Environment

  • Environment - ESG

    BlueQuest จับมือ โอโซ่ ภูเก็ต–อมารี ภูเก็ต ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จัดอบรมช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น พร้อมเชื่อมโยงการแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน

    BlueQuest ร่วมกับ โรงแรมโอโซ่ ภูเก็ต (OZO Phuket) และ โรงแรมอมารี ภูเก็ต (Amari Phuket) จัด “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเบื้องต้น และการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน BlueQuest ในการแจ้งเหตุ” เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ณ โรงแรมโอโซ่ ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการประสานความช่วยเหลือเมื่อพบสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น

    การอบรมได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการประสานงานจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีผู้แทนจากศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร จังหวัดภูเก็ต, Thai Whale, อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต, อุทยานแห่งชาติเขาลำปี–หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา รวมถึงชุมชนอ่าวตังเขน, อาสาสมัคร และเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

    เนื้อหาการอบรมครอบคลุมตั้งแต่สถานภาพและการจำแนกชนิดสัตว์ทะเลหายาก ภัยคุกคาม การดูแลฟื้นฟูสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นด้วยจิตอาสา หลักการช่วยเหลือเบื้องต้น การประเมินสภาพสัตว์เกยตื้น การจัดการซากและการเก็บข้อมูล ตลอดจนแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสม

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคอาสาสมัครได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ พร้อมฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง ตั้งแต่การประเมินเหตุการณ์ การวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในพื้นที่ ไปจนถึงการส่งพิกัด ภาพถ่าย และข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญสามารถประเมินสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

    กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลหรือหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน อาสาสมัคร และเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ เพื่อให้ทุกการพบเห็นสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที

    อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญของการอบรม คือ การประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน BlueQuest ในการแจ้งเหตุ โดยผู้เข้าร่วมได้ทดลองใช้งานจริง ตั้งแต่การเข้าสู่เมนูแจ้งเหตุ เลือกประเภทเหตุการณ์ ระบุตำแหน่งผ่านระบบ GPS แนบภาพถ่ายและกรอกรายละเอียดที่จำเป็น ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์ และเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ทุกคนสามารถเริ่มใช้งาน BlueQuest ได้ง่าย ๆ ด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและลงทะเบียนผู้ใช้งาน   เมื่อพบเหตุการณ์ที่ต้องการแจ้ง สามารถเลือกประเภทของเหตุการณ์ ระบุพิกัด แนบภาพถ่าย พร้อมให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ เวลา และลักษณะของเหตุการณ์ก่อนกดส่งรายงาน โดยการใส่ข้อมูลที่ครบถ้วน โดยเฉพาะพิกัดและภาพถ่าย จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและวางแผนดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” เยาวชนไทยวัย 17 ปี ผู้ก่อตั้ง BlueQuest กล่าวว่า “BlueQuest ไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเพียงช่องทางสำหรับรายงานปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใช้งานพบเห็นเท่านั้น แต่เราต้องการให้แอปพลิเคชันเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คน ข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน”

    “ผู้ใช้งานยังสามารถติดตามข้อมูลแจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ สถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อการเดินทางและการท่องเที่ยว ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อีกด้วย เราเชื่อว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเลและสิ่งแวดล้อมได้ เพราะการแจ้งข้อมูลเพียงหนึ่งครั้ง เมื่อมีพิกัด ภาพถ่าย และรายละเอียดที่ชัดเจน อาจช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบสถานการณ์และดำเนินการได้อย่างทันท่วงที”

    “การอบรมที่ภูเก็ตครั้งนี้เป็นจุดหมายแรกของ BlueQuest ในการนำแอปพลิเคชันไปใช้ควบคู่กับการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติร่วมกับคนในพื้นที่ ในระยะต่อไป เราตั้งใจขยายกิจกรรมไปยังพื้นที่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ เช่น กระบี่, เกาะสมุย และพัทยา เพื่อให้ชุมชน อาสาสมัคร และผู้ประกอบการมีความพร้อมในการแจ้งเหตุและประสานความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากได้อย่างเหมาะสม” แคลร์กล่าวทิ้งท้าย

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน BlueQuest ได้แล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และ Android ผ่าน Google Play Store พร้อมติดตามข่าวสาร กิจกรรม และเรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ท้องทะเลจาก BlueQuest ได้ทาง Facebook: BlueQuest Thailand และ Instagram: bluequest.thailand มาร่วมเป็นอีกหนึ่งสายตาที่ช่วยเฝ้าระวังและดูแลท้องทะเลให้คงความสมบูรณ์ต่อไป

  • Environment - Sustainability

    ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ผนึกพันธมิตร ซีเจ มอร์ เข้าร่วมโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เปิดจุดรับวัสดุรีไซเคิลเข้าถึงพื้นที่ชุมชนยิ่งขึ้น

    ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตร ซีเจ มอร์ (CJ MORE) สู่การขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืน สนับสนุนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ ผ่านการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ CJ MORE ขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชน อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพิ่มโอกาสเก็บบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับสู่ระบบรีไซเคิลที่มากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) ในประเทศไทย

    คุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ องค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “โคคา-โคล่า” ในประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ส่งมอบความสดชื่นในประเทศไทยมา 67 ปีแล้ว เราให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน “Our Choice, Our Future!” โดยหนึ่งในเรื่องที่เราขับเคลื่อนคือสนับสนุนการเก็บบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเราได้ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่าในประเทศไทยในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ยาวนาน 6 ปีแล้ว โดยผนึกพันธมิตรลูกค้ากลุ่ม Modern Trade ทั้งห้างสรรพสินค้า ค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อชั้นนำ เข้าร่วมในโครงการเพื่อตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ล่าสุด ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า รู้สึกขอบคุณและยินดีที่ได้พันธมิตร ซีเจ มอร์ มาร่วมในโครงการเพิ่ม ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชนได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพิ่มความครอบคลุมของจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้โครงการนี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ประเทศไทยไปด้วยกัน โดยไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า จะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมลูกค้าทั้งกลุ่มค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่และกลุ่มร้านค้าท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) สร้างความสำเร็จด้านความยั่งยืนร่วมกัน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจของพันธมิตรอย่างยั่งยืน”

    คุณนพภรณ์ ตั้งจิตปิยะนนท์ ผู้อำนวยการสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ซีเจ มอร์ ในฐานะร้านค้าปลีกในชุมชน ที่มีสาขาครอบคลุมมากกว่า 2,100 แห่งทั่วประเทศ เดินหน้าในการเข้าถึงชุมชนไทยและเข้าใกล้คนไทยมากขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตของชุมชนอย่างโตเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ครบ ถูก คุ้ม และจัดกิจกรรมพิเศษในพื้นที่สาขาเพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนรอบพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งประเด็นด้านความยั่งยืนก็เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ ซีเจ มอร์ มีเป้าหมายขับเคลื่อนเช่นเดียวกัน เราจึงยินดีที่ได้มีเข้ามาร่วมมือในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลใน ซีเจ มอร์ ซึ่งสาขาของเรามีจุดแข็งในการอยู่ในพื้นที่ชุมชนและมีกิจกรรมดี ๆ ที่ได้มีส่วนร่วมกับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถช่วยเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับคนในชุมชนรอบข้างสาขาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ซีเจ มอร์ ยังให้การสนับสนุนบัตรกำนัลมูลค่า 100 บาท จำนวน 50 ใบ สำหรับใช้ในกิจกรรม Lucky Draw เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ลูกค้า ซีเจ มอร์ ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้มากยิ่งขึ้น โดยเรายังอยู่ระหว่างการวางแผนร่วมกับไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า เพื่อขยายจำนวนจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ ซีเจ มอร์ เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต สนับสนุนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบในประเทศไทยร่วมกันต่อไป”

    ปัจจุบัน ซีเจ มอร์ สนับสนุนการจัดตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขานำร่องรวม 5 จุด ได้แก่ สาขาร่มเกล้า 64 สาขาสน.อุดมสุข สาขาลาซาล 50 สาขากิ่งแก้ว 25/1 และสาขาแยกประเวศ โดยประชาชนสามารถนำวัสดุรีไซเคิล 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก แก้ว กระดาษ และโลหะ (รวมถึงกล่องเครื่องดื่ม UHT) มาส่งที่จุดรับวัสดุรีไซเคิลดังกล่าว

    โครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 ชวนประชาชนร่วมรีไซเคิลผ่านจุดรับวัสดุรีไซเคิลในโครงการรวมมากกว่า 90 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น และระยอง ลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท โดยโครงการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Trash Lucky https://trashlucky.com/recycleme/

  • CSR - Environment

    “Cleanup Day 2026” รวมพลังเพื่อ Future City Rangsit ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ ผนึกโนโวเทลฯ และพันธมิตร สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน

    ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เดินหน้าสานต่อแนวคิด Future Park Green Future จัดกิจกรรมจิตอาสา “Cleanup Day 2026 – รวมพลัง ร่วมสร้างเมืองสะอาด เพื่ออนาคตที่น่าอยู่” เนื่องใน World Cleanup Day โดยผนึกกำลังกับโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หน่วยงาน องค์กรพันธมิตร ผู้ประกอบการ ตลอดจนคณะผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสา ร่วมกันเก็บขยะและดูแลความสะอาดพื้นที่โดยรอบฟิวเจอร์พาร์ค สเปลล์ และ Future City Rangsit เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด เป็นระเบียบ และน่าอยู่ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุชาย วัชอภัยกุล กรรมการผู้จัดการร่วม กลุ่มงานบริหารทั่วไป ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายปิแอร์ อีฟ วู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นำคณะผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสาจากหน่วยงานพันธมิตรลงพื้นที่เก็บขยะและดูแลความสะอาดบริเวณโดยรอบ Future City Rangsit

    ในโอกาสนี้ ดร.สุชายได้มอบหมวกและอุปกรณ์เก็บขยะให้แก่ตัวแทนจิตอาสา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือและการร่วมแรงร่วมใจในการดูแลสิ่งแวดล้อม ก่อนที่ทุกภาคส่วนจะแบ่งทีมและกระจายกำลังไปยังพื้นที่ปฏิบัติงานตามจุดต่างๆ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมตลอดการดำเนินกิจกรรม

    ดร.สุชาย วัชอภัยกุล กรรมการผู้จัดการร่วม กลุ่มงานบริหารทั่วไป ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ กล่าวว่า ฟิวเจอร์พาร์ค สเปลล์ และ Future City Rangsit เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และทำกิจกรรมร่วมกันในแต่ละวัน การดูแลพื้นที่ของเราให้สะอาด เป็นระเบียบ และน่าอยู่ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ กิจกรรม Cleanup Day 2026 ไม่ได้มีความหมายเพียงการร่วมกันเก็บขยะ แต่ยังสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่พร้อมลงมือดูแล Future City Rangsit ให้เป็นพื้นที่ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน
    “ภายใต้แนวคิด Future Park Green Future เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีเริ่มต้นได้จากการลงมือทำในเรื่องใกล้ตัว เมื่อแต่ละคนร่วมกันดูแลพื้นที่ส่วนรวม ความร่วมมือเล็ก ๆ เหล่านี้จะพัฒนาเป็นวัฒนธรรมที่ช่วยให้ Future City Rangsit สะอาดขึ้น น่าอยู่ขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”

    ด้าน นายปิแอร์ อีฟ วู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต กล่าวว่า โรงแรมมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Cleanup Day 2026 เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกองค์กร การที่ผู้บริหาร พนักงาน พันธมิตร และจิตอาสาได้ลงมือทำงานร่วมกันในวันนี้ แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เข้มแข็งสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบได้
    “ในฐานะส่วนหนึ่งของ Future City Rangsit โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต พร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดหมายที่น่าอยู่ น่าทำงาน และน่ามาเยือนสำหรับทุกคน”

    กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ Rangsit Business Park บริษัท พิพัฒนสิน จำกัด, โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, ตลาดรังสิต, โรงเรียนทองพูลอุทิศ, ตัวแทนร้านค้าภายในศูนย์การค้า รวมถึงคณะผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสา ซึ่งร่วมกันลงพื้นที่เก็บขยะและดูแลความสะอาดตามจุดที่กำหนด

    Cleanup Day 2026 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมภายใต้แนวคิด Future Park Green Future ที่มุ่งส่งเสริมให้การดูแลสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากการลงมือทำและความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพราะพลังจากแต่ละคน เมื่อนำมารวมกัน ย่อมสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย และช่วยพัฒนา Future City Rangsit ให้เป็นพื้นที่ที่สะอาด น่าอยู่ และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

  • CSR - Environment - Sustainability

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเปิดงาน “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” โดยมี บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมรับเสด็จและสนับสนุนการอนุรักษ์ทะเลไทย

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานมหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลแห่งปี “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” ณ NEX HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดโดยมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่ ในโอกาสนี้ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนมอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทยอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    มหกรรมนิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล : SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกอบกู้ท้องทะเลไทย โดยมีจุดเด่นสำคัญของงานคือการนำเสนอ Immersive Experience 360 องศา ที่พาผู้เข้าชมจำลองการดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลผ่านภาพและระบบเสียงรอบทิศทาง

    พร้อมเรียนรู้เรื่องราววิกฤติทะเลไทยและแนวทางการร่วมแก้ไขปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและเยาวชนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน

  • Environment - Event

    สยามพิวรรธน์ จับมือ UNDP BIOFIN จัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” รวมพลังทุกภาคส่วนสร้างแรงกระเพื่อมเพื่อธรรมชาติในระดับโลก

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพฯ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ผ่านความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (UNDP BIOFIN) จัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” ภายใต้ธีม “Acting Locally for Global Impact” รวมผู้นำนานาชาติ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และชุมชน สร้างต้นแบบการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดตัวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ภายใต้ชื่อ “NEXTOPIA Gaming Application – Digital Finance for Nature” นวัตกรรมการเงินดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในเมืองกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศในระดับท้องถิ่น ผ่านกลไกเกมการศึกษา (edutainment) และการระดมทุนสาธารณะ (crowdfunding) บนแพลตฟอร์ม ONESIAM SuperApp โดยเปิดพื้นที่ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต บริเวณชั้น 5A ศูนย์การค้าสยามพารากอน ให้กลายเป็น Local-to-Global Hub สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ และความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ จากระดับชุมชนไทยสู่เวทีโลก ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569

    งานครั้งสำคัญนี้จัดขึ้นสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพโลก (Global Biodiversity Framework) ภายใต้แนวคิด “Acting Locally for Global Impact” สะท้อนความเชื่อว่า การลงมือทำในทุกระดับ ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านธรรมชาติของโลกทั้งใบ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ได้แก่ นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย, เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย, ศลยา ณ สงขลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน),

    ศรสวรรค์ พงษ์เผ่า ผู้จัดการความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทย, รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์, ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, ดร.พรชัย จุฑามาศ เลขานุการมูลนิธิโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.), อรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (Big Trees Project), เกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ, Environman สื่อและคอมมูนิตี้ออนไลน์ด้านสิ่งแวดล้อมชั้นนำของไทย ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่แนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการปกป้องระบบนิเวศและแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน

    เวทีเสวนานานาชาติ: จากนโยบายโลก สู่การลงมือทำจริง
    ไฮไลต์สำคัญของงาน “International Day for Biodiversity 2026” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 คือการรวมตัวผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ นักการทูต นักวิชาการ ผู้บริหารองค์กรธุรกิจชั้นนำ และภาคประชาสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกรณีศึกษาการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่เชื่อมโยงระดับนโยบาย การลงทุน และการลงมือทำจริงในพื้นที่
    โดยเวทีเสวนาแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ “The Global Vision” ว่าด้วยภาพรวมสถานการณ์ธรรมชาติของโลก บทบาทภาคเอกชน และการลงทุนด้าน ESG การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติอย่างยั่งยืน, “The Collaboration: Local Roots & Heart of Nature” เปิดกลยุทธ์การขับเคลื่อน Biodiversity Finance Plan ที่มุ่งเน้นการปิดช่องว่างด้านการเงินเพื่อธรรมชาติของไทย ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Siam Piwat และ UNDP BIOFIN ผ่านการสร้าง NEXTOPIA Digital Gaming เป็นกลไกการเงิน crowdfunding สนับสนุนการขับเคลื่อนงานของมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และมูลนิธิ อพ.สธ. เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศที่มีค่าของประเทศไทย และ “The Blue Frontier” บทบาทความร่วมมือในการผนึกกำลังปกป้องชายฝั่งทะเลไทย ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    Workshop : Crafting for the Planer เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านงานศิลปะ
    อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงานคือ Workshop : “Crafting for the Planet” เวิร์กชอปเชิงสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00–17.00 น. เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพผ่านงานศิลปะ งานคราฟต์ และวิทยาศาสตร์ เช่น การจัดสวนขวดเพื่อเข้าใจระบบนิเวศและพันธุกรรมพืช งานคราฟต์จากวัสดุทางทะเลเพื่อเรียนรู้ทรัพยากรชายฝั่ง และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปลูกฝังการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน ผู้เข้าร่วมเวิร์กชอปไม่เพียงได้รับความรู้ แต่ยังได้แสดงเจตจำนงในการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านคำมั่นสัญญาเล็ก ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติจริง สะท้อนแนวคิดว่า “การเปลี่ยนโลก เริ่มต้นได้จากมือของเราเอง”

    Bangkok Urban Biodiversity : เชื่อมเมือง เชื่อมป่า: การสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตในเมืองหลวง
    วันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 14.00-16.00 น. จะได้พบกับพลังพลเมืองอาสา มุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมและนวัตกรรมท้องถิ่นที่จะทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองสีเขียว อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ “Citizen Science for Biodiversity” พูดคุยถึงความสำเร็จและบทบาทของโครงการ City Nature Challenge (CNC) ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสำรวจและเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิตในเมืองหลวง โดยกลุ่ม Nature Plearn Club พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชนระดับโลกเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (GYBN Thailand), และวังหินแล็บ แหล่งเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านวิทยาศาสตร์และศิลปะ “Urban Forest and Plant Diversity in Bangkok” ร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวของป่าในเมืองและความหลากหลายของพืชพรรณในกรุงเทพมหานคร นำโดยโครงการ Onnut Urban Forest โมเดลการเปลี่ยนพื้นที่จัดการขยะเดิมให้กลายเป็นปอดของเมือง เชื่อมโยงการจัดการต้นไม้ใหญ่ของกลุ่ม Big Trees Project ควบคู่ไปกับงานวิจัยด้านความหลากหลายของพรรณไม้จาก Mahidol Flower Lab ยกระดับการปลูกต้นไม้ทั่วไปสู่งานวิจัยเชิงลึก เพื่อคัดเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศเมือง และความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์พื้นที่บนบกและท้องทะเลให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปีค.ศ.2030 โดยกลุ่ม 30×30 Thailand Coalition

    ภาพถ่ายที่เล่าเรื่องธรรมชาติ: เมื่อวิทยาศาสตร์พบมนุษย์
    นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 19-24 พฤษภาคม NEXTOPIA ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกมิติหนึ่งของธรรมชาติผ่านนิทรรศการภาพถ่าย โดย จิตรทิวัส พรประเสริฐ ช่างภาพสารคดี ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “Hidden Paradise ” พื้นที่ธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากเสียจนหลายครั้งอาจถูกมองข้าม หรือไม่เคยหยุดมองอย่างลึกซึ้งผ่านภาพถ่ายที่เชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความรู้สึกและประสบการณ์ของมนุษย์ นิทรรศการชวนผู้ชมมองเห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนในทุกๆพื้นที่ โดยจิตรทิวัส พรประเสริฐ จะมาร่วมพูดคุยถ่ายทอดเรื่องราวภาพถ่ายความหลากหลายทางชีวภาพที่นำมาจัดนิทรรศการในวันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 14.00 น.

    NEXTOPIA: พื้นที่ต้นแบบ Regenerative Design ของเมือง
    การจัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” ตอกย้ำบทบาทของ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ในฐานะแพลตฟอร์มด้าน Regenerative Design และนวัตกรรมความยั่งยืน ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่จัดแสดง ห้องทดลอง และสะพานเชื่อมระหว่างผู้สร้างสรรค์ท้องถิ่น องค์กรระดับโลก และสังคมเมือง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ
    งาน “International Day for Biodiversity 2026” ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA บริเวณชั้น 5A สยามพารากอน เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ช่วยยกระดับบทสนทนาเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยสู่เวทีสากล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ ภายใต้โครงการ Citizen of Earth ของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

  • Environment

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” รับมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนตอกย้ำความมุ่งมั่นลดก๊าซเรือนกระจก ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero

    บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด โดยนายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นตัวแทนเข้ารับมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization : CFO) จาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ในพิธีในพิธีมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน จัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569


    นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับนโยบายในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีพันธกิจ “ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” ด้วยการกำหนดการดำเนินการในด้านต่างๆ ประกอบด้วย การพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงาน กระบวนการผลิต และทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ตลอดจนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม พร้อมตระหนักถึงความสำคัญของการรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร

    บริษัทฯ ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง (GREEN BUSINESS ROAD MAP) โดยวิธีการประเมินเชิงปริมาณของการใช้ทรัพยากร ปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้น และผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อโลก และระบบนิเวศ ตามหลักการ Life Cycle Assessment (LCA) ตลอดจนการส่งเสริม BCG Model เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำใน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าอย่างสมดุลต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
    ทั้งนี้ จากการได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการลดก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมีส่วนในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การบรรลุเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายใน พ.ศ. 2593 (ค.ศ.2050)

  • CSR - Environment - Sustainable

    “กลุ่มพูลผล” ผนึกคู่ค้า พันธมิตร จัดงานสัมมนาประจำปี POONPHOL GROUP FORWARD KNOWLEDGE SYNERGY 2026พลิกฟื้นสู่อนาคตสีเขียวเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนธุรกิจเคียงคู่เศรษฐกิจไทย

    บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์นํ้ามันพืช จำกัด และบริษัท สิทธินันท์ จำกัด บริษัทในกลุ่มพูลผล (Poonphol Group) จัดงานสัมมนา POONPHOL GROUP FORWARD KNOWLEDGE SYNERGY 2026 โดยครั้งนี้มุ่งเน้นกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด “พลิกฟื้นสู่อนาคตสีเขียวเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน” ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง “กลุ่มพูลผล” มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี และคู่ค้า โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าชุมชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กร ระหว่างวันที่ 3-4 เมษายน 2569 ณ ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมวิมานดิน มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี

    นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มพูลผล” มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมไทย โดยร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยตลอดระยะเวลา 85 ปีที่ผ่านมา พร้อมให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลุ่มลูกค้าและคู่ค้าธุรกิจ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อน “กลุ่มพูลผล” จนได้รับความเชื่อมั่นและเสียงชื่นชมจากลูกค้าและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    นายเขม หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้ ทางกลุ่มฯ จึงถือโอกาสในการเชิญคู่ค้า และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยผนึกกำลังสร้างฝายชะลอนํ้า จํานวน 20 ฝาย และร่วมปลูกต้นทองอุไรและต้นกัลปพฤกษ์ จํานวน 200 ต้น พร้อมกิจกรรมอื่นๆ ที่มุ่งกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีที่เข้มแข็งระหว่างชุมชน องค์กรและสังคม

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาโดยเน้นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน โดยผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆของกลุ่มพูลผล ประกอบด้วย หัวข้อ Building a Sustainable Future with SMS : Confidence through Traceable Supply โดย ดร.ศิวรัตน์ บุณยรัตกลิน ผู้ช่วยผู้อํานวยการฝ่ายนวัตกรรม, หัวข้อ “เทคโนโลยีเพื่ออนาคต” และ ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ ผู้ช่วยกรรมการจัดการสายงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ และ หัวข้อ”พลังความร่วมมือ สร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” โดยคุณภานุวัฒน์ ยีหวังเจริญ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนองค์กร

    กลุ่มพูลผล มุ่งมั่นในการดำเนินงานตามทิศทางองค์กรเพื่อก้าวสู่เป้าหมาย พร้อมสอดรับนโยบายภาครัฐ ภาคสังคม ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) โดยเน้นส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สู่การพัฒนากระบวนการบริหารองค์กรเพื่อมุ่งสู่ระดับสากล โดยพร้อมเดินหน้าเติบโตเคียงคู่เศรษฐกิจ สังคมไทย และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

  • Energy - Environment - Sustainable

    สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ความยั่งยืนระดับโลก ชู “NEXTOPIA” สยามพารากอน เป็นแลนด์มาร์กหลักฉลอง 20 ปี Earth Hour มุ่งหน้าสู่พลังงานสะอาด 100%

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของโครงการระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ประกาศเดินหน้าพันธกิจ ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มกำลัง ร่วมฉลองครบรอบ 20 ปี กิจกรรม Earth Hour ในประเทศไทย โดยคัดเลือก “NEXTOPIA” ณ สยามพารากอน เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์หลัก (Spotlight) ในการรณรงค์ปิดไฟเพื่อโลก พร้อมโชว์ศักยภาพเมืองต้นแบบที่บริหารจัดการด้วยพลังงานสะอาด 100%

    • วิสัยทัศน์แห่งอนาคต: สยามพิวรรธน์กับการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน
      สยามพิวรรธน์ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “ผู้นำแห่งการสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย” ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อม องค์กรมุ่งมั่นบริหารจัดการ ระบบนิเวศพลังงานใจกลางเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการติดตั้งนวัตกรรมโซลาร์รูฟท็อป การใช้ระบบทำ ความเย็นประสิทธิภาพสูง (Chiller Efficiency) และการเปลี่ยนระบบแสงสว่างเป็น LED ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งความสำเร็จที่ผ่านมาสะท้อนได้จากการที่ศูนย์การค้าในเครือได้รับการรับรองการชดเชยคาร์บอน 100% (Carbon Neutral) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในปี 2025
    • Earth Hour: มากกว่าการปิดไฟ คือการสร้างจิตสำนึกร่วมกัน
      กิจกรรม Earth Hour เริ่มต้นครั้งแรกโดย WWF ในปี 2007 ที่ Sydney ประเทศ Australia มีผู้เข้าร่วมกว่า 2.2 ล้านคน และธุรกิจกว่า 2,000 แห่ง ร่วมกัน ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดการใช้พลังงานและ สร้างการรับรู้ เรื่องโลกร้อน ปัจจุบัน Earth Hour ไม่ใช่เพียงการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสร้างความตระหนักรู้ถึงวิกฤตการณ์ภูมิอากาศในระยะยาว ในปีนี้ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ได้รับเกียรติจาก องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประเทศไทย (World Wide Fund For Nature – WWF Thailand) ให้เป็น 1 ใน 5 แลนด์มาร์กสำคัญของไทย ร่วมกับ ไอคอนสยาม วัดอรุณราชวราราม วัดสระเกศ และเสาชิงช้า ในการจัดกิจกรรมปิดไฟประหยัดพลังงาน เพื่อส่งสัญญาณไปถึงคนทั่วโลกให้หันมาใส่ใจ ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างจริงจัง
    • NEXTOPIA สยามพารากอน: พื้นที่ต้นแบบมาตรฐานโลก
      การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากจัดขึ้น ณ NEXTOPIA ซึ่งเป็น “เมืองต้นแบบแห่งโลก อนาคต” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระดับโลกอย่าง EDGE Advanced ด้านการประหยัดพลังงาน และมาตรฐาน Fitwel ที่สะท้อนถึงการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรม Floor Radiant Cooling และเป็นพื้นที่ที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ในปี 2026 นี้ ทำให้การจัดงาน Earth Hour ณ ที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรณรงค์ แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า พื้นที่ค้าปลีก ระดับโลก สามารถดำเนินกิจกรรมควบคู่ไปกับการรักษาโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    • จาก Earth Hour สู่ Earth Everyday: เชิญชวนร่วมสร้างโลกที่ดียิ่งขึ้น
      สยามพิวรรธน์ และ NEXTOPIA ขอเชิญชวนทุกท่านเปลี่ยนความสนุกให้เป็นพลังรักษาโลกผ่านกิจกรรม “Give an Hour for Earth” ตลอด 6 วันเต็ม (24 – 29 มีนาคม 2569) ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน พบกับไฮไลต์กิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ:
      Energy Zone: ร่วมสร้างพลังงานด้วยตัวเองผ่าน Bicycle Energy และ Kinetic Floor
      Nature Documentary: แรงบันดาลใจจากสารคดีระดับโลก One Planet, Jungles และ Freshwater
      Sustainable Workshop: กิจกรรม Plantable Seed Workshop ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง และ Sticker Book for Kid เพื่อปลูกฝังหัวใจสีเขียวให้คนรุ่นใหม่ สยามพิวรรธน์ และ NEXTOPIA สยามพารากอน เชื่อมั่นว่า พลังจากความร่วมมือในกิจกรรม Earth Hour ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่ “Earth Everyday” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคม คาร์บอนต่ำ และสร้างโลกที่ยั่งยืนเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: NEXTOPIA และ SIAMPARAGON

    #SIAMPIWAT #SIAMAPRAGON #NEXTOPIA #EarthHour #WWFThailand
  • Environment - Movie

    “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” เปิดตัวสามสาวอินฟลูเสริมทัพความฮาเวอร์ชันพากย์ไทย มายด์ เลขามอส – ต๊อกแต๊ก Pizza Movie – แป้ง zbing z. พากย์เป็นนางพญางู พร้อมแจกเสียงหัวเราะแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

    ตัวอย่างภาพยนตร์: https://www.youtube.com/watch?v=g1uZG2Iy6D0
    โปสเตอร์และภาพนิ่ง: https://shorturl.asia/DMp4U

    ใครไม่โดด Hoppers ชวนโดด! ไปขำจนกรามค้างปอดโยกกันได้แล้ววันนี้กับ “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ภาพยนตร์แอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ แนวแอ็กชันคอเมดีที่เสิร์ฟความแปลกใหม่ พาทุกคนไปผจญภัยในโลกของสัตว์ ด้วยการย้ายจิตใจมนุษย์ไปอยู่ในร่างหุ่นยนต์บีเวอร์ พร้อมภารกิจลับที่วุ่นวายกว่าที่คิด แถมยังจัดเต็มเซอร์ไพรส์ล้นจอ โดยเฉพาะเวอร์ชั่นพากย์ไทย ที่ไม่เพียงได้หนุ่มฮอต “ปอนด์ ณราวิชญ์” มาพากย์เสียงเป็นตัวละครสุดจี๊ด “ทอมกิ้งก่า” ล่าสุดยังประกาศเปิดตัวสามสาวอินฟลู มายด์ สุพรรษา เลขามอสมัดจุก, ต๊อกแต๊ก สุธิรจน์ Pizza Movie และ แป้ง นัยรัตน์ หรือแป้ง zbing z. ในฐานะนักพากย์คนพิเศษที่มาร่วมให้เสียงพากย์ภาษาไทยเป็นสามพี่น้อง “นางพญางู” งานนี้บอกเลยว่าบันเทิงแน่นอน!

    เรียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์ซ้อนเซอร์ไพรส์ เพราะหลังจากเปิดตัว ปอนด์ ณราวิชญ์ ในฐานะนักพากย์คนดัง จนสร้างกระแสฮือฮาติดเทรนด์บนโลกโซเชียล “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องใหม่จากดิสนีย์และพิกซาร์ ก็ตอกย้ำความแรงด้วยการพาสามสาวอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาเสริมทัพความป่วน ด้วยการพากย์เสียงเป็น “สามพี่น้องนางพญางู” (Reptile Queens) แก๊งงูสาวสุดเฟียสที่หน้าตาคล้ายกันจนน่าขนลุก

    นางพญางูสามสี นับเป็นตัวละครสร้างสีสันของแท้ เพราะพวกเธอคือแก๊งสวย เริ่ด เชิด หยิ่ง ที่ไม่เพียงแค่พร้อมจะงับหัวทุกคนให้ขาดได้ทุกเมื่อ ยังมีงานอดิเรกเป็นการซุบซิบนินทา เยาะเย้ยถากถาง และล้อเลียนสัตว์ตัวอื่นที่มีขา โดยต๊อกแต๊กเล่าถึงคาแรกเตอร์ของเธออย่างออกรสว่า “พวกเราคือนางพญางูสามพี่น้องที่ลุคเปรี้ยว เฉี่ยว ร้ายนิด ๆ เหมือนบุคลิกของพวกเราเปี๊ยบ” ก่อนที่มายด์จะปิดท้ายว่า “ความเฟียสของพวกเราคือการจิกกัดสิ่งมีชีวิตที่มีขาค่ะ ใครเดินผ่านมาบอกเลยว่าโดนแน่” แต่ถึงจะร้าย พวกเธอก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งสง่างามและมีพลัง สามสาวจึงมั่นใจว่าเหล่านางพญางูจะเป็นที่จดจำและทำให้คนดูตกหลุมรักได้อย่างแน่นอน

    สำหรับมายด์นอกจากคนดูจะเซอร์ไพรส์ หัวหน้างานอย่าง “มอสมัดจุก” ก็เซอร์ไพรส์ไม่ต่างกัน เพราะเพิ่งรู้พร้อมกับแฟน ๆ ในวันเปิดตัวภาพยนตร์ ว่าเลขาผู้มีเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์แอบมารับจ๊อบพิเศษเป็นนักพากย์ให้กับ “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” โดยมายด์บอกว่า ความลับก็คือความลับ ในเมื่อทีมงานไม่ให้บอกใคร แม้แต่หัวหน้างานเธอก็ไม่บอก ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเธอจะทำหน้าที่นักพากย์ได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน มายด์แย้มว่า งานเดิมเสิร์ฟเสียงหัวเราะมาเยอะแล้ว งานนี้ขอมอบเสียงหัวเราะให้คนดูบ้าง “อย่างที่เห็นว่ามายด์เป็นคนเส้นตื้นมาก ชอบความตลก ความฮา พอได้เห็นตัวอย่าง Hoppers แล้วรู้เลยว่าต้องสนุก คือขำนำไปก่อนเลย หนังมีความป่วนในหลายซีน ทั้งความวุ่นวายของภารกิจและคาแรกเตอร์สัตว์ที่มีแทรกมุขตลกตลอด ฮากันทั้งเรื่องจริง ๆ รวมถึงคาแรกเตอร์นางพญางูสีเหลืองที่มายด์พากย์ด้วย เป็นความร้ายที่มาพร้อมความฮา ถ้าอยากรู้ว่าจะฮาแค่ไหน ไปพิสูจน์ได้ในโรงภาพยนตร์ค่ะ” 

    ส่วนเจ้าแม่เกมเมอร์อย่างแป้งฝากผลงานล่าสุดของเธอว่า “Hoppers เป็นแอนิเมชันที่เสิร์ฟความแอ็กชันผจญภัยแบบจัดเต็มมาก ๆ มีทั้งภารกิจลับ ฉากแอ็กชัน ไล่ล่า และไม่ได้มีแค่บีเวอร์ตัวเดียว เพราะในเรื่องขนทัพสัตว์มาหลากหลายสุด ๆ ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก เรียกว่าครบทุกสายพันธุ์ ดูจบแล้วเชื่อว่าทุกคนต้องมีตัวโปรดในใจแน่นอน ส่วนตัวขอฝากนางพญางูไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ ทั้งสง่างามและทรงพลังสุด ๆ อย่าพลาด ไปให้กำลังใจพวกเรา สามพี่น้องนางพญางูใน ‘Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์’ กันนะคะ เข้าฉายจริงแล้ว ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศค่ะ”

    ต๊อกแต๊กเองก็ฝากผลงาน พร้อมย้ำว่า “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” คือภาพยนตร์แอนิเมชันฟอร์มยักษ์รสชาติใหม่จากพิกซาร์ที่เหมาะกับทุกวัย ดูได้สนุกทุกเจนจริง ๆ “อยากชวนทุกคนยกบ้านไปดู ‘Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์’ กันค่ะ ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้ถือเป็นความกล้าที่สดใหม่ของพิกซาร์เลย เพราะไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่ยังเล่นกับไอเดียสลับร่างในโทนแอ็กชันสายลับที่ดูโตขึ้น มีความน่าสนใจและชวนติดตาม อีกทั้งงานภาพและสเกลยังใหญ่และอลังการแบบที่ดูในโรงแล้วจะต้องสนุก แถมยังดีไซน์โลกของสัตว์อย่างละเอียดตามสไตล์พิกซาร์ จนรู้สึกเหมือนได้เข้าไปสำรวจโลกของสัตว์จริง ๆ สำหรับคนรักสัตว์บอกเลยว่าควรดู เพราะนอกจากความสนุก ยังมีเนื้อเรื่องที่อบอุ่นและซึ้งกินใจตามสไตล์พิกซาร์อีกด้วย และขอฝากแก๊งนางพญางูของพวกเราด้วย หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ” 

    ทั้งนี้ “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันแอ็กชันคอเมดี้สุดแหวกแนว  ที่มาในธีมสลับร่างแบบ Avatar ย้ายจิตใจไปอยู่ในหุ่นยนต์บีเวอร์  กับภารกิจสายลับที่ต้องผจญภัยในอาณาจักรสัตว์ โดยจะพาไปติดตาม เมเบิล (Mabel) สาวน้อยผู้หลงใหลในสัตว์อย่างสุดหัวใจ และคว้าโอกาสครั้งสำคัญในการใช้เทคโนโลยีใหม่ซึ่งสามารถ “Hop” หรือถ่ายโอนจิตสำนึกของมนุษย์เข้าไปอยู่ในร่างของหุ่นยนต์บีเวอร์ที่เหมือนมีชีวิตจริง เพื่อสื่อสารกับสัตว์ต่าง ๆ ได้โดยตรง จนเกิดเป็นความอลเวงของสัตว์สายลับ ที่ได้เปิดโลกและค้นพบความลับของอาณาจักรสัตว์อันเหนือจินตนาการกว่าที่เคยคาดคิด และยิ่งอลม่านมากขึ้น เมื่อเมเบิลได้ผูกมิตรกับบีเวอร์ผู้นำที่เปี่ยมเสน่ห์อย่าง ราชาจอร์จ (King George) และรวบรวมเหล่าสรรพสัตว์ทั้งผองให้ร่วมมือกัน เพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามครั้งใหญ่จากมนุษย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากน้ำมือของนายกเทศมนตรีฝีปากกล้าและมากเล่ห์ เจอร์รี่ (Jerry Generazzo) งานนี้บอกเลยว่าสนุก มัน ฮา แถมด้วยแง่คิดตามแบบฉบับพิกซาร์

    ไม่ว่าจะวัยไหนก็ไปผจญภัยพร้อมเสียงหัวเราะกับ “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบปกติ และระบบ IMAX, 4DX, Dolby Vision+Atmos, Zigma Cinestadium และ MX4D 

    ฮากันในโรงแล้วอย่าพลาด ไปเก็บภาพความประทับใจกับคาแรกเตอร์บีเวอร์ยักษ์ ที่รอมอบความน่ารักหน้าโรงภาพยนตร์ 5 แห่ง ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มีนาคม 2569 ที่ SF World Cinema และตั้งแต่วันนี้ถึง 11 มีนาคม 2569 ที่ Paragon Cineplex , Quartier Cineart, Mega Cineplex และ SF Cinema เดอะมอลล์ บางแค พิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตรชมภาพยนตร์เรื่อง “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” รับสิทธิ์ถ่ายภาพในตู้ถ่ายรูปธีม Hoppers โดยบัตรชมภาพยนตร์ 1 ที่นั่ง รับสิทธิ์ถ่ายภาพได้ 1 ครั้ง ร่วมเก็บภาพความประทับใจกับการเด้งโดดเปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์ได้ที่ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 3-15 มีนาคม 2569 รวมถึง Paragon Cineplex สยามพารากอน และ Major Ratchayothin ระหว่างวันที่ 5-15 มีนาคม 2569 

    โซเชียลมีเดีย:
    X: @DisneyStudiosTH
    Instagram: @disneystudiosth
    Facebook: @WaltDisneyStudiosTH
    Youtube: @waltdisneystudiosth
    Hashtag: #HoppersTH #เด้งโดดเปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์

  • Business - Environment

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” เดินหน้ายกระดับสิ่งแวดล้อมปี 2569 ขยายผลโครงการ “สิ้นสุดการเป็นของเสีย” สร้างต้นแบบจัดการขยะอินทรีย์สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ กลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อโครงการ “ยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste)” หลังจากประสบความสำเร็จในการก่อสร้าง “โรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste” ครบ 3 แห่งในปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าขยายผลสู่การพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบระดับชุมชน

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน ในการจัดการขยะอินทรีย์ด้วยนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) เพื่อเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีมูลค่า” โดยในปี 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนครบ 3 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนเกาะสีชัง 2. โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ และ 3. โรงเรียนวัดแค ซึ่งโรงเรือนทั้ง 3 สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์จากโรงเรียนและชุมชนโดยรอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรือนทั้ง 3 แห่งให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ระดับชุมชน” โดยมีแผนดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักเรียน จัดอบรมชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และภาคเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จาก BSF ผลผลิตจากกระบวนการดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากวงจรชีวิตของหนอน BSF ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    โครงการนี้ได้เริ่มต้นจากการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่ เกาะสีชัง ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมพัฒนากับ Betterfly วิสาหกิจเพื่อสังคมด้านการจัดการขยะอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2566 โดยต้นแบบดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานที่เข้าศึกษาดูงานและนำแนวทางไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Business Strategy ตามหลัก 4G เพื่อความยั่งยืน ได้แก่ Green Corporate Great Society Good Governance และ Global Sustainability โดยเฉพาะ Green Corporate ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการคัดแยกขยะต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน

    นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน การขยายผลในปี 2569 จึงเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจาก การจัดการขยะ ไปสู่การสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างแท้จริง”