Admin

  • CSR

    LEPAS Thailand ร่วมฟื้นฟูจังหวัดน่าน ส่งต่อกำลังใจผ่านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

    LEPAS Thailand ร่วมกับพันธมิตร หอการค้าจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มบริษัท Vgroupcars, LEPAS พิษณุโลก, LEPAS นครสวรรค์ และ LEPAS เชียงใหม่ ตลอดจนกองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและฟื้นฟูจังหวัดน่าน ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ โดยร่วมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและส่งต่อกำลังใจให้แก่พี่น้องชาวน่าน

    การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของ LEPAS Thailand และพันธมิตรทุกฝ่ายในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย พร้อมยืนเคียงข้างและให้ความช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยได้รับการสนับสนุนด้านพื้นที่และกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 3 ในการลำเลียงสิ่งของไปยังพื้นที่ประสบภัยอย่างทั่วถึง

    “ทุกน้ำใจที่มอบให้ คือพลังใจที่ส่งต่อ ไม่ว่าความช่วยเหลือจะมากหรือน้อย ล้วนมีความหมายต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นแรงสนับสนุนให้จังหวัดน่านฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งโดยเร็ว”

    นายชาล หวัง
    ผู้อำนวยการ เลพาส ประเทศไทย (Country Director, LEPAS Thailand)

    LEPAS Thailand ขอร่วมส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกคน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะช่วยให้จังหวัดน่านสามารถฟื้นฟูและก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ พร้อมเดินหน้าสู่การกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

    ติดต่อประสานงาน
    คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร. 091-553-9969

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมด้านการตลาด
    คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร. 098-787-9291

    ติดตามข้อมูลข่าวสาร
    Facebook: LEPAS Thailand
    Instagram: Lepas.Thailand
    เว็บไซต์: lepasthailand.com

  • Event - Lifestyle - Luxury

    สยามพารากอน สร้างปรากฏการณ์ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในทุกมิติจากกว่า 45 แบรนด์ระดับโลก 200 Novelties มูลค่าหลายร้อยล้านบาท สู่ 18 The Symposium พร้อมประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลก

    สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก และเป็น Global Luxury Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับแวดวงเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูง อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 พร้อมยกระดับนิยามของวัฒนธรรมนาฬิกา (Watch Culture) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ผ่านการรวมตัวของ 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก เหล่าผู้ทรงอิธิพลในแวดวงนาฬิกา นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจากทั่วโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาระหว่างแบรนด์ผู้สร้างสรรค์ และคอมมูนิตี้นาฬิกาผ่าน The Symposium รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในเรือนเวลาได้สัมผัสผลงานระดับมาสเตอร์พีซและนวัตกรรมล่าสุด ผ่านนิทรรศการและโชว์เคสสุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน

    “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เตรียมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ของการขับเคลื่อนวัฒนธรรมเรือนเวลา
    ระดับโลก ด้วยการต้อนรับพันธมิตรจากวงการนาฬิกาชั้นสูงกว่า 45 แบรนด์ A. LANGE & SOHNE, BIANCHET, BOUCHERON, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE, LOUIS ERARD, PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, and ZENITH.
    รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ AMIDA, BEHRENS, BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, OMEGA, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR, and UNIVERSAL GENEVE.


    พร้อมยกระดับการมีส่วนร่วมของคอมมิวนิตี้นาฬิกาผ่าน “The Symposium” พื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรื่องราวเบื้องหลังศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา โดยผู้บริหารระดับโลก นักสร้างสรรค์นาฬิกา และบุคคลสำคัญแห่งวงการที่จะมามาร่วมถ่ายทอดมุมมองอย่างคับคั่ง และยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมด้วยไฮไลต์สำคัญจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก ทั้งการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่และการเผยโฉมเรือนเวลารุ่นสำคัญครั้งแรกในโลก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของ Bangkok Watch Week ซึ่งไม่เพียงมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมงานมากขึ้นกว่าเท่าตัว โดยครอบคลุมทั้งเมซงระดับตำนานและผู้ผลิตเรือนเวลาอิสระ ยังขยายมิติของ The Symposium และยกระดับประสบการณ์เรือนเวลา ผ่านไฮไลต์สำคัญ ที่จะยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็น Global Watch Destination

    ครั้งแรกของการเผยโฉมเรือนเวลาสุดหรูพร้อมนวัตกรรมล่าสุด
    หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามองของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือการได้รับเลือกให้เป็นเวทีสำหรับการเปิดตัวเรือนเวลาและคอลเลกชันสำคัญจากแบรนด์ระดับโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่มีต่อกรุงเทพฯ และศักยภาพของคอมมูนิตี้นักสะสมจากทั่วโลก โดยแบรนด์กว่า 45 แบรนด์นำ Novelties กว่า 200 เรือน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท มาจัดแสดงที่ประเทศไทย และที่เป็นไฮไลท์พิเศษสุดคือ

    Roger Dubuis ที่เตรียมเปิดตัวคอลเลกชัน “Knights of the Roundtable” เป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของเมซงที่จะพาผู้หลงใหลในเรือนเวลาเข้าสู่โลกแห่งความกล้า ความซับซ้อนทางกลไก และงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ขณะที่ Universal Genève เตรียมสร้างอีกหนึ่งช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในงานนี้ ซึ่งนับเป็นการเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาในภูมิภาคได้สัมผัสการกลับมาของ Maison สำคัญแห่งประวัติศาสตร์นาฬิกาสวิส ผ่านมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับอนาคตของศาสตร์แห่งเรือนเวลา นอกจากนี้เหล่านักสะสมและผู้รักนาฬิกายังจะได้พบกับความพิเศษในโซน “The Exhibition”
    ซึ่งจะนำเสนอเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นลิมิเต็ด มาสเตอร์พีซ เรือนเวลาที่มีความซับซ้อนทางกลไก รวมถึงชิ้นงานหายากและคอลเลกชันอันทรงคุณค่า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    The Symposium เปิดเวทีขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกา โดยผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเรือนเวลาระดับโลก
    หัวใจสำคัญของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือ “The Symposium” ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) และเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์นาฬิกา ผ่านมุมมองของ
    ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์เรือนเวลา และผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงนาฬิกาชั้นสูงระดับโลก สำหรับปีนี้ The Symposium ได้ขยายทั้งจำนวนเซสชันและพื้นที่รองรับผู้เข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาได้สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟได้มากขึ้น รวม 18 Symposium โดยหนึ่งในผู้ร่วมเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ

    Mr.Georges Kern, Group CEO of Breitling ผู้บริหารคนสำคัญแห่งวงการนาฬิกาสวิส ซึ่งจะมาร่วมเปิดมุมมองถึงทิศทางของอุตสาหกรรม ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างแบรนด์นาฬิกาให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนในโลกยุคใหม่ ใน The Symposium on The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture

    รวมถึง Mr. Emmanuel Breguet, Vice President and Head of Patrimony ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ Breguet และมรดกทางนวัตกรรมของ Tourbillon ในวาระครบรอบ The 225th Anniversary of the Tourbillon ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษที่นักสะสมและผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจะได้รับฟังเรื่องราวจากบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ของเมซง
    นอกจากนี้ตลอด 6 วันของการจัดงาน เวที The Symposium ยังมีเซสชันจากเมซงและแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ

    The Symposium on CVSTOS: Beyond Tradition – Material Innovation in Modern Watchmaking with Sassoun Sirmakes – CEO

    The Symposium on Piaget with Pierre Guerrier – Business Developer and Watchmaking Expert

    The Symposium on Universal Genève Returns: The Beginning of A New Era for Le Couturier De La Montre with House of Brands CEO Georges Kern and Universal Genève Managing Director Gregory Bruttin

    The Symposium on Vacheron Constantin with Morgan Maillard – Style and Heritage Expert

    The Symposium on Franck Muller with Nicolas Rudaz – CEO

    The Symposium on Roger Dubuis: Astronomy Meets Geneva Watchmaking Excellence: Introducing the Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar with Jean-Philippe Bonneau – Chief Marketing Officer

    The Symposium on Jacob & Co. Inheriting the Impossible with Benjamin Arabov – CEO

    The Symposium on Grand Seiko: The Evolution of Precision with Takashi Sakamoto – Vice President & Jonathan Bues – Communications and Brand Advisor

    The Symposium on TUDOR: A Century of TUDOR with Cole Pennington

    The Symposium on Gerald Charles with Federico Ziviani – CEO

    The Symposium on Bvlgari: The Art of Time with Emma Behaeghel – Regional Managing Director, Bulgari South Asia Pacific

    The Symposium on Norqain with Tobias Küffer – Vice President


    รวมถึงช่วง Watch Collector Symposium ที่เปิดพื้นที่ให้คอมมูนิตี้นักสะสมได้แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium
    สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้ The Symposium กลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเรื่องราวของนาฬิกา ตั้งแต่แนวคิด งานฝีมือ มรดกของแต่ละเมซง ไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของวงการ Haute Horlogerie

    สัมผัสประสบการณ์ระดับโลก ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ไม่เพียงเท่านั้น Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังเตรียมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสผ่านโซน “The Experience” กิจกรรมแนะนำนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแบรนด์ต่าง ๆ โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “Academy Lounge” โดย Fondation Haute Horlogerie Academy (FHH Academy) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก
    อีกทั้งยังมีอีกหลากหลายกิจกรรมจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสศาสตร์แห่งเรือนเวลาในหลากหลายมิติ ทั้งงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น

    ด้วยการสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา พร้อมสัมผัสนิทรรศการ รวมถึงโชว์เคสสุดพิเศษ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จึงไม่เพียงเป็นเวทีที่แบรนด์และนักสะสมมาพบกัน แต่เป็น Watch Culture Platform ที่เชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ งานฝีมือ มรดกทางวัฒนธรรม และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของโลกเรือนเวลาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเฉลิมฉลองให้กับศาสตร์ ศิลป์ งานฝีมือ และวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิกาแห่งหนึ่งของโลก

    เตรียมพบกับ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาระดับโลก ที่จะขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่ Global Watch Destination ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com
    และ IG: bangkokwatchweek

    #BangkokWatchWeek2026 #SIAMPIWAT #SiamParagon #SiamParagonBangkokWatchWeek2026 #LuxuryWatchDestination

  • Automotive - IT-Technology

    เทคโนโลยีเสริมสร้างความสง่างาม LEPAS พลิกโฉมประสบการณ์การเดินทางแห่งพลังงานใหม่

    ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทั่วโลก LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) น้องใหม่ล่าสุดจาก Chery Auto ได้วางตำแหน่งตนเองในฐานะ “แบรนด์อันดับหนึ่งเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม” บนพื้นฐานของแพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ LEPAS ได้สร้างสรรค์ระบบ

    “Elegant Technology” ที่ครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าหลัก ระบบขับขี่อัจฉริยะ และสถาปัตยกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กลายเป็นการควบคุมรถที่นุ่มนวลหนักแน่น การขับขี่ที่นั่งสบาย และการปกป้องที่รอบด้าน LEPAS จึงทำให้การขับขี่อันสง่างามกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การเดินทางในทุกวัน

    ออกแบบเพื่อการขยายขีดความสามารถและวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง: วางรากฐานอัจฉริยะเพื่อการขับขี่อันสง่างาม

    แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีการขับขี่อันสง่างามเป็นแกนหลัก รองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงตัวถังรถยนต์หลายขนาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคและสถานการณ์การใช้งาน แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEA) แห่งอนาคต ที่ออกแบบขึ้นจากตัวควบคุมโดเมนแบบรวมศูนย์และระบบอีเทอร์เน็ตยานยนต์ระดับกิกะบิต ช่วยให้ตรวจจับการสั่งการของผู้ขับขี่ได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ บนท้องถนน รถยนต์มอบการส่งกำลังที่ราบรื่นเป็นเส้นตรง การบังคับเลี้ยวที่แม่นยำและสม่ำเสมอ ตลอดจนการเบรกที่นุ่มนวลพร้อมการควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถังที่ยอดเยี่ยม สร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่หนักแน่นและเป็นไปอย่างง่ายดาย

    ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรองรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะระดับ Level 2 โดยระบบนำทางอัตโนมัติบนทางหลวง (Highway NOA) มีกำหนดเปิดให้ใช้งานภายในปีนี้ รถยนต์รุ่น LEPAS ที่ติดตั้งระบบจอดรถอัจฉริยะขั้นสูง Super Intelligent Valet Parking (SIVP) จะเปิดตัวในบางตลาดเป็นกลุ่มแรก รองรับการจอดในพื้นที่แคบสุดขีด การนำทางอัตโนมัติภายในอาคารจอดรถ และการจอดรถที่รวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการจอดรถที่หลากหลาย ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านอากาศแบบเต็มโดเมน (Full-domain OTA) ช่วยให้สามารถอัปเกรดฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ ทำให้ประสบการณ์การขับขี่อันสง่างามพัฒนาไปพร้อมกับความต้องการด้านการเดินทางของผู้ใช้งาน

    นวัตกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี: ส่งต่อการเดินทางอันสง่างามสู่ผู้คนทั่วโลก

    เพื่อรองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายในตลาดทั่วโลก แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการปรับจูนตามสภาพการขับขี่ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค และปรับแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับแต่ละตลาดท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างพละกำลัง ระยะทางการขับขี่ และการควบคุมรถ ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อันสง่างามที่สม่ำเสมอในทุกภูมิภาคทั่วโลก รถยนต์รุ่น BEV มาพร้อมชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ 12-in-1 ที่ให้ประสิทธิภาพระบบสูงถึง 90.8% ด้วยความหนาแน่นพลังงานเซลล์แบตเตอรี่ 186 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม แบตเตอรี่รองรับการชาร์จเร็วจาก 30% ถึง 80% ภายใน 20 นาที และสามารถทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างเป็นพิเศษตั้งแต่ -25°C ถึง 55°C ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลาย ส่วนรุ่น PHEV ขับเคลื่อนด้วยระบบ LEPAS Super Hybrid ผสานการส่งกำลังที่ราบรื่นเข้ากับระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจได้ในทุกสภาพแวดล้อม

    ด้านความปลอดภัย แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP ปี 2026 สำหรับระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ระบบ ADAS ได้รับการทดสอบและยืนยันประสิทธิภาพในสถานการณ์จำลองกว่า 1,200 รูปแบบ มอบการช่วยเหลือด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันในหลากหลายสภาวะ ทั้งการเปลี่ยนเลน การตัดผ่านการจราจร และสภาพแวดล้อมที่ทัศนวิสัยต่ำ ขณะที่ระบบตรวจจับผู้ขับขี่ (DMS) ก็ได้รับการยกระดับสู่มาตรฐาน 25 จุดตรวจจับ ระบบปลดล็อคสำรอง 4 ชั้นช่วยเพิ่มการปกป้องผู้ใช้งานในกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง แบตเตอรี่ขับเคลื่อนได้มาตรฐานการป้องกันทั้ง IP68 และ IPX9K พร้อมระบบป้องกันการลุกลามความร้อน (Thermal Runaway) ที่ได้รับการเสริมประสิทธิภาพเป็นพิเศษสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน อุณหภูมิสูง และความชื้นสูง เพื่อรักษาความเสถียรและความน่าเชื่อถือแม้ในสภาวะที่ท้าทายที่สุด

    “Elegant Technology” ของ LEPAS ไม่ได้หมายความเพียงตัวเลขสเปกทางเทคนิค แต่หมายถึงการส่งมอบความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และความหนักแน่นในทุกสถานการณ์การขับขี่ LEPAS เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อมันมอบความสะดวกสบายและความง่ายดายให้กับทุกการเดินทาง ในก้าวต่อไป LEPAS จะยังคงยึดมั่นให้ “Elegant Technology” เป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์ทุกรุ่น พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ประณีต หนักแน่น และสง่างามให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก — พลิกโฉมนิยามของการใช้ชีวิตคุณภาพในยุคพลังงานใหม่

    เกี่ยวกับ LEPAS

    LEPAS คือแบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) น้องใหม่ล่าสุดจาก Chery Auto มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางอันสง่างามให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก ด้วยความตั้งใจที่จะก้าวสู่การเป็น “แบรนด์อันดับหนึ่งเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม” LEPAS ผสานรวมสามองค์ประกอบหลักเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ Leopard Aesthetics (สุนทรียะแห่งเสือดาว) Elegant Technology (เทคโนโลยีอันสง่างาม) และ Exquisite Space (พื้นที่ใช้สอยอันประณีต) เปลี่ยนความสง่างามให้กลายเป็นประสบการณ์การขับขี่ที่สัมผัสได้ มองเห็นได้ และเชื่อใจได้ ด้วยเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการทั่วโลกกว่า 500 แห่งที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง LEPAS กำลังขยายการดำเนินงานสู่ระดับสากลผ่านการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละท้องถิ่น เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในตลาดทั่วโลก

    เกี่ยวกับ Chery Auto

    ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 Chery Auto คือผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนายานยนต์ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และโซลูชันพลังงานใหม่ บริษัทดำเนินธุรกิจในกว่า 130 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายระดับนานาชาติที่แข็งแกร่งด้านการวิจัย การผลิต และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ Chery Auto ครองตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอันดับ 1 ของแบรนด์จีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจระดับโลก “In somewhere, For somewhere, Be somewhere” Chery Auto มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเดินทางอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

  • CSR

    บี.กริม ส่งมอบ “Fountain of Compassion” กลางสวนลุมพินีต่อยอดพื้นที่สีเขียวสู่แลนด์มาร์กพักผ่อนแห่งใหม่สำหรับทุกคน

    จากนโยบายของกรุงเทพมหานครในการสร้างเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ อย่างรอบด้าน บี.กริม องค์กรที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี ส่งมอบ “Fountain of Compassion” หรือน้ำพุแห่งความโอบอ้อมอารี ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เป็นจุดพักผ่อนแห่งใหม่ภายในสวนลุมพินี เติมความสดชื่นและสร้างพื้นที่แห่งความสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ท่ามกลางธรรมชาติใจกลางกรุงเทพมหานคร

    โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นเนื่องในสองวาระสำคัญ ได้แก่ วาระครบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และวาระครบ 100 ปี สวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยอันเกิดจากพระราชดำริของพระองค์ และเป็นพระราชมรดกที่ยังคงสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

    น้ำพุตั้งอยู่ระหว่าง Lumpini Dog Park และทางขึ้นสู่สะพานเขียว เส้นทางเดินและทางจักรยานที่เชื่อมสวนลุมพินีกับสวนเบญจกิติ บริเวณแห่งนี้จึงมีผู้คนหลากหลายแวะเวียนผ่านในแต่ละวัน ทั้งครอบครัว เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ นักวิ่ง นักปั่นจักรยาน ตลอดจนผู้ที่พาสัตว์เลี้ยงมาใช้บริการสวน

    การส่งมอบน้ำพุจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายและอบอุ่น โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานบี.กริม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ หม่อมหลวงสุดาวดี เกรียงไกร คุณนันทินี แทนเนอร์ และนายวันชัย ญาณอุบล ผู้จัดการมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตรา ร่วมชมความงดงามของน้ำพุ พร้อมรับฟังการบรรเลงทรัมเป็ตโดยนักดนตรีจากวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตรา เสียงดนตรี สายน้ำ และพื้นที่สีเขียวจึงหลอมรวมเป็นบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายใจกลางเมือง

    ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า “เราหวังว่าน้ำพุแห่งนี้จะช่วยเติมความสดชื่น ความสงบ และความสุขให้แก่ทุกคนที่มาใช้สวนลุมพินี ทั้งยังเป็นอีกส่วนหนึ่งของความผูกพันที่บี.กริมมีต่อสวนแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา บี.กริมได้สนับสนุนวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตราในการจัด Concert in the Park เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสดนตรีคลาสสิกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงสนับสนุนการบูรณะอาคารบันเทิง หรือ B.Grimm Pavilion ให้กลับมาเป็นเวทีสำหรับดนตรีและศิลปะการแสดงอีกครั้ง เราเชื่อว่าธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีความสุขร่วมกันได้”

    “B.Grimm Fountain of Compassion” เปิดให้ประชาชนและผู้มาเยือนสวนลุมพินีได้สัมผัสแล้ววันนี้ ในฐานะพื้นที่แห่งใหม่ที่เชื้อเชิญให้ทุกคนหยุดพัก สูดลมหายใจ และพบความสดชื่นท่ามกลางจังหวะชีวิตของเมืองใหญ่

  • Education

    บี.กริม สานต่อทุน “Herbert Link” ปี 2569 ส่งเสริมเยาวชนไทยด้านภาษาเยอรมันและดนตรี สานสัมพันธ์ไทย–เยอรมันสู่คนรุ่นใหม่

    บี.กริม เดินหน้าส่งเสริมการศึกษาและสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนไทย ผ่านการสนับสนุน รางวัลทุน “Herbert Link” ประจำปี 2569 แก่นิสิตนักศึกษาที่ศึกษาภาษาเยอรมันเป็นวิชาเอก รวมถึงทุนการศึกษาด้านดนตรี โดยในปีนี้มีนิสิตนักศึกษาได้รับรางวัลรวม 19 คน จาก 9 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และดนตรี ควบคู่กับการสานต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมนี

    พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมสถาบันเกอเธ่ ศูนย์ไทย-เยอรมัน โดยมี นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทน บี.กริม ในการมอบรางวัล พร้อมด้วย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พรสรรค์ วัฒนางกูร นายกสมาคมไทย-เยอรมัน นางสาวอริยา บู๊ค ผู้แทนเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง ผู้แทนมูลนิธิวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน ร่วมเป็นเกียรติในงาน

    รางวัลทุน “Herbert Link” จัดโดย สมาคมไทย-เยอรมัน ร่วมกับมูลนิธิวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน โดยได้รับการสนับสนุนจาก บี.กริม เพื่อยกย่องนิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยเห็นถึงคุณค่าของภาษา วรรณคดี และวัฒนธรรมเยอรมัน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางการศึกษา การทำงาน และเศรษฐกิจ ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและเยอรมันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
    ชื่อของรางวัลตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ เฮอร์เบิร์ต ลิงค์ (Herbert Link) บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของ บี.กริม และบุตรชายคนโตของ อดอล์ฟ ลิงค์ (Adolf Link) เภสัชกรชาวเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในกิจการสยามดิสเป็นซารี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ บี.กริม ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2421 (ค.ศ. 1878)

    ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อดอล์ฟ ลิงค์ ได้กลับมาเปิดกิจการ บี.กริม ในประเทศไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2492 โดยมีเฮอร์เบิร์ต ลิงค์ เข้ามาช่วยดูแลกิจการและมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการเติบโตของ บี.กริม ในยุคต่อมา รางวัล Herbert Link จึงไม่เพียงเป็นการยกย่องความสำเร็จทางการศึกษาของเยาวชน แต่ยังสะท้อนสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเยอรมนีที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านภาษา วัฒนธรรม การศึกษา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม กล่าวว่า “การศึกษาเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เราหวังว่ารางวัล Herbert Link จะเป็นทั้งกำลังใจและแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของกันและกันไม่เพียงเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ แต่ยังช่วยสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างผู้คน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมนี”

    การมอบรางวัลแก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนภาษาเยอรมันเป็นวิชาเอกมีจุดเริ่มต้นจากกิจกรรมมอบรางวัลเรียนดีตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ก่อนเว้นช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2543–2560 และได้รับการนำกลับมาจัดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยสมาคมไทย-เยอรมัน ด้วยการสนับสนุนจาก ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ พร้อมขยายการสนับสนุนไปสู่ด้านดนตรีและศิลปะ

    ในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลประกอบด้วยนิสิตนักศึกษาวิชาเอกภาษาเยอรมันจาก 9 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึง นางสาวฟ้าใส บุรณศิริ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ได้รับทุนการศึกษาด้านดนตรี

    การสนับสนุนรางวัล Herbert Link เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ บี.กริม ในการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 148 ปี ภายใต้ปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” โดยเชื่อมั่นว่าการลงทุนในความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของคนรุ่นใหม่ จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืน

  • Art - Education

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง มุ่งยกระดับการออกแบบผ้าไทยสู่เวทีสากล

    วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    อาทิ คุณอารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวเจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Janesuda นางสาวสรลักษณ์ ติกขะปัญญา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Archive 026 และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TR Tailor

    โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นความมุ่งมั่นที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย

    โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการออกแบบให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนรุ่นใหม่ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ้าไทยให้มีความสวยงาม ทันสมัย สวมใส่ได้จริงทุกเพศทุกวัยและทุกโอกาส และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งหมด 652 ราย/ทีม และมีจำนวนผู้ที่ผ่านการประกวดรอบคัดเลือก คงเหลือ 88 ราย/ทีม

    สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผู้ผ่านเข้ารอบมาร่วมประชันฝีมือและนำเสนอผลงานภาพสเก็ตพร้อมสตอรี่บอร์ดหรือมู้ดบอร์ดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย/ทีม จากทั้งหมด 223 ราย/ทีมที่ส่งเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคกลางจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ราย/ทีม ไปเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป

    #ผ้าไทยใส่ให้สนุก #YoungDesigner2026 #กระทรวงมหาดไทย #กรมการพัฒนาชุมชน

  • Business - SME

    สยามพิวรรธน์ ไอคอนสยาม จับมือ หอการค้าไทย เปิดเวทีผู้ประกอบการไทยผลักดันสินค้าท้องถิ่นคุณภาพจากทั่วประเทศสู่ตลาดโลก ในงาน SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ โดยไอคอนสยาม เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน “SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC” เปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยจากเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC: Young Entrepreneur Chamber of Commerce) จากทั่วประเทศ ได้นำเสนอสินค้าและบริการคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G

    YEC หรือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย เป็นเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภายใต้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่รวบรวมผู้ประกอบการจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกคุณภาพสินค้า ความโดดเด่นของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ และศักยภาพในการขยายตลาด มานำเสนอสินค้าที่สะท้อนคุณค่าและความภาคภูมิใจของแต่ละพื้นที่สู่สายตาผู้บริโภคในวงกว้าง

    การจัดงานครั้งนี้ เป็นผลจากการลงนาม MOU ระหว่างสยามพิวรรธน์ และหอการค้าไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและขยายฐานตลาดให้แก่ผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทยและเครือข่าย YEC นอกจากจะเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้นำธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาดจริงในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถนำผลลัพธ์และประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานไปพัฒนาธุรกิจ ต่อยอดการตลาด และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ภายในงานพบกับสินค้าหลากหลายประเภทที่สะท้อนเสน่ห์และภูมิปัญญาของท้องถิ่นไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าไลฟ์สไตล์ ของใช้ภายในบ้าน ตลอดจนงานหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากวัตถุดิบและเอกลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

    ร่วมอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ ทั้งของกิน ของใช้ งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 ธันวาคม 2569 ณ เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G (ลานเมือง 5)

  • Automotive - Business

    LEPAS เสริมทัพตลาด EV ไทย เตรียมเปิด “L8 – L6 SIVP” ภายในปีนี้ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะ ควบคู่ขยายเครือข่ายและยกระดับบริการ LEPAS Care

    LEPAS (เลพาส) แบรนด์ยนตรกรรมไฟฟ้าระดับพรีเมียม เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีระบบจอดรถอัจฉริยะและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง โดยเตรียมทยอยเปิดตัวภายในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขายทั่วประเทศ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตในประเทศที่โรงงานจังหวัดระยอง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว

    การประกาศแผนธุรกิจครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดย LEPAS นำรถยนต์และข้อเสนอพิเศษมาร่วมสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายผลิตภัณฑ์ การพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย และการเตรียมฐานการผลิตในประเทศไทย

    เดินหน้าขยายธุรกิจ จาก CBU สู่การผลิตในประเทศ

    นายชาล หวัง ผู้อำนวยการ เลพาส ประเทศไทย (Country Director, LEPAS Thailand) กล่าวว่า กลยุทธ์การเติบโตของ LEPAS ในประเทศไทยจะเดินหน้าจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว พร้อมเดินหน้าพัฒนา โปรแกรม LEPAS Care ควบคู่กับการขยายเครือข่ายบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกด้านของการใช้งานและการดูแลรักษารถยนต์

    “แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ต้องมีเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน กลยุทธ์การขยายธุรกิจของเราเริ่มต้นจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ พร้อมสนับสนุนด้วยโปรแกรม LEPAS Care ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายบริการหลังการขายของเรา เพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกด้าน” นายชาล กล่าว

    สำหรับ LEPAS รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็น “พันธมิตรแห่งคุณค่า” (Value Partner) ที่ผสานการออกแบบ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

    เตรียมเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ “LEPAS L8 – L6 SIVP” ภายในปีนี้

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง คือการเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งเป็นรุ่นย่อยของ LEPAS L6 ที่เปิดตัวในประเทศไทยและได้รับการตอบรับจากตลาด

    LEPAS L6 SIVP มาพร้อมเทคโนโลยี Intelligent Pilot ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การเดินทางในเมืองและการจราจรหนาแน่น ไปจนถึงการจอดรถและการเดินทางระยะไกล โดยจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ระบบ SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งผสานการทำงานของระบบ APA (Automated Parking Assist) และ RPA (Remote Parking Assist) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการจอดรถในชีวิตประจำวัน

    นอกจากนี้ LEPAS L6 SIVP ยังมาพร้อมชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) เพื่อเพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในการเดินทางในหลากหลายรูปแบบ

    ขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ตั้งเป้า 50 แห่งทั่วประเทศ

    นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ LEPAS ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์ในประเทศไทย

    นายจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย เลพาส ประเทศไทย เปิดเผยว่า LEPAS ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครบ 50 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2026 โดยปัจจุบันมีผู้แทนจำหน่ายแล้ว 39 ราย คิดเป็น 78% ของเป้าหมาย ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ

    “การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการเติบโตของ LEPAS เราต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ บุคลากร อะไหล่ และอุปกรณ์เฉพาะทางได้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว” นายจิตติศักดิ์ กล่าว

    LEPAS ยังเดินหน้าพัฒนาระบบบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร การบริหารจัดการอะไหล่ และเครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ

    เปิดตัว “ภายในสีดำ” ของ LEPAS L6 ครั้งแรกในงาน BIG MOTOR SALE 2026

    สำหรับผู้ที่สนใจ LEPAS L6 ภายในงาน BIG MOTOR SALE 2026 LEPAS ได้เปิดตัว สีภายในดำ เป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าและตอบรับความต้องการด้านดีไซน์ภายในห้องโดยสารที่หลากหลาย

    ลูกค้าสามารถจอง LEPAS L6 สีภายในดำได้ตั้งแต่วันนี้ และ LEPAS เตรียมทยอยส่งมอบตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2026 เป็นต้นไป

    จัดข้อเสนอพิเศษในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ราคา 799,900 บาท

    LEPAS ยังนำเสนอข้อเสนอพิเศษภายใต้แนวคิดของงาน BIG MOTOR SALE 2026 ที่ต้องการรวบรวมข้อเสนอจากแบรนด์ยานยนต์ไว้ในสถานที่เดียว โดย LEPAS ยังคงราคาโปรโมชั่นพิเศษที่ 799,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้แก่

    • ประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรี 1 ปี
    • เครื่องชาร์จไฟภายในบ้าน (Home Charger) มูลค่า 20,000 บาท ฟรี
    • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) ฟรี 5 ปี
    • รับประกันแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูง (High Voltage Battery) ตลอดอายุการใช้งาน

    ข้อเสนอพิเศษดังกล่าวเป็นแคมเปญเดียวกันสำหรับผู้แทนจำหน่าย LEPAS ทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานด้านข้อเสนอและประสบการณ์การซื้อให้กับลูกค้าอย่างเท่าเทียมกัน

    เดินหน้าสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจและชุมชนของ LEPAS

    นายชาล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการขยายผลิตภัณฑ์และเครือข่ายบริการแล้ว LEPAS ยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบ Co-Branding การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ ตลอดจนความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ในหลากหลายมิติ

    “นับจากนี้ไป เรากำลังสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำ Co-Branding และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไปจนถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ชุมชนแห่งไลฟ์สไตล์อันสง่างามไปด้วยกัน” นายชาล กล่าว

    ด้วยแผนการขยายผลิตภัณฑ์ การเตรียมฐานการผลิตในประเทศ และการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย LEPAS มุ่งสร้างรากฐานการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์การเดินทางของผู้บริโภคในแต่ละช่วงของการใช้ชีวิต

  • Art - Culture - Event

    “THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” เปิดโลกวัฒนธรรมญี่ปุ่น ณ สยามพารากอนจัดเต็มโชว์ซามูไร-นินจา พร้อมนิทรรศการบอนไซหาชมยากอายุกว่า 500 ปี

    เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย- ญี่ปุ่น สยามพารากอน ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี นำเสนอประสบการณ์อันทรงคุณค่า ผ่านตำนานวิถีนักรบญี่ปุ่น ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไรและนินจา พร้อมตื่นตานิทรรศการบอนไซหาชมยากอายุกว่า 500 ปี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    สำหรับพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายเปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี, ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, เพชรรัตน์
    สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และ ธณพร ตันติยานนท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมงานและชมการแสดง

    สยามพารากอน ชวนเปิดประตูสู่โลกแห่งนักรบญี่ปุ่นใน “AWAKEN THE SAMURAI” การแสดง
    สุดพิเศษที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันทรงพลังของซามูไร ผ่านศิลปะการใช้ดาบคาตานะเต็มรูปแบบจาก
    ชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO) สำนักดาบชื่อดังจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้สืบสานศาสตร์การต่อสู้และวัฒนธรรมนักรบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมสัมผัสเรื่องราวแห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และปรัชญาการดำเนินชีวิตของซามูไร ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศญี่ปุ่น พร้อมตื่นตาตื่นใจกับการแสดงศิลปะการต่อสู้จากนินจา ที่เผยให้เห็นความลึกลับของวิชาพรางตัว เทคนิคการต่อสู้ และทักษะการเอาตัวรอดอันเป็นเอกลักษณ์

    วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 14.00 / 17.00 น.

    พบกับการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพลังแห่งดาบ ความงดงามของวัฒนธรรม และเรื่องราวของสองนักรบในตำนาน ที่จะปลุกจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่นให้มีชีวิต

    • The Art of Samurai & Ninja
      ร่วมรับชมศิลปะการต่อสู้อันทรงคุณค่าของซามูไร ผู้สืบทอดจิตวิญญาณและเกียรติยศจาก ขุนศึก คาซุโนริ อาโอกิ (青木一矩) ถ่ายทอดเรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่าง “ซามูไร” ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งเกียรติและแสงสว่าง กับ “นินจา” ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งเงาและกลยุทธ์อันเหนือชั้น ตื่นตาตื่นใจไปกับ
      ศิลปะการต่อสู้ที่ผสานความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และภูมิปัญญาดั้งเ ดิม ของสองนักรบในตำนาน จนกลายเป็นการแสดงที่ทั้งเร้าใจและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น
    • The Way of the Warrior
      สัมผัสการสาธิตศิลปะการใช้ดาบอันทรงพลังและงดงาม ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไร นักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี และวินัยเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมเรียนรู้เรื่องราวและศาสตร์การต่อสู้ของนินจา นักรบเงาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความคล่องแคล่ว ไหวพริบ และกลยุทธ์อันแยบยล ที่ยังคงเป็นตำนานที่น่าหลงใหลมาจนถึงปัจจุบัน

    วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 10.00-20.00 น.

    พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Experience Japanese Craft”
    ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

    • Origami ศิลปะการพับกระดาษอันประณีตที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อน
    • Maneki Neko Workshop สร้างสรรค์ตุ๊กตาแมวกวักและเครื่องรางมงคลจากดินปั้น เพื่อนำพาโชคลาภและความโชคดีติดตัวกลับบ้าน
    • Samurai by Reiner Knizia บอร์ดเกมวางกลยุทธ์ระดับคลาสสิก ที่จะพาคุณร่วมประลองไหวพริบและฝึกการตัดสินใจท่ามกลางบรรยากาศของคอมมูนิตี้ผู้รักบอร์ดเกม พร้อมสร้างประสบการณ์ความสนุกที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และความบันเทิงไว้ในงานเดียว

    “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter
    วันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 I Living Hall ชั้น 3 I เวลา 10.00-20.00 น.

    ร่วมสัมผัสมรดกแห่งกาลเวลาและศิลปะอันทรงคุณค่า “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซญี่ปุ่น พบกับ “The Magnificent Seven” 7 ต้นบอนไซระดับมาสเตอร์พีซของงาน พร้อมคอลเลกชันบอนไซญี่ปุ่นทรงคุณค่าที่หาชมได้ยากในประเทศไทย รวมถึง ต้นประธานอายุกว่า 500 ปีถ่ายทอดความงดงามของกาลเวลา ศิลปะ และปรัชญาแห่งธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงต้นบอนไซทรงคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้และเรื่องราวจากหลากหลายยุคสมัย ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกบอนไซอย่างใกล้ชิด

    Bonsai Exhibition Tour
    ร่วมฟังเรื่องราว ความเป็นมา และเอกลักษณ์ของบอนไซแต่ละต้น ผ่านการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Bonsai Hunter (เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ รอบเวลา 11.00 / 13.00 / 15.00 / 17.00 น.)

    Bonsai Workshop
    เรียนรู้เทคนิคการจัดแต่งและการดูแลรักษาต้นบอนไซจากผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะวันเสาร์ที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 เวล 13.00-15.00 น.) ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Bonsai Hunter

    Bonsai Lucky Draw
    พิเศษ! เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท ภายในงาน รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Lucky Draw เพื่อลุ้นรับบอนไซสนญี่ปุ่นและของรางวัลมูลรวมกว่า 50,000บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด
    นอกจากนี้ สยามพารากอนยังคัดสรรประสบการณ์ความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้จากทุกแง่มุมมาไว้ใน
    ที่เดียว ให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่างครบครัน ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ผ่านร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็น Kinokuniya, Loft, Nintendo Authorized Store by SYNNEX, PRONTO Original, SHIMA Park, UNITED ARROWS และ Waltz พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านอาหารชื่อดัง อาทิ AOI Japanese Restaurant, Domo Yakiniku, Fuji Japanese Restaurant, Henri Charpentier, Hikiniku To Come, Jerome Cheesecake, Kamu Kamu, KANEKO HANNOSUKE, Kanori Hand Roll Bar, KIWAMIYA, Kyo Roll En, MAGURO Kappou, MATCHA EKI, Robata Kitaro Sushi KAGUYA, Shabu Baru, The Grill Tokyo, Tonchin Ramen, Warabimochi Kamakura, Yume Matcha เป็นต้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดฯ ให้คุณได้ดื่มด่ำเสน่ห์วัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ครบทุกมิติ

    ร่วมเปิดประตูสู่โลกแห่งซามูไร สัมผัสความงดงามของศิลปะการต่อสู้ วิถีนักรบ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในงาน “The Wondrous Japan Heritage 2026” ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Siam Paragon
    และ www.siamparagon.co.th

    #SiamParagon #SiamParagonTheWondrousJapanHeritage

  • Food - Lifestyle

    แมริออท บอนวอย ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์สุดพิเศษ รังสรรค์โดย 7 โรงแรมชั้นนำในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

    สัมผัสรสชาติตั้งแต่แบบต้นตำรับไปจนถึงรสชาติร่วมสมัย รังสรรค์ลงในกล่องของขวัญดีไซน์มงคลที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ปีม้าไฟ” ส่งต่อความประทับใจ ณ โรงแรมชั้นนำในกรุงเทพฯ และภูเก็ต

    แมริออท บอนวอย® โปรแกรมการเดินทางที่ได้รับรางวัลมากมายจาก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งรวมกว่า 30 แบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลกเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความงดงามของเทศกาลไหว้พระจันทร์ในประเทศไทยปีนี้ ด้วยคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์เสริมสิริมงคล ณ โรงแรม 7 แห่งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ปีม้าไฟ” ขนมไหว้พระจันทร์ประจำปี 2569 ประกอบด้วยรสชาติตามตำรับดั้งเดิมและไส้สุดสร้างสรรค์ที่ได้รังสรรค์อย่างประณีตด้วยวัตถุดิบสดใหม่ระดับพรีเมียม โดยโรงแรมแต่ละแห่งยังได้เปิดตัวกล่องของขวัญสุดหรู เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญสุดพิเศษให้แก่คนสำคัญ

    ร่วมค้นพบที่สุดแห่งคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีจากห้องอาหารจีนชั้นนำและสถานที่รับประทานอาหารที่ขึ้นชื่อ ในเครือโรงแรมแมริออท บอนวอย ทั่วกรุงเทพ

    ห้องอาหารเดอะ ซิลค์ โร้ด (The Silk Road) ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล นำเสนอ The Athenee Heritage Treasure กล่องของขวัญรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันบรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 8 ชิ้น พร้อมชุดชงมัทฉะ และ The Athenee Signature Box กล่องของขวัญบรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้น

    ห้องอาหารจีนมานโฮ (Man Ho Chinese Restaurant) ห้องอาหารระดับรางวัล ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ นำเสนอคอลเลกชันอันทรงคุณค่า Legend of the Eight Horses ในกล่องสีฟ้าขาวอันวิจิตร บ่งบอกถึงศิลปะเครื่องปั้นดินเผาลายเขียนสีน้ำเงิน (ชิงฮวา)

    ห้องอาหารเย่า (YÀO Restaurant) ห้องอาหารสุดหรู ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ ภูมิใจนำเสนอคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ “Gallop of Grace” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งความเข้มแข็งและการก้าวไปข้างหน้าของม้า ภายในกล่องจัดเป็นผลงานศิลปะจากเยาวชนผู้มีความสามารถที่หลากหลาย ในแนวคิดทางศิลปะของคอลเลกชั่นนี้ตั้งอยู่บนปรัชญา Beyond Limitations หรือ ก้าวข้ามขีดจำกัด สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของผู้คนที่มีความสามารถแตกต่างกัน

    ห้องอาหารพาโกด้า ไชนีส เรสเตอรองท์ (Pagoda Chinese Restaurant) ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค นำโดยเชฟออสการ์ ปันและทีม นำเสนอคอลเลกชัน Moon Blush Collection ที่มาพร้อมรสชาติอันโดดเด่น 6 รสชาติ ผสานความดั้งเดิมเข้ากับรสนิยมร่วมสมัย พร้อมบรรจุในกล่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามของดอกเหมย

    เดอะ เลานจ์ (The Lounge) ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นำเสนอ Limited-Edition Mooncake Collection ในกล่องของขวัญสีแดงสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปีม้าไฟ ภายในกล่องบรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้น โดยสามารถเลือกคละได้จาก 6 รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

    ห้องอาหารเดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table) โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ เปิดตัว The Celestial Carousel ชุดขนมไหว้พระจันทร์สุดสร้างสรรค์ที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ตัวกล่องม้าหมุนสุดเก๋บรรจุขนมไหว้พระจันทร์แบบอบไส้ลาวา 5 ชิ้น อย่างมะม่วงส้มโอและชาอู่หลงพีช พร้อมด้วยขนมไหว้พระจันทร์หิมะ (Snow-skin) 4 รสชาติ เช่น กาแฟมะพร้าว และชาเขียวมัทฉะข้าวคั่ว
    ปิดท้ายด้วยการพานักท่องเที่ยวในภาคใต้มาร่วมค้นพบมรดกทางวัฒนธรรมจีนของเกาะภูเก็ต ณ หมุดหมายอาหารระดับตำนานใจกลางเมืองเก่าภูเก็ต

    ห้องอาหารเย่ว เรสเทอรองท์ แอนด์ บาร์ (Yue Restaurant & Bar) ณ โรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ชวนสัมผัสมรดกวัฒนธรรมจีนของเกาะภูเก็ตด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรลายเซ็น 4 รสชาติ บรรจุในกล่องของขวัญทรงคุณค่า เปลี่ยนประเพณีอันทรงคุณค่าให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวและการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรม

    คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์เหล่านี้พร้อมให้คุณจับจองแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ไม่ว่าคุณกำลังมองหาของอร่อยรสเลิศสำหรับตนเอง หรือของขวัญอันเปี่ยมด้วยความหมายเพื่อมอบให้แก่คนที่คุณรัก ขนมไหว้พระจันทร์จากแมริออท บอนวอย คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคลในปีนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://marriott.com/en-us/dining/campaign/mooncake-thailand.mi
    อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออท บอนวอย ประเทศไทย ได้ที่ https://www.marriott.com/th