Business

  • Business - SME

    กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส จัดงานอบรมเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.ชัยภูมิ”มันดี มีคุณภาพ โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง”มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน

    บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส จัดงาน “มันดี มีคุณภาพ ภายใต้โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง” ร่วมแจกจ่ายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังให้เกษตรกร พร้อมเชิญชวนเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง เพื่อลดการระบาดของโรคในพื้นที่และสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรมมันสําปะหลังของไทย ภายในงานมีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 150 ราย โดยมี ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยนางสาวกังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมิ, นายฉัตรชัย จตุนวรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการวัตถุดิบ บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศาลาเกษตรสัมพันธ์ บริษัท สยามควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด จังหวัดชัยภูมิ

    ภายในงานมีการพบปะเกษตรกร เพื่อพูดคุยสถานการณ์พื้นที่ส่งเสริมต้นพันธุ์ต้านทาน โดยนางสาวกังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมิ พร้อมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกร ภายใต้หัวข้อ “การจัดการดินให้ดีอย่างไร เพื่อปลูกให้หัวดี แป้งสูง” และจัดอบรมเกษตรกรในหัวข้อ “การฟื้นฟูดินในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง” (Regenerative) นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประกวดมันสำปะหลัง พร้อมมอบรางวัลให้กับเกษตรกรผู้ชนะการประกวด

    ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงาน “มันดี มีคุณภาพ โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง” เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสําปะหลัง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและเชื้อแป้งที่ลดลงนําไปสู่รายได้ที่ลดลง

    จากปัญหาที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ได้มีการติดตามพร้อมทั้งร่วมแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดําเนินการจัดทําแปลงขยายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสําปะหลังรวมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ กระจายทั่ว 15 อำเภอ ในจังหวัดชัยภูมิ เพื่อทําการทดสอบผลผลิตและเพิ่มจํานวนท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสําปะหลัง ตลอดจนการสร้าง Model การส่งเสริมขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง เชื่อมโยงกลุ่มเครือข่าย ส่งต่อต้นพันธุ์ดี กระจายสู่ชุมชน ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพันธุ์ต้านทานโรคฯ ลดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสําปะหลังอย่างยั่งยืน

    ในแต่ละปี บริษัทฯ ยังได้จัดทำโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งการเพิ่มผลผลผลิต การช่วยเหลือต้นทุนเพาะปลูก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยมุ่งส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูดิน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการปลูก และประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธ์ต้านทานโรคใบด่าง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ชัยภูมิและพื้นที่ใกล้เคียง มีความมั่นคงในด้านรายได้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส หนึ่งในกลุ่มพูลผล เป็นผู้นำด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูงของประเทศไทยและของโลก โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทเป็นผู้ริเริ่มนำแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ มาผ่านกระบวนการดัดแปรด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลัง และพัฒนาให้เป็นวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้านของแต่ละอุตสาหกรรม ปัจจุบัน แป้งมันสำปะหลังดัดแปรของ เอส เอ็ม เอส ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร ยา กระดาษ สิ่งทอ และกาว ไปจนถึงอาคารและสิ่งก่อสร้าง พลาสติกชีวภาพ รวมถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย

    กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส มีโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรรวม 3 แห่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ด้วยกำลังการผลิตรวมประมาณ 400,000 ตันต่อปี ซึ่งส่งผลให้ เอส เอ็ม เอส เป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรของคนไทยรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เอส เอ็ม เอส จึงมีส่วนยกระดับมันสำปะหลังจากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้นให้แก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย

  • Beauty - Business

    NINE BEAUTY บุกตลาด C-BEAUTY! นำเข้าแบรนด์เครื่องสำอางจากประเทศจีน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สาวไทย

    NINE BEAUTY เปิดตัวเมคอัพแบรนด์ฮิตจากจีน AZTK และ BIYA แลนด์ดิ้งสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมสิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย Exclusive offline เพียงแห่งเดียวในไทยเป็นเวลา 6 เดือน เดินหน้าตอกย้ำจุดหมายปลายทางสายบิวตี้ รับกระแส C-Beauty และเทรนด์แต่งหน้าสไตล์ Douyin ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์สีผิวและสภาพผิวคนเอเชียโดยเฉพาะ ครบครันทั้งเนื้อสัมผัส สีสันสดใส และราคาที่จับต้องได้

    เปิดตัว 2 แบรนด์ C-Beauty ตัวท็อป ประเดิมตลาดไทย

    เริ่มด้วยแบรนด์ AZTK แบรนด์สุดไวรัลในหมู่บิวตี้อินฟลูเอนเซอร์ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี มาพร้อมไอเทมฮิตในโซเชียล เช่น ลิควิดบลัชขวดทรงถังนมสุดเก๋ และลิป 2 ด้านสุดคุ้ม รวมเนื้อแมตต์และกลอสฉ่ำวาวไว้ในแท่งเดียว

    สำหรับแบรนด์ BIYA เป็นแบรนด์ลับสุดปัง สายแต่งหน้าสไตล์แคชชวล Everyday Look รวบรวมไอเทมเมคอัพครบครัน ทั้งลิปกลอส ลิปมูสกำมะหยี่ บลัชออน และพาเลตต์มัลติฟังก์ชัน ตา-แก้ม-ปาก ครบจบในตลับเดียว

    ซึ่งนอกจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่ CJ MORE โซน NINE BEAUTY ยังมีสินค้าทดลอง (Tester) บริเวณหน้าร้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าทุกคนได้เข้ามาทดลองสัมผัสเนื้อสัมผัส เช็กเฉดสีจริง และแมตช์ให้เข้ากับโทนสีผิวของตัวเองอย่างมั่นใจก่อนเลือกซื้อ
    นอกจากนี้ NINE BEAUTY ยังคงเน้นย้ำคอนเซป “ครบ ถูก คุ้ม” ของสินค้าทั้ง 2 แบรนด์ พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม สีสันสดใส ในราคาดีสบายกระเป๋าที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อให้สาวไทยทุกคนสนุกกับการแต่งหน้าอย่างคุ้มค่า และมั่นใจในความเป็นตัวเองได้ทุกวัน
    พบกับไอเทมสุดฮอตจาก AZTK และ BIYA ได้แล้ววันนี้ที่ CJ MORE โซน Nine Beauty ทุกสาขาทั่วประเทศ

  • Awards - Business

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป คว้ารางวัล Best Local Hotel Brand Thailand 2 ปีซ้อน จาก TTG Travel Awards 2026

    สะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้อ่านสื่อธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดเอกลักษณ์การบริการแบบไทย
    สู่ประสบการณ์สำหรับนักเดินทางทั่วเอเชียแปซิฟิก

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้รับรางวัล Best Local Hotel Brand Thailand จากงาน TTG Travel Awards 2026 ครั้งที่ 35 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยผลรางวัลมาจากการโหวตของผู้อ่าน TTG Asia, TTG China, TTG India, TTGmice, TTG BTmice China, TTGassociations และ TTG Asia Luxury นับเป็นอีกหนึ่งการยอมรับจากผู้อ่านที่มีต่อแบรนด์และการบริการของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รวมถึงความตั้งใจของทีมงานในการดูแลผู้เข้าพักและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เติบโตจากบริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรม สู่บริษัทบริหารจัดการธุรกิจบริการที่ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยนำประสบการณ์และรากฐานด้านการบริการแบบไทยมาพัฒนาควบคู่กับมุมมองระดับสากล ทั้งในการสร้างแบรนด์ การบริหารโรงแรม และการทำความเข้าใจความต้องการของนักเดินทางในแต่ละตลาด เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในการเป็นบริษัทบริหารจัดการธุรกิจบริการขนาดกลางที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก(To be the best medium-sized hospitality management company in Asia-Pacific)

    โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริการแบบไทย ซึ่งสำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ไม่ได้หมายถึงเพียงการต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ยังรวมถึงความใส่ใจเพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงความต้องการของผู้เข้าพักได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเดินทางที่มีความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก ขณะเดียวกัน แนวคิดดังกล่าวยังถูกถ่ายทอดสู่แบรนด์ในเครือ ทั้ง อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) ชามา (Shama) และโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) เพื่อนำไปต่อยอดเป็นประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละโรงแรม ผ่านการนำเรื่องราวของจุดหมายปลายทางและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงเข้ากับการบริการแบบไทยและเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้แต่ละโรงแรมสามารถสร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของนักเดินทาง และทำให้แต่ละการเดินทางมีเรื่องราวและความประทับใจในแบบของตัวเอง

    การได้รับรางวัลจากการโหวตในเวทีระดับนานาชาติเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นับเป็นอีกหนึ่งการยอมรับถึงคุณภาพการบริการของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และความทุ่มเทของทีมงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ที่ร่วมกันรักษามาตรฐานการบริการ และสร้างประสบการณ์ที่สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียดและความเข้าใจผู้เข้าพักได้เป็นอย่างดี และนอกจากรางวัล Best Local Hotel Brand Thailand แล้ว โรงแรมในกลุ่มฯ ยังได้รับรางวัลที่ได้รับการยอมรับทั้งระดับนานาชาติ และระดับประเทศอีกหลากหลายรางวัล ไม่ว่าจะเป็นรางวัลด้านประสบการณ์การเข้าพัก คุณภาพบุคลากร รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน อีกด้วย

    รางวัล TTG Travel Awards และการยอมรับที่เกิดขึ้นกับโรงแรมในเครือในด้านต่างๆ คือแรงผลักดันให้ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการบริการ บุคลากร และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจบริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละตลาด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ และต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริการแบบไทยให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว

  • Business - Logistics - Sustainability

    พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก

    นครราชสีมา – บริษัท พูลอุดม จำกัด หนึ่งในบริษัทภายใต้ กลุ่มพูลผล ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ประกาศเดินหน้าสู่ปีที่ 50 พร้อมยกระดับการดำเนินงานตามแนวทางห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Logistics) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองรับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้าน ESG มากขึ้น

    ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัท พูลอุดม จำกัด พัฒนาจากผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์ สู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ผลิตอาหารสัตว์ในประเทศไทย โดยมีวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันเส้น และกากมันสำปะหลัง พร้อมพัฒนาระบบคลังสินค้า ไซโล และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับการจัดเก็บและขนส่งวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า ภายใต้มาตรฐาน GHPs และ HACCP ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบ

    สำหรับทิศทางในปีที่ 50 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Green Supply Chain โดยมุ่งปรับปรุงกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สอดรับกับแนวโน้มของภาคธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและคำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น

    ขณะที่ด้านโลจิสติกส์ บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาแนวทาง Low Carbon Logistics ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง โดยให้ความสำคัญกับการลดเที่ยวรถเปล่า การใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนอกจากช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการขนส่ง

    แนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัท พูลอุดม จำกัด ได้รับรางวัล “สถานประกอบการดีเด่น” จากโครงการ Eco Move และได้รับการคัดเลือกเป็น Success Case ด้าน Low Carbon Logistics จากกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากการนำ Backhaul Matching System หรือระบบจับคู่เที่ยวรถขากลับ มาใช้บริหารจัดการเที่ยวรถและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ช่วยลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นางวันดี อัครวงศ์วิจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลอุดม จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของบริษัทเกิดขึ้นจากความไว้วางใจของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะที่ทิศทางต่อจากนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตขององค์กร แต่ต้องการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าการพัฒนา Green Supply Chain ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว

    สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป บริษัทฯ เตรียมยกระดับองค์กรสู่ Low Carbon Organization ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการคาร์บอน และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ และร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

  • Business - Energy - IT-Technology

    บี.กริม เพาเวอร์ ปั้น New Growth Engine รับโลกพลังงานยุคใหม่จัด 4 หน่วยธุรกิจเชื่อม Energy–Digital–Data Center พร้อมต่อยอดสินทรัพย์เดิมสร้างรายได้ทันที

    หลังบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ไปเมื่อ เร็วๆ นี้ โดยกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น ล่าสุด นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาให้มุมมองเพิ่มเติมในเชิงธุรกิจ ทั้งทิศทางการจัดทัพหน่วยธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) พร้อมมุ่งหน้าสู่ความเป็น Energy Tech Company นอกจากนี้ ยังเผยถึงโอกาสสร้างรายได้ระยะสั้นและยาวที่บริษัทฯ สามารถรับรู้ได้ทันที ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

    สี่หน่วยธุรกิจใหม่ เสาหลักขององค์กร
    นายนพเดช เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศคาดว่าจะสูงถึงราว 77,374 เมกะวัตต์ ในกรณีสูง (High Case) ภายในปี 2593 โดยเฉพาะโครงการ Data Center ในพื้นที่ EEC ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,000–4,000 เมกะวัตต์ ท่ามกลางร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในกลางเดือนสิงหาคมนี้

    เพื่อรองรับโอกาสดังกล่าว บี.กริม เพาเวอร์ ได้ transform องค์กรอย่างเป็นระบบ จัดตั้ง 4 หน่วยธุรกิจหลักที่เสริมพลังซึ่งกันและกัน ภายใต้เป้าหมายก้าวจากผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำ สู่การเป็น Energy Tech Company ที่ครบวงจร:
    •บี.กริม บียอนด์บริดจ์ หัวหอกธุรกิจดิจิทัล มุ่งสู่ Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) ต่อยอดจาก Smart Micro Grid ความยาวกว่า 216.76 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองรับกลไก Third Party Access (TPA) ที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม PDP 2026
    •บี.กริม ไอเน็ต ร่วมทุนกับไอเน็ต ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industrial Estate เสริมความมั่นคงด้านข้อมูลและ Digital Sovereignty ของประเทศ
    •ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ผู้พัฒนาและดำเนินการ Data Center ระดับ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมเปิดดำเนินการบางส่วนปลายปี 2569 พร้อมตั้งเป้าขยายรวมเป็น 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
    •พอร์ตพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค ภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้ากำลังผลิตตามสัญญา 10,000 เมกะวัตต์ สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกว่า 50% ภายในปี 2573 ครอบคลุมโครงการทั้งในไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

    โอกาสสร้างรายได้ระยะสั้น: จากช่วงที่เหลือของปี 2569 ถึงต้นปี 2570
    นอกเหนือจากการวางรากฐานระยะยาว นายนพเดช ยังเปิดเผยถึงโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯ สามารถเร่งรับรู้รายได้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการลงทุนใหม่ ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ประกอบด้วย:
    •กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่พร้อมเชื่อมต่อให้กับลูกค้าได้ทันที บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พร้อมเชื่อมต่อและรับรู้รายได้ได้ทันที รวมประมาณ 250 เมกะวัตต์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอ่างทอง
    •ดีล Data Center Ecosystem ที่ดินพร้อมไฟ อยู่ระหว่างการเจรจาขายที่ดินพร้อมระบบไฟฟ้าให้ผู้พัฒนา Data Center ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมในนิคมอุตสาหกรรม
    •โครงการ Nakwol 1 (เกาหลีใต้) โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 365 เมกะวัตต์ ที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 49% อยู่ในกลุ่มโครงการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปีนี้ หลังบริษัท B.Grimm Power Korea เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของ Unison Co., Ltd. สัดส่วนราว 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการ
    •Data Center ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม โครงการ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ ที่ชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมทยอยเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569
    •โครงการ COD อื่นๆ ที่คาดว่าจะทยอยเข้าระบบ ได้แก่ Zhongce Rubber โครงการโซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ขนาด 35 เมกะวัตต์ และ Huong Hoa 1 โครงการพลังงานลมบนฝั่งในเวียดนาม ขนาด 48 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการอื่นอีกรวมกำลังผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์
    •โครงการ อินทรี บี.กริม โซล่าร์ เดินหน้ารับรายได้ต่อเนื่อง ขนาด 83.79 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และยังคงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
    •โครงการโซลาร์ลอยน้ำ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เริ่มรับรู้รายได้แล้ว โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในเฟสแรกแล้วรวม 17 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
    •โครงการโซลาร์ฟาร์ม Vista Alegre ที่ฟิลิปปินส์ บริษัท Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) บริษัทย่อยที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REPA) ขนาด 50 เมกะวัตต์ จากโครงการกำลังการผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส กับ National Transmission Corporation (TransCo) ภายใต้โครงการ Green Energy Auction – 4 (GEA-4) ของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์

    มองไกลกว่าปัจจุบัน: เตรียมพร้อมสำหรับ SMR
    นอกจากการเก็บเกี่ยวโอกาสระยะสั้น บี.กริม เพาเวอร์ ยังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากยุโรปและจีน บนหลักคิด “อธิปไตยทางพลังงาน” (Energy Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและความผันผวนของราคาพลังงานโลกในระยะยาว
    “สำหรับหลายองค์กร แผนพลังงานชาติฉบับใหม่คือโจทย์ของการปรับตัว แต่สำหรับบี.กริม เพาเวอร์ มันคือคำอธิบายของเส้นทางที่เลือกเดินมาตลอด” นายนพเดช กล่าวทิ้งท้าย

  • Business - Sustainability

    “กลุ่มพูลผล” ครบรอบ 84 ปี เปิดบทใหม่ มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก

    “กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต”

    วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป

    นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

    ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน

    สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

  • Business - SME

    สยามพิวรรธน์ ไอคอนสยาม จับมือ หอการค้าไทย เปิดเวทีผู้ประกอบการไทยผลักดันสินค้าท้องถิ่นคุณภาพจากทั่วประเทศสู่ตลาดโลก ในงาน SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ โดยไอคอนสยาม เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน “SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC” เปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยจากเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC: Young Entrepreneur Chamber of Commerce) จากทั่วประเทศ ได้นำเสนอสินค้าและบริการคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G

    YEC หรือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย เป็นเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภายใต้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่รวบรวมผู้ประกอบการจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกคุณภาพสินค้า ความโดดเด่นของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ และศักยภาพในการขยายตลาด มานำเสนอสินค้าที่สะท้อนคุณค่าและความภาคภูมิใจของแต่ละพื้นที่สู่สายตาผู้บริโภคในวงกว้าง

    การจัดงานครั้งนี้ เป็นผลจากการลงนาม MOU ระหว่างสยามพิวรรธน์ และหอการค้าไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและขยายฐานตลาดให้แก่ผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทยและเครือข่าย YEC นอกจากจะเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้นำธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาดจริงในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถนำผลลัพธ์และประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานไปพัฒนาธุรกิจ ต่อยอดการตลาด และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ภายในงานพบกับสินค้าหลากหลายประเภทที่สะท้อนเสน่ห์และภูมิปัญญาของท้องถิ่นไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าไลฟ์สไตล์ ของใช้ภายในบ้าน ตลอดจนงานหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากวัตถุดิบและเอกลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

    ร่วมอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ ทั้งของกิน ของใช้ งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 ธันวาคม 2569 ณ เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G (ลานเมือง 5)

  • Automotive - Business

    LEPAS เสริมทัพตลาด EV ไทย เตรียมเปิด “L8 – L6 SIVP” ภายในปีนี้ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะ ควบคู่ขยายเครือข่ายและยกระดับบริการ LEPAS Care

    LEPAS (เลพาส) แบรนด์ยนตรกรรมไฟฟ้าระดับพรีเมียม เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีระบบจอดรถอัจฉริยะและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง โดยเตรียมทยอยเปิดตัวภายในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขายทั่วประเทศ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตในประเทศที่โรงงานจังหวัดระยอง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว

    การประกาศแผนธุรกิจครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดย LEPAS นำรถยนต์และข้อเสนอพิเศษมาร่วมสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายผลิตภัณฑ์ การพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย และการเตรียมฐานการผลิตในประเทศไทย

    เดินหน้าขยายธุรกิจ จาก CBU สู่การผลิตในประเทศ

    นายชาล หวัง ผู้อำนวยการ เลพาส ประเทศไทย (Country Director, LEPAS Thailand) กล่าวว่า กลยุทธ์การเติบโตของ LEPAS ในประเทศไทยจะเดินหน้าจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว พร้อมเดินหน้าพัฒนา โปรแกรม LEPAS Care ควบคู่กับการขยายเครือข่ายบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกด้านของการใช้งานและการดูแลรักษารถยนต์

    “แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ต้องมีเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน กลยุทธ์การขยายธุรกิจของเราเริ่มต้นจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ พร้อมสนับสนุนด้วยโปรแกรม LEPAS Care ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายบริการหลังการขายของเรา เพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกด้าน” นายชาล กล่าว

    สำหรับ LEPAS รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็น “พันธมิตรแห่งคุณค่า” (Value Partner) ที่ผสานการออกแบบ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

    เตรียมเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ “LEPAS L8 – L6 SIVP” ภายในปีนี้

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง คือการเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งเป็นรุ่นย่อยของ LEPAS L6 ที่เปิดตัวในประเทศไทยและได้รับการตอบรับจากตลาด

    LEPAS L6 SIVP มาพร้อมเทคโนโลยี Intelligent Pilot ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การเดินทางในเมืองและการจราจรหนาแน่น ไปจนถึงการจอดรถและการเดินทางระยะไกล โดยจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ระบบ SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งผสานการทำงานของระบบ APA (Automated Parking Assist) และ RPA (Remote Parking Assist) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการจอดรถในชีวิตประจำวัน

    นอกจากนี้ LEPAS L6 SIVP ยังมาพร้อมชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) เพื่อเพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในการเดินทางในหลากหลายรูปแบบ

    ขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ตั้งเป้า 50 แห่งทั่วประเทศ

    นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ LEPAS ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์ในประเทศไทย

    นายจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย เลพาส ประเทศไทย เปิดเผยว่า LEPAS ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครบ 50 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2026 โดยปัจจุบันมีผู้แทนจำหน่ายแล้ว 39 ราย คิดเป็น 78% ของเป้าหมาย ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ

    “การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการเติบโตของ LEPAS เราต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ บุคลากร อะไหล่ และอุปกรณ์เฉพาะทางได้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว” นายจิตติศักดิ์ กล่าว

    LEPAS ยังเดินหน้าพัฒนาระบบบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร การบริหารจัดการอะไหล่ และเครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ

    เปิดตัว “ภายในสีดำ” ของ LEPAS L6 ครั้งแรกในงาน BIG MOTOR SALE 2026

    สำหรับผู้ที่สนใจ LEPAS L6 ภายในงาน BIG MOTOR SALE 2026 LEPAS ได้เปิดตัว สีภายในดำ เป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าและตอบรับความต้องการด้านดีไซน์ภายในห้องโดยสารที่หลากหลาย

    ลูกค้าสามารถจอง LEPAS L6 สีภายในดำได้ตั้งแต่วันนี้ และ LEPAS เตรียมทยอยส่งมอบตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2026 เป็นต้นไป

    จัดข้อเสนอพิเศษในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ราคา 799,900 บาท

    LEPAS ยังนำเสนอข้อเสนอพิเศษภายใต้แนวคิดของงาน BIG MOTOR SALE 2026 ที่ต้องการรวบรวมข้อเสนอจากแบรนด์ยานยนต์ไว้ในสถานที่เดียว โดย LEPAS ยังคงราคาโปรโมชั่นพิเศษที่ 799,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้แก่

    • ประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรี 1 ปี
    • เครื่องชาร์จไฟภายในบ้าน (Home Charger) มูลค่า 20,000 บาท ฟรี
    • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) ฟรี 5 ปี
    • รับประกันแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูง (High Voltage Battery) ตลอดอายุการใช้งาน

    ข้อเสนอพิเศษดังกล่าวเป็นแคมเปญเดียวกันสำหรับผู้แทนจำหน่าย LEPAS ทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานด้านข้อเสนอและประสบการณ์การซื้อให้กับลูกค้าอย่างเท่าเทียมกัน

    เดินหน้าสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจและชุมชนของ LEPAS

    นายชาล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการขยายผลิตภัณฑ์และเครือข่ายบริการแล้ว LEPAS ยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบ Co-Branding การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ ตลอดจนความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ในหลากหลายมิติ

    “นับจากนี้ไป เรากำลังสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำ Co-Branding และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไปจนถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ชุมชนแห่งไลฟ์สไตล์อันสง่างามไปด้วยกัน” นายชาล กล่าว

    ด้วยแผนการขยายผลิตภัณฑ์ การเตรียมฐานการผลิตในประเทศ และการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย LEPAS มุ่งสร้างรากฐานการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์การเดินทางของผู้บริโภคในแต่ละช่วงของการใช้ชีวิต

  • Business - Logistics

    สี่มุมเมืองยกระดับธุรกิจค้าส่งอาหารสู่ยุคดิจิทัล เปิดตัว “สี่มุมเมืองออนไลน์” (Simummuang Online) แพลตฟอร์มค้าส่งวัตถุดิบอาหารออนไลน์ (B2B Fresh Produce Marketplace) ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน

    บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ผู้บริหารตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผัก ผลไม้ และอาหารสดชั้นนำของเอเซีย เดินหน้ายกระดับธุรกิจค้าส่งอาหารสู่ยุคดิจิทัล เปิดตัว “สี่มุมเมืองออนไลน์” (Simummuang Online) แพลตฟอร์มค้าส่งวัตถุดิบอาหารออนไลน์ (B2B Fresh Produce Marketplace) ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน เชื่อมผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจ HoReCa เข้ากับแหล่งวัตถุดิบค้าส่งครบวงจรจากตลาดสี่มุมเมือง ผ่านประสบการณ์การจัดซื้อที่สะดวก ครบ และ รวดเร็ว ตอกย้ำบทบาทของสี่มุมเมืองในฐานะผู้นำด้านการค้าส่งวัตถุดิบอาหารของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ยุคดิจิทัล

    สี่มุมเมืองออนไลน์รวบรวมสินค้ากว่า 10,000 รายการ จากเครือข่ายผู้ค้ากว่า 4,000 ร้าน ครอบคลุมผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารแห้ง บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์สำหรับธุรกิจอาหาร พร้อมบริการจัดส่งทุกวันและส่งภายในวันเดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาค้าส่งได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้พันธกิจ “เพิ่มโอกาสให้ผู้ขาย เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องมาถึงตลาด ครบจบในที่เดียว”

    คุณอนล ภัทรประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานดิจิทัล เทคโนโลยี กล่าวว่า “สี่มุมเมืองออนไลน์เกิดจากความเข้าใจปัญหาของผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ได้ต้องการเพียง ‘บริการจัดส่งฟรี’ แต่ต้องการความมั่นใจว่า “วัตถุดิบจะมาถึงตรงเวลา มาทันเปิดร้าน และพร้อมใช้งานจริง” เราจึงออกแบบระบบการจัดส่งภายในวัน(On-Demand) ช่วยลดเวลาในการจัดหาวัตถุดิบได้ถึง 5 เท่า และเรายังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อโดยรักษาคุณภาพสินค้าให้สดใหม่ โดยในปัจุบันเรามีอัตราการเคลมสินค้าต่ำกว่า 1%

    ในอีกด้านหนึ่ง สี่มุมเมืองออนไลน์ยังเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางค้าขายใหม่ให้ผู้ค้าในตลาดสี่มุมเมือง เปรียบเสมือนการมีหน้าร้านสองแห่งในเวลาเดียวกัน ทั้งหน้าร้านในตลาดและหน้าร้านออนไลน์ที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ทั่วประเทศ โดยไม่กระทบการขายเดิม

    ปัจจุบันผู้ค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20–25% โดยผู้ค้าที่เติบโตสูงสุดบางรายทำยอดขายได้มากกว่า 40 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถสร้างรายได้เสริมให้ผู้ค้าดั้งเดิมได้จริง ขณะที่ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าสินค้าทุกชิ้นมาจากผู้ค้าตัวจริงในตลาดสี่มุมเมือง ได้รับสินค้าสด มีคุณภาพเสมือนมาเลือกซื้อด้วยตนเอง

    ความสำเร็จของผู้ค้าและความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สี่มุมเมืองออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยรายได้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 เติบโตกว่า 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 (จาก 140 ล้านบาท เป็น 350 ล้านบาท) บริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2026 ไว้ที่ 760 ล้านบาท หรือเติบโตเป็นสองเท่าจากปี 2025 (380 ล้านบาท) และวางเป้าหมายต่อเนื่องแตะ 1,200 ล้านบาทภายในปี 2027”

    จุดเด่นของสี่มุมเมืองออนไลน์

    • สะดวก ประหยัดเวลา (Convenience) – สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดเวลาในการจัดหาวัตถุดิบจากการมาเดินเลือกซื้อเองถึง 5 เท่า
    • คุณภาพเทียบเท่าต้นทาง (Quality Assurance) – คัดสรรสินค้าและผู้ค้าอย่างเข้มงวด พร้อมระบบเคลม รวดเร็ว
    • จัดส่งรวดเร็วและตรงเวลาแบบ On-Demand (Same-Day Delivery)- เป็นแพลตฟอร์มสั่งของสดแห่งแรกที่ทำได้ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)
    • สินค้าครบ ไม่มีวันขาด (Guaranteed Availability) รวมวัตถุดิบอาหารกว่า 10,000 รายการ และช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุดได้รับของครบ ไม่เสียโอกาสในการขาย
    • บริการด้วยใจ 24 ชั่วโมง (Customer Care) – มีเจ้าหน้าที่ดูแลจริงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกขั้นตอน

    ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจ HoReCa และผู้ที่สนใจ สามารถสมัครใช้งานสี่มุมเมืองออนไลน์ได้ที่ www.simummuangonline.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “สี่มุมเมืองออนไลน์” เพื่อเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาค้าส่ง พร้อมบริการจัดส่งไวทันใจถึงร้าน รับสินค้าได้ภายในวันเดียวกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร. 02-023-9903 บริการ 24 ชั่วโมง หรือ Line Official : @smmonline และติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: facebook.com/taladsimummuang

  • Automotive - Business

    LEPAS Thailand เดินหน้าปักหมุดตลาดไทย เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรก “LEPAS MK รามอินทรา” พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย 50 แห่งทั่วประเทศ

    เลพาส ประเทศไทย (LEPAS Thailand) ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการวางรากฐานธุรกิจอย่างมั่นคงในประเทศไทย ด้วยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่ง แรกอย่างเป็นทางการ “เลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา” โดยแต่งตั้ง บริษัท เอ็ม.เค.ยนตรการ ในเครือ เอ็ม.เค. กรุ๊ป หนึ่งในผู้จำหน่ายจาก 50 รายทั่วประเทศตามแผนการสร้างเครือค่ายในปี 2569 เป็นผู้ดำเนินการ

    การเปิดโชว์รูมแห่งนี้สะท้อนกลยุทธ์สำคัญของ LEPAS Thailand ในการคัดเลือกผู้แทนจำหน่าย ที่มีประสบการณ์ ศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในธุรกิจยานยนต์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วันแรกของการเป็นเจ้าของ โดย เอ็ม.เค. กรุ๊ป เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีประสบการณ์ใน อุตสาหกรรมรถยนต์ยาวนานกว่า 30 ปี และมีปรัชญาการดูแลลูกค้าแบบใส่ใจ เป็นหัวใจหลัก ของ การ ให้บริการมาโดยตลอด

    โชว์รูมเลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์“Elegant Lifestyle House” ถ่ายทอด ความพรีเมียมและสง่างามของแบรนด์ผ่านบรรยากาศที่ทันสมัยและการต้อนรับที่อบอุ่น สะท้อน ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย ดีไซน์โดดเด่น และความสะดวก สบาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้านิวเจน (New Gen) ระดับไฮเอนด์ ทั้งยังตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา ทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ

    นายวรศักดิ์ ชาญไพบูลย์รัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม.เค.ยนตรการ และกลุ่มบริษัท เอ็ม.เค. กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทฯ มีประสบการณ์ในธุรกิจรถยนต์มายาวนานกว่า 30 ปี การดูแล ลูกค้า แบบใส่ใจคือหัวใจหลักของเรามาโดยตลอด โชว์รูมเลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา พร้อมให้บริการ ภายใต้แนวคิด ‘One Stop Service Lepas MK’ มอบประสบการณ์ ที่สมบูรณ์แบบทั้งการซื้อรถใหม่ และบริการหลังการขาย เปิดให้บริการแล้ววันนี้”

    บริการครบวงจรของโชว์รูมประกอบด้วย

    • บริการทดลองขับถึงบ้าน และการขายครบทุกช่องทาง รวมถึงการขายกลุ่มองค์กร (Fleet) และการเช่าซื้อ
    • บริการรถเก่าแลกรถใหม่แบบ One Stop รับรถใหม่ได้ทันที ไร้กังวลเรื่องการขายรถคันเดิม
    • ศูนย์บริการหลังการขายมาตรฐานมืออาชีพ พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังครบวงจร
    • ระบบนัดหมายล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและตรงเวลา พร้อมห้องรับรองส่วนตัว (Private Lounge) และบริการ Afternoon Tea ระหว่างรอรับบริการ
      การเปิดโชว์รูมครบวงจรแห่งแรกในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ LEPAS Thailand ในการขยาย เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายที่มีคุณภาพครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อส่งมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมและ สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

    ข้อมูลโชว์รูม เลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา

    • ฝ่ายขาย: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8.30 – 17.30 น.
    • ศูนย์บริการและศูนย์ซ่อมสีมาตรฐาน: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.
    • นัดหมายทดลองขับหรือสอบถามข้อมูล โทร. 02-521-4678 หรือ 088-917-8819
    • Facebook: Lepas MK Ramintra (facebook.com/LepasMKRamintra)

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/
    LineOA: @lepasthailand