Business

  • Automotive - Business

    LEPAS Thailand เดินหน้าปักหมุดตลาดไทย เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรก “LEPAS MK รามอินทรา” พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย 50 แห่งทั่วประเทศ

    เลพาส ประเทศไทย (LEPAS Thailand) ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการวางรากฐานธุรกิจอย่างมั่นคงในประเทศไทย ด้วยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่ง แรกอย่างเป็นทางการ “เลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา” โดยแต่งตั้ง บริษัท เอ็ม.เค.ยนตรการ ในเครือ เอ็ม.เค. กรุ๊ป หนึ่งในผู้จำหน่ายจาก 50 รายทั่วประเทศตามแผนการสร้างเครือค่ายในปี 2569 เป็นผู้ดำเนินการ

    การเปิดโชว์รูมแห่งนี้สะท้อนกลยุทธ์สำคัญของ LEPAS Thailand ในการคัดเลือกผู้แทนจำหน่าย ที่มีประสบการณ์ ศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในธุรกิจยานยนต์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วันแรกของการเป็นเจ้าของ โดย เอ็ม.เค. กรุ๊ป เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีประสบการณ์ใน อุตสาหกรรมรถยนต์ยาวนานกว่า 30 ปี และมีปรัชญาการดูแลลูกค้าแบบใส่ใจ เป็นหัวใจหลัก ของ การ ให้บริการมาโดยตลอด

    โชว์รูมเลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์“Elegant Lifestyle House” ถ่ายทอด ความพรีเมียมและสง่างามของแบรนด์ผ่านบรรยากาศที่ทันสมัยและการต้อนรับที่อบอุ่น สะท้อน ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย ดีไซน์โดดเด่น และความสะดวก สบาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้านิวเจน (New Gen) ระดับไฮเอนด์ ทั้งยังตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา ทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ

    นายวรศักดิ์ ชาญไพบูลย์รัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม.เค.ยนตรการ และกลุ่มบริษัท เอ็ม.เค. กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทฯ มีประสบการณ์ในธุรกิจรถยนต์มายาวนานกว่า 30 ปี การดูแล ลูกค้า แบบใส่ใจคือหัวใจหลักของเรามาโดยตลอด โชว์รูมเลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา พร้อมให้บริการ ภายใต้แนวคิด ‘One Stop Service Lepas MK’ มอบประสบการณ์ ที่สมบูรณ์แบบทั้งการซื้อรถใหม่ และบริการหลังการขาย เปิดให้บริการแล้ววันนี้”

    บริการครบวงจรของโชว์รูมประกอบด้วย

    • บริการทดลองขับถึงบ้าน และการขายครบทุกช่องทาง รวมถึงการขายกลุ่มองค์กร (Fleet) และการเช่าซื้อ
    • บริการรถเก่าแลกรถใหม่แบบ One Stop รับรถใหม่ได้ทันที ไร้กังวลเรื่องการขายรถคันเดิม
    • ศูนย์บริการหลังการขายมาตรฐานมืออาชีพ พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังครบวงจร
    • ระบบนัดหมายล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและตรงเวลา พร้อมห้องรับรองส่วนตัว (Private Lounge) และบริการ Afternoon Tea ระหว่างรอรับบริการ
      การเปิดโชว์รูมครบวงจรแห่งแรกในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ LEPAS Thailand ในการขยาย เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายที่มีคุณภาพครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อส่งมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมและ สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

    ข้อมูลโชว์รูม เลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา

    • ฝ่ายขาย: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8.30 – 17.30 น.
    • ศูนย์บริการและศูนย์ซ่อมสีมาตรฐาน: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.
    • นัดหมายทดลองขับหรือสอบถามข้อมูล โทร. 02-521-4678 หรือ 088-917-8819
    • Facebook: Lepas MK Ramintra (facebook.com/LepasMKRamintra)

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/
    LineOA: @lepasthailand

  • Automotive - Business

    LEPAS เปิดฉากบุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการ ส่ง L6 EV ล็อตแรกกว่า 1,000 คันก่อนประกาศราคา 24 กรกฎาคมนี้

    LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เอสยูวี พรีเมียมรุ่นล่าสุดในเครือ Chery Group ณ ท่าเรือหนานซา นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน (Nansha Port Area of Guangzhou Port) เมื่อขบวนยนตรกรรม LEPAS L6 EV รถไฟฟ้า 100% ล็อตแรกจำนวนกว่า 1,000 คัน ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย การนับถอยหลังสู่การเปิดตัว LEPAS L6 EV อย่างเป็นทางการจึงเริ่มต้นขึ้นแล้ว นับเป็นเกียรติของตลาดไทยที่ LEPAS มอบให้เป็นประเทศแรกของโลกในการส่งมอบ LEPAS L6 EV —ชาวไทยกลุ่มแรกจึงไม่เพียงครอบครองยนตรกรรม หากคือผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประสบการณ์การเดินทางอันสง่างาม (Elegant Mobility) ไปพร้อมกัน

    ความพร้อมของเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขาย
    ก่อนการมาถึงของยนตรกรรมล็อตแรก LEPAS ได้วางรากฐานธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นระบบและมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในระยะยาว ทั้งด้านการขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขาย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 LEPAS ได้จัดการประชุมผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมเรเนซองส์ (The Renaissance Hotel) เพื่อร่วมวางแผนกลยุทธ์และสร้างความเข้าใจในทิศทางธุรกิจร่วมกัน ปัจจุบัน LEPAS มีผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งแล้วในเฟสแรกจำนวน 36 ราย ซึ่งจะทยอยเปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจได้ว่า ทุกการเป็นเจ้าของ LEPAS จะได้รับการดูแลอย่างประณีต

    LEPAS L6 EV Version VPD
    LEPAS L6 EV คือ SUV ไฟฟ้า 100% ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนความสง่างามในทุกรายละเอียด โดดเด่นด้วยภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ “Leopard Aesthetics” เส้นสายพลิ้วไหวเปี่ยมพลังดุจเสือดาว ผสานความสปอร์ตเข้ากับความหรูหราอย่างลงตัว
    และเพื่อสะท้อนแนวคิด Premium Mobility อย่างแท้จริง LEPAS L6 EV Version VPD มาพร้อมระบบ VPD (Valet Parking Driver) เทคโนโลยีจอดรถอัตโนมัติอัจฉริยะ ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล NVIDIA DRIVE Orin-Y หน่วยประมวลผล AI ระดับยานยนต์ (Automotive-grade) ประสิทธิภาพสูงถึง 200 TOPS ที่ทำหน้าที่เสมือน “สมองกล” ของรถ ผสานข้อมูลจากเซนเซอร์รอบคันแบบเรียลไทม์ (Sensor Fusion) วิเคราะห์สภาพแวดล้อม ระบุช่องจอด และตัดสินใจได้ในระดับเสี้ยววินาที ทำให้รถสามารถเข้าจอดในพื้นที่ที่กำหนดได้โดยอัตโนมัติอย่างแม่นยำและนุ่มนวล พร้อมเรียกรถกลับมารับได้ตามต้องการดุจมี Valet ส่วนตัวประจำคัน — ขุมพลังการประมวลผลระดับนี้คือมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในระบบขับขี่อัจฉริยะชั้นนำระดับโลก และคือความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน ยกระดับความสะดวกสบายเหนือระดับให้แก่ผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่จอดรถ ทั้งนี้ Version VPD คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายไตรมาส 4 พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    แบรนด์และวิสัยทัศน์
    ภายใต้ปรัชญาแบรนด์ “Drive Your Elegance — ขับเคลื่อนความสง่างามในแบบคุณ” LEPAS มุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจสำหรับไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม (Preferred Brand for Elegant Mobility Life) และในอนาคต LEPAS จะยังคงยึดมั่นในปรัชญาการพัฒนาระดับโลกของ Chery Group “In somewhere, For somewhere, Be somewhere” เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานเชิงท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบไลฟ์สไตล์อันสง่างามแก่ผู้ใช้ชาวไทยทุกคน
    พบกับการเปิดตัว LEPAS L6 EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นี้

  • Business - Property

    เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งการอยู่อาศัยระดับสูงสุด“มาวิสต้า พร้อมพงษ์” คอนโด Ultra Luxury มูลค่า 5,100 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างแล้ว

    บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงเสาเข็มเอกโครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” (MAVISTA PHROM PHONG) คอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและประกาศความพร้อมในการเดินหน้าก่อสร้างโครงการอย่างเป็นทางการ โดยมีคณะผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ณ พื้นที่โครงการ ซอยสุขุมวิท 39

    ดร.สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดพิธีลงเสาเข็มเอกในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ซึ่งนับเป็นคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury แบรนด์ระดับสูงสุดของบริษัท และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพระดับเวิลด์คลาสบนหนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดของกรุงเทพมหานคร
    “มาวิสต้า พร้อมพงษ์ เป็นโครงการมูลค่ากว่า 5,100 ล้านบาท ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ โดยปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 60% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ตลอดจนศักยภาพของทำเลพร้อมพงษ์ ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในทำเลที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่ได้รับความนิยมสูงสุดของกรุงเทพฯ”

    ดร.สุริยา กล่าวต่อว่า “การเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการ และเป็นการตอกย้ำความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนา การออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารโครงการ โดยบริษัทตั้งเป้าส่งมอบโครงการภายในปี 2029 พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยระดับ Ultra Luxury ให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย”

    โครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “CLASS IS INHERITANCE” ถ่ายทอดคุณค่าของการอยู่อาศัยเหนือกาลเวลา ผ่านการออกแบบในรูปแบบ Penthouse ทั้งโครงการ จำนวนเพียง 45 ยูนิต บนอาคารสูง 32 ชั้น โดยมีจำนวนยูนิตต่อชั้นเพียง 1-2 ยูนิต พร้อมลิฟต์ส่วนตัวทุกห้อง เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดแก่ผู้อยู่อาศัย

    อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการคือทำเลศักยภาพในซอยสุขุมวิท 39 ใจกลางย่านพร้อมพงษ์ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียง 190 เมตร รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญๆ ทั้งศูนย์การค้าอย่าง เอ็ม ดิสทริค (EM DISTRICT) โรงพยาบาลชั้นนำและโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับ High-Net-Worth Individuals ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    ทั้งนี้ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญภายใต้พอร์ตโฟลิโอระดับ Ultra Luxury ของเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าระดับบนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

  • Business

    บี.กริม-ไอเน็ต ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ เปิดตัว “บี.กริม ไอเน็ต” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร รองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตของไทยและภูมิภาค

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำการผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรม และ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และคลาวด์ระดับประเทศ ประกาศการจัดตั้ง บริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด (B.Grimm INET) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก

    ปัจจุบันความต้องการโซลูชันดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) ในนิคมฯ มากกว่า 80 แห่ง ซึ่งครอบคลุมโรงงานกว่า 5,400 แห่งทั่วประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยตั้งเป้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภค พลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเศรษฐกิจภายในนิคมฯ ซึ่ง บี.กริม ไอเน็ต จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายดังกล่าวโดยตรง ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันดิจิทัลแบบครบวงจร อาทิ การจัดการพลังงาน สิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ แพลตฟอร์มติดตามและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบความปลอดภัยคลาวด์ และ AI เป็นต้น

    โซลูชันทั้งหมดมีความยืนหยุ่น สามารถขยายตามการเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ทุกภาคส่วน ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะถูกพัฒนาและบริหารจัดการภายในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลและอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ บี.กริม ไอเน็ต เป็นบริษัทร่วมทุนที่ ดำเนินการผ่าน บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด (บริษัทย่อย ของ บี.กริม เพาเวอร์) และ บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด (บริษัทในเครือของไอเน็ต)

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชัน ธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นด้วย พันธกิจที่ชัดเจน คือการส่งมอบโซลูชันที่มากกว่าไฟฟ้า ผ่านการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure-as-a-Service หรือ DIaaS) เพื่อเชื่อมโยงพลังงานเข้ากับดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง บี.กริม มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการไฟฟ้ากับกลุ่มอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี โดยความร่วมมือกับ ไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแบบครบวงจรในประเทศไทยมากว่า 31 ปี ในการก่อตั้งบริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญของพันธกิจดังกล่าว เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน บนโครงสร้างพื้นฐานที่บริหารในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนิคมฯ และโรงงานต่างๆ ในการลดค่าใช้จ่ายและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

    นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น มีความพร้อมในการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีมาร่วมสร้างสิ่งใหม่ให้กับ “บี.กริม ไอเน็ต” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทร่วมทุน แต่คือผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับสากล บริหารด้วยความเชี่ยวชาญในประเทศและพร้อมขยายตัวควบคู่ไปกับทิศทางของเทคโนโลยีโลกบนพื้นฐานที่ไว้วางใจได้
    บี.กริม ไอเน็ต มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ที่แตกต่างจากผู้ให้บริการดิจิทัลรายอื่นๆ ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

    1. ความน่าเชื่อถือระดับประเทศ: จาก บี.กริม ผู้ดำเนินธุรกิจในไทยมา 148 ปี และ ไอเน็ต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านดิจิทัลและคลาวด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในระดับประเทศทั้งด้านพลังงานและดิจิทัล
    2. การผสานพลังงานเข้ากับดิจิทัล: การหลอมรวมเทคโนโลยีปฏิบัติการด้านพลังงานและอุตสาหกรรม (Operational Technology) เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) อย่างไร้รอยต่อ เกิดเป็น One-stop Solution รายแรกในตลาด
    3. ผู้นำการลดคาร์บอนด้วยดาต้า: ไม่เพียงแค่ติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอน ผ่าน Dashboard แต่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมาย Net Zero ผ่านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
    4. ความคล่องตัวเชิงพาณิชย์: ด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยืดหยุ่น สามารถปรับตามขนาดของนิคมฯ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวางจากทั้งสององค์กร ช่วยให้ส่งมอบโซลูชันและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
      โดยหนึ่งในโครงการแรกที่ บี.กริม ไอเน็ต จะเดินหน้าคือเพิ่มขีดความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย อาทิ
    • Smart Flood Alert ระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าอัจฉริยะ ผสาน AI กับข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อระบบปั๊มระบายน้ำอัตโนมัติ
    • Smart Traffic ตรวจจับและบันทึกป้ายทะเบียนยานพาหนะเข้า-ออก แจ้งตำแหน่งยานพาหนะในภายในนิคม เพิ่มความปลอดภัยและ ประสิทธิภาพการจราจร
    • Green House Gas Tracking ติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ รองรับมาตรฐาน ESG ระดับสากล
    • Smart Water บริหารจัดการคุณภาพน้ำและระบบบำบัดอัตโนมัติด้วย AI พร้อมระบบแจ้งเตือนและออกบิลอัตโนมัติ
      Smart Process ยกระดับการบริหารจัดการภายในนิคมด้วย Digital Workflow, การใช้ AI ในการวิเคราะห์และรับข้อมูลคำร้อง ปัญหาต่างๆ Ticket Analytics และการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ E-contract เป็นต้น

    เกี่ยวกับ บี.กริม บียอนด์บริดจ์
    บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด เป็นหน่วยธุรกิจภายใต้กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) เชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมขยายสเกลรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม

    เกี่ยวกับ แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น และ ไอเน็ต
    บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง และดิจิทัลแพลตฟอร์มระดับประเทศ โดยมี สวทช. และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ INET แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโซลูชันดิจิทัลเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กรธุรกิจไทยและหน่วยงานภาครัฐ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รองรับการกำกับดูแลข้อมูลและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

  • Business

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจบริการในเอเชียแปซิฟิก ด้วยกลยุทธ์พัฒนาคนและวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง

    ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทชั้นนำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดที่ยึด “คน” เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต สะท้อนบทบาทขององค์กรในฐานะหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของธุรกิจบริการในภูมิภาค ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานการบริการระดับสากล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    คุณสรัญญา วัฒนศิริสุข รองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “อุตสาหกรรมบริการเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคน ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการขยายธุรกิจหรือการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ แต่เกิดจากการสร้างทีมงานที่มีศักยภาพ มีความเข้าใจในมาตรฐานการบริการระดับสากล และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างมั่นคง เราจึงเชื่อมั่นเสมอว่าบุคลากรคือรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรและอุตสาหกรรมบริการในระยะยาว”

    หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านบุคลากรของกลุ่มออนิกซ์ฯ คือ ONYX Academy สถาบันพัฒนาบุคลากรขององค์กรที่ถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางในการสร้างขีดความสามารถของผู้นำและบุคลากรอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการพัฒนาภาวะผู้นำ การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการสร้าง Talent Pipeline เข้ากับเป้าหมายการเติบโตระยะยาวขององค์กร ผ่านหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารจัดการ และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการยกระดับมาตรฐานการบริการ เพื่อให้บุคลากรสามารถสร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในบทบาทปัจจุบัน และพร้อมเติบโตสู่บทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต

    หนึ่งในหลักสูตรสำคัญภายใต้ ONYX Academy คือ General Manager Development Programme (GM Track) ซึ่งมุ่งพัฒนาผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมในเครือทั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันและผู้ที่มีศักยภาพก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งในอนาคตให้มีความเข้าใจรอบด้าน ทั้งด้านการบริหารธุรกิจ การบริหารงานปฏิบัติการ และการบริหารทีมงาน เพื่อสร้างผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวได้รับรางวัล Best Management Training Programme จากเวที EXA: Employee Experience Awards 2025 ซึ่งเป็นรางวัลด้านการบริหารประสบการณ์พนักงานระดับภูมิภาค

    ควบคู่กันนี้ กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนแนวทาง Leadership Development & Talent Pipeline เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่และเสริมความแข็งแกร่งของบุคลากรภายในองค์กร ผ่านโครงการ The NextYou Initiative ซึ่งมุ่งเตรียมความพร้อมบุคลากรที่มีศักยภาพสำหรับบทบาทสำคัญขององค์กรในอนาคต ผ่านกระบวนการประเมินศักยภาพ การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการออกแบบแผนพัฒนารายบุคคล โดยโครงการดังกล่าวได้รับรางวัล Best Career Development Programme จากเวที EXA Awards

    นอกจากนี้ องค์กรยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผ่านโปรแกรมพัฒนาผู้นำด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HR Leadership Enhancement Programme ซึ่งมุ่งพัฒนาให้ผู้บริหารและทีมงานด้านทรัพยากรบุคคลสามารถทำงานร่วมกับทีมบริหารในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรในองค์กร โดยแนวทางดังกล่าวได้รับรางวัล Best In-House Certification Programme จากเวที EXA Awards

    ในด้านวัฒนธรรมองค์กร กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังให้ความสำคัญกับแนวทาง Culture Transformation & Service Excellence โดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง พร้อมถ่ายทอดแนวคิดด้านการบริการสู่การปฏิบัติจริงในทุกโรงแรมและทุกแบรนด์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนเอกลักษณ์ของการบริการแบบไทยที่ผสานเข้ากับมาตรฐานสากลได้อย่างลงตัว

    ไม่เพียงเท่านี้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ยังผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการพัฒนาบุคลากร ผ่านแนวคิด Sustainably Crafted Hospitality เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ คุณภาพชีวิตของพนักงาน และการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยแนวทางดังกล่าวได้รับรางวัล Best ESG Programme จากเวที EXA Awards

    ความมุ่งมั่นด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรดังกล่าว ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด กลุ่มออนิกซ์ฯ ได้รับรางวัล Asia’s Top HR Leaders 2026 ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารสายงานทรัพยากรบุคคล ที่ผลักดันโครงการด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากองค์กร

    ขณะเดียวกัน กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังได้รับการรับรองให้เป็น Best Place to Work in Thailand 2026 และ Best Place to Work in Southeast Asia 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเลิศขององค์กรด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการเติบโตของบุคลากร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับพนักงานในทุกมิติ

    “การลงทุนในคน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจบริการ เพราะบุคลากรคือผู้สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน กลุ่มออนิกซ์ฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรองรับอนาคต และร่วมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมบริการของไทยและเอเชียแปซิฟิกต่อไป” คุณสรัญญา วัฒนศิริสุข กล่าว

  • Business - Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ฉลองความสำเร็จยิ่งใหญ่เปิดโรงแรมครบ 10,000 แห่ง ทั่วโลก ปักหมุดแบรนด์ เจดับบลิว แมริออท ที่ประเทศ อินเดีย ฉลองหมุดหมายสำคัญก่อน ก้าวเข้าสู่การครบรอบ 100 ปี

    บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (NASDAQ: MAR) ประกาศเปิดตัวโรงแรมแห่งที่ 10,000 ของบริษัททั่วโลกอย่างเป็นทางการ ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของบริษัท ก่อนการก้าวเข้าสู่การครบรอบ 100 ปี
    แอนโทนี่ คาปูอาโน (Anthony Capuano) ดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “แมริออทเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 99 ปีก่อน จากร้านรูทเบียร์ขนาด 9 ที่นั่ง และวันนี้ได้เติบโตสู่พอร์ทโฟลิโอระดับโลกที่มีโรงแรมกว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุม 146 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ และนั่นเกิดขึ้นได้จากความทุ่มเทของทีมงานทั่วโลก รวมถึงความไว้วางใจจากเจ้าของโรงแรมที่ยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์แมริออท”

    “การได้เฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ผ่านโรงแรมภายใต้แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) ยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษ เนื่องจากแบรนด์นี้ได้รับการตั้งชื่อตาม เจ. วิลลาร์ด แมริออท (J. Willard Marriott) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ซึ่งตัวเขาและ อลิซ เอส. แมริออท (Alice S. Marriott) ได้ร่วมกันสร้างรากฐานอันทรงคุณค่าให้แก่บริษัท ทั้งทางด้านโอกาส การบริการ และนวัตกรรม ซึ่งเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สืบสานงคุณค่านี้ต่อไป”


    เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงแรมร่วมกับพนักงานและคณะผู้บริหารของบริษัท นำโดย เดวิด แมริออท (David Marriott) ประธานคณะกรรมการบริษัท และ ราจีฟ เมนอน (Rajeev Menon) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC รวมถึง ไนเลช กาดิยา (Nilesh Gadhiya) เจ้าของรีสอร์ท และครอบครัวกาดิยา

    รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์เพียงไม่กี่นาที พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับลักซ์ชัวรีท่ามกลางธรรมชาติ ผ่านห้องพักจำนวน 127 ห้อง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมทั้งพูลวิลล่าส่วนตัว ห้องพักและห้องสวีท ภายในรีสอร์ทแขกผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมี่ยมที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารอินเดียร่วมสมัย เมนูท้องถิ่น ไปจนถึงค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากพืชพรรณท้องถิ่น
    ปัจจุบัน แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) มีโรงแรมมากกว่า 130 แห่งทั่วโลก และการเปิดตัวครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ทโฟลิโอโรงแรมระดับลักซ์ชัวรีของแมริออท ซึ่งประกอบด้วย 7 แบรนด์ รวมเกือบ 700 แห่ง ใน 74 ประเทศและเขตปกครอง พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางอันน่าประทับใจในจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ต้องการทั่วโลก

    ขณะที่แมริออทยังคงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลาย บริษัทได้ฉลองการเปิดโรงแรมใหม่ที่น่าสนใจในหลายกลุ่มตลาด ตั้งแต่ระดับมิดสเกล (Midscale) จนถึงระดับลักซ์ชัวรี (Luxury) ได้แก่

    • เดอะ เซนต์ รีจิส บูดาเปสต์ (The St. Regis Budapest) เปิดให้บริการในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในประเทศฮังการี โรงแรมตั้งอยู่ภายใน Klotild Palace อาคารสถาปัตยกรรมชื่อดังของเมือง พร้อมนำเสนอความหรูหราเหนือกาลเวลา ประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ และบริการระดับโลกของแบรนด์สู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์
    • เดอะ เวสทิน พลาญา บาญาร์ตา ออล-อินคลูซีฟ รีสอร์ท (The Westin Playa Vallarta, an All-Inclusive Resort) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะโรงแรมแบบออลอินคลูซีฟแห่งแรกของแบรนด์เวสทินในประเทศเม็กซิโก รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวบันเดรัส และนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจรที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับประสบการณ์การเดินทางอย่างมีคุณภาพ
    • อาร์ทิก ซูโจว อพาร์ตเมนต์ บาย แมริออท บอนวอย (Artik Suzhou, Apartments by Marriott Bonvoy) เปิดให้บริการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมืองประวัติศาสตร์ซูโจว โดยผสมผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมือง
    • สตูดิโอเรส บาย แมริออท กรีนส์โบโร แอร์พอร์ต (StudioRes by Marriott Greensboro Airport) เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม เพียงประมาณหนึ่งปีหลังการลงนามโครงการ โรงแรมสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีโมดูลาร์ และเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ใหม่ล่าสุดของบริษัทที่ตอบโจทย์นักเดินทางระยะยาว
  • Business - Energy

    อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย)” ขยายสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด 5.46 เมกะวัตต์พีค เดินเครื่อง COD ก.ค.2569 นี้

    บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (Amata B.Grimm Power ) ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) กับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 เมกะวัตต์พีค (MWp) กำหนดเปิดดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) วันที่ 30 กรกฎาคม 2569


    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCP ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม” สำหรับบ้านเรือน, อาคารสำนักงาน และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ และตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาด และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก


    ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2569–2573) ของ บี.กริม เพาเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดย 93% ของทุนบริษัทจะทุ่มลงในพลังงานหมุนเวียน ทั้ง Solar Floating, Rooftop Solar, พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) พร้อมตั้งเป้าปรับสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็น ของพอร์ตโฟลิโอ ภายในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green พร้อมมุ่งสู่ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 และช่วยสนับสนุนนโยบายของ MCP ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 (Carbon Neutrality 2030)


    นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า จากสัญญาฉบับแรก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความสนใจในพลังงานสะอาดและได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย Green Energy กับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของโรงงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สูงสุด จึงได้ตัดสินใจขยายปริมาณการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสองบริษัท แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ


    ด้าน Mr. Katsuaki Nakagawa ประธานบริษัท บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MCP มีความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เริ่มติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน และความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ MCP ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ


    MCP มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ MCP แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และอนาคตแห่งพลังงานที่ยั่งยืน”

  • Business - Exhibition

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” สานต่อความสำเร็จ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ชู “ต้าห์อู๋-ออฟโรด” ต่อยอดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” เดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่ ตอกย้ำน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ

    นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มพูลผล” เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งน้ำมันพืชกุ๊ก ได้ยกทัพนวัตกรรมสินค้าพร้อมรังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่โดดด่นทั้งเรื่องสุขภาพและความอร่อยนำไปเสิร์ฟให้กับผู้เข้าชมงาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักธุรกิจด้านอาหารจากทั่วโลกเข้ามาร่วมเจรจาการค้า รวมถึงผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธ และช้อปสินค้ากันอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บริษัทฯ ได้เตรียมกลยุทธ์การสื่อสารจากนี้ ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” (Cook Fusion Happiness) โดยนำ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” และ “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” สองหนุ่มสุดฮอต Friend of COOK ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อกลางปีที่แล้ว กลับมาเป็นตัวแทนในเรื่องสื่อสารเรื่องราวของน้ำมันพืชกุ๊กอีกครั้ง หลังจากได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคและกลุ่มแฟนคลับ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของกุ๊กให้มีความทันสมัย พร้อมขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สำหรับปีนี้ทั้งคู่จะมาเสิร์ฟเมนูอาหาร และความสนุกหลากหลาย พร้อมผสมผสานให้การทำอาหารสนุกขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการจับคู่วัตถุดิบแบบไร้ขีดจำกัด อัพเวลให้เมนูจานโปรดด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก ภายใต้แนวคิด “ผสานความต่างให้อร่อยลงตัว” สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของทั้งคู่ ที่แม้มีความแตกต่างแต่ลงตัว เช่นเดียวกับที่น้ำมันพืชกุ๊กที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันคาโนลา ที่สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง เมนูทอด ผัด และอีกหลากหลายเมนู

    นายเพชร กล่าวว่า ทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่สนใจการทำอาหาร มีภาพลักษณ์สดใส ร่าเริง และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของน้ำมันพืชกุ๊ก ที่มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคอยู่เสมอ จะช่วยตอกย้ำคีย์เมสเสจหลักว่าการปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก คือ “ความสุขที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน”


    จากนี้บริษัทฯ ได้เตรียมกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย พร้อมร่วมสนุกกับกลุ่มแฟนคลับและผู้บริโภคทั่วไปอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook, IG, Tiktok : COOK HEALTHY FAMILY เร็วๆ นี้

  • Business

    ยาราประเทศไทย คว้า Global Safety Award ตอกย้ำ มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับโลก

    ยารา ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและการทำงานที่ปลอดภัย โดยล่าสุด ได้รับรางวัล Yara Global Safety Award 2025 จากความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร “Safe by Choice” การันตีความเป็นเลิศด้านการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในระดับสากล
    ด้วยรากฐานความสำเร็จกว่า 120 ปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยารา ณ ประเทศนอร์เวย์ สู่การนำเข้าและจัดจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพพรีเมียมในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และต่อยอดความมุ่งมั่นด้วยการจัดตั้งโรงงานบรรจุปุ๋ยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2559 ณ คลังสินค้าพูลพิพัฒน์ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการเลือกทำเลแห่งนี้ไม่ได้คำนึงถึงเพียงพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์บนศักยภาพของทำเลที่เชื่อมต่อโครงข่ายโลจิสติกส์สำคัญได้อย่างครบวงจร ทั้งการขนส่งทางบกและทางน้ำ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    เบื้องหลังความสำเร็จและก้าวที่มั่นคงของยารา ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น ‘ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการ’ (Operational Excellence) ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจที่มีจุดยืนร่วมกัน โดยยาราให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงานควบคู่ไปกับคุณภาพของสินค้า

    ยาราได้ยกระดับกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ จากอดีตที่อาศัยแรงงานคนบรรจุปุ๋ยในพื้นที่กลางแจ้ง สู่การปฏิบัติงานในที่ร่มทั้งหมด 100% พร้อมนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาทดแทนแรงงานในจุดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการยกของหนัก การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางกายภาพและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน แต่ยังส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่พนักงานในระยะยาว ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจคือ ยาราสามารถรักษาสถิติการดำเนินงานที่ปราศจากอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี

    ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ยาราสานต่อเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนผ่านการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยริเริ่มการใช้กระสอบดีไซน์ใหม่ “Renobag” ซึ่งสามารถลดการใช้พลาสติกได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับกระสอบแบบเดิม ถือเป็นการลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ ยาราตั้งเป้าหมายที่จะขยายสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ Renobag ให้ครอบคลุมถึง 60% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งเท่ากับการลดพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้มากถึง 500 ตัน/ปี หรือเทียบได้กับช้าง 100 เชือก

    นอกเหนือจากการพัฒนากระบวนการภายในโรงงานบรรจุ ยารายังได้นำ “ระบบจองคิวรถบรรทุกล่วงหน้า” มาใช้บริหารจัดการการเข้า-ออกของรถรับสินค้า ช่วยลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง คลังสินค้าพูลพิพัฒน์บางไทร ในการปรับปรุงระบบจราจรภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดบนเส้นทางที่มีรถบรรทุกสัญจรหนาแน่น

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างยาราและคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของทุกคนที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ อาทิ การกำหนดให้ผู้ที่เข้ามาภายในรั้วคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ต้องสวมใส่เสื้อสะท้อนแสงทันที การจัดสรรพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและเลนจักรยานอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตั้งรั้วกั้นบริเวณหน้าท่าเรือ ซึ่งพูลพิพัฒน์สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ เพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณหน้าท่า ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้ปฏิบัติงานทุกคน

    คุณ นันทิยา พิทักษ์วงษ์ดีงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยาราในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย ให้ความสำคัญกับพนักงาน ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ผู้ให้เช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้า ซึ่งร่วมส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยารามาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา Safe by Choice ของยารา ที่มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร และเพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้ในระดับโลก ยาราจึงมอบรางวัล Yara Global Safety Award ให้แก่ประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านความปลอดภัย โดยยาราประเทศไทยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในการประกาศผลครั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา”

    คุณ ธำรงรัตน์ พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของยาราในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างองค์กร ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพูลพิพัฒน์ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล
    ทั้งนี้ พูลพิพัฒน์ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการคลังสินค้าให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจลูกค้า ควบคู่ไปกับความปลอดภัยและความยั่งยืนในทุกมิติ”

  • Business

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จับมือ “เจอาร์ คิวชู กรุ๊ป” ร่วมทุนพัฒนา “ชามา นอร์ธ พัทยา” ตอกย้ำความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทย

    บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในระดับนานาชาติ ผ่านการลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ เจอาร์ คิวชู บิสิเนส ดีวีลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด (JR Kyushu Business Development (Thailand) Co. Ltd.) บริษัทในเครือของ คิวชู เรลเวย์ คอมพานี (Kyushu Railway Company) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เพื่อพัฒนาโครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” (Shama North Pattaya) โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มออนิกซ์ฯ ผ่านการใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ชามา (Shama) เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดการเข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของประเทศไทย


    ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสององค์กร ต่อเนื่องจากความสำเร็จของโครงการ “ชามา เลควิว อโศก” (Shama Lakeview Asoke) ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ให้เข้ารับบริหาร จนได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรญี่ปุ่นที่มีต่อศักยภาพด้านการบริหารจัดการ และความเชี่ยวชาญในตลาดของกลุ่มออนิกซ์ฯ
    การพัฒนาโครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในการขยายธุรกิจสู่ทำเลศักยภาพสูง ซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีแบบแผนขององค์กรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมกันเสริมความแข็งแกร่งและขยายบทบาทของกลุ่มฯ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่อง


    คุณยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า การร่วมทุนกับ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการเติบโตเคียงคู่พันธมิตรที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด และยังนับเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติครั้งที่ 2 ภายใต้แผนกลยุทธ์การขยายธุรกิจของกลุ่มออนิกซ์ฯ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพขององค์กร และความมุ่งมั่นในการแสวงหาโอกาสการลงทุนและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
    “สำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป การเติบโตไม่ใช่เพียงการขยายจำนวนโครงการ แต่คือการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันเพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกัน แบรนด์ ‘ชามา’ (Shama) เติบโตจากความเข้าใจอย่างเชิงลึกต่อความต้องการของตลาดการเข้าพักระยะยาว (Long-stay) ซึ่งเราเฝ้าติดตามและศึกษาแนวโน้มมาอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตที่ชัดเจนในอนาคต
    โครงการภายใต้แบรนด์ชามาแต่ละแห่งได้รับการพัฒนาจากความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้พักอาศัย โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ครบถ้วน ครอบคลุมทั้งความสะดวกสบาย ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และความอบอุ่นเสมือนบ้าน ภายใต้มาตรฐานระดับสากล”


    นอกจากนี้ โครงการชามา นอร์ธ พัทยา จะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์สำคัญ ในการเสริมความแข็งแกร่งและเติมเต็มการมีอยู่ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในพื้นที่พัทยา ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ร่วมกับแบรนด์หลักอย่าง อมารี (Amari) และ โอโซ่ (OZO) เพื่อสร้างคลัสเตอร์ธุรกิจโรงแรมที่มีความเชื่อมโยงและครบวงจรมากยิ่งขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว
    นายยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการชามา นอร์ธ พัทยา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้พำนักระยะยาว ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมที่พักอาศัยของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีนานาชาติ”


    ด้าน คุณโทชิฮิโระ โมริ Director and Senior Managing Executive Officer ตัวแทนบริษัท คิวชู เรลเวย์ คอมพานี กล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในการสานต่อความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อต่อยอดจากความสำเร็จจากโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ
    “จากความสำเร็จที่เราได้ร่วมกันสร้างในโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความร่วมมือกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านโครงการ ชามา นอร์ธ พัทยา ซึ่งเราเล็งเห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางรีสอร์ตชั้นนำภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านฮอสพิทาลิตี้ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ที่จะสามารถส่งมอบโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของทั้งผู้เข้าพักชาวไทยและนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าระยะยาวและความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกัน” คุณโทชิฮิโระ กล่าว
    โครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในพัทยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในพื้นที่ EEC โดยโครงการมุ่งเน้นการให้บริการที่ผสมผสานความสะดวกสบายของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เข้ากับบริการระดับโรงแรมชั้นนำ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยระยะยาว ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และในอนาคต


    ความร่วมมือระหว่างออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) และ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป (JR Kyushu Group) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของทั้งสององค์กร แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นต่อเสถียรภาพและอนาคตของเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งเป็นการประกาศความพร้อมของแบรนด์ไทยในการแข่งขันและเติบโตเคียงคู่กับพันธมิตรระดับโลกอย่างยั่งยืน