปใช้ควบคู่กับการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติร่วมกับคนในพื้นที่ ในระยะต่อไป เราตั้งใจขยายกิจกรรมไปยังพื้นที่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ เช่น กระบี่, เกาะสมุย และพัทยา เพื่อให้ชุมชน อาสาสมัคร และผู้ประกอบการมีความพร้อมในการแจ้งเหตุและประสานความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากได้อย่างเหมาะสม” แคลร์กล่าวทิ้งท้าย

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน BlueQuest ได้แล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และ Android ผ่าน Google Play Store พร้อมติดตามข่าวสาร กิจกรรม และเรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ท้องทะเลจาก BlueQuest ได้ทาง Facebook: BlueQuest Thailand และ Instagram: bluequest.thailand มาร่วมเป็นอีกหนึ่งสายตาที่ช่วยเฝ้าระวังและดูแลท้องทะเลให้คงความสมบูรณ์ต่อไป

  • Campaign - Fashion

    ไอคอนสยาม จัดแคมเปญ “FASHION ATTENTION เสิร์ฟลุคสับ รับซีซันใหม่” ยกทัพแบรนด์แฟชั่น-บิวตี้ระดับโลก ช็อปคุ้มรับ SIAM GIFT CARD และของสมนาคุณสุดพิเศษ ตลอดเดือนตุลาคมนี้

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่นระดับโลก ชวนสายแฟและบิวตี้เลิฟเวอร์มาอัปเดตเทรนด์ใหม่ล่าสุดประจำฤดูกาล ในแคมเปญ “FASHION ATTENTION เสิร์ฟลุคสับ รับซีซันใหม่” ขนทัพบิวตี้ไอเท็มและแฟชั่นเซตสุดฮอตจากแบรนด์ดังระดับโลกมาให้เลือกช็อปอย่างจุใจ พร้อมมอบโปรโมชันและสิทธิพิเศษสุดคุ้มค่าเฉพาะสมาชิก ONESIAM ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม และห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ

    สำหรับสมาชิก ONESIAM เพียงรวบรวมใบเสร็จจากการใช้จ่ายในหมวดแฟชั่นและบิวตี้ที่ร่วมรายการภายในวันเดียวกัน เพื่อแลกรับสิทธิ์ ดังนี้
    • ช็อปครบ 7,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 200 บาท
    • ช็อปครบ 15,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 500 บาท 
    • พิเศษ! รับเพิ่ม สำหรับสมาชิกใหม่! เมื่อช็อปครบตามที่กำหนด และสมัครสมาชิก ONESIAM ภายในวัน รับทันที 2,000 ONESIAM Coins (จำกัด 500 สิทธิ์ตลอดรายการ)

    ของรางวัลพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ! เฉพาะช่วงวันที่ 22 –25 ตุลาคม 2569 เอาใจสายแฟชั่นนิสต้าตัวจริง เพียงช็อปสินค้าหมวดแฟชั่นและบิวตี้ครบ 10,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! Elle Freedom Tote Bag มูลค่า 790 บาท กระเป๋าดีไซน์เก๋สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ช่วยคอมพลีตลุคให้มีสไตล์ (จำกัด 120 สิทธิ์ตลอดรายการ, ของมีจำนวนจำกัด มาก่อนรับสิทธิ์ก่อน)

    เพลิดเพลินกับการเลือกสรรสินค้าจากทัพพาเหรดแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ยอดนิยมมากมาย อาทิ Louis Vuitton, Dior, Gucci, Prada, Loewe, Balenciaga, Bottega Veneta, CELINE, Tiffany & Co., Cartier, Sephora, Chanel Beauté, Byredo, Le Labo, Tory Burch, Coach, Adidas, Nike, Onitsuka Tiger, HOKA, Lululemon, Swarovski, Gentlewoman, Charles & Keith, Pandora และอื่นๆ อีกมากมาย

    มาร่วมอัปเดตลุคใหม่สุดปังรับซีซันได้ในแคมเปญ “FASHION ATTENTION เสิร์ฟลุคสับ รับซีซันใหม่” ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม และห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ โดยสามารถนำใบเสร็จที่แลกรับสิทธิ์ได้ที่เคาน์เตอร์ Information ชั้น G, ชั้น M และชั้น 2 ของไอคอนสยาม ภายในวันเดียวกัน ติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ICONSIAM: https://www.iconsiam.com/th/promotions หรือ Facebook: ICONSIAM

  • Hotel - Lifestyle - Travel

    ให้ปลายทางเล่าเรื่องผ่านการเดินทางกับอมารี จากเสน่ห์ริมแม่น้ำโขงในเวียงจันทน์ สู่ขุนเขาและสายน้ำของวังเวียง

    เวียงจันทน์เป็นเมืองที่ยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยนานเท่าไร ก็ยิ่งได้พบสิ่งที่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานหนึ่งในตลาดเช้า ร้านกาแฟเล็กๆ ระหว่างทาง บทสนทนากับคนท้องถิ่น หรือช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในแผน สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เปิดมุมมองใหม่ และพาให้ผู้เดินทางได้รู้จักเมืองในแบบที่แตกต่างออกไป หากถามว่าเสน่ห์ของเวียงจันทน์อยู่ตรงไหน คำตอบอาจไม่ได้เริ่มต้นจากแลนด์มาร์ก หากอยู่ที่ “จังหวะของเมือง” เมืองหลวงของลาวแห่งนี้ไม่ได้เร่งให้ผู้มาเยือนต้องเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ชวนให้ค่อย ๆ ใช้เวลาไปกับเมือง และมองเห็นรายละเอียดของชีวิตที่ดำเนินอยู่รอบตัว

    การทำความรู้จักเวียงจันทน์อาจเริ่มจากสถานที่สำคัญอย่างพระธาตุหลวง ประตูชัย และวัดสีสะเกด ก่อนปล่อยให้เวลานำไปสู่ประสบการณ์ที่เรียบง่ายกว่า ทั้งการเดินตลาดเช้า จิบกาแฟลาว ปั่นจักรยานไปตามถนนสายสงบ หรือนั่งมองความเคลื่อนไหวริมแม่น้ำโขงในช่วงเย็น อาหารเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่พาให้เข้าถึงตัวตนของเมือง ขณะที่คำทักทายง่าย ๆ อย่าง “สบายดี” หรือ “ขอบใจ” ก็ช่วยให้บทสนทนากับผู้คนเป็นกันเองขึ้น และบางครั้ง การพบปะสั้นๆ ระหว่างทางอาจกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของการเดินทาง

    ในฐานะเมืองหลวงและศูนย์กลางสำคัญด้านเศรษฐกิจ การปกครอง และวัฒนธรรมของลาว เวียงจันทน์มีเรื่องราวให้ค้นพบทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา อาหาร และวิถีชีวิต ที่นี่จึงไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักให้ครบในครั้งเดียว เพราะบางทีเสน่ห์ของเมืองอาจอยู่ในร้านเล็กๆ ริมทาง การต้อนรับอย่างเป็นมิตร หรือเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่ ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นระหว่างทาง

    เมื่อการเดินทางไม่ได้หมายถึงการต้องออกไปค้นหาสิ่งใหม่ตลอดเวลา การเลือกที่พักซึ่งทำให้ผู้มาเยือนได้อยู่ใกล้กับจังหวะของเมือง จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์และเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนทำความรู้จักจุดหมายปลายทางได้ในแบบของตนเอง

    เมื่อการเข้าพักเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเมือง

    อมารี เวียงจันทน์ (Amari Vientiane) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมแม่น้ำโขง ทำให้การเข้าพักเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักเวียงจันทน์ในจังหวะที่เป็นของตัวเอง โรงแรมหยิบแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของลาวมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบ อาหาร และประสบการณ์ภายในโรงแรม พร้อมเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับเรื่องราวของเมืองโดยรอบ

    จากโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถเริ่มต้นเช้าด้วยการออกไปสัมผัสประเพณีและวิถีชีวิตของชาวเวียงจันทน์ แวะชมสถานที่สำคัญหรือสำรวจตลาดเช้า ก่อนกลับมาใช้เวลาพักผ่อน แล้วออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำโขงและตลาดกลางคืนในช่วงค่ำ โดยไม่จำเป็นต้องจัดทุกกิจกรรมให้อยู่ในตารางที่เร่งรีบ เพราะเสน่ห์ของเวียงจันทน์อยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างวัน ขณะเดียวกัน การกลับมาใช้เวลาภายในโรงแรมก็เปิดโอกาสให้ได้พักผ่อน ดูแลกายและใจ หรือชมแสงสุดท้ายเหนือแม่น้ำโขง

    ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ย่านสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวของเมือง และห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไตราว 4.8 กิโลเมตร อมารี เวียงจันทน์จึงเอื้อให้ผู้เดินทางเลือกใช้เวลาได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งวันที่อยากออกไปค้นพบเมือง และวันที่อยากพักผ่อนอย่างเต็มที่ ทำให้ที่พักแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดพักระหว่างการเดินทาง แต่เป็นอีกส่วนหนึ่งของประสบการณ์เวียงจันทน์

    เริ่มต้นสัมผัสเมืองผ่านรสชาติ

    ที่ อมารี เวียงจันทน์ ผู้เข้าพักสามารถเลือกสัมผัสอาหารหลากหลายรูปแบบ ทั้งอาหารนานาชาติ อาหารไทย และเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของลาว ตั้งแต่เมนูเส้น อาหารจากปลาแม่น้ำ ไปจนถึงอาหารพื้นถิ่นที่ปรุงด้วยสมุนไพรและวัตถุดิบประจำถิ่น โดย อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ (Amaya Food Gallery) นำเสนออาหารหลากหลายตลอดวัน ขณะที่ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ไพรเวต ไดนิง (Executive Private Dining) เปิดพื้นที่สำหรับการรับประทานอาหารในบรรยากาศเป็นส่วนตัว พร้อมทิวทัศน์ของแม่น้ำโขง

    จากมื้ออาหารภายในโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถออกไปค้นพบรสชาติและเรื่องราวของเวียงจันทน์ต่อผ่านตลาด ร้านอาหาร และชุมชนรอบเมือง ทำให้อาหารเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักจุดหมายปลายทาง

    เว้นจังหวะให้กับการพักผ่อน

    หลังจากออกไปสัมผัสเมืองมาตลอดวัน การกลับมาใช้เวลาอย่างช้าๆ ที่ อมารี เวียงจันทน์ ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งของการเดินทาง ห้องพัก 248 ห้อง ตั้งแต่ห้องดีลักซ์ จูเนียร์ สวีท เอ็กเซ็กคิวทีฟ สวีท ไปจนถึงเพรสซิเดนเชียล สวีท รองรับทั้งการเข้าพักระยะสั้นและผู้ที่ต้องการใช้เวลาอยู่ในเวียงจันทน์นานขึ้น ภายในโรงแรมยังมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และบรีซ สปา (Breeze Spa) สำหรับช่วงเวลาที่อยากเว้นจากการออกไปสำรวจเมือง หรือกลับมาใช้เวลากับตัวเองและคนที่ร่วมเดินทาง

    เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น สเตลลาร์ รูฟท็อป บาร์ (Stellar Rooftop Bar) เปิดมุมมองจากชั้นดาดฟ้าให้ชมแสงสุดท้ายเหนือแม่น้ำโขง ก่อนปล่อยให้บรรยากาศของเมืองค่อยๆ เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน จากมุมสูง ทั้งสายน้ำ เมือง และแสงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นอีกภาพหนึ่งของเวียงจันทน์ที่ชวนให้ทบทวนเรื่องราวเล็กๆ ที่ได้พบระหว่างวัน ก่อนปล่อยให้ค่ำคืนดำเนินต่อไปในจังหวะที่เป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน โรงแรมยังมีพื้นที่สำหรับการประชุมและจัดเลี้ยงที่รองรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ จึงสามารถรองรับทั้งการทำงาน การพบปะ และการพักผ่อนได้ในพื้นที่เดียวกัน

    จากเสน่ห์ริมแม่น้ำโขง สู่ธรรมชาติริมน้ำซอง

    จากเวียงจันทน์ที่ชวนให้ผู้เดินทางค่อย ๆ ปล่อยให้จังหวะของเมืองเล่าเรื่อง การเดินทางต่อไปยัง อมารี วังเวียง (Amari Vang Vieng) ก็เปิดอีกจังหวะของลาวผ่านภูเขา แม่น้ำซอง และธรรมชาติที่รายล้อมโรงแรม เติมเต็มประสบการณ์ด้วยบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น

    ปัจจุบัน การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเวียงจันทน์และวังเวียงช่วยเชื่อมสองจุดหมายปลายทางเข้าหากันได้อย่างสะดวก ทำให้นักเดินทางสามารถเริ่มต้นด้วยวัฒนธรรม รสชาติ และวิถีชีวิตของเมืองหลวง ก่อนเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสภูเขา สายน้ำ และพื้นที่เปิดกว้างของวังเวียง ปล่อยให้แต่ละจุดหมายค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเองในแบบที่แตกต่างกัน

    อมารี วังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง และนำทิวทัศน์ของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพักผ่อน ห้องพักมากกว่า 160 ห้องได้รับการออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย พร้อมรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานฝีมือของลาว เปิดมุมมองสู่ขุนเขาและบรรยากาศโดยรอบ เพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกเชื่อมโยงกับจุดหมายปลายทางตั้งแต่ภายในโรงแรม

    จากอมารี วังเวียง ผู้เดินทางสามารถเลือกออกไปสัมผัสวังเวียงในแบบของตนเอง ทั้งการชมทิวทัศน์จากมุมสูง สำรวจถ้ำ พายเรือคายัคตามแม่น้ำซอง หรือใช้เวลากับธรรมชาติ ก่อนกลับมาผ่อนคลายและรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศของภูเขาและสายน้ำ

    สองโรงแรมจึงนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างแต่เชื่อมต่อกัน อมารี เวียงจันทน์เปิดมุมมองสู่รสชาติ วัฒนธรรม และชีวิตริมแม่น้ำโขง ขณะที่อมารี วังเวียงพาผู้เข้าพักเข้าใกล้พลังของธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำซอง

    ภายใต้แนวคิด More of What You Love การเข้าพักที่อมารีทั้งสองแห่งจึงไม่ได้สิ้นสุดอยู่ภายในโรงแรม แต่เปิดออกไปสู่มื้ออาหาร การพักผ่อน การดูแลตนเอง การพบปะผู้คน และประสบการณ์ในจุดหมายปลายทาง ให้ผู้เดินทางได้ค้นพบลาวในหลายมิติและเลือกจังหวะของการเดินทางในแบบของตัวเอง เพราะบางครั้ง การรู้จักจุดหมายปลายทางไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ เพียงเปิดพื้นที่ให้เมือง ธรรมชาติ และผู้คนค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง การเดินทางก็อาจกลายเป็นความทรงจำที่ยังคงอยู่ แม้ช่วงเวลาของการเข้าพักจะสิ้นสุดลงแล้ว