Energy

  • Business - Energy

    อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย)” ขยายสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด 5.46 เมกะวัตต์พีค เดินเครื่อง COD ก.ค.2569 นี้

    บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (Amata B.Grimm Power ) ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) กับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 เมกะวัตต์พีค (MWp) กำหนดเปิดดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) วันที่ 30 กรกฎาคม 2569


    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCP ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม” สำหรับบ้านเรือน, อาคารสำนักงาน และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ และตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาด และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก


    ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2569–2573) ของ บี.กริม เพาเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดย 93% ของทุนบริษัทจะทุ่มลงในพลังงานหมุนเวียน ทั้ง Solar Floating, Rooftop Solar, พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) พร้อมตั้งเป้าปรับสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็น ของพอร์ตโฟลิโอ ภายในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green พร้อมมุ่งสู่ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 และช่วยสนับสนุนนโยบายของ MCP ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 (Carbon Neutrality 2030)


    นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า จากสัญญาฉบับแรก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความสนใจในพลังงานสะอาดและได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย Green Energy กับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของโรงงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สูงสุด จึงได้ตัดสินใจขยายปริมาณการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสองบริษัท แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ


    ด้าน Mr. Katsuaki Nakagawa ประธานบริษัท บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MCP มีความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เริ่มติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน และความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ MCP ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ


    MCP มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ MCP แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และอนาคตแห่งพลังงานที่ยั่งยืน”

  • Energy - Environment - Sustainable

    สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ความยั่งยืนระดับโลก ชู “NEXTOPIA” สยามพารากอน เป็นแลนด์มาร์กหลักฉลอง 20 ปี Earth Hour มุ่งหน้าสู่พลังงานสะอาด 100%

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของโครงการระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ประกาศเดินหน้าพันธกิจ ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มกำลัง ร่วมฉลองครบรอบ 20 ปี กิจกรรม Earth Hour ในประเทศไทย โดยคัดเลือก “NEXTOPIA” ณ สยามพารากอน เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์หลัก (Spotlight) ในการรณรงค์ปิดไฟเพื่อโลก พร้อมโชว์ศักยภาพเมืองต้นแบบที่บริหารจัดการด้วยพลังงานสะอาด 100%

    • วิสัยทัศน์แห่งอนาคต: สยามพิวรรธน์กับการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน
      สยามพิวรรธน์ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “ผู้นำแห่งการสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย” ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อม องค์กรมุ่งมั่นบริหารจัดการ ระบบนิเวศพลังงานใจกลางเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการติดตั้งนวัตกรรมโซลาร์รูฟท็อป การใช้ระบบทำ ความเย็นประสิทธิภาพสูง (Chiller Efficiency) และการเปลี่ยนระบบแสงสว่างเป็น LED ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งความสำเร็จที่ผ่านมาสะท้อนได้จากการที่ศูนย์การค้าในเครือได้รับการรับรองการชดเชยคาร์บอน 100% (Carbon Neutral) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในปี 2025
    • Earth Hour: มากกว่าการปิดไฟ คือการสร้างจิตสำนึกร่วมกัน
      กิจกรรม Earth Hour เริ่มต้นครั้งแรกโดย WWF ในปี 2007 ที่ Sydney ประเทศ Australia มีผู้เข้าร่วมกว่า 2.2 ล้านคน และธุรกิจกว่า 2,000 แห่ง ร่วมกัน ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดการใช้พลังงานและ สร้างการรับรู้ เรื่องโลกร้อน ปัจจุบัน Earth Hour ไม่ใช่เพียงการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสร้างความตระหนักรู้ถึงวิกฤตการณ์ภูมิอากาศในระยะยาว ในปีนี้ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ได้รับเกียรติจาก องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประเทศไทย (World Wide Fund For Nature – WWF Thailand) ให้เป็น 1 ใน 5 แลนด์มาร์กสำคัญของไทย ร่วมกับ ไอคอนสยาม วัดอรุณราชวราราม วัดสระเกศ และเสาชิงช้า ในการจัดกิจกรรมปิดไฟประหยัดพลังงาน เพื่อส่งสัญญาณไปถึงคนทั่วโลกให้หันมาใส่ใจ ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างจริงจัง
    • NEXTOPIA สยามพารากอน: พื้นที่ต้นแบบมาตรฐานโลก
      การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากจัดขึ้น ณ NEXTOPIA ซึ่งเป็น “เมืองต้นแบบแห่งโลก อนาคต” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระดับโลกอย่าง EDGE Advanced ด้านการประหยัดพลังงาน และมาตรฐาน Fitwel ที่สะท้อนถึงการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรม Floor Radiant Cooling และเป็นพื้นที่ที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ในปี 2026 นี้ ทำให้การจัดงาน Earth Hour ณ ที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรณรงค์ แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า พื้นที่ค้าปลีก ระดับโลก สามารถดำเนินกิจกรรมควบคู่ไปกับการรักษาโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    • จาก Earth Hour สู่ Earth Everyday: เชิญชวนร่วมสร้างโลกที่ดียิ่งขึ้น
      สยามพิวรรธน์ และ NEXTOPIA ขอเชิญชวนทุกท่านเปลี่ยนความสนุกให้เป็นพลังรักษาโลกผ่านกิจกรรม “Give an Hour for Earth” ตลอด 6 วันเต็ม (24 – 29 มีนาคม 2569) ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน พบกับไฮไลต์กิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ:
      Energy Zone: ร่วมสร้างพลังงานด้วยตัวเองผ่าน Bicycle Energy และ Kinetic Floor
      Nature Documentary: แรงบันดาลใจจากสารคดีระดับโลก One Planet, Jungles และ Freshwater
      Sustainable Workshop: กิจกรรม Plantable Seed Workshop ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง และ Sticker Book for Kid เพื่อปลูกฝังหัวใจสีเขียวให้คนรุ่นใหม่ สยามพิวรรธน์ และ NEXTOPIA สยามพารากอน เชื่อมั่นว่า พลังจากความร่วมมือในกิจกรรม Earth Hour ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่ “Earth Everyday” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคม คาร์บอนต่ำ และสร้างโลกที่ยั่งยืนเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: NEXTOPIA และ SIAMPARAGON

    #SIAMPIWAT #SIAMAPRAGON #NEXTOPIA #EarthHour #WWFThailand
  • Business - Energy

    บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งบริษัทย่อยในมาเลเซีย ลุยจัดหาและค้าส่ง LNG – ก๊าซธรรมชาติ ตอบโจทย์ผู้ผลิตไฟฟ้าและกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ภายใต้ชื่อบริษัท B.Grimm LNG Sdn. Bhd. ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจำนวน 1 ริงกิตมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 1 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ริงกิตมาเลเซีย โดย บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ถือหุ้น 100% ของหุ้นที่ออกทั้งหมด ซึ่งใช้แหล่งเงินทุนหมุนเวียนของ บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด

    สำหรับเป้าหมายในการจัดตั้งบริษัทย่อยในครั้งนี้ เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้า และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศมาเลเซีย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ GreenLeap ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งจัดหาพลังงานที่สะอาด ยั่งยืน มีเสถียรภาพในระดับสูง และราคาที่เข้าถึงได้ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับอนาคต (Sustainable Fuels) โดยอาศัยจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และความร่วมมือที่ยาวนานและแข็งแกร่งกับคู่ค้าและผู้ผลิตอุปกรณ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทดแทน และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก พร้อมบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593) รวมถึงเป้าหมายกำลังการผลิตสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573

  • Energy - Lifestyle - News - Sustainable

    “สยามพิวรรธน์” พลิกเกมวงการ สร้างต้นแบบแรกของโลก “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle” คว้า 2 Global Certificates คือ EDGE และ FITWEL ครั้งแรกให้ประเทศไทย

    สยามพิวรรธน์นำ “NEXTOPIA” ณ สยามพารากอน พลิกโฉมวงการรีเทล สร้างต้นแบบแรกของโลก “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle”  คว้า 2 มาตรฐานสากล EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced และ Fitwel ระดับสูง 2 ดาว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ได้รับรองทั้งอาคารเขียวและการออกแบบเพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน นอกจากนี้ NEXTOPIA เป็นพื้นที่ต้นแบบแรกที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ตั้งแต่ปี 2026 และจะขยายครอบคลุมศูนย์การค้าทั้งหมดภายในปี 2030 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี 2050

    มาตรฐานดังกล่าว ตอกย้ำบทบาทของสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาโกลบอลเดสติเนชั่น และเป็น Game Changer ที่บุกเบิกสร้างต้นแบบ และสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงธุรกิจ ผู้คน ชุมชน และโลกเข้าไว้ด้วยกัน

    NEXTOPIA เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังและศักยภาพของกลุ่มสยามพิวรรธน์ และพันธมิตรชั้นนำในอีโค่ซิสเต็มระดับโลก 50 องค์กรนวัตกรรม พันธมิตร คู่ค้า และ 30 คอมมูนิตี้ของ Friends of NEXTOPIA ที่ได้สร้างสรรค์ภายใต้ Revolutionary Concept ให้เป็นแพลตฟอร์มเพื่อ Co-creating Communities for a Better World นำเสนอไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า จึงได้นำหลักการด้านสุขภาวะมาบูรณาการในทุกขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างที่ใส่ใจทุกรายละเอียด โดยมีการรวบรวมนวัตกรรมล่าสุดที่เป็นมิตรต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างครอบคลุม

    NEXTOPIA ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐาน EDGE ใน 3 ด้านหลัก 
    1 พลังงาน (Energy Efficiency) ออกแบบให้รองรับแสงธรรมชาติและหมุนเวียนอากาศได้ดี ใช้วัสดุ ETFE แทนกระจก และเทคโนโลยีที่ช่วยลดความร้อน ติดตั้งโซลาร์รูฟขนาดใหญ่เพื่อผลิตพลังงานสะอาด ทำให้ช่วยลดการใช้พลังงานในการดำเนินงานได้ 47%

    2 น้ำ (Water Efficiency) เน้นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและลดการสูญเสีย โดยเลือกใช้อุปกรณ์สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ใช้น้ำชนิดประหยัด ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเพิ่มฟองอากาศ  สามารถลดการใช้น้ำได้ 34%
    3 วัสดุ (Materials Efficiency) เลือกใช้สีพิเศษปลอดสารปรอทและตะกั่ว ปล่อยสารระเหยต่ำมาก (Ultra Low VOCs) รวมทั้งการใช้วัสดุรียูส รีไซเคิล และวัสดุธรรมชาติที่มีโครงสร้างที่ทนทาน ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตวัสดุก่อสร้างและตกแต่งได้ 59%  

    NEXTOPIA ยกระดับผู้คนและสุขภาวะ ภายใต้มาตรฐาน Fitwel 
    1 ด้านสุขภาวะ (Well-being) : ส่งเสริมสุขภาพผ่านสภาพแวดล้อมภายในอาคาร 
    • ติดตั้งระบบปรับอากาศขั้นสูง Displacement Air System (DAS) ผสาน Dedicated Outdoor Air System (DOAS) แยกและกำจัดอากาศเก่า สารปนเปื้อน และเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง 
    • มี Floor Radiant Cooling (ระบบความเย็นแบบแผ่รังสีจากพื้น) ให้อุณหภูมิเย็นสม่ำเสมอโดยไม่ใช้การเป่าอากาศผ่านท่อลม (Forced Air) ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ และเชื้อโรค เพื่ออากาศสะอาด  
    • วัสดุทั้งหมดเป็นแบบ Ultra Low VOCs ซึ่งปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในระดับต่ำมาก เพื่อรักษาคุณภาพอากาศ พร้อมด้วยมาตรการทำความสะอาดตาม Fitwel Cleaning Policy 
    • การสื่อสารคุณภาพอากาศและเทรนด์โลกแบบเรียลไทม์ ผ่าน “The Globe” ลูกโลกจำลองจอ LED ขนาดใหญ่ พร้อมกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกคน

    2 สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางกายและความปลอดภัย (Increases Physical Activity)

    • ออกแบบพื้นที่โดยใช้แนวคิด Biophilic พร้อมผสานหลัก Active Design เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น The Spiral บันไดโถงที่เชื่อมต่อพื้นที่ชั้น 4, 5 และ 5A ทำให้คนเลือกเดินขึ้นลงมากกว่าการใช้ลิฟท์ อีกทั้ง The Forest Canopy และ The Ocean Canopy ที่ใช้วัสดุรีไซเคิล รวมถึงขยะจากท้องทะเล มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลป์ที่สวยงาม เพื่อเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ และดึงดูดให้คนใช้เป็นเส้นทางเดินขึ้นชั้น 5A เช่นกัน
    • The Kinetic Floor และ The Energy Playground แค่ทุกคนขยับก็ร่วมกันผลิตไฟฟ้า ส่งเสริมให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นที่สนใจเทคโนโลยีและชอบนวัตกรรมที่สัมผัสได้ 
    • มีพื้นที่ออกกำลังกายและมุมพักผ่อน, กิจกรรมร่วมกับร้านค้าเพื่อสนับสนุนบริการและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น, การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการฉีดวัคซีน
      3 อาหารสุขภาพและน้ำดื่ม (Food & Water) : ส่งเสริมการเข้าถึงโภชนาการและน้ำดื่มที่ดีต่อสุขภาพ
      • สนับสนุนการเลือกทานอาหารที่ดีด้วยเมนูสุขภาพจากทุกร้านค้า พร้อมจุดเติมน้ำดื่ม (Refill Stations) ที่ให้บริการน้ำดื่มคุณภาพสูง 
      • มีตลาดเกษตรกร (Farmers Market) โชว์เคสผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และเวิร์กช็อปอัพไซคลิง (Upcycling) เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งสุขภาพและความยั่งยืน 
      4 สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคมสำหรับกลุ่มเปราะบาง (Supports Social Equity for Vulnerable Populations)     
      • มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบเพื่อรองรับทุกคน เช่น ห้องน้ำที่ได้มาตรฐาน ADA (American with Disabilities Act) สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมถึงห้องให้นมบุตรสำหรับคุณแม่ 
      • ให้การสนับสนุนพื้นที่สำหรับกลุ่มคนด้อยโอกาส เช่น Dots Coffee ที่เป็นร้านกาแฟแรกของโลกที่พนักงานบาริสต้าทุกคนเป็นคนตาบอด และ Autistic Art ที่เป็นแกลลอรี่งานศิลปะจากเด็กออทิสติก
      การสร้าง NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตนี้ สะท้อนถึงแนวคิด วิถีสยามพิวรรธน์ (Siam Piwat Way) พันธกิจที่หล่อหลอมเข้าสู่ทุกกระบวนการทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ด้วยการเป็น ‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’ พื้นที่ที่สร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

  • Business - Energy

    SRTA จับมือ UNISUS เดินหน้าศึกษาพัฒนา Central Utility Plantพลิกโฉมบางซื่อสู่ “เมืองอัจฉริยะต้นแบบ” บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่

    บริษัท ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับโครงการภาคเอกชนรายแรกของเมืองไทย และ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) หน่วยงานที่มีภารกิจในการบริหารทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง (Central Utility Plant: CUP) ในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณบางซื่อกว่า 1,200 ไร่ เพื่อยกระดับพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นศูนย์กลางการเดินทางของกรุงเทพฯ ในอนาคต

    การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะบางซื่อ (Bang Sue Smart City)” ซึ่งทาง SRTA วางแผนที่จะจัดหาการลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการทั้งหมด โดยความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเมืองอัจฉริยะยุคใหม่ อันได้แก่ โรงผลิตความเย็นแบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการปรับอากาศ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานความเย็นเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบจัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสียและผลิตน้ำรีไซเคิล ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบการจัดการขยะ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบเตือนภัยพิบัติและแผนรองรับอุบัติภัย รวมถึงศูนย์จัดการพลังงานอัจฉริยะ
    ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง 3 บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ วิศวกรรม และพลังงาน ได้แก่ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC), อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค และ บี.กริม โดยภายใต้บันทึกข้อตกลงกับ SRTA นี้ ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี มีบทบาทในการจัดเตรียมแนวคิดเบื้องต้นของระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ด้านเทคนิคและด้านการเงิน และนำเสนอรูปแบบการพัฒนาโครงการให้แก่ SRTA


    นายกมล ตันพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี ได้รับความไว้วางใจจาก SRTA ในการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับเมืองอัจฉริยะบางซื่อ เราตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในโครงการเมืองอัจฉริยะเป็นอย่างดี การพัฒนาระบบที่ดีสามารถช่วยลดการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนาเมือง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ เราพร้อมที่จะนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการให้บริการแบบครบวงจรในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเรารับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน ดูแลงานก่อสร้างและบริการด้านวิศวกรรม การวางระบบเพื่อใช้งานจริง ไปจนถึงการบริการในระยะยาว เพื่อเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดแก่ SRTA ในการพัฒนาโครงการต่อไป”
    นายกษพล บวรศรีการ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนาม แต่เป็นการจับมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อผลักดันพื้นที่บางซื่อซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็กต์ขนาด 1,200 ไร่ ให้เติบโตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเดินทางของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โดยต่อจากนี้ทั้งสององค์กรจะลงพื้นที่เพื่อศึกษาร่วมกันและผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะบางซื่อของ SRTA”
    ความร่วมมือของ ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี และ SRTA ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ เช่น การร่วมลงทุน (Joint Venture) ที่ SRTA สามารถนำมูลค่าที่ดินมาร่วมเป็นทุน เพื่อวางระบบสาธารณูปโภคที่มีความคุ้มค่าและรองรับการใช้งานระยะยาว มุ่งสร้างพื้นที่บางซื่อให้เป็นสังคมคุณภาพ ที่อยู่อาศัยและทำงานอย่างสะดวก ปลอดภัย และประหยัดพลังงาน สร้างประโยชน์ให้ทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน ด้วยศักยภาพของทั้งสององค์กร ความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของพื้นที่บางซื่อ ที่กำลังจะก้าวสู่การเป็น “Smart City แห่งใหม่ของประเทศไทย”