Business

  • Business - Energy - IT-Technology

    บี.กริม เพาเวอร์ ปั้น New Growth Engine รับโลกพลังงานยุคใหม่จัด 4 หน่วยธุรกิจเชื่อม Energy–Digital–Data Center พร้อมต่อยอดสินทรัพย์เดิมสร้างรายได้ทันที

    หลังบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ไปเมื่อ เร็วๆ นี้ โดยกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น ล่าสุด นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาให้มุมมองเพิ่มเติมในเชิงธุรกิจ ทั้งทิศทางการจัดทัพหน่วยธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) พร้อมมุ่งหน้าสู่ความเป็น Energy Tech Company นอกจากนี้ ยังเผยถึงโอกาสสร้างรายได้ระยะสั้นและยาวที่บริษัทฯ สามารถรับรู้ได้ทันที ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

    สี่หน่วยธุรกิจใหม่ เสาหลักขององค์กร
    นายนพเดช เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศคาดว่าจะสูงถึงราว 77,374 เมกะวัตต์ ในกรณีสูง (High Case) ภายในปี 2593 โดยเฉพาะโครงการ Data Center ในพื้นที่ EEC ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,000–4,000 เมกะวัตต์ ท่ามกลางร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในกลางเดือนสิงหาคมนี้

    เพื่อรองรับโอกาสดังกล่าว บี.กริม เพาเวอร์ ได้ transform องค์กรอย่างเป็นระบบ จัดตั้ง 4 หน่วยธุรกิจหลักที่เสริมพลังซึ่งกันและกัน ภายใต้เป้าหมายก้าวจากผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำ สู่การเป็น Energy Tech Company ที่ครบวงจร:
    •บี.กริม บียอนด์บริดจ์ หัวหอกธุรกิจดิจิทัล มุ่งสู่ Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) ต่อยอดจาก Smart Micro Grid ความยาวกว่า 216.76 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองรับกลไก Third Party Access (TPA) ที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม PDP 2026
    •บี.กริม ไอเน็ต ร่วมทุนกับไอเน็ต ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industrial Estate เสริมความมั่นคงด้านข้อมูลและ Digital Sovereignty ของประเทศ
    •ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ผู้พัฒนาและดำเนินการ Data Center ระดับ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมเปิดดำเนินการบางส่วนปลายปี 2569 พร้อมตั้งเป้าขยายรวมเป็น 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
    •พอร์ตพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค ภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้ากำลังผลิตตามสัญญา 10,000 เมกะวัตต์ สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกว่า 50% ภายในปี 2573 ครอบคลุมโครงการทั้งในไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

    โอกาสสร้างรายได้ระยะสั้น: จากช่วงที่เหลือของปี 2569 ถึงต้นปี 2570
    นอกเหนือจากการวางรากฐานระยะยาว นายนพเดช ยังเปิดเผยถึงโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯ สามารถเร่งรับรู้รายได้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการลงทุนใหม่ ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ประกอบด้วย:
    •กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่พร้อมเชื่อมต่อให้กับลูกค้าได้ทันที บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พร้อมเชื่อมต่อและรับรู้รายได้ได้ทันที รวมประมาณ 250 เมกะวัตต์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอ่างทอง
    •ดีล Data Center Ecosystem ที่ดินพร้อมไฟ อยู่ระหว่างการเจรจาขายที่ดินพร้อมระบบไฟฟ้าให้ผู้พัฒนา Data Center ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมในนิคมอุตสาหกรรม
    •โครงการ Nakwol 1 (เกาหลีใต้) โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 365 เมกะวัตต์ ที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 49% อยู่ในกลุ่มโครงการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปีนี้ หลังบริษัท B.Grimm Power Korea เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของ Unison Co., Ltd. สัดส่วนราว 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการ
    •Data Center ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม โครงการ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ ที่ชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมทยอยเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569
    •โครงการ COD อื่นๆ ที่คาดว่าจะทยอยเข้าระบบ ได้แก่ Zhongce Rubber โครงการโซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ขนาด 35 เมกะวัตต์ และ Huong Hoa 1 โครงการพลังงานลมบนฝั่งในเวียดนาม ขนาด 48 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการอื่นอีกรวมกำลังผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์
    •โครงการ อินทรี บี.กริม โซล่าร์ เดินหน้ารับรายได้ต่อเนื่อง ขนาด 83.79 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และยังคงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
    •โครงการโซลาร์ลอยน้ำ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เริ่มรับรู้รายได้แล้ว โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในเฟสแรกแล้วรวม 17 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
    •โครงการโซลาร์ฟาร์ม Vista Alegre ที่ฟิลิปปินส์ บริษัท Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) บริษัทย่อยที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REPA) ขนาด 50 เมกะวัตต์ จากโครงการกำลังการผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส กับ National Transmission Corporation (TransCo) ภายใต้โครงการ Green Energy Auction – 4 (GEA-4) ของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์

    มองไกลกว่าปัจจุบัน: เตรียมพร้อมสำหรับ SMR
    นอกจากการเก็บเกี่ยวโอกาสระยะสั้น บี.กริม เพาเวอร์ ยังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากยุโรปและจีน บนหลักคิด “อธิปไตยทางพลังงาน” (Energy Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและความผันผวนของราคาพลังงานโลกในระยะยาว
    “สำหรับหลายองค์กร แผนพลังงานชาติฉบับใหม่คือโจทย์ของการปรับตัว แต่สำหรับบี.กริม เพาเวอร์ มันคือคำอธิบายของเส้นทางที่เลือกเดินมาตลอด” นายนพเดช กล่าวทิ้งท้าย

  • Business - Sustainability

    “กลุ่มพูลผล” ครบรอบ 84 ปี เปิดบทใหม่ มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก

    “กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต”

    วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป

    นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

    ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน

    สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

  • Business - SME

    สยามพิวรรธน์ ไอคอนสยาม จับมือ หอการค้าไทย เปิดเวทีผู้ประกอบการไทยผลักดันสินค้าท้องถิ่นคุณภาพจากทั่วประเทศสู่ตลาดโลก ในงาน SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ โดยไอคอนสยาม เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน “SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC” เปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยจากเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC: Young Entrepreneur Chamber of Commerce) จากทั่วประเทศ ได้นำเสนอสินค้าและบริการคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G

    YEC หรือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย เป็นเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภายใต้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่รวบรวมผู้ประกอบการจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกคุณภาพสินค้า ความโดดเด่นของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ และศักยภาพในการขยายตลาด มานำเสนอสินค้าที่สะท้อนคุณค่าและความภาคภูมิใจของแต่ละพื้นที่สู่สายตาผู้บริโภคในวงกว้าง

    การจัดงานครั้งนี้ เป็นผลจากการลงนาม MOU ระหว่างสยามพิวรรธน์ และหอการค้าไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและขยายฐานตลาดให้แก่ผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทยและเครือข่าย YEC นอกจากจะเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้นำธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาดจริงในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถนำผลลัพธ์และประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานไปพัฒนาธุรกิจ ต่อยอดการตลาด และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ภายในงานพบกับสินค้าหลากหลายประเภทที่สะท้อนเสน่ห์และภูมิปัญญาของท้องถิ่นไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าไลฟ์สไตล์ ของใช้ภายในบ้าน ตลอดจนงานหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากวัตถุดิบและเอกลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

    ร่วมอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ ทั้งของกิน ของใช้ งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 ธันวาคม 2569 ณ เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G (ลานเมือง 5)

  • Automotive - Business

    LEPAS เสริมทัพตลาด EV ไทย เตรียมเปิด “L8 – L6 SIVP” ภายในปีนี้ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะ ควบคู่ขยายเครือข่ายและยกระดับบริการ LEPAS Care

    LEPAS (เลพาส) แบรนด์ยนตรกรรมไฟฟ้าระดับพรีเมียม เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีระบบจอดรถอัจฉริยะและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง โดยเตรียมทยอยเปิดตัวภายในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขายทั่วประเทศ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตในประเทศที่โรงงานจังหวัดระยอง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว

    การประกาศแผนธุรกิจครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดย LEPAS นำรถยนต์และข้อเสนอพิเศษมาร่วมสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายผลิตภัณฑ์ การพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย และการเตรียมฐานการผลิตในประเทศไทย

    เดินหน้าขยายธุรกิจ จาก CBU สู่การผลิตในประเทศ

    นายชาล หวัง ผู้อำนวยการ เลพาส ประเทศไทย (Country Director, LEPAS Thailand) กล่าวว่า กลยุทธ์การเติบโตของ LEPAS ในประเทศไทยจะเดินหน้าจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว พร้อมเดินหน้าพัฒนา โปรแกรม LEPAS Care ควบคู่กับการขยายเครือข่ายบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกด้านของการใช้งานและการดูแลรักษารถยนต์

    “แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ต้องมีเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน กลยุทธ์การขยายธุรกิจของเราเริ่มต้นจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ พร้อมสนับสนุนด้วยโปรแกรม LEPAS Care ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายบริการหลังการขายของเรา เพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกด้าน” นายชาล กล่าว

    สำหรับ LEPAS รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็น “พันธมิตรแห่งคุณค่า” (Value Partner) ที่ผสานการออกแบบ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

    เตรียมเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ “LEPAS L8 – L6 SIVP” ภายในปีนี้

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง คือการเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งเป็นรุ่นย่อยของ LEPAS L6 ที่เปิดตัวในประเทศไทยและได้รับการตอบรับจากตลาด

    LEPAS L6 SIVP มาพร้อมเทคโนโลยี Intelligent Pilot ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การเดินทางในเมืองและการจราจรหนาแน่น ไปจนถึงการจอดรถและการเดินทางระยะไกล โดยจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ระบบ SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งผสานการทำงานของระบบ APA (Automated Parking Assist) และ RPA (Remote Parking Assist) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการจอดรถในชีวิตประจำวัน

    นอกจากนี้ LEPAS L6 SIVP ยังมาพร้อมชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) เพื่อเพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในการเดินทางในหลากหลายรูปแบบ

    ขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ตั้งเป้า 50 แห่งทั่วประเทศ

    นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ LEPAS ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์ในประเทศไทย

    นายจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย เลพาส ประเทศไทย เปิดเผยว่า LEPAS ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครบ 50 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2026 โดยปัจจุบันมีผู้แทนจำหน่ายแล้ว 39 ราย คิดเป็น 78% ของเป้าหมาย ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ

    “การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการเติบโตของ LEPAS เราต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ บุคลากร อะไหล่ และอุปกรณ์เฉพาะทางได้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว” นายจิตติศักดิ์ กล่าว

    LEPAS ยังเดินหน้าพัฒนาระบบบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร การบริหารจัดการอะไหล่ และเครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ

    เปิดตัว “ภายในสีดำ” ของ LEPAS L6 ครั้งแรกในงาน BIG MOTOR SALE 2026

    สำหรับผู้ที่สนใจ LEPAS L6 ภายในงาน BIG MOTOR SALE 2026 LEPAS ได้เปิดตัว สีภายในดำ เป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าและตอบรับความต้องการด้านดีไซน์ภายในห้องโดยสารที่หลากหลาย

    ลูกค้าสามารถจอง LEPAS L6 สีภายในดำได้ตั้งแต่วันนี้ และ LEPAS เตรียมทยอยส่งมอบตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2026 เป็นต้นไป

    จัดข้อเสนอพิเศษในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ราคา 799,900 บาท

    LEPAS ยังนำเสนอข้อเสนอพิเศษภายใต้แนวคิดของงาน BIG MOTOR SALE 2026 ที่ต้องการรวบรวมข้อเสนอจากแบรนด์ยานยนต์ไว้ในสถานที่เดียว โดย LEPAS ยังคงราคาโปรโมชั่นพิเศษที่ 799,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้แก่

    • ประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรี 1 ปี
    • เครื่องชาร์จไฟภายในบ้าน (Home Charger) มูลค่า 20,000 บาท ฟรี
    • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) ฟรี 5 ปี
    • รับประกันแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูง (High Voltage Battery) ตลอดอายุการใช้งาน

    ข้อเสนอพิเศษดังกล่าวเป็นแคมเปญเดียวกันสำหรับผู้แทนจำหน่าย LEPAS ทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานด้านข้อเสนอและประสบการณ์การซื้อให้กับลูกค้าอย่างเท่าเทียมกัน

    เดินหน้าสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจและชุมชนของ LEPAS

    นายชาล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการขยายผลิตภัณฑ์และเครือข่ายบริการแล้ว LEPAS ยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบ Co-Branding การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ ตลอดจนความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ในหลากหลายมิติ

    “นับจากนี้ไป เรากำลังสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำ Co-Branding และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไปจนถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ชุมชนแห่งไลฟ์สไตล์อันสง่างามไปด้วยกัน” นายชาล กล่าว

    ด้วยแผนการขยายผลิตภัณฑ์ การเตรียมฐานการผลิตในประเทศ และการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย LEPAS มุ่งสร้างรากฐานการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์การเดินทางของผู้บริโภคในแต่ละช่วงของการใช้ชีวิต

  • Business - Logistics

    สี่มุมเมืองยกระดับธุรกิจค้าส่งอาหารสู่ยุคดิจิทัล เปิดตัว “สี่มุมเมืองออนไลน์” (Simummuang Online) แพลตฟอร์มค้าส่งวัตถุดิบอาหารออนไลน์ (B2B Fresh Produce Marketplace) ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน

    บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ผู้บริหารตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผัก ผลไม้ และอาหารสดชั้นนำของเอเซีย เดินหน้ายกระดับธุรกิจค้าส่งอาหารสู่ยุคดิจิทัล เปิดตัว “สี่มุมเมืองออนไลน์” (Simummuang Online) แพลตฟอร์มค้าส่งวัตถุดิบอาหารออนไลน์ (B2B Fresh Produce Marketplace) ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน เชื่อมผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจ HoReCa เข้ากับแหล่งวัตถุดิบค้าส่งครบวงจรจากตลาดสี่มุมเมือง ผ่านประสบการณ์การจัดซื้อที่สะดวก ครบ และ รวดเร็ว ตอกย้ำบทบาทของสี่มุมเมืองในฐานะผู้นำด้านการค้าส่งวัตถุดิบอาหารของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ยุคดิจิทัล

    สี่มุมเมืองออนไลน์รวบรวมสินค้ากว่า 10,000 รายการ จากเครือข่ายผู้ค้ากว่า 4,000 ร้าน ครอบคลุมผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารแห้ง บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์สำหรับธุรกิจอาหาร พร้อมบริการจัดส่งทุกวันและส่งภายในวันเดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาค้าส่งได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้พันธกิจ “เพิ่มโอกาสให้ผู้ขาย เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องมาถึงตลาด ครบจบในที่เดียว”

    คุณอนล ภัทรประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานดิจิทัล เทคโนโลยี กล่าวว่า “สี่มุมเมืองออนไลน์เกิดจากความเข้าใจปัญหาของผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ได้ต้องการเพียง ‘บริการจัดส่งฟรี’ แต่ต้องการความมั่นใจว่า “วัตถุดิบจะมาถึงตรงเวลา มาทันเปิดร้าน และพร้อมใช้งานจริง” เราจึงออกแบบระบบการจัดส่งภายในวัน(On-Demand) ช่วยลดเวลาในการจัดหาวัตถุดิบได้ถึง 5 เท่า และเรายังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อโดยรักษาคุณภาพสินค้าให้สดใหม่ โดยในปัจุบันเรามีอัตราการเคลมสินค้าต่ำกว่า 1%

    ในอีกด้านหนึ่ง สี่มุมเมืองออนไลน์ยังเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางค้าขายใหม่ให้ผู้ค้าในตลาดสี่มุมเมือง เปรียบเสมือนการมีหน้าร้านสองแห่งในเวลาเดียวกัน ทั้งหน้าร้านในตลาดและหน้าร้านออนไลน์ที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ทั่วประเทศ โดยไม่กระทบการขายเดิม

    ปัจจุบันผู้ค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20–25% โดยผู้ค้าที่เติบโตสูงสุดบางรายทำยอดขายได้มากกว่า 40 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถสร้างรายได้เสริมให้ผู้ค้าดั้งเดิมได้จริง ขณะที่ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าสินค้าทุกชิ้นมาจากผู้ค้าตัวจริงในตลาดสี่มุมเมือง ได้รับสินค้าสด มีคุณภาพเสมือนมาเลือกซื้อด้วยตนเอง

    ความสำเร็จของผู้ค้าและความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สี่มุมเมืองออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยรายได้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 เติบโตกว่า 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 (จาก 140 ล้านบาท เป็น 350 ล้านบาท) บริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2026 ไว้ที่ 760 ล้านบาท หรือเติบโตเป็นสองเท่าจากปี 2025 (380 ล้านบาท) และวางเป้าหมายต่อเนื่องแตะ 1,200 ล้านบาทภายในปี 2027”

    จุดเด่นของสี่มุมเมืองออนไลน์

    • สะดวก ประหยัดเวลา (Convenience) – สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดเวลาในการจัดหาวัตถุดิบจากการมาเดินเลือกซื้อเองถึง 5 เท่า
    • คุณภาพเทียบเท่าต้นทาง (Quality Assurance) – คัดสรรสินค้าและผู้ค้าอย่างเข้มงวด พร้อมระบบเคลม รวดเร็ว
    • จัดส่งรวดเร็วและตรงเวลาแบบ On-Demand (Same-Day Delivery)- เป็นแพลตฟอร์มสั่งของสดแห่งแรกที่ทำได้ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)
    • สินค้าครบ ไม่มีวันขาด (Guaranteed Availability) รวมวัตถุดิบอาหารกว่า 10,000 รายการ และช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุดได้รับของครบ ไม่เสียโอกาสในการขาย
    • บริการด้วยใจ 24 ชั่วโมง (Customer Care) – มีเจ้าหน้าที่ดูแลจริงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกขั้นตอน

    ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจ HoReCa และผู้ที่สนใจ สามารถสมัครใช้งานสี่มุมเมืองออนไลน์ได้ที่ www.simummuangonline.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “สี่มุมเมืองออนไลน์” เพื่อเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาค้าส่ง พร้อมบริการจัดส่งไวทันใจถึงร้าน รับสินค้าได้ภายในวันเดียวกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร. 02-023-9903 บริการ 24 ชั่วโมง หรือ Line Official : @smmonline และติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: facebook.com/taladsimummuang

  • Automotive - Business

    LEPAS Thailand เดินหน้าปักหมุดตลาดไทย เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรก “LEPAS MK รามอินทรา” พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย 50 แห่งทั่วประเทศ

    เลพาส ประเทศไทย (LEPAS Thailand) ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการวางรากฐานธุรกิจอย่างมั่นคงในประเทศไทย ด้วยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่ง แรกอย่างเป็นทางการ “เลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา” โดยแต่งตั้ง บริษัท เอ็ม.เค.ยนตรการ ในเครือ เอ็ม.เค. กรุ๊ป หนึ่งในผู้จำหน่ายจาก 50 รายทั่วประเทศตามแผนการสร้างเครือค่ายในปี 2569 เป็นผู้ดำเนินการ

    การเปิดโชว์รูมแห่งนี้สะท้อนกลยุทธ์สำคัญของ LEPAS Thailand ในการคัดเลือกผู้แทนจำหน่าย ที่มีประสบการณ์ ศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในธุรกิจยานยนต์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วันแรกของการเป็นเจ้าของ โดย เอ็ม.เค. กรุ๊ป เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีประสบการณ์ใน อุตสาหกรรมรถยนต์ยาวนานกว่า 30 ปี และมีปรัชญาการดูแลลูกค้าแบบใส่ใจ เป็นหัวใจหลัก ของ การ ให้บริการมาโดยตลอด

    โชว์รูมเลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์“Elegant Lifestyle House” ถ่ายทอด ความพรีเมียมและสง่างามของแบรนด์ผ่านบรรยากาศที่ทันสมัยและการต้อนรับที่อบอุ่น สะท้อน ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย ดีไซน์โดดเด่น และความสะดวก สบาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้านิวเจน (New Gen) ระดับไฮเอนด์ ทั้งยังตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา ทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ

    นายวรศักดิ์ ชาญไพบูลย์รัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม.เค.ยนตรการ และกลุ่มบริษัท เอ็ม.เค. กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทฯ มีประสบการณ์ในธุรกิจรถยนต์มายาวนานกว่า 30 ปี การดูแล ลูกค้า แบบใส่ใจคือหัวใจหลักของเรามาโดยตลอด โชว์รูมเลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา พร้อมให้บริการ ภายใต้แนวคิด ‘One Stop Service Lepas MK’ มอบประสบการณ์ ที่สมบูรณ์แบบทั้งการซื้อรถใหม่ และบริการหลังการขาย เปิดให้บริการแล้ววันนี้”

    บริการครบวงจรของโชว์รูมประกอบด้วย

    • บริการทดลองขับถึงบ้าน และการขายครบทุกช่องทาง รวมถึงการขายกลุ่มองค์กร (Fleet) และการเช่าซื้อ
    • บริการรถเก่าแลกรถใหม่แบบ One Stop รับรถใหม่ได้ทันที ไร้กังวลเรื่องการขายรถคันเดิม
    • ศูนย์บริการหลังการขายมาตรฐานมืออาชีพ พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังครบวงจร
    • ระบบนัดหมายล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและตรงเวลา พร้อมห้องรับรองส่วนตัว (Private Lounge) และบริการ Afternoon Tea ระหว่างรอรับบริการ
      การเปิดโชว์รูมครบวงจรแห่งแรกในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ LEPAS Thailand ในการขยาย เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายที่มีคุณภาพครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อส่งมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมและ สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

    ข้อมูลโชว์รูม เลพาส เอ็ม.เค. รามอินทรา

    • ฝ่ายขาย: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8.30 – 17.30 น.
    • ศูนย์บริการและศูนย์ซ่อมสีมาตรฐาน: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.
    • นัดหมายทดลองขับหรือสอบถามข้อมูล โทร. 02-521-4678 หรือ 088-917-8819
    • Facebook: Lepas MK Ramintra (facebook.com/LepasMKRamintra)

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/
    LineOA: @lepasthailand

  • Automotive - Business

    LEPAS เปิดฉากบุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการ ส่ง L6 EV ล็อตแรกกว่า 1,000 คันก่อนประกาศราคา 24 กรกฎาคมนี้

    LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เอสยูวี พรีเมียมรุ่นล่าสุดในเครือ Chery Group ณ ท่าเรือหนานซา นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน (Nansha Port Area of Guangzhou Port) เมื่อขบวนยนตรกรรม LEPAS L6 EV รถไฟฟ้า 100% ล็อตแรกจำนวนกว่า 1,000 คัน ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย การนับถอยหลังสู่การเปิดตัว LEPAS L6 EV อย่างเป็นทางการจึงเริ่มต้นขึ้นแล้ว นับเป็นเกียรติของตลาดไทยที่ LEPAS มอบให้เป็นประเทศแรกของโลกในการส่งมอบ LEPAS L6 EV —ชาวไทยกลุ่มแรกจึงไม่เพียงครอบครองยนตรกรรม หากคือผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประสบการณ์การเดินทางอันสง่างาม (Elegant Mobility) ไปพร้อมกัน

    ความพร้อมของเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขาย
    ก่อนการมาถึงของยนตรกรรมล็อตแรก LEPAS ได้วางรากฐานธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นระบบและมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในระยะยาว ทั้งด้านการขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขาย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 LEPAS ได้จัดการประชุมผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมเรเนซองส์ (The Renaissance Hotel) เพื่อร่วมวางแผนกลยุทธ์และสร้างความเข้าใจในทิศทางธุรกิจร่วมกัน ปัจจุบัน LEPAS มีผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งแล้วในเฟสแรกจำนวน 36 ราย ซึ่งจะทยอยเปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจได้ว่า ทุกการเป็นเจ้าของ LEPAS จะได้รับการดูแลอย่างประณีต

    LEPAS L6 EV Version VPD
    LEPAS L6 EV คือ SUV ไฟฟ้า 100% ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนความสง่างามในทุกรายละเอียด โดดเด่นด้วยภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ “Leopard Aesthetics” เส้นสายพลิ้วไหวเปี่ยมพลังดุจเสือดาว ผสานความสปอร์ตเข้ากับความหรูหราอย่างลงตัว
    และเพื่อสะท้อนแนวคิด Premium Mobility อย่างแท้จริง LEPAS L6 EV Version VPD มาพร้อมระบบ VPD (Valet Parking Driver) เทคโนโลยีจอดรถอัตโนมัติอัจฉริยะ ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล NVIDIA DRIVE Orin-Y หน่วยประมวลผล AI ระดับยานยนต์ (Automotive-grade) ประสิทธิภาพสูงถึง 200 TOPS ที่ทำหน้าที่เสมือน “สมองกล” ของรถ ผสานข้อมูลจากเซนเซอร์รอบคันแบบเรียลไทม์ (Sensor Fusion) วิเคราะห์สภาพแวดล้อม ระบุช่องจอด และตัดสินใจได้ในระดับเสี้ยววินาที ทำให้รถสามารถเข้าจอดในพื้นที่ที่กำหนดได้โดยอัตโนมัติอย่างแม่นยำและนุ่มนวล พร้อมเรียกรถกลับมารับได้ตามต้องการดุจมี Valet ส่วนตัวประจำคัน — ขุมพลังการประมวลผลระดับนี้คือมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในระบบขับขี่อัจฉริยะชั้นนำระดับโลก และคือความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน ยกระดับความสะดวกสบายเหนือระดับให้แก่ผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่จอดรถ ทั้งนี้ Version VPD คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายไตรมาส 4 พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    แบรนด์และวิสัยทัศน์
    ภายใต้ปรัชญาแบรนด์ “Drive Your Elegance — ขับเคลื่อนความสง่างามในแบบคุณ” LEPAS มุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจสำหรับไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม (Preferred Brand for Elegant Mobility Life) และในอนาคต LEPAS จะยังคงยึดมั่นในปรัชญาการพัฒนาระดับโลกของ Chery Group “In somewhere, For somewhere, Be somewhere” เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานเชิงท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบไลฟ์สไตล์อันสง่างามแก่ผู้ใช้ชาวไทยทุกคน
    พบกับการเปิดตัว LEPAS L6 EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นี้

  • Business - Property

    เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งการอยู่อาศัยระดับสูงสุด“มาวิสต้า พร้อมพงษ์” คอนโด Ultra Luxury มูลค่า 5,100 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างแล้ว

    บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงเสาเข็มเอกโครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” (MAVISTA PHROM PHONG) คอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและประกาศความพร้อมในการเดินหน้าก่อสร้างโครงการอย่างเป็นทางการ โดยมีคณะผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ณ พื้นที่โครงการ ซอยสุขุมวิท 39

    ดร.สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดพิธีลงเสาเข็มเอกในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ซึ่งนับเป็นคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury แบรนด์ระดับสูงสุดของบริษัท และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพระดับเวิลด์คลาสบนหนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดของกรุงเทพมหานคร
    “มาวิสต้า พร้อมพงษ์ เป็นโครงการมูลค่ากว่า 5,100 ล้านบาท ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ โดยปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 60% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ตลอดจนศักยภาพของทำเลพร้อมพงษ์ ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในทำเลที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่ได้รับความนิยมสูงสุดของกรุงเทพฯ”

    ดร.สุริยา กล่าวต่อว่า “การเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการ และเป็นการตอกย้ำความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนา การออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารโครงการ โดยบริษัทตั้งเป้าส่งมอบโครงการภายในปี 2029 พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยระดับ Ultra Luxury ให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย”

    โครงการ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “CLASS IS INHERITANCE” ถ่ายทอดคุณค่าของการอยู่อาศัยเหนือกาลเวลา ผ่านการออกแบบในรูปแบบ Penthouse ทั้งโครงการ จำนวนเพียง 45 ยูนิต บนอาคารสูง 32 ชั้น โดยมีจำนวนยูนิตต่อชั้นเพียง 1-2 ยูนิต พร้อมลิฟต์ส่วนตัวทุกห้อง เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดแก่ผู้อยู่อาศัย

    อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการคือทำเลศักยภาพในซอยสุขุมวิท 39 ใจกลางย่านพร้อมพงษ์ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียง 190 เมตร รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญๆ ทั้งศูนย์การค้าอย่าง เอ็ม ดิสทริค (EM DISTRICT) โรงพยาบาลชั้นนำและโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับ High-Net-Worth Individuals ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    ทั้งนี้ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญภายใต้พอร์ตโฟลิโอระดับ Ultra Luxury ของเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าระดับบนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

  • Business

    บี.กริม-ไอเน็ต ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ เปิดตัว “บี.กริม ไอเน็ต” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร รองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตของไทยและภูมิภาค

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำการผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรม และ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และคลาวด์ระดับประเทศ ประกาศการจัดตั้ง บริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด (B.Grimm INET) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก

    ปัจจุบันความต้องการโซลูชันดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) ในนิคมฯ มากกว่า 80 แห่ง ซึ่งครอบคลุมโรงงานกว่า 5,400 แห่งทั่วประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยตั้งเป้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภค พลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเศรษฐกิจภายในนิคมฯ ซึ่ง บี.กริม ไอเน็ต จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายดังกล่าวโดยตรง ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันดิจิทัลแบบครบวงจร อาทิ การจัดการพลังงาน สิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ แพลตฟอร์มติดตามและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบความปลอดภัยคลาวด์ และ AI เป็นต้น

    โซลูชันทั้งหมดมีความยืนหยุ่น สามารถขยายตามการเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ทุกภาคส่วน ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะถูกพัฒนาและบริหารจัดการภายในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลและอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ บี.กริม ไอเน็ต เป็นบริษัทร่วมทุนที่ ดำเนินการผ่าน บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด (บริษัทย่อย ของ บี.กริม เพาเวอร์) และ บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด (บริษัทในเครือของไอเน็ต)

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชัน ธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นด้วย พันธกิจที่ชัดเจน คือการส่งมอบโซลูชันที่มากกว่าไฟฟ้า ผ่านการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure-as-a-Service หรือ DIaaS) เพื่อเชื่อมโยงพลังงานเข้ากับดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง บี.กริม มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการไฟฟ้ากับกลุ่มอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี โดยความร่วมมือกับ ไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแบบครบวงจรในประเทศไทยมากว่า 31 ปี ในการก่อตั้งบริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญของพันธกิจดังกล่าว เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน บนโครงสร้างพื้นฐานที่บริหารในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนิคมฯ และโรงงานต่างๆ ในการลดค่าใช้จ่ายและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

    นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น มีความพร้อมในการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีมาร่วมสร้างสิ่งใหม่ให้กับ “บี.กริม ไอเน็ต” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทร่วมทุน แต่คือผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับสากล บริหารด้วยความเชี่ยวชาญในประเทศและพร้อมขยายตัวควบคู่ไปกับทิศทางของเทคโนโลยีโลกบนพื้นฐานที่ไว้วางใจได้
    บี.กริม ไอเน็ต มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ที่แตกต่างจากผู้ให้บริการดิจิทัลรายอื่นๆ ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

    1. ความน่าเชื่อถือระดับประเทศ: จาก บี.กริม ผู้ดำเนินธุรกิจในไทยมา 148 ปี และ ไอเน็ต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านดิจิทัลและคลาวด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในระดับประเทศทั้งด้านพลังงานและดิจิทัล
    2. การผสานพลังงานเข้ากับดิจิทัล: การหลอมรวมเทคโนโลยีปฏิบัติการด้านพลังงานและอุตสาหกรรม (Operational Technology) เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) อย่างไร้รอยต่อ เกิดเป็น One-stop Solution รายแรกในตลาด
    3. ผู้นำการลดคาร์บอนด้วยดาต้า: ไม่เพียงแค่ติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอน ผ่าน Dashboard แต่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมาย Net Zero ผ่านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
    4. ความคล่องตัวเชิงพาณิชย์: ด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยืดหยุ่น สามารถปรับตามขนาดของนิคมฯ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวางจากทั้งสององค์กร ช่วยให้ส่งมอบโซลูชันและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
      โดยหนึ่งในโครงการแรกที่ บี.กริม ไอเน็ต จะเดินหน้าคือเพิ่มขีดความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย อาทิ
    • Smart Flood Alert ระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าอัจฉริยะ ผสาน AI กับข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อระบบปั๊มระบายน้ำอัตโนมัติ
    • Smart Traffic ตรวจจับและบันทึกป้ายทะเบียนยานพาหนะเข้า-ออก แจ้งตำแหน่งยานพาหนะในภายในนิคม เพิ่มความปลอดภัยและ ประสิทธิภาพการจราจร
    • Green House Gas Tracking ติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ รองรับมาตรฐาน ESG ระดับสากล
    • Smart Water บริหารจัดการคุณภาพน้ำและระบบบำบัดอัตโนมัติด้วย AI พร้อมระบบแจ้งเตือนและออกบิลอัตโนมัติ
      Smart Process ยกระดับการบริหารจัดการภายในนิคมด้วย Digital Workflow, การใช้ AI ในการวิเคราะห์และรับข้อมูลคำร้อง ปัญหาต่างๆ Ticket Analytics และการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ E-contract เป็นต้น

    เกี่ยวกับ บี.กริม บียอนด์บริดจ์
    บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด เป็นหน่วยธุรกิจภายใต้กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) เชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมขยายสเกลรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม

    เกี่ยวกับ แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น และ ไอเน็ต
    บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง และดิจิทัลแพลตฟอร์มระดับประเทศ โดยมี สวทช. และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ INET แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโซลูชันดิจิทัลเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กรธุรกิจไทยและหน่วยงานภาครัฐ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รองรับการกำกับดูแลข้อมูลและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

  • Business

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจบริการในเอเชียแปซิฟิก ด้วยกลยุทธ์พัฒนาคนและวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง

    ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทชั้นนำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดที่ยึด “คน” เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต สะท้อนบทบาทขององค์กรในฐานะหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของธุรกิจบริการในภูมิภาค ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานการบริการระดับสากล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    คุณสรัญญา วัฒนศิริสุข รองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “อุตสาหกรรมบริการเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคน ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการขยายธุรกิจหรือการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ แต่เกิดจากการสร้างทีมงานที่มีศักยภาพ มีความเข้าใจในมาตรฐานการบริการระดับสากล และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างมั่นคง เราจึงเชื่อมั่นเสมอว่าบุคลากรคือรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรและอุตสาหกรรมบริการในระยะยาว”

    หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านบุคลากรของกลุ่มออนิกซ์ฯ คือ ONYX Academy สถาบันพัฒนาบุคลากรขององค์กรที่ถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางในการสร้างขีดความสามารถของผู้นำและบุคลากรอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการพัฒนาภาวะผู้นำ การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการสร้าง Talent Pipeline เข้ากับเป้าหมายการเติบโตระยะยาวขององค์กร ผ่านหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารจัดการ และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการยกระดับมาตรฐานการบริการ เพื่อให้บุคลากรสามารถสร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในบทบาทปัจจุบัน และพร้อมเติบโตสู่บทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต

    หนึ่งในหลักสูตรสำคัญภายใต้ ONYX Academy คือ General Manager Development Programme (GM Track) ซึ่งมุ่งพัฒนาผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมในเครือทั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันและผู้ที่มีศักยภาพก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งในอนาคตให้มีความเข้าใจรอบด้าน ทั้งด้านการบริหารธุรกิจ การบริหารงานปฏิบัติการ และการบริหารทีมงาน เพื่อสร้างผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวได้รับรางวัล Best Management Training Programme จากเวที EXA: Employee Experience Awards 2025 ซึ่งเป็นรางวัลด้านการบริหารประสบการณ์พนักงานระดับภูมิภาค

    ควบคู่กันนี้ กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนแนวทาง Leadership Development & Talent Pipeline เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่และเสริมความแข็งแกร่งของบุคลากรภายในองค์กร ผ่านโครงการ The NextYou Initiative ซึ่งมุ่งเตรียมความพร้อมบุคลากรที่มีศักยภาพสำหรับบทบาทสำคัญขององค์กรในอนาคต ผ่านกระบวนการประเมินศักยภาพ การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการออกแบบแผนพัฒนารายบุคคล โดยโครงการดังกล่าวได้รับรางวัล Best Career Development Programme จากเวที EXA Awards

    นอกจากนี้ องค์กรยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผ่านโปรแกรมพัฒนาผู้นำด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HR Leadership Enhancement Programme ซึ่งมุ่งพัฒนาให้ผู้บริหารและทีมงานด้านทรัพยากรบุคคลสามารถทำงานร่วมกับทีมบริหารในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรในองค์กร โดยแนวทางดังกล่าวได้รับรางวัล Best In-House Certification Programme จากเวที EXA Awards

    ในด้านวัฒนธรรมองค์กร กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังให้ความสำคัญกับแนวทาง Culture Transformation & Service Excellence โดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง พร้อมถ่ายทอดแนวคิดด้านการบริการสู่การปฏิบัติจริงในทุกโรงแรมและทุกแบรนด์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนเอกลักษณ์ของการบริการแบบไทยที่ผสานเข้ากับมาตรฐานสากลได้อย่างลงตัว

    ไม่เพียงเท่านี้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ยังผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการพัฒนาบุคลากร ผ่านแนวคิด Sustainably Crafted Hospitality เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ คุณภาพชีวิตของพนักงาน และการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยแนวทางดังกล่าวได้รับรางวัล Best ESG Programme จากเวที EXA Awards

    ความมุ่งมั่นด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรดังกล่าว ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด กลุ่มออนิกซ์ฯ ได้รับรางวัล Asia’s Top HR Leaders 2026 ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารสายงานทรัพยากรบุคคล ที่ผลักดันโครงการด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากองค์กร

    ขณะเดียวกัน กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังได้รับการรับรองให้เป็น Best Place to Work in Thailand 2026 และ Best Place to Work in Southeast Asia 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเลิศขององค์กรด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการเติบโตของบุคลากร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับพนักงานในทุกมิติ

    “การลงทุนในคน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจบริการ เพราะบุคลากรคือผู้สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน กลุ่มออนิกซ์ฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรองรับอนาคต และร่วมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมบริการของไทยและเอเชียแปซิฟิกต่อไป” คุณสรัญญา วัฒนศิริสุข กล่าว