Admin

  • Business - SME

    กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส จัดงานอบรมเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.ชัยภูมิ”มันดี มีคุณภาพ โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง”มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน

    บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส จัดงาน “มันดี มีคุณภาพ ภายใต้โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง” ร่วมแจกจ่ายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังให้เกษตรกร พร้อมเชิญชวนเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง เพื่อลดการระบาดของโรคในพื้นที่และสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรมมันสําปะหลังของไทย ภายในงานมีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 150 ราย โดยมี ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยนางสาวกังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมิ, นายฉัตรชัย จตุนวรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการวัตถุดิบ บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศาลาเกษตรสัมพันธ์ บริษัท สยามควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด จังหวัดชัยภูมิ

    ภายในงานมีการพบปะเกษตรกร เพื่อพูดคุยสถานการณ์พื้นที่ส่งเสริมต้นพันธุ์ต้านทาน โดยนางสาวกังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมิ พร้อมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกร ภายใต้หัวข้อ “การจัดการดินให้ดีอย่างไร เพื่อปลูกให้หัวดี แป้งสูง” และจัดอบรมเกษตรกรในหัวข้อ “การฟื้นฟูดินในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง” (Regenerative) นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประกวดมันสำปะหลัง พร้อมมอบรางวัลให้กับเกษตรกรผู้ชนะการประกวด

    ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงาน “มันดี มีคุณภาพ โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง” เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสําปะหลัง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและเชื้อแป้งที่ลดลงนําไปสู่รายได้ที่ลดลง

    จากปัญหาที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ได้มีการติดตามพร้อมทั้งร่วมแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดําเนินการจัดทําแปลงขยายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสําปะหลังรวมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ กระจายทั่ว 15 อำเภอ ในจังหวัดชัยภูมิ เพื่อทําการทดสอบผลผลิตและเพิ่มจํานวนท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสําปะหลัง ตลอดจนการสร้าง Model การส่งเสริมขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง เชื่อมโยงกลุ่มเครือข่าย ส่งต่อต้นพันธุ์ดี กระจายสู่ชุมชน ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพันธุ์ต้านทานโรคฯ ลดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสําปะหลังอย่างยั่งยืน

    ในแต่ละปี บริษัทฯ ยังได้จัดทำโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งการเพิ่มผลผลผลิต การช่วยเหลือต้นทุนเพาะปลูก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยมุ่งส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูดิน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการปลูก และประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธ์ต้านทานโรคใบด่าง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ชัยภูมิและพื้นที่ใกล้เคียง มีความมั่นคงในด้านรายได้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส หนึ่งในกลุ่มพูลผล เป็นผู้นำด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูงของประเทศไทยและของโลก โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทเป็นผู้ริเริ่มนำแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ มาผ่านกระบวนการดัดแปรด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลัง และพัฒนาให้เป็นวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้านของแต่ละอุตสาหกรรม ปัจจุบัน แป้งมันสำปะหลังดัดแปรของ เอส เอ็ม เอส ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร ยา กระดาษ สิ่งทอ และกาว ไปจนถึงอาคารและสิ่งก่อสร้าง พลาสติกชีวภาพ รวมถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย

    กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส มีโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรรวม 3 แห่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ด้วยกำลังการผลิตรวมประมาณ 400,000 ตันต่อปี ซึ่งส่งผลให้ เอส เอ็ม เอส เป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรของคนไทยรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เอส เอ็ม เอส จึงมีส่วนยกระดับมันสำปะหลังจากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้นให้แก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย

  • Beauty - Business

    NINE BEAUTY บุกตลาด C-BEAUTY! นำเข้าแบรนด์เครื่องสำอางจากประเทศจีน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สาวไทย

    NINE BEAUTY เปิดตัวเมคอัพแบรนด์ฮิตจากจีน AZTK และ BIYA แลนด์ดิ้งสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมสิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย Exclusive offline เพียงแห่งเดียวในไทยเป็นเวลา 6 เดือน เดินหน้าตอกย้ำจุดหมายปลายทางสายบิวตี้ รับกระแส C-Beauty และเทรนด์แต่งหน้าสไตล์ Douyin ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์สีผิวและสภาพผิวคนเอเชียโดยเฉพาะ ครบครันทั้งเนื้อสัมผัส สีสันสดใส และราคาที่จับต้องได้

    เปิดตัว 2 แบรนด์ C-Beauty ตัวท็อป ประเดิมตลาดไทย

    เริ่มด้วยแบรนด์ AZTK แบรนด์สุดไวรัลในหมู่บิวตี้อินฟลูเอนเซอร์ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี มาพร้อมไอเทมฮิตในโซเชียล เช่น ลิควิดบลัชขวดทรงถังนมสุดเก๋ และลิป 2 ด้านสุดคุ้ม รวมเนื้อแมตต์และกลอสฉ่ำวาวไว้ในแท่งเดียว

    สำหรับแบรนด์ BIYA เป็นแบรนด์ลับสุดปัง สายแต่งหน้าสไตล์แคชชวล Everyday Look รวบรวมไอเทมเมคอัพครบครัน ทั้งลิปกลอส ลิปมูสกำมะหยี่ บลัชออน และพาเลตต์มัลติฟังก์ชัน ตา-แก้ม-ปาก ครบจบในตลับเดียว

    ซึ่งนอกจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่ CJ MORE โซน NINE BEAUTY ยังมีสินค้าทดลอง (Tester) บริเวณหน้าร้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าทุกคนได้เข้ามาทดลองสัมผัสเนื้อสัมผัส เช็กเฉดสีจริง และแมตช์ให้เข้ากับโทนสีผิวของตัวเองอย่างมั่นใจก่อนเลือกซื้อ
    นอกจากนี้ NINE BEAUTY ยังคงเน้นย้ำคอนเซป “ครบ ถูก คุ้ม” ของสินค้าทั้ง 2 แบรนด์ พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม สีสันสดใส ในราคาดีสบายกระเป๋าที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อให้สาวไทยทุกคนสนุกกับการแต่งหน้าอย่างคุ้มค่า และมั่นใจในความเป็นตัวเองได้ทุกวัน
    พบกับไอเทมสุดฮอตจาก AZTK และ BIYA ได้แล้ววันนี้ที่ CJ MORE โซน Nine Beauty ทุกสาขาทั่วประเทศ

  • Energy

    บี.กริม ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ใช้สติและความโอบอ้อมอารี สร้างสังคมแห่งความเข้าใจผ่านเวที Youth for Change: The Mindful Future Contest

    บี.กริม ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ใช้สติและความโอบอ้อมอารี เพื่อสร้างสรรค์แนวคิดและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม ผ่านโครงการประกวด Youth for Change: The Mindful Future Contest ร่วมกับภาคีเครือข่าย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) และสติแอป (Sati App) ภายใต้โจทย์แข่งขัน “ต่างวัย…เข้าใจกัน ด้วยพลังสติ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การมีสติ การรับฟัง และการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้คน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย พร้อมพัฒนาแนวคิดที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

    โครงการได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษากว่า 37 ทีม จำนวน 141 คน จาก 16 สถาบันทั่วประเทศ เข้าร่วมเรียนรู้เรื่องสติและความโอบอ้อมอารี กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการสื่อสารนำเสนอผลงาน ก่อนคัดเลือก 15 ทีมสุดท้ายให้เข้าร่วมแสดงผลงาน ในงาน Better Mind Better Bangkok 2026 ครั้งที่ 5 โดยมี 3 ทีมขึ้นนำเสนอผลงานบนเวที และทั้ง 15 ทีมร่วมจัดแสดงผลงานผ่านโปสเตอร์ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดมุมมอง แลกเปลี่ยนแนวคิด และนำเสนอแนวทางส่งเสริมความเข้าใจระหว่างคนต่างวัย เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งอนาคต

    สำหรับผลการประกวด ทีม We Care Bears จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศจากผลงาน “ต่างเจนจูนใจ” รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Dream big, Fart loud จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จากผลงาน “KaoKool” รับเงินรางวัล 20,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Psymuscat จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากผลงาน “พูดไปก็ไม่เข้าใจหรอก” รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตรตามลำดับ

    ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม เปิดเผยว่า “บี.กริม เชื่อว่าการสร้างอนาคตที่ดีเริ่มต้นจากการที่ผู้คนเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่น การมีสติช่วยให้เรารับฟังอย่างตั้งใจ มองเห็นความแตกต่างโดยไม่ด่วนตัดสิน และเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจและความโอบอ้อมอารี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสังคมที่เกื้อหนุนกัน”

    คุณเกรียงไกร อยู่ยืน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บี.กริม กล่าวว่า “โครงการ Youth for Change: The Mindful Future Contest เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่นำสติและความโอบอ้อมอารีมาใช้ในชีวิตจริง เพราะคนรุ่นใหม่ในวันนี้คือกำลังสำคัญของโลกการทำงานในอนาคต โครงการนี้จึงมุ่งวางรากฐานให้พวกเขาสามารถทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัยได้อย่างเข้าใจและเคารพในความแตกต่าง เพื่อเติบโตไปพร้อมกับองค์กรและสังคมอย่างยั่งยืน”

    บี.กริม ร่วมสนับสนุนงาน Better Mind Better Bangkok 2026 ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ณ Q STADIUM ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) กรุงเทพมหานคร มูลนิธิเพื่อ “คนไทย” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส สติแอป (Sati App) และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ การดำเนินโครงการและการมีส่วนร่วมในเวทีดังกล่าวสะท้อนปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” (Doing Business with Compassion) ของบี.กริม ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้คนและสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ โดยเชื่อว่าการมีสติ เข้าใจความแตกต่าง และปฏิบัติต่อกันด้วยความโอบอ้อมอารี เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ผู้คนเข้าใจกันมากขึ้น มีสุขภาวะทางจิตที่ดี และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้น

  • Awards - Business

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป คว้ารางวัล Best Local Hotel Brand Thailand 2 ปีซ้อน จาก TTG Travel Awards 2026

    สะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้อ่านสื่อธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดเอกลักษณ์การบริการแบบไทย
    สู่ประสบการณ์สำหรับนักเดินทางทั่วเอเชียแปซิฟิก

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้รับรางวัล Best Local Hotel Brand Thailand จากงาน TTG Travel Awards 2026 ครั้งที่ 35 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยผลรางวัลมาจากการโหวตของผู้อ่าน TTG Asia, TTG China, TTG India, TTGmice, TTG BTmice China, TTGassociations และ TTG Asia Luxury นับเป็นอีกหนึ่งการยอมรับจากผู้อ่านที่มีต่อแบรนด์และการบริการของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รวมถึงความตั้งใจของทีมงานในการดูแลผู้เข้าพักและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เติบโตจากบริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรม สู่บริษัทบริหารจัดการธุรกิจบริการที่ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยนำประสบการณ์และรากฐานด้านการบริการแบบไทยมาพัฒนาควบคู่กับมุมมองระดับสากล ทั้งในการสร้างแบรนด์ การบริหารโรงแรม และการทำความเข้าใจความต้องการของนักเดินทางในแต่ละตลาด เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในการเป็นบริษัทบริหารจัดการธุรกิจบริการขนาดกลางที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก(To be the best medium-sized hospitality management company in Asia-Pacific)

    โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริการแบบไทย ซึ่งสำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ไม่ได้หมายถึงเพียงการต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ยังรวมถึงความใส่ใจเพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงความต้องการของผู้เข้าพักได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเดินทางที่มีความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก ขณะเดียวกัน แนวคิดดังกล่าวยังถูกถ่ายทอดสู่แบรนด์ในเครือ ทั้ง อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) ชามา (Shama) และโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) เพื่อนำไปต่อยอดเป็นประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละโรงแรม ผ่านการนำเรื่องราวของจุดหมายปลายทางและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงเข้ากับการบริการแบบไทยและเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้แต่ละโรงแรมสามารถสร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของนักเดินทาง และทำให้แต่ละการเดินทางมีเรื่องราวและความประทับใจในแบบของตัวเอง

    การได้รับรางวัลจากการโหวตในเวทีระดับนานาชาติเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นับเป็นอีกหนึ่งการยอมรับถึงคุณภาพการบริการของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และความทุ่มเทของทีมงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ที่ร่วมกันรักษามาตรฐานการบริการ และสร้างประสบการณ์ที่สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียดและความเข้าใจผู้เข้าพักได้เป็นอย่างดี และนอกจากรางวัล Best Local Hotel Brand Thailand แล้ว โรงแรมในกลุ่มฯ ยังได้รับรางวัลที่ได้รับการยอมรับทั้งระดับนานาชาติ และระดับประเทศอีกหลากหลายรางวัล ไม่ว่าจะเป็นรางวัลด้านประสบการณ์การเข้าพัก คุณภาพบุคลากร รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน อีกด้วย

    รางวัล TTG Travel Awards และการยอมรับที่เกิดขึ้นกับโรงแรมในเครือในด้านต่างๆ คือแรงผลักดันให้ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการบริการ บุคลากร และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจบริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละตลาด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ และต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริการแบบไทยให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว

  • Fashion

    ไอคอนคราฟต์ เปิดพื้นที่ให้ 3 ดีไซเนอร์ VOYAGE, FEEL YOUTH และ COLLECTOR PROJECT นำเสนอ“Thai Craft Wisdom” สู่รันเวย์ ELLE Fashion Week 2026

    ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและแพลตฟอร์มที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพของช่างฝีมือ นักออกแบบ และผู้ประกอบการสร้างสรรค์ไทย เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการนำ “ภูมิปัญญาไทย” ก้าวสู่บริบทใหม่ของโลกแฟชั่น ผนึกกำลัง 3 แบรนด์แฟชั่นไทย VOYAGE โดย ณัฏฐ์ มั่งคั่ง, FEEL YOUTH โดย ภูวดล จันทรเกษม และ COLLECTOR PROJECT โดย เอก ทองประเสริฐ ร่วมถ่ายทอดศักยภาพขององค์ความรู้จากรากเหง้าทางวัฒนธรรมบนเวที ELLE FASHION WEEK 2026 ภายใต้แนวคิด “Thai Craft Wisdom – From Heritage to Contemporary Fashion” นำเสนอแง่มุมใหม่ที่มองงานคราฟต์ไทยไม่ใช่เพียงมรดกจากอดีต แต่คือองค์ความรู้ที่ยังคงมีชีวิต ผ่านผู้คน งานฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนา ปรับเปลี่ยน และสร้างความหมายใหม่ให้สอดรับกับแต่ละยุคสมัย พร้อมเชื่อมโยงรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับโลกแห่งการออกแบบร่วมสมัย และต่อยอดสู่ความเป็นไปได้ของอนาคต พร้อมโชว์เสน่ห์ความงามจากภูมิปัญญาไทยบนรันเวย์สุดยิ่งใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

    ด้วยแนวคิด Thai Craft Wisdom – From Heritage to Contemporary Fashion ทั้ง 3 ดีไซเนอร์ได้นำทักษะของช่างฝีมือ วัสดุพื้นถิ่น ความเชื่อ วิถีชีวิต และความทรงจำทางวัฒนธรรม มาตีความผ่านภาษาการออกแบบที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การเดินทางและชีวิตในเมือง การเปลี่ยนแปลงผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงการนำความเชื่อและสัญลักษณ์ในอดีตกลับมาสร้างความหมายใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า Thai Craft Wisdom สามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งรากของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของไอคอนคราฟต์ ในฐานะแพลตฟอร์มที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์ ช่างฝีมือ ศิลปิน ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ และเครือข่ายชุมชนจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างพื้นที่ให้ภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของไทยได้รับการมองเห็น และต่อยอดจาก Local Heroes สู่โอกาสในระดับสากล

    บนเวที ELLE FASHION WEEK 2026 ทั้ง 3 ดีไซเนอร์จาก 3 แบรนด์จะบอกเล่าเรื่องราวของภูมิปัญญาไทยในมุมมองที่แตกต่าง โดยถ่ายทอดผ่านเอกลักษณ์การออกแบบของแต่ละแบรนด์

    VOYAGE กับเรื่องราวของการเดินทาง ซึ่งมองเห็นได้ผ่านสิ่งที่สวมใส่

    สำหรับ VOYAGE ณัฏฐ์ มั่งคั่ง ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้นำประสบการณ์ในแวดวงแฟชั่น ทั้งในฐานะ Creative Director ของแบรนด์ Kloset ที่ปรึกษาโครงการพัฒนางานออกแบบผู้ประกอบการงานคราฟต์กับกระทรวงต่างๆ และที่ปรึกษาด้านการออกแบบให้กับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ตลอดจนประสบการณ์จากการเดินทางและการพบเจอผู้คนซึ่งมีที่มา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแตกต่างกัน มาเป็นรากฐานของแบรนด์ โดยยึดปรัชญา People / Story / Versatile ในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยเน้นย้ำว่าเสื้อผ้าไม่ควรมีเพียงความสวยงาม แต่ควรมีเหตุผลในการสวมใส่ สามารถอยู่ในชีวิตจริง และในขณะเดียวกันก็สามารถสอดแทรกวัฒนธรรมและคุณค่าบางอย่างที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกภูมิใจได้

    โดย ELLE FASHION WEEK x ICONCRAFT ครั้งนี้ VOYAGE นำเสนอคอลเลกชัน “Journey within the City” หยิบเอาภาพของการเดินทางภายในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ผู้คน และวัฒนธรรมซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มาบอกเล่าผ่านคอลเลกชันที่นำ Urban Culture และอิทธิพลของ Sportswear มาผสมผสานกับ Thai Craft เพื่อสร้างเสื้อผ้าสำหรับชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน

    “VOYAGE มองว่าประเทศไทยยังมีต้นทุนสำคัญคือผู้คนที่มีทักษะและองค์ความรู้ด้านงานฝีมืออยู่เป็นจำนวนมาก โอกาสของงานคราฟต์ไทยจึงอยู่ที่การทำให้ภูมิปัญญาเหล่านั้นสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตจริง เมื่อผู้คนยังเลือกใช้และสวมใส่ งานฝีมือก็จะยังคงมีพื้นที่ในการพัฒนาและส่งต่อไปสู่คนรุ่นต่อไปได้”ณัฏฐ์เผยมุมมองซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คอลเลกชันนี้ขยายความหมายของ “Thai Craft” ให้กว้างไปกว่าการทอผ้า ด้วยการทดลองนำเทคนิคของช่างฝีมือพื้นบ้าน อย่างการร้อยลูกปัดที่เชื่อมโยงกับเครื่องแต่งกายมโนราห์ และงานปักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายลิเกมาใช้ พร้อมกับนำวัสดุหลากหลายประเภทเข้ามาผสมผสาน โดยเฉพาะวัสดุที่เคยถูกมองข้าม อย่างผ้าขาวม้า Eco Print หรือแม้แต่กระดุม Dead Stock ที่หลงเหลือจากกระบวนการผลิตเสื้อผ้า ซึ่งถูกนำกลับมาสร้างคุณค่าและความหมายใหม่ผ่านงานออกแบบ โดยจัดวางในบริบทใหม่ให้ร่วมสมัยและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ “เรื่องราวของการเดินทาง มองเห็นได้ผ่านสิ่งที่เราสวมใส่” ตามความตั้งใจของแบรนด์

    “FEEL YOUTH” กับคอลเลกชันที่สื่อให้เห็นว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงคือตัวตนที่เป็นเรา

    ด้าน ภูวดล จันทรเกษม ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ FEEL YOUTH มองแฟชั่นในฐานะพื้นที่ของการสำรวจตัวตน อารมณ์ และความเปลี่ยนแปลง โดยหยิบเอาสิ่งรอบตัว ตั้งแต่ผู้คน สถานที่ ธรรมชาติ ไปจนถึงเรื่องราวและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงชีวิต มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสร้างสรรค์ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่สามารถนำงานออกแบบไปเชื่อมโยงและตีความต่อผ่านตัวตนของตนเอง เพื่อให้ผลงานของ FEEL YOUTH บอกเล่าตัวตนและมุมมองของแต่ละคนได้ โดยจุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่การผสมผสานความมีชีวิตชีวาและความเป็นธรรมชาติเข้ากับความประณีตของงานฝีมือและการทดลองด้านเทคนิคการย้อม เพื่อสร้างเสื้อผ้าที่ร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และสะท้อนบุคลิกของคนรุ่นใหม่

    สำหรับคอลเลกชัน ELLE FASHION WEEK x ICONCRAFT ของ FEEL YOUTH ภูวดลนำแรงบันดาลใจจาก “วงจรชีวิตของผีเสื้อ” มาสะท้อนให้เห็นกระบวนการเติบโต ที่ความงดงามของปีกผีเสื้อไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ ก่อร่างผ่านเวลาและเรื่องราว เช่นเดียวกับตัวตนของมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า โดยหยิบเอาสีสันของปีกผีเสื้อมาผสมผสานกับดีไซน์แบบ FEEL YOUTH Workwear ที่สนุกและมีมิติ นำเสนอเป็นแฟชั่นไอเท็มที่ไล่ระดับจากความคล่องตัวและสนุกสนานไปสู่ความประณีตและซับซ้อน ตั้งแต่ Workwear Ready to Wear, Easy Comfort Wear และ Luxury Workwear เพื่อสะท้อนแนวคิด Every Change Creates the Next You ทุกการเปลี่ยนแปลงคือตัวตนที่เป็นเรา

    ไม่เพียงดีไซน์ที่สะดุดตา อีกหนึ่งจุดเด่นของคอลเลกชันนี้คือแนวคิดด้าน Sustainability ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ด้วยการสร้าง Silhouette ที่สามารถอยู่เหนือกระแส Fast Fashion และสวมใส่ได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังรวมไปถึงงานย้อมที่ทางแบรนด์ได้พัฒนาวัสดุและเทคนิคเฉพาะขึ้นมาเป็น Natural Friendly Colors ที่เพิ่มความหลากหลายของเฉดสีโดยยังคำนึงถึงผู้คนและธรรมชาติ, Thickener Color ที่สามารถควบคุมความข้นและเหลวของสีเพื่อเพิ่มอิสระในการสร้างพื้นผิว และ Cold Wax ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับการสร้างสรรค์งานด้วยเทียน

    โดยภูวดลบอกถึงความตั้งใจในการออกแบบคอลเลกชันนี้ว่า“เรามองว่าอนาคตของแฟชั่นไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง ความเป็นไทยกับความร่วมสมัย แต่คือการนำภูมิปัญญาที่มีอยู่กลับมามองผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ งานคราฟต์จึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องอนุรักษ์ แต่เป็นองค์ความรู้ที่สามารถถูกตีความใหม่ผ่านดีไซน์ วัสดุ เทคนิค และวิธีคิด เพื่อเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน” ซึ่งการร่วมงานกับไอคอนคราฟต์ในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสให้ FEEL YOUTH ได้นำเสนอพัฒนาการของแบรนด์และพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่สู่ผู้ชมแฟชั่นในวงกว้างขึ้น

    COLLECTOR PROJECT จาก “เสื้อยันต์” สู่ Urban Armour ของคนเมือง

    เอก ทองประเสริฐ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง COLLECTOR PROJECT มีพื้นฐานการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อด้านแฟชั่นที่ Royal Academy of Fine Arts Antwerp ประเทศเบลเยียม การผสานกระบวนการคิดเชิงโครงสร้างเข้ากับการออกแบบเชิงแนวคิดจึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของผลงานของเขา ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการตั้งคำถามต่อกรอบความคิดเรื่องความงาม คุณค่า และความล้ำค่า โดยหัวใจสำคัญของ  COLLECTOR PROJECT ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งมีชีวิต และไม่จำเป็นต้องถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบเดิมเสมอไป สิ่งเก่าสามารถถูกมองใหม่ ความทรงจำสามารถได้รับความหมายใหม่ และวัฒนธรรมสามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในปัจจุบันได้

    การร่วมกับ ELLE FASHION WEEK x ICONCRAFT นำเสนอภูมิปัญญาไทยผ่านมุมมองใหม่ในครั้งนี้ COLLECTOR PROJECT จึงมาพร้อม “Urban Armour – Contemporary Talisman for Everyday Battles” คอลเลกชันที่หยิบยกเอาวัฒนธรรมความเชื่อของคนไทยอย่าง “เสื้อยันต์” เครื่องปกป้องของนักรบในอดีตที่ทำหน้าที่ทั้งในเชิงกายภาพและจิตใจ มาตีความใหม่ในบริบทปัจจุบัน เมื่อสนามรบเปลี่ยนมาเป็น “สนามชีวิต” ของคนเมือง ที่ต้องเผชิญการทำงาน ความคาดหวัง และความไม่แน่นอน เสื้อผ้าจึงถูกนิยามใหม่ให้เป็น Urban Armour หรือเกราะทางจิตวิญญาณสำหรับชีวิตประจำวัน

    จุดเด่นของคอลเลกชันนี้คือการนำผ้าไหมและผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพบางไทรมาตัดเย็บในโครงสร้างร่วมสมัย ผสานงานปักมือที่ถ่ายทอดเส้นสายของยันต์พร้อมถ้อยคำและคติเตือนใจลงบนเสื้อผ้าอย่างละเอียดลออ สอดแทรกด้วยแรงบันดาลใจจากจิตรกรรมและศิลปกรรมในวัดภาคอีสาน เรื่องราวพระเวสสันดรชาดก และผ้าพระเวส ที่ถูกนำมาลดทอนและสร้างความหมายใหม่ อีกทั้งยังใช้เทคนิคตัด ปะ และปักผ้าสักหลาดด้วยมือ ซึ่งสะท้อนถึง Craftsmanship ของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ Human Imperfection เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความหมายระหว่างนักออกแบบ วัสดุ และช่างฝีมือ

    ในฐานะนักออกแบบ เอกกล่าวว่า “อนาคตของ Thai Craft Wisdom จะยิ่งมีความหมายในโลกที่เทคโนโลยีและ AI สามารถสร้างความสมบูรณ์แบบทางสายตาได้อย่างรวดเร็ว เพราะสิ่งที่งานคราฟต์มีและเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด คือ เวลา ร่องรอยของมนุษย์ ความไม่แน่นอน ความสัมพันธ์กับวัสดุ และเรื่องราวของผู้สร้าง ดังนั้นงานคราฟต์ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีด้วยความเร็วหรือความสมบูรณ์แบบ แต่สามารถสร้างคุณค่าจากความช้า ความไม่เหมือนกัน และร่องรอยของมือ พร้อมนำองค์ความรู้เฉพาะถิ่นไปตอบคำถามร่วมสมัยของโลก จนได้รับการมองในฐานะ Contemporary Design with Cultural Origins มากกว่าจะถูกจำกัดความว่าเป็นเพียงงานหัตถกรรมจากประเทศไทย”

    สำหรับการร่วมงานกับไอคอนคราฟต์ในครั้งนี้ เอกมองว่ามีความหมายในฐานะพื้นที่เชื่อมโยง งานหัตถกรรมกับโลกแฟชั่นร่วมสมัย เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พบเห็นผ้าไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นในบริบทที่แตกต่างออกไป เพราะการรักษางานคราฟต์ให้ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาสิ่งเดิม แต่คือการสร้าง “ความหมายและความต้องการใหม่” เพื่อให้งานคราฟต์ยังมีชีวิต มีผู้ใช้ และมีผู้สืบทอดต่อไป

    ทั้งนี้ การนำ “Thai Craft Wisdom” ก้าวสู่บริบทใหม่ของโลกแฟชั่นใน ELLE FASHION WEEK x ICONCRAFT นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้ถูกตีความ ทดลอง และสร้างความหมายใหม่ผ่านภาษาของการออกแบบร่วมสมัย เพื่อให้สิ่งที่สืบทอดจากอดีตยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และสามารถเดินทางต่อไปสู่อนาคตได้ การออกแบบคอลเลกชันของทั้ง 3 แบรนด์ภายใต้แนวคิด “Thai Craft Wisdom – From Heritage to Contemporary Fashion” จึงเป็นมากกว่าการนำเสนอแฟชั่น แต่คือการสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้พบกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ งานคราฟต์ก็สามารถมีชีวิตในรูปแบบใหม่ และสร้างบทสนทนากับผู้คนในทุกยุคสมัย

    ไอคอนคราฟต์ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมค้นพบเสน่ห์และศักยภาพของภูมิปัญญาไทยใน ELLE FASHION WEEK x ICONCRAFT กับ 3 คอลเลกชัน 3 มุมมอง และ 3 ภาษาการออกแบบที่แตกต่างกัน ของ 3 แบรนด์แฟชั่นไทย VOYAGE, FEEL YOUTH และ COLLECTOR PROJECT บนรันเวย์สุดยิ่งใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่  25 ตุลาคม 2569 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม และร่วมชื่นชมผลงานจากภูมิปัญญาของอดีต ที่ผ่านความคิดสร้างสรรค์ของปัจจุบัน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ของอนาคต ได้ใน ELLE FASHION WEEK 2026: POP-UP EXHIBITION ระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน 2569 ณ ICONCRAFT ชั้น 4-5 ICONSIAM เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกับเรื่องราวของงานฝีมือไทยผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ และค้นพบว่า เมื่อภูมิปัญญาจากวันวานถูกตีความด้วยภาษาของวันนี้ เรื่องราวของ Thai Craft Wisdom ก็สามารถเดินทางไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม

    พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM เมื่อช็อปสินค้าภายในไอคอนคราฟต์ ครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 15-23 ตุลาคม 2569 รับทันที! บัตรเข้าชมแฟชั่นโชว์ ELLE FASHION WEEK x ICONCRAFT จำนวน 1 ที่นั่ง (จำกัดรางวัลรวม 30 สิทธิ์ตลอดรายการ) เพื่อร่วมชื่นชมเสน่ห์ความงามจากภูมิปัญญาไทย ผ่านโชว์สุดตระการตาบนรันเวย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

  • Shopping

    ไอซีเอส ชวนมา “BREAK SHOP ENJOY”ช็อปสนุก เติมความสุขได้ทุกวัน รับสิทธิพิเศษแบบจุใจ วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569

    เพราะเชื่อว่าความสุขเกิดขึ้นได้ทุกวัน ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ตรงข้ามไอคอนสยาม จึงชวนทุกคน
    มาเบรกเรื่องเครียดเพื่อมาเอนจอยกับการช็อปปิงให้เต็มพิกัดในแบบฉบับที่คุ้มในทุกมิติ กับโปรโมชั่น “ICS BREAK SHOP ENJOY” ที่จะทำให้การพักผ่อน ช็อปปิ้ง และการใช้เวลากับสิ่งที่ชอบในไอซีเอส เป็นความสุขและความคุ้มค่าแบบเกินคาด ด้วยสิทธิพิเศษ ที่ยิ่งช็อป ยิ่งรับความสุขกลับไปมากกว่าเดิม ตั้งแต่วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569

    “ICS BREAK SHOP ENJOY” ชวนสมาชิก ONESIAM และนักช็อปมาเติมความสุขให้ทุกการใช้จ่าย ด้วยการเปลี่ยนทุกยอดช็อปให้เป็นความคุ้มค่าที่มากขึ้น เพียงรวบรวมใบเสร็จจากการซื้อสินค้า บริการ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอซีเอสตามยอดที่กำหนด รับสิทธิ์แลกของรางวัลและบัตรกำนัลแทนเงินสดได้ทันที เพื่อให้ทุกโมเมนต์ของการ
    ช็อปชิมชิลที่ไอซีเอสเต็มไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง

    โดยสมาชิก ONESIAM ที่ซื้อสินค้า บริการ หรือรับประทานอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าและร้านอาหารที่ร่วมรายการภายในไอซีเอส สามารถรวบรวมใบเสร็จตามยอดที่กำหนด เพื่อแลกรับของรางวัลสุดพิเศษได้ ดังนี้

    • สะสมใบเสร็จครบ 1,000 บาท เลือกรับสิทธิ์แลกของรางวัลได้ 1 รายการ ได้แก่ LOTUS’S PRIVE GIFT CARD มูลค่า 100 บาท สำหรับใช้ที่ LOTUS’S PRIVE ชั้น B1 สาขาไอซีเอสเท่านั้น (จำกัด 200 สิทธิ์ตลอดรายการ) หรือ คูปองแทนเงินสดจาก WATSONS มูลค่า 100 บาท สำหรับใช้ที่ WATSONS สาขาไอซีเอส ชั้น G เท่านั้น (จำกัด 1,000 สิทธิ์ตลอดรายการ)
    • สะสมใบเสร็จครบ 6,000 บาท แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 300 บาท สำหรับใช้ซื้อสินค้าในครั้งถัดไป เมื่อมียอดซื้อขั้นต่ำ 600 บาทต่อใบเสร็จ (จำกัด 500 สิทธิ์ตลอดรายการ)
    • สะสมใบเสร็จครบ 12,000 บาท รับความคุ้มค่าเพิ่มขึ้นอีกขั้น ด้วย SIAM GIFT CARD มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้ซื้อสินค้าในครั้งถัดไป เมื่อมียอดซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อใบเสร็จ พร้อมคูปองแทนเงินสดมูลค่า 100 บาท สำหรับใช้กับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการภายในไอซีเอส อาทิ Baron’s Bar by The Cheese Baron , Dou , Millilitre , Molto , olino crepe & tea, QQ Dessert , Sweetory and yogurt , Yonny , Yoguruto , ครัวสามพี่น้อง , ชาบูเสียบไม้ , สยามหมูย่าง, Starbucks, Inthanin และกาแฟพันธุ์ไทย (จำกัด 100 สิทธิ์ตลอดรายการ)
      เรียกว่าทุกการใช้จ่ายเป็นโอกาสในการเติมเต็มความสุขได้ทุกไลฟ์สไตล์ มา BREAK SHOP ENJOY ช็อปให้เพลิน อร่อยให้เต็มอิ่ม พร้อมเติมความสุขให้ทุกการใช้จ่ายด้วยสิทธิพิเศษแบบคุ้มเกินคุ้ม ตั้งแต่วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569 ที่
      ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ตรงข้ามไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICS

  • Fashion & Design

    Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026 ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่อนาคตยกระดับ Fashion Ecosystem ต่อยอดมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์พร้อมผลักดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแฟชั่นแห่งเอเชีย

    สยามพารากอน ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแฟชั่นระดับโลก เดินหน้าสร้าง Fashion Ecosystem ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ผ่านความสำเร็จของ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026” (BIFW2026) มหกรรมแฟชั่นครั้งสำคัญของภูมิภาค เวทีแฟชั่นที่ก้าวข้ามการนำเสนอคอลเลกชันบนรันเวย์ แต่เป็น Strategic Platform ที่เชื่อมโยงพลังความคิดสร้างสรรค์ ดีไซเนอร์ไทย

    แบรนด์แฟชั่น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ พร้อมยกระดับ Brand Visibility เสริมคุณค่าเชิงภาพลักษณ์ และผลักดันแฟชั่นไทยให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ภายใต้แนวคิด “TH-nomenal Extraordinary – Lead the Culture, Wear the Future” นำเสนอ 10 แฟชั่นโชว์จาก 10 แบรนด์ไทยชั้นนำ ทำสถิติผู้ชมเต็มความจุของพื้นที่จัดงานทุกโชว์ พร้อมสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ BIFW ในฐานะเวทีที่มีบทบาทต่อการสร้างภาพจำและขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่มหานครแฟชั่นแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 8-11 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา

    ความสำเร็จของ BIFW2026 เกิดจากความร่วมมือของสยามพารากอนและพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท มาดามฟิน จำกัด, เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย (XPENG Thailand), มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป (Millennium Auto Group), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), ธัญ (THANN), กีกี้ บิวตี้ สเปซ (KIKI Beauty Space), เกรย์กูส (Grey Goose), และ แมค คอสเมติกส์ ไทยแลนด์ (M.A.C Cosmetics) ร่วมยกระดับประสบการณ์แฟชั่นให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นผ่านแกรนด์รันเวย์สุดไอคอนิก ณ พาร์ค พารากอน ชั้น M สยามพารากอน

    ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่า “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026 สะท้อนให้เห็นถึงพลังสร้างสรรค์และศักยภาพของแฟชั่นไทยที่มีความโดดเด่นและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘TH-nomenal Extraordinary – Lead the Culture, Wear the Future’ เราต้องการผลักดันให้แฟชั่นเป็นมากกว่าการนำเสนอความงามของเสื้อผ้า แต่เป็นพลังที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ภูมิปัญญา งานฝีมือ และวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน ตลอด 4 วันของ BIFW2026 เราได้เห็นดีไซเนอร์ไทยถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ่านงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถตีความรากฐานทางวัฒนธรรมให้ร่วมสมัยได้อย่างมีชั้นเชิง สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของ BIFW2026 ไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมงานหรือกระแสตอบรับที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่คือการที่เราได้เห็นการเติบโตของทั้งระบบนิเวศแฟชั่นไทย ตั้งแต่ดีไซเนอร์รุ่นบุกเบิก ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ งานหัตถศิลป์ไทย ตลอดจนแบรนด์และพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่อุตสาหกรรม BIFW จึงไม่ใช่เพียงงานแฟชั่นประจำปี หากเป็นเวทีแห่งโอกาสที่ช่วยสร้างการเชื่อมโยงระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับเศรษฐกิจจริง และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของประเทศไทยผ่านแฟชั่นสู่สายตานานาชาติ ตลอดจนเป็นเวทีที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้กับผู้คน”

    ทั้งนี้ BIFW2026 ถ่ายทอดเรื่องราวแฟชั่นผ่าน 10 โชว์ จาก 10 แบรนด์ไทยที่มีแนวคิดและภาษาการออกแบบแตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์ ความสำเร็จของ BIFW2026 ไม่ได้อยู่เพียงแค่การรวมตัวของดีไซเนอร์ชั้นนำ แต่เวทีที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ไทยต่างเจเนอเรชั่นได้เติบโตร่วมกันอย่างครบทุกมิติ โดยมีแบรนด์ระดับไอคอนิกอย่าง “FLYNOW”, “NAGARA” และ “27FRIDAY” ร่วมถ่ายทอดเอกลักษณ์และ DNA ทางการออกแบบที่สั่งสมมายาวนาน ผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ยังคงทรงพลังบนรันเวย์ ขณะเดียวกัน แบรนด์แถวหน้าที่เติบโตและมีพัฒนาการเคียงข้างเวทีแห่งนี้อย่าง “ISSUE”, “POEM”, “PAINKILLER Atelier” และ “VVON SUGUNNASIL” ต่างนำเสนอภาษาการออกแบบอันชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาตัวตน พร้อมต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้สอดรับกับบริบทแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ รวมถึง “37°C Thirty-seven degrees Celsius” แบรนด์ที่มีดีไซเนอร์ระดับตำนานร่วมถ่ายทอดนิยามบทใหม่ของแฟชั่นได้อย่างจัดจ้าน ความหลากหลายนี้ทำให้ BIFW2026 เป็นมากกว่าเวทีแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ นิยามทางดีไซน์ และวิสัยทัศน์ของแบรนด์ไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีมิติ

    อีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของ BIFW2026 คือการเป็นเวทีให้แบรนด์ที่มีศักยภาพและน่าจับตาได้ก้าวขึ้นมาสร้างตัวตนบนเวทีอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะ “CHATO” และ “MERGE” ที่นำเสนอผลงานผ่านมุมมองร่วมสมัยและลายเซ็นการออกแบบที่โดดเด่น MERGE ตีความเดนิมและงานคราฟต์ผ่านซิลูเอตที่สะท้อนวิถีชีวิตร่วมสมัย ขณะที่ CHATO ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากดอกไม้ผ่านโครงสร้างเสื้อผ้าและเทคนิคการพับที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาไทย การปรากฏตัวของทั้งสองแบรนด์สะท้อนบทบาทของ BIFW2026 ในการเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ได้ขยายขอบเขตการนำเสนอผลงาน สร้างการรับรู้ในวงกว้าง และต่อยอดศักยภาพของแบรนด์ในเส้นทางการเติบโตของตนเอง พร้อมเติมมิติใหม่ให้กับภาพรวมของแฟชั่นไทย

    ตลอดการจัดงาน BIFW2026 ยังสร้างกระแสความสนใจทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยติดเทรนด์บนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม สะท้อนพลังของแฟชั่นในการเชื่อมโยงแบรนด์ ดีไซเนอร์ บุคคลในแวดวงแฟชั่น และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำศักยภาพของสยามพารากอนในการสร้างประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส พร้อมทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนการเติบโตของดีไซเนอร์ไทย เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร และขยายการรับรู้ของแฟชั่นไทยให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    สยามพารากอนพร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week ให้เป็นมากกว่าเวทีแฟชั่น แต่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของแฟชั่นไทย ด้วยการหลอมรวมดีไซเนอร์ระดับไอคอนิก แบรนด์แถวหน้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และแบรนด์รุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างนิยามใหม่ให้กับวงการ พร้อมผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางแฟชั่นสำคัญของเอเชียอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของสยามพารากอนได้ทาง Facebook: Siam Paragon และwww.siamparagon.co.th

    SiamParagonBIFW2026 #BIFW2026 #SiamParagon


  • Dining - Food - Travel

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้ “More of What You Love”ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม

    ความร่วมมือกับชาตรามือ Benzilla และ Grab ประเทศไทย สะท้อนการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริการสู่ประสบการณ์ด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และการเดินทางที่ตอบโจทย์ผู้เข้าพักและลูกค้ายุคใหม่

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ความร่วมมือกับพันธมิตร ถ่ายทอดแนวคิด “More of What You Love” ซึ่งเป็นแคมเปญในโอกาสครบรอบ 60 ปี สู่ประสบการณ์ที่หลากหลาย ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริการของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เข้ากับจุดแข็งของพันธมิตร เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของนักเดินทางในปัจจุบัน
    ความร่วมมือกับชาตรามือ (ChaTraMue) แบรนด์ชาอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย Benzilla ศิลปินไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และ Grab ประเทศไทย แพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำด้านการเดินทางและบริการในชีวิตประจำวัน สะท้อนการผสานรากฐานความเป็นไทย ความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย และการเชื่อมโยงผ่านดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยแต่ละความร่วมมือจะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มอบให้กับลูกค้าในมิติที่แตกต่างกัน ครอบคลุมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และการเดินทาง พร้อมเชื่อมโยงรากฐานความเป็นไทยและความเชี่ยวชาญด้านการบริการของกลุ่มฯ เข้ากับวิถีการเดินทาง การรับประทานอาหาร และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ของนักเดินทางในทุกวันนี้


    ผสานชาตรามือ นำรสชาติที่คุ้นเคยสู่ประสบการณ์ใหม่

    ความร่วมมือระหว่าง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และชาตรามือ สะท้อนการผสานสองแบรนด์ไทยที่มีประวัติอันยาวนานและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคจากรุ่นสู่รุ่น โดยชาตรามือนำความเชี่ยวชาญด้านชาที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 2468 และรสชาติที่คนไทยคุ้นเคยมาผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในด้านการบริการ อาหาร และการสร้างสรรค์ประสบการณ์ ความร่วมมือนี้นำเสนอผ่านเมนูอาหาร เครื่องดื่ม และประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของชาไทยในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ชาไทยแก้วโปรดไปจนถึงการสร้างสรรค์เมนูสำหรับโอกาสต่างๆ ให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสรสชาติที่คุ้นเคยและชื่นชอบในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น

    เติมสีสันให้การเดินทาง ผ่านงานสร้างสรรค์ของ Benzilla

    โอโซ่ (OZO) ร่วมมือกับ Benzilla เพื่อถ่ายทอดบุคลิกที่สนุกสนานของแบรนด์ผ่านคอลเลคชั่นสติ๊กเกอร์ติดกระเป๋าที่ถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเปลี่ยนกระเป๋าเดินทางให้เป็นพื้นที่สำหรับบอกเล่าความทรงจำจากการเดินทาง ผลงานชุดนี้ได้แรงบันดาลใจจากความสดใสและพลังของโอโซ่ ผสานกับลายเส้นร่วมสมัยและสไตล์อันโดดเด่นของ Benzilla ในการถ่ายทอดความสนุกและความเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าพักได้แสดงตัวตนและแบ่งปันเรื่องราวในแบบของตัวเอง

    เชื่อมโยงการเดินทางและการค้นพบ ผ่าน Grab ประเทศไทย

    ความร่วมมือกับ Grab ประเทศไทย เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริการของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มาผสานกับความสะดวกของบริการดิจิทัล โดยเชื่อมโยงโรงแรม ร้านอาหาร และประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของเครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ฯ เข้ากับบริการและฐานผู้ใช้ของ Grab ช่วยให้นักเดินทางเข้าถึงบริการต่างๆ ของกลุ่มออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้ง่ายขึ้นผ่านแพลตฟอร์มที่คุ้นเคยและใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังผสานบริการด้านการเดินทาง การรับประทานอาหาร และการค้นพบจุดหมายปลายทางเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยให้ประสบการณ์ของผู้เข้าพักเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มฯ เข้าถึงผู้บริโภคที่ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ตั้งแต่ก่อนเข้าพัก ระหว่างเข้าพัก ไปจนถึงหลังการเข้าพัก ทำให้แบรนด์ ร้านอาหาร และจุดหมายปลายทางในเครือของกลุ่มฯ เข้าถึงได้ง่ายและได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น

    แม้แต่ละความร่วมมือจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ล้วนเกิดจากแนวคิดเดียวกันในการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริการของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มาผสานกับจุดแข็งของพันธมิตรแต่ละราย เพื่อสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่มากขึ้นให้กับผู้เข้าพัก

    คุณพรทิพย์ เป้าทอง รองประธานฝ่ายแบรนด์และการตลาด ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “วาระครบรอบ 60 ปีของกลุ่มฯ เป็นโอกาสให้เราได้มองย้อนกลับไปถึงรากฐานความเป็นไทยและประสบการณ์ด้านการบริการที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป สั่งสมมาตลอดหกทศวรรษ ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่เราได้มองไปข้างหน้า เพื่อทำความเข้าใจว่าวันนี้ผู้เข้าพักให้ความสำคัญกับอะไร ‘More of What You Love’ จึงเป็นแนวคิดที่มุ่งโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาและเพลิดเพลินกับประสบการณ์ที่เรามอบให้ในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ตั้งแต่โรงแรมที่เลือกเข้าพัก อาหารที่ได้ค้นพบ ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ออกไปสำรวจ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประสบการณ์ที่สอดคล้องไปกับวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางของผู้คนในวันนี้”

    ความร่วมมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญครบรอบ 60 ปีของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่จะช่วยต่อยอดประสบการณ์และสร้างเหตุผลใหม่ๆ ให้ผู้เข้าพักได้รู้จัก สัมผัส และกลับมาใช้บริการแบรนด์ต่างๆ ในเครือได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์ภายใต้แบรนด์อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) ชามา (Shama) และโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) โดยยึดเอกลักษณ์และบทบาทที่แตกต่างของแต่ละแบรนด์เป็นแนวทาง พร้อมเดินหน้าต่อยอดจากความเข้าใจด้านการบริการและจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมองหาความร่วมมือที่เชื่อมโยงรากฐานขององค์กรเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เพื่อนำเสนอความร่วมมือและกิจกรรมในโอกาสครบรอบ 60 ปีเพิ่มเติมตลอดทั้งปี รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือในปีถัดไป

  • Art - Automotive - Lifestyle - Luxury

    LEPAS (เลพาส) ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งไลฟ์สไตล์ระดับโลก ณ “Global Elegance Promenade” เมืองอู๋หู

    เปิดประสบการณ์ความสง่างามจากหลากวัฒนธรรมทั่วโลก ในงาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week ครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE”

    อู๋หู สาธารณรัฐประชาชนจีน – 8 ตุลาคม 2569 – LEPAS (เลพาส) เตรียมจัดงาน Global Elegant Lifestyle Week ขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18–24 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 2026 Chery International User Summit ไฮไลต์สำคัญของงานคือ “Global Elegance Promenade” ที่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรก ณ เมืองหลัวหลาน (Luolan Town) นครอู๋หู ถนนสายนี้รวบรวมวัฒนธรรมและสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน และชวนผู้มาเยือนค้นพบว่าการใช้ชีวิตอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นั้นมีได้หลากหลายรูปแบบ

    ในฐานะ “แบรนด์ที่ได้รับเลือกเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอย่างสง่างาม” (Preferred Brand for Elegant Mobility Life) เลพาสมองว่าการเติบโตสู่ตลาดโลกเป็นมากกว่าการขยายตลาด แต่คือการก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ความสง่างามไม่มีนิยามเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เลพาสจึงเชื่อมโยงกับชุมชนในแต่ละตลาดผ่านกีฬา ศิลปะ การออกแบบ กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พร้อมร่วมสร้างนิยามแห่งความสง่างามไปกับผู้ใช้ เพื่อให้สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่

    เลพาสพูดคุยกับผู้ใช้อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้จากศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค จึงเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างสง่างามได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้เองก็ได้ก้าวมาเป็น “Global Elegant Lifestyle Partners” หรือพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์แห่งความสง่างามระดับโลก ตลอดสัปดาห์ Global Elegant Lifestyle Week ถนน Global Elegance Promenade จะจัดแสดงความสง่างามในหลากหลายรูปแบบที่พันธมิตรจากทั่วโลกร่วมกันสร้างสรรค์ ทั้งวิถีชีวิตท้องถิ่น ขนบการออกแบบอันมีเอกลักษณ์ กลิ่นหอมประจำวัฒนธรรม ประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟ และเรื่องราวจริงของผู้ใช้ ภายในบรรยากาศที่เปิดกว้าง ผ่อนคลาย และมีสไตล์ ให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมได้มาพบปะกัน

    ตลอดเส้นทางของ Global Elegance Promenade ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสความสง่างามจากทั่วโลกในแบบที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ลวดลายอันประณีตของผ้าไหมยกดอกแบบซ่ง (Song Brocade) และกลิ่นหอมละมุน ไปจนถึงชาเอิร์ลเกรย์ที่จิบในสวนอันร่มรื่น กรอบหน้าต่างสีฟ้า แสงแดดอบอุ่น และชาสมุนไพร สร้างบรรยากาศของยามบ่ายที่ไม่เร่งรีบ ส่วนผืนไหมที่พลิ้วไหวกับกลิ่นกล้วยไม้แผ่ว ๆ ก็มอบอีกมิติหนึ่งของประสบการณ์ ทุกฉากรวมกันถ่ายทอดมุมมองความสง่างามจากโลกตะวันออก ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา ให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบไปทีละก้าว

    Global Elegance Promenade เป็นมากกว่านิทรรศการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงและการร่วมสร้างสรรค์ ที่พันธมิตร Global Elegant Lifestyle Partners มีส่วนร่วมออกแบบและแบ่งปันประสบการณ์ เลพาสตั้งใจนำผู้คนจากหลากพื้นเพทางวัฒนธรรมมาพบกัน ให้ขนบประเพณีและวิถีชีวิตที่แตกต่างได้บรรจบ จุดประกายแรงบันดาลใจให้กันและกัน และเปิดมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างามให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE” งาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week จะรวบรวมผู้ใช้กลุ่มแรกของเลพาสจากทั่วโลก พันธมิตร และสื่อมวลชนในอุตสาหกรรม มาพบปะพูดคุยกันแบบตัวต่อตัว ณ Global Elegance Promenade งานนี้เป็นมากกว่าการรวมตัว เพราะผู้ใช้และแขกจากทั่วโลกจะได้แบ่งปันมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างาม และสำรวจความงามในหลากหลายรูปแบบร่วมกัน ผ่านการพูดคุยและการร่วมสร้างสรรค์ ทุกคนจะร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของการเดินทางอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ — หลากหลายวัฒนธรรม หนึ่งเดียวในความสง่างาม

    LEPAS Call Center โทร. 02-007-2077
    Facebook: LEPAS Thailand
    เว็บไซต์: lepasthailand.com
    LINE Official: @lepasthailand

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

  • Event - Food

    อิ่มอร่อยสุขภาพดีทั้งกายและใจกับงาน J-Licious ที่ไอคอนสยาม จัดเต็มกว่า 1,000 เมนูเจมิติใหม่ พร้อมเปิดให้สักการะ 3 องค์เทพเสริมดวง วันนี้ – 18 ต.ค. 69 นี้

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ร่วมกับ เมืองสุขสยาม พร้อมด้วยพันธมิตรร้านอาหารชั้นนำ ต้อนรับเทศกาลกินเจปี 2569 ในงาน “J-Licious” ภายใต้คอนเซปต์ “ลองเจเฮลตี้ Longevity กายใจ” ชวนเปิดมุมมองใหม่ของการกินเจ ที่ไม่เพียงอิ่มท้องจากหลากหลายเมนูเจรสเลิศ ยังได้เติมเต็มความสุขให้กายและใจ ผ่านอาหารเจคุณภาพที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันจากร้านอาหารชั้นนำกว่า 1,000 เมนู และสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ถ่ายทอดเรื่องราวของศรัทธา อาหาร และวิถีชุมชน พร้อมร่วมทำบุญส่งมอบอาหารเจสู่ชุมชนวันละ 200 กล่อง 

    ในวันนี้ (9 ตุลาคม 2569) ไอคอนสยาม เมืองสุขสยามต้อนรับเทศกาลกินเจ จัดพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มาเป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยคุณจุฑากาญจน์ เตชะวรรณเวคิน กรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม คุณสุดารัตน์ ภู่พวง ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงานทรัพยากรบุคคล บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด  โดยก่อนพิธีเปิดงานประธานและผู้บริหารทุกภาคส่วนร่วมทำพิธีสักการะองค์พระโพธิสัตว์ กวนอิมปางประทานพร องค์เต้าโบ้หงวนกุน เทพมารดาแห่งดวงดาว และองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ หลังจากนั้นได้มีขบวนแห่ “พิธีอิ้วเก้ง” หรือขบวนแห่พระรอบเมือง ซึ่งเป็นพิธีดั้งเดิม และเป็นหนึ่งในพิธีสำคัญของเทศกาลถือศีลกินผักของชาวภูเก็ตมาแห่รอบเมืองสุขสยาม เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์เทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา ความเชื่อและวิถีชีวิต 

    คุณจุฑากาญจน์ เตชะวรรณเวคิน กรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม กล่าวว่า เทศกาลกินเจปีนี้ ไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม ธนาคารกสิกรไทย YEC Thailand หอการค้าไทย มูลนิธิพุทธานุสรณ์ ยกระดับเทศกาลกินเจ สู่ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวของศรัทธา อาหาร และวิถีชุมชน โดยนำประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ตมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ เชื่อมโยงเส้นทางแห่งศรัทธาเข้ากับอาหารเจ 4 ภาคทั่วไทย ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของเทศกาลกินเจผ่านหลากหลายมิติ ผ่านแนวคิด “อิ่มบุญ อิ่มเจ 4 ภาค”  
    ภายในงานพบกับอาหารเจ 4 ภาคจากภูมิปัญญาท้องถิ่นทั่วไทย ทั้ง ภาคเหนือ อาทิ น้ำพริกอ่องเจและแกงโฮะ, ภาคอีสาน อาทิ น้ำตกเจและลาบหมูกรอบเจ, ภาคใต้ อาทิ คั่วกลิ้งเจ ขนมจีนน้ำยาภูเก็ต และผัดหมี่ฮกเกี้ยน ไปจนถึง ภาคกลาง ที่มีทั้งข้าวหน้าเป็ดเจ ข้าวหมูแดงเจ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ เย็นตาโฟเจ และเมนูเจอีกหลากหลาย พร้อมของหวานและอาหารว่างที่สะท้อนความหลากหลายของอาหารไทย

    พร้อมกันนี้เมืองสุขสยามจับมือกับเชฟจีโน่ จิตศักดิ์ หลิมภากรกุล จากรายการ MasterChef Thailand Season 3 และ MasterChef All Stars เตรียมสองเมนูเจร่วมสมัย อย่างเมนู โอ้เอ๋ว น้ำผึ้งมะนาว ของหวานพื้นเมืองจังหวัดภูเก็ตที่ให้ความสดชื่น หอมหวานละมุน และเกี๊ยวซ่าข้าวซอยเจ เกี๊ยวซ่าไส้ผักเสิร์ฟคู่กับซอสข้าวซอยเจหอมเครื่องเทศ นำเสน่ห์ของอาหารท้องถิ่นมาตีความใหม่ ให้การกินเจปีนี้ทั้ง อร่อย สนุก และร่วมสมัย

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือเส้นทางแห่งศรัทธา เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาสัมผัสรากความเชื่อของประเพณีถือศีลกินผัก ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการเครื่องแต่งกายม้าทรง วัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันเมืองสุขสยามได้อัญเชิญ  องค์พระโพธิสัตว์ กวนอิมปางประทานพร องค์เต้าโบ้หงวนกุน เทพมารดาแห่งดวงดาว และองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ หรือจักรพรรดิราชทั้งเก้าพระองค์ ผ่านชุดเทวรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศจีน มาให้ประชาชนได้สักการะ ณ ประตูสุขสุวรรณศาลา (GATE 5) เพื่อความเป็นสิริมงคล ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรมไทยจีน 
    นอกจากความอร่อยและกิจกรรมต่างๆมากมาย ภายในงานจะมีพิธีมอบเกียรติบัตรคุณธรรม ให้กับ 6 ดารานักแสดง นำโดยอัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง,  ปิงปอง-ธราดล  ชาติสังข์, กร-อคิราห์  แซ่สง, น้ำผึ้ง-ศรีสกุล วรรณสถิตย์, สปาย-ณิชชาวีณ์ ฉายอรุณ และปาโก๋-อธิวัฒน์  กาญจนภิวัฒน์ ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติดาราและนักแสดง ผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในกรอบแห่งคุณธรรมและจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง มีความประพฤติดีงาม ภาพลักษณ์อันเหมาะสม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม และเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ร่วมส่งเสริมคุณค่าและสืบสานประเพณีอันดีงามของชาวไทยเชื้อสายจีนและอีกหนึ่งมิติของเทศกาลปีนี้คือการส่งต่อความสุขสู่ชุมชน ผ่านกิจกรรม “โรงเจหม้อใหญ่ สุขภาพดีกินง่าย ได้บุญ ส่งต่อชุมชน” โดยเมืองสุขสยาม ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจะร่วมกันจัดทำอาหารเจวันละ 200 กล่อง เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2569 เพื่อส่งมอบให้แก่ชุมชนในเขตคลองสาน ได้แก่ ชุมชนวัดสุวรรณ ชุมชนสวนสมเด็จย่า และชุมชนช่างนาค สะพานยาว

    ไอคอนสยาม ขนทัพเมนูเจจากร้านดังกว่า 1,000 เมนูให้อิ่มอร่อยตลอดเทศกาล
    ไอคอนสยามชวนทุกคนกินเจในมิติใหม่ ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งความเฮลตี้  ขนทัพเมนูเจจากร้านดังระดับพรีเมียม ให้เลือกอิ่มอร่อยตลอดเทศกาล อาทิ BIANCA, Coffee Beans by Dao, GINGER FARM kitchen, have a Zeed, Hong Bao, JUMBO Seafood, KANORI, karun, NARA Thai Cuisine, Pacamara Coffee Roasters, SOLSOT, รส’นิยม, บ้านไอซ์, อันเกิม-อันก๋า
    ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม ณ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ตรงข้ามไอคอนสยาม อาทิ getfresh, ซาลาเปาทับหลี ประกายจันทร์, ชาตักวุ้น, DOU’ 荳 – โต้ว, Inthanin, Millilitre, JUICE UP ให้เลือกอิ่มอร่อยสุขภาพดีได้ทุกวันตลอดเทศกาลกินเจ รวมถึงวัตถุดิบคุณภาพสำหรับประกอบอาหารเจ จากเดียร์ทัมมี่ ไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต กว่า 2,000 รายการ
    มาร่วมเปิดประสบการณ์กินเจ “J-Licious” พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของอาหารเจ เส้นทางแห่งศรัทธา และวัฒนธรรมการถือศีลกินผัก ให้เทศกาลกินเจครั้งนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการ อิ่มท้อง อิ่มบุญ อิ่มใจ และลองเริ่มต้นวิถีชีวิตที่ดีไปด้วยกันที่ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้ –18 ตุลาคม 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICONSIAM หรือ iconsiam.com หรือโทร 1338