Business

  • Art - Business - Hotel

    บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา สนับสนุน “โครงการรักษ์ลันตา”ร่วมปลูกฝังจิตสำนึกคัดแยกขยะ พร้อมใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

    ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับ โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา สนับสนุนการจัด “โครงการรักษ์ลันตา” จุดพลังสร้างสรรค์จากขยะสู่ประติมากรรมปูเสฉวน ในงาน “ลานตา ลันตา ครั้งที่ 21” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการคัดแยกขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    บรรยากาศภายในงาน “ลานตา ลันตา ครั้งที่ 21” เต็มไปด้วยความคึกคักและสีสันของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ “โครงการรักษ์ลันตา” การประกวดประติมากรรมจากวัสดุรีไซเคิล ภายใต้ธีม “ปูเสฉวน” สัตว์สัญลักษณ์แห่งความสมดุลของธรรมชาติชายฝั่ง ซึ่งการตัดสินได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เป็นประธานกรรมการ และนายศักดา สีแดง นายอำเภอเกาะลันตา พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ภายในงานยังได้จัดพิธีมอบรางวัล โดยได้รับเกียรติจากนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัล โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ระดับ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจของนักเรียน ครู และชุมชนรอบข้าง

    สำหรับผลการประกวดประติมากรรม โรงเรียนและหน่วยงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ โรงเรียนบ้านเกาะปอ รับเงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านคลองโตนด รับเงินรางวัล 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านสังกาอู้ รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลพิเศษ ได้รับโล่และประกาศนียบัตร พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน, โรงเรียนบ้านคลองหิน, โรงเรียนบ้านคลองนิน, โรงเรียนลันตาราชประชาอุทิศ, โรงเรียนบ้านเจ๊ะหลี, โรงเรียนวัดเกาะลันตา, โรงเรียนบ้านหลังสอด, ทีมงานบังโก้และโจ้อาดำ และทีมงานหนำหลังน้อย โดยทุกทีมที่เข้าร่วมงานต่างได้รับการยกย่องในด้านความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจในการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

    การจัดงาน “โครงการรักษ์ลันตา” ในปีนี้ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม โดยหลายคนหยุดชื่นชมและถ่ายภาพผลงานประติมากรรม พร้อมแสดงความประทับใจในแนวคิดการนำ “ขยะ” มาสร้างคุณค่าใหม่ ซึ่งนอกจากความสวยงามของผลงานแล้ว ผู้เข้าชมยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะ การลดปริมาณขยะในชุมชน และศักยภาพของวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำกลับมาสร้างสรรค์ได้อย่างน่าทึ่ง
    “โครงการรักษ์ลันตา ในงานลานตา ลันตา ครั้งที่ 21 ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงความสามารถของเยาวชน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเกาะลันตาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มต้นได้จากชุมชน และเติบโตสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวทิ้งท้าย

  • Business - Marketing

    Clearasoft อัพลุคใหม่ พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรก อู่อู๋-เซฟเจาะตลาดดูแลสิววัยรุ่นครบทุกขั้นตอน

    เคลียราซอฟท์ (Clearasoft) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวสารสกัดธรรมชาติจาก บี.กริม ฟาร์มา ย้ำจุดยืนด้านการดูแลปัญหาสิวสำหรับวัยรุ่นอย่างครบวงจร ปรับโฉมโลโก้และแพ็กเกจดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัย สดใส และเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรกของแบรนด์ อู่อู๋-เซฟ คู่หูนักแสดงวัยรุ่นน้องใหม่มาแรง สะท้อนแนวคิดคู่หูเคลียร์สิวเพื่อผิวใสอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่น

    กลยุทธการสื่อสารการตลาดของเคลียราซอฟท์ครอบคลุมถึงการออกแบบโลโก้ใหม่ ให้ดูเรียบง่ายและจดจำได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการปรับโทนสีและดีไซน์แพ็กเกจให้มีความสดใส ทันสมัย และโดดเด่นบนชั้นวางสินค้า เพื่อสร้างจุดดึงดูดของแบรนด์ และเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ผลิตภัณฑ์เด่นภายใต้แพ็กเกจใหม่ที่ชูจุดเด่นเรื่องการใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ ได้แก่ Clearasoft Acne Cleansing Gel Plus เจลล้างหน้าที่ช่วยลดสิว คุมมัน Clearasoft 7 Active Acne Gel เจลแต้มสิวสูตรเร่งด่วน ตัวช่วยสิวยุบไวใน 7 ชั่วโมง* โดยยังคงคุณภาพและประสิทธิภาพของสูตรเดิม ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วัยรุ่นมากขึ้น

    คุณวราวรรณ จันทรสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและช่องทางร้านขายยา กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือกลยุทธการสื่อสารของแบรนด์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ เคลียราซอฟท์เปรียบเสมือน ‘คู่หูเคลียร์สิว’ ที่เข้าใจความกังวลเรื่องสิวของวัยรุ่นอย่างแท้จริง ด้วยผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดูแลผิวที่เป็นสิว ไม่ว่าจะเป็นเจลทำความสะอาด มอยส์เจอไรเซอร์ เจลแต้มสิว เจลแต้มรอยสิว รวมถึงครีมกันแดดที่เหมาะกับคนเป็นสิวง่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้วัยรุ่นมีผิวสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง”
    เพื่อตอกย้ำจุดยืนการเป็นเพื่อนคู่ใจวัยรุ่น เคลียราซอฟท์ยังเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรกของแบรนด์ โดยได้คู่หูนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง อู่อู๋-ธนภูมิ เศรษฐสิทธิกุล และ เซฟ-วรพงษ์ วาเลาะ มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดของแบรนด์ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทั้งคู่ได้แบ่งปันเคล็ดลับผิวหน้าสะอาดใสและผิวสุขภาพดีว่า “แม้ต้องทำงานหนัก พักผ่อนไม่เป็นเวลา หรือเผชิญมลภาวะในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ พวกเราเลือกใช้คู่หูเคลียร์สิว Clearasoft Acne Cleansing Gel Plus ทำความสะอาดผิวหน้า ถ้าหากวันไหนเป็นสิวก็จะใช้ Clearasoft 7 Active Acne Gel แต้มบางๆ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด และเพิ่มความมั่นใจในทุกวัน”

    คุณปัญญา กิจเจริญการกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บี.กริม ฟาร์มา กล่าวว่า “บริษัทฯ ให้ความใส่ใจในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘เคลียราซอฟท์’ ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด แต่ยังคงความอ่อนโยน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพผิว พร้อมความมั่นใจอย่างสมวัย”
    แนวทางการสื่อสารการตลาดของเคลียราซอฟท์ ผ่านการออกแบบโลโก้และแพ็กเกจใหม่ รวมถึงการนำเสนอพรีเซนเตอร์ที่สามารถสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่ต้องการยกระดับเป็น ‘คู่หูเคลียร์สิว’ ที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

    *ทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 22 คน อายุ 18-60 ปี เดือน ธ.ค. 2568 โดย DERMSCAN ASIA ประเทศไทย

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ คว้ารางวัล “Thai Mind Awards 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2ตอกย้ำองค์กรต้นแบบด้านการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตของพนักงานครบทั้ง 5 มิติ

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ได้รับรางวัล “สุดยอดองค์กรเสริมสร้างสุขภาวะทางจิต (Thai Mind Awards 2026)” ในฐานะ The Winner ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากโครงการ Thai Mind Awards ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสนี้ นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนองค์กรเข้ารับมอบรางวัล โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบุคลากร

    การประเมินรางวัล Thai Mind Awards ใช้กรอบแนวคิด GRACE Model ซึ่งประกอบด้วย 5 มิติสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตในสถานที่ทำงาน ได้แก่

    • Growth & Development – การสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และโอกาสในการเติบโตของพนักงาน
    • Recognition – การเห็นคุณค่าและชื่นชมความสำเร็จของพนักงาน รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
    • All for Inclusion – การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง เคารพความหลากหลาย และทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
    • Care for Health & Safety – การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานอย่างรอบด้าน รวมถึงการสร้างพื้นที่การทำงานที่ปลอดภัย
    • Work-life Enrichment – การส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพื่อให้พนักงานสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บี.กริม เพาเวอร์ ได้พัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาวะของพนักงานอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมและโปรแกรมที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบ Onsite, Online และ Hybrid โดยผสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรด้านสุขภาพจิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกื้อหนุนต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานในทุกมิติ

    แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรผ่านค่านิยมหลัก 4Ps ได้แก่ Positivity, Professionalism, Partnership, และ Pioneering Spirit ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างองค์กรที่เปิดกว้าง เกื้อกูล และสนับสนุนการเติบโตของบุคลากร

    บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อว่า การส่งเสริมสุขภาวะทางจิตในองค์กรไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นความสามารถหลักขององค์กร (Core Organizational Capability) ที่ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่โอบอ้อมอารี และสนับสนุนให้ทั้ง “คน” และ “ธุรกิจ” เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    โครงการ Thai Mind Awards เป็นความร่วมมือระหว่าง สสส. และคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งส่งเสริมให้องค์กรไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาวะทางจิตของบุคลากรในสถานที่ทำงาน พร้อมทั้งผลักดันให้องค์กรพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่สนับสนุนสุขภาพจิตของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการประเมินตามแนวคิด GRACE และกระบวนการดำเนินงานตามหลัก FEEL ได้แก่ Formulate, Enact, Evaluate และ Leverage

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบี.กริม เพาเวอร์ ในการสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อหนุนต่อความสุข ความสมดุล และศักยภาพของพนักงานในระยะยาว

  • Business - Energy

    บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งบริษัทย่อยในมาเลเซีย ลุยจัดหาและค้าส่ง LNG – ก๊าซธรรมชาติ ตอบโจทย์ผู้ผลิตไฟฟ้าและกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ภายใต้ชื่อบริษัท B.Grimm LNG Sdn. Bhd. ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจำนวน 1 ริงกิตมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 1 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ริงกิตมาเลเซีย โดย บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ถือหุ้น 100% ของหุ้นที่ออกทั้งหมด ซึ่งใช้แหล่งเงินทุนหมุนเวียนของ บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด

    สำหรับเป้าหมายในการจัดตั้งบริษัทย่อยในครั้งนี้ เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้า และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศมาเลเซีย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ GreenLeap ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งจัดหาพลังงานที่สะอาด ยั่งยืน มีเสถียรภาพในระดับสูง และราคาที่เข้าถึงได้ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับอนาคต (Sustainable Fuels) โดยอาศัยจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และความร่วมมือที่ยาวนานและแข็งแกร่งกับคู่ค้าและผู้ผลิตอุปกรณ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทดแทน และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก พร้อมบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593) รวมถึงเป้าหมายกำลังการผลิตสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ คว้า 3 รางวัลใหญ่จาก Future Trends Awards 2026ตอกย้ำองค์กรต้นแบบที่เติบโตด้วยความโอบอ้อมอารีและครองใจคนทำงาน

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญบนเวทีระดับประเทศ ด้วยการคว้า 3 รางวัลเกียรติยศจากเวที Future Trends Awards 2026 ได้แก่ รางวัล “Leading of ESG” รางวัล “Leading of Social Product” และรางวัล “Experienced Professional Love 36-60 yrs.” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี (Empowering the World Compassionately) โดยผสานมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้ากับกลยุทธ์และธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์“สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” (Empowering the World Compassionately) อันเป็นรากฐานที่ บี.กริม ยึดถือมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี โดย บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมขับเคลื่อนวัฒนธรรมความโอบอ้อมอารี จากภายในสู่ภายนอก ผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่กับการดูแลชุมชนและสังคม รวมถึงการยกระดับธรรมาภิบาลที่โปร่งใส พร้อมส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนและสังคมโลกอย่างยั่งยืน

    Future Trends Awards 2026 เป็นเวทีสำคัญในการประกาศเกียรติคุณให้แก่องค์กรและบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่น ภายใต้แนวคิด “The Winner of Tomorrow” เพื่อขับเคลื่อนอนาคตผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจที่ตอบรับแนวโน้มสำคัญ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า บี.กริม เพาเวอร์ ไม่เพียงแต่เติบโตในฐานะผู้ผลิตพลังงานชั้นนำ แต่ยังเป็นองค์กรต้นแบบที่พร้อมปรับตัวรับเทรนด์โลกผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยมุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รางวัลที่ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับในปีนี้ ครอบคลุมทั้งมิติทางธุรกิจและมิติด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่
    o Leading of ESG: รางวัลองค์กรที่เป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนและการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดการใช้ทรัพยากร เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง
    o Leading of Social Product: รางวัลสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาด ความสำเร็จจากรางวัลนี้มีหัวใจสำคัญ คือ “โครงการพระบารมีส่องสว่างแสงธรรมทั่วไทย” ซึ่งนำโซลูชันด้านพลังงานสะอาดเข้าไปสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและพื้นที่ที่ขาดแคลน เปลี่ยนพลังงานให้เป็นโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
    o Experienced Professional Love 36-60 yrs.: รางวัลที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มพนักงานวัยทำงานที่มีประสบการณ์ที่โหวตให้ บี.กริม เพาเวอร์ เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุด ตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร และการส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นด้วยความเข้าใจและใส่ใจผู้คนอย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นคุณค่าขององค์กรที่มากกว่าผลประกอบการ เชื่อมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความยั่งยืนของสังคม การพัฒนาประเทศ และการปฏิบัติต่อพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นธรรม
    ด้วยวิสัยทัศน์การสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี บี.กริม เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “GreenLeap – Global and Green” เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดระดับสากลและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ความสำเร็จบนเวที Future Trends Awards 2026 เป็นดั่งเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่ บี.กริม เพาเวอร์ ยึดถือเป็นรากฐานสำคัญมาโดยตลอด ด้วยดีเอ็นเอของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง ขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังจากภายใน เพื่อต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมพลังงานที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ พร้อมสร้างคุณค่าแก่สังคมเพื่อส่งมอบโลกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงให้กับคนรุ่นหลังสืบไป

  • Business - Environment

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” เดินหน้ายกระดับสิ่งแวดล้อมปี 2569 ขยายผลโครงการ “สิ้นสุดการเป็นของเสีย” สร้างต้นแบบจัดการขยะอินทรีย์สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ กลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อโครงการ “ยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste)” หลังจากประสบความสำเร็จในการก่อสร้าง “โรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste” ครบ 3 แห่งในปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าขยายผลสู่การพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบระดับชุมชน

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน ในการจัดการขยะอินทรีย์ด้วยนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) เพื่อเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีมูลค่า” โดยในปี 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนครบ 3 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนเกาะสีชัง 2. โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ และ 3. โรงเรียนวัดแค ซึ่งโรงเรือนทั้ง 3 สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์จากโรงเรียนและชุมชนโดยรอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรือนทั้ง 3 แห่งให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ระดับชุมชน” โดยมีแผนดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักเรียน จัดอบรมชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และภาคเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จาก BSF ผลผลิตจากกระบวนการดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากวงจรชีวิตของหนอน BSF ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    โครงการนี้ได้เริ่มต้นจากการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่ เกาะสีชัง ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมพัฒนากับ Betterfly วิสาหกิจเพื่อสังคมด้านการจัดการขยะอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2566 โดยต้นแบบดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานที่เข้าศึกษาดูงานและนำแนวทางไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Business Strategy ตามหลัก 4G เพื่อความยั่งยืน ได้แก่ Green Corporate Great Society Good Governance และ Global Sustainability โดยเฉพาะ Green Corporate ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการคัดแยกขยะต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน

    นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน การขยายผลในปี 2569 จึงเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจาก การจัดการขยะ ไปสู่การสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างแท้จริง”

  • Business

    บี.กริม ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย สานพลังไตรภาคีจับมือ NIDA และ Harbour.Space ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ระดับโลก

    บี.กริม ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ในการแถลงความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาบุคลากรในรูปแบบ “ไตรภาคี” ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และ สถาบัน Harbour.Space @UTCC สถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยี สร้างผู้ประกอบการ และธุรกิจสมัยใหม่ชั้นนำระดับโลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถผู้บริหาร และบุคลากร เตรียมพร้อมรับมือโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบสองทางที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจและภาคการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์


    โครงการความร่วมมือนี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวทางของ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ที่ปรึกษาอาวุโส บี.กริม รองศาสตราจารย์ ดร.อนุกัลยณ์ จีระลักษณกุล คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ รองศาสตราจารย์ ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ประธานสถาบัน Harbour.Space@UTCC ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนา “บุคลากร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร บี.กริม และสังคมไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยก้าวสู่แถวหน้าของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy และการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI บนพื้นฐานของ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี (Compassionate AI-Driven Organization)


    โดย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ “ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความท้าทายใหม่ๆ การเตรียมความพร้อมให้บุคลากรมีทักษะและกรอบความคิดที่ทันสมัย ผสานกับความเป็นคนดีและมีจิตใจโอบอ้อมอารี คือ หัวใจสำคัญ บี.กริม มุ่งมั่นที่จะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่เก่งในธุรกิจ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความร่วมมือกับ NIDA และ Harbour.Space จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เราและประเทศไทย ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”


    ความโดดเด่นของความร่วมมือไตรภาคีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งบุคลากรไปอบรมตามหลักสูตรทั่วไป แต่เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในสองมิติ กล่าวคือ
    1.ยกระดับผู้บริหาร บี.กริม (Upskilling Executives): นำองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการขั้นสูงจาก NIDA ผสานกับทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) จาก Harbour.Space มาพัฒนาหลักสูตรเฉพาะ เพื่อสร้างผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเท่าทันเทคโนโลยียุคดิจิทัล
    2.เสริมมุมมองธุรกิจจริงให้ภาคการศึกษา (Real-world Business Insight): ในมุมกลับกัน บี.กริม จะทำหน้าที่เป็น “ห้องปฏิบัติการทางธุรกิจ” ที่ช่วยสะท้อนภาพความเป็นจริงของโลกผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Perspective) ให้กับสถาบันการศึกษา ทำให้ NIDA และ Harbour.Space เข้าใจบริบทธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์โลกการทำงานจริงได้อย่างแม่นยำ

    คุณเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บี.กริม กล่าวปิดท้าย “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคเอกชนและภาคการศึกษาไทย ในการผนึกกำลังเพื่อสร้างสังคมและประชากรที่ดีและมีคุณภาพ ตอบรับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม เอไอ และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ อย่างเป็นรูปธรรม อันสะท้อนวิสัยทัศน์ของ บี.กริม ที่ “ดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” ในประเทศไทยมากกว่า 148 ปี”

  • Business - News

    NEXTOPIA แสดงความยินดีกับ Julien Wallet-Hougetผู้ก่อตั้ง Dots Coffee และ DID – Dine in the Dark ได้รับการยกย่องใน Global Inclusion List 2026

    NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ชั้น 5 และ 5 A สยามพารากอน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวมพลังทุกภาคส่วน ร่วมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดรับทุกคนมาร่วมสร้างโลกที่ดีกว่า “Join us in the Making of a Better World” สร้างคุณค่าให้กับทุกการมาเยือนควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน NEXTOPIA ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาล่าสุดของ Dots Coffee ขอร่วมแสดงความยินดีและชื่นชมแด่ Julien Wallet-Houget ผู้ก่อตั้ง Dots Coffee ในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน Global Inclusion List 2026 สาขา Inspirational Role Model บุคคลต้นแบบผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมทางสังคมในระดับนานาชาติ

    Julien Wallet-Houget (จูเลียน วอลเล็ต-ฮูเกต์) เป็นนวัตกรเพื่อสังคมและนักกฎหมาย ผู้บุกเบิกโมเดลต้นแบบการจ้างงานและการมีส่วนร่วมของคนพิการในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการก่อตั้ง Dots Coffee ซึ่งเป็นร้านกาแฟแห่งแรกของโลกที่ดำเนินงานโดยผู้พิการทางการมองเห็นทั้งหมด และ DID – Dine in the Dark ร้านอาหารในความมืดแห่งแรกของเอเชียที่จ้างงานมืออาชีพที่เป็นผู้พิการทางการมองเห็น โดย กาวิน ควงปาริชาติ
    ผู้ร่วมก่อตั้งและทีมงานที่มุ่งมั่น ได้ร่วมกันสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับบุคลากรมาแล้วกว่า 60 คน โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและขยายผลได้นี้ ได้ใช้ศักยภาพของทีมงานผู้พิการทางการมองเห็นเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจ พร้อมทั้งผสานแนวคิดการมีส่วนร่วม (Inclusion) เข้ากับประสบการณ์การบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อศักยภาพในระดับมืออาชีพของผู้พิการ ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ของ Dot Coffee ได้ที่ NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพฯ

    NEXTOPIA และ สยามพารากอน เชื่อมั่นว่า การยอมรับในความหลากหลายและการมีส่วนร่วม (Inclusion) คือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคม ความสำเร็จของ Julien Wallet-Houget สะท้อนถึงคุณค่าหลักที่ NEXTOPIA มุ่งมั่นผลักดันมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม แสดงศักยภาพ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม การได้รับการยกย่องในระดับสากลครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่น ความเข้าใจ และการลงมือทำอย่างกล้าหาญ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง NEXTOPIA คือก้าวสำคัญที่ยกระดับการขับเคลื่อนด้าน Sustainability ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด โดยผสานหลักการดังกล่าวเข้ากับทุกมิติขององค์กร ทั้งการบริหารภายใน กิจกรรมเพื่อผู้ใช้บริการ ตลอดจนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ Global Inclusion List ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกสองปีและล่าสุดได้จัดพิธีมอบรางวัลอย่างยิ่งใหญ่ ณ
    กรุงลอนดอน เป็นหนึ่งในเวทีระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ทั้งในระดับองค์กรและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์จริงของการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสภาพแวดล้อมการทำงาน ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละปีล้วนเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่นักขับเคลื่อนประชาสังคมไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และมุ่งมั่นขจัดอุปสรรคเชิงระบบที่ขวางกั้นโอกาสอย่างจริงจัง

    Global Inclusion List ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ภายใต้โครงการ globalInclusivity.org แพลตฟอร์มระดับโลกที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่าย และสนับสนุนผู้ที่ขับเคลื่อนความเท่าเทียมในสถานที่ทำงานและสังคมทั่วโลก โดยแพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้องค์กรและบุคคล ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน ภายใต้ความเชื่อร่วมกันว่า “การยอมรับความแตกต่าง (Inclusion) ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งจำเป็น” (Inclusion is not optional – it’s essential)

  • Business

    TNL รายงานผลประกอบการปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจ คุณภาพรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และโครงสร้างทุนที่มั่นคง

    บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL รายงานผลประกอบการปี 2568 สะท้อนความสามารถในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทาย โดยบริษัทมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ TNL ส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% YoY และมีกำไรสุทธิ 415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% YoY ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง 18.3% YoY สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและคุณภาพกำไรที่ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากส่วนแบ่งขาดทุนของบริษัทร่วมและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น บริษัทสามารถรักษาระดับผลตอบแทนได้ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด

    ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกันมีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปีที่ 6,196 ล้านบาท โดยบริษัทดำเนินการปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อเชิงรุก ทั้งการเร่งแก้ไขหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) การบริหารหลักประกันอย่างรัดกุม และการคัดกรองสินเชื่อใหม่ด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวด ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) เฉลี่ยลดลงเหลือ 46.7% ขณะที่มูลค่าหลักประกันรวมเพิ่มขึ้นเป็น 13,260 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าหลักประกันเกินมูลค่าสินเชื่อ (Over-Collateratlisation) สูงกว่า 214% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวทางบริหารความเสี่ยงที่ระมัดระวังและสร้างกันชนเชิงโครงสร้างที่สำคัญเพื่อจำกัดความเสียหายของพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว

    ในส่วนของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ บริษัทดำเนินกลยุทธ์การลงทุนอย่างรอบคอบ (Selectively Bidding) ภายใต้เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เข้มงวด โดยมุ่งเน้นพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกลุ่มลูกค้าองค์กรที่มีหลักประกันแข็งแกร่งและมีศักยภาพ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวเอื้อต่อการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้อย่างยืดหยุ่น และเพิ่มความสามารถในการปิดบัญชีได้รวดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับพอร์ตลูกหนี้รายย่อย ส่งผลให้กระบวนการจัดเก็บหนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากแนวทางดังกล่าวของบริษัท ส่งผลให้โครงสร้างพอร์ตประกอบด้วยลูกค้าองค์กร 77% และลูกค้ารายย่อย 23% สะท้อนทิศทางการลงทุนที่เน้นคุณภาพและความสามารถในการเรียกเก็บเงิน มากกว่าการขยายพอร์ตเชิงปริมาณ โดยในปีที่ผ่านมาการติดตามและเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ในกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นไปได้ด้วยดี สนับสนุนการหมุนเวียนเงินทุนเพื่อการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมารายได้จากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเติบโตเป็น 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.7% YoY สะท้อนประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุนและการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

    สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ปี 2568 นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากระยะพัฒนาโครงการสู่ระยะการทยอยรับรู้รายได้ แม้บริษัทยังรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนตามความคืบหน้าของงานก่อสร้าง แต่ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากโครงการหลักที่ทยอยเข้าสู่ช่วงโอนกรรมสิทธิ์ โดย Noble Create เริ่มโอนในไตรมาส 3 และโครงการ Nue Riverest Ratburana มีความคืบหน้าใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อผลการดำเนินงานในปี 2569

    ในภาพรวม ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีสินทรัพย์รวม 15,158 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest-bearing D/E) อยู่ที่ 0.37 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่สะท้อนความระมัดระวังด้านเลเวอเรจ ขณะเดียวกัน บริษัทมีเงินสดจำนวน 1,776 ล้านบาท สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เพียงพอในการรองรับแผนการเติบโตในปี 2569 ทั้งนี้ ในระหว่างปีบริษัทได้ออกหุ้นกู้ครั้งที่ 3 มูลค่า 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.80% อายุ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินและทิศทางการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไป

    นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทได้รับคะแนนประเมินบรรษัทภิบาลระดับ 5 ดาว (“ดีเลิศ”) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากรายงานการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR) และได้ยกระดับกรอบการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการมีส่วนร่วมของพนักงาน การพัฒนาชุมชน และการเสริมสร้างระบบบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการ เพื่อสนับสนุนการสร้างคุณค่าในระยะยาวควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

    จากการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับโครงสร้างเงินทุนที่มั่นคง และโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ทยอยเข้าสู่ช่วงรับรู้รายได้ TNL เชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการต่อยอดการเติบโตบนรากฐานที่มั่นคง พร้อมรักษาวินัยทางการเงินและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ เสริมความแข็งแกร่งอุตสาหกรรมพลังงานไทยลงนาม MOU ต่อเนื่อง พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาคุณภาพรองรับการเติบโตของภาคพลังงานระยะยาว

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานไทย ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) โครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม (Vocational Education in Electrical System Engineering and Power Control: V-EsEPC) ฉบับที่ 4 ครอบคลุมระยะเวลา พ.ศ. 2569–2571 นับเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 9 ถึงปีที่ 11 ควบคู่กับโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (Vocational Chemical Engineering and Power Control:           V-ChEPC) ซึ่งก้าวสู่ MOU ฉบับที่ 7 ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 19 ถึงปีที่ 21 ณ วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จังหวัดระยอง


    พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนาม โดยมี ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ที่ปรึกษาโครงการฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในนามภาคเอกชน


    บี.กริม เพาเวอร์ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจพลังงานชั้นนำของประเทศ และหนึ่งในภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรม ได้สนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทักษะช่างเทคนิคให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานที่มีความซับซ้อนสูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบการผลิตไฟฟ้า และมาตรฐานความปลอดภัย


    ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เชิงทฤษฎีจากสถานศึกษา เข้ากับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ (Work-Based Learning) เพื่อสร้างช่างเทคนิคที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถปฏิบัติงานได้จริง ลดช่องว่างด้านทักษะ (Skills Gap) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในระยะยาว


    ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านการพัฒนากำลังคนเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน บริษัทจึงยังคงเดินหน้าสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมพลังงานไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต