Luxury

  • Dining - Food - Luxury

    มื้อนี้อยากใช้เวลากับใคร? ONYX Dining ชวนเลือกประสบการณ์บนโต๊ะอาหารให้ตรงกับทุกโมเมนต์ของคนสำคัญ

    การเลือกร้านอาหารในวันนี้อาจไม่ได้เริ่มจากคำถามเพียงว่า “อยากกินอะไร” แต่รวมถึง “อยากใช้เวลากับใคร” และ “อยากให้มื้อนั้นเป็นแบบไหน” เพราะไม่ว่าจะเป็นมื้อของครอบครัว นัดพบปะเพื่อนฝูง การเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ หรือการใช้เวลาโรแมนติกริมทะเล ต่างต้องการทั้งรสชาติ บรรยากาศ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป

    ครั้งนี้ ONYX Dining ชวนค้นพบหลากหลายรูปแบบของมื้ออาหารจาก อมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok) และ อมารี พัทยา (Amari Pattaya) ตั้งแต่มื้อที่ตอบโจทย์สมาชิกทุกวัย มื้อที่ชวนให้นั่งพูดคุยกันนานขึ้น ไปจนถึงช่วงเวลาที่อยากออกไปลองรสชาติใหม่หรือเปลี่ยนบรรยากาศสู่มื้อริมทะเล เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าแค่มื้ออาหาร แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับคนที่รักและสิ่งที่ชอบ ให้ได้ “more of what you love” ในทุกโอกาส

    มื้อครอบครัวที่ทุกคนบนโต๊ะมีเมนูที่ชอบ — เปรโก้

    เวลาพาครอบครัวออกไปกินข้าว แต่ละคนอาจมีเมนูโปรดไม่เหมือนกัน บางคนอยากกินพิซซ่า บางคนชอบพาสต้า หรือบางคนก็อยากลองเมนูใหม่ๆ เปรโก้ (Prego) ณ อมารี กรุงเทพฯ จึงรวมอาหารอิตาเลียนหลากหลายไว้บนโต๊ะเดียว ตั้งแต่พิซซ่าอบจากเตาฟืน พาสต้าโฮมเมด และอาหารอิตาเลียนคลาสสิก ไปจนถึงเมนูสำหรับเด็กและตัวเลือกอาหารปราศจากกลูเตน รวมถึง Risotto alla Montanara หนึ่งในซิกเนเจอร์ของร้าน บูร์ราตา และทีรามิสุ ให้ทุกคนได้เลือกจานที่ชอบ และใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่

    และเมื่ออยากเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองสู่ริมทะเล เปรโก้ พัทยา พาสต้า แล็บ แอนด์ บาร์ (Prego Pattaya Pasta Lab & Bar) ณ อมารี พัทยา ก็พร้อมต้อนรับด้วยพาสต้าเส้นสดที่ทำภายในร้าน พิซซ่า และอาหารอิตาเลียนคลาสสิกในมุมมองร่วมสมัย ท่ามกลางวิวโค้งชายหาดพัทยาเหนือ ขณะที่ อมาญา (Amaya) นำเสนออาหารไทยและอาหารนานาชาติที่คุ้นเคย เติมเต็มมื้อริมทะเลให้เป็นอีกช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนและใช้เวลาด้วยกันกับครอบครัวหรือคนพิเศษ

    และในเดือนพฤศจิกายนนี้ เปรโก้ เตรียมเปิดทำเลใหม่ ณ อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ (Amari Don Muang Airport Bangkok) เพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับมื้อครอบครัวที่อยากใช้เวลาร่วมกัน พร้อมอาหารอิตาเลียนที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ริมทะเล หรือใกล้สนามบิน

    มื้ออาหารไทยสำหรับช่วงเวลาที่อยากนั่งคุยกันนานขึ้น — ชมสินธุ์

    สำหรับมื้อที่อยากพาผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือเพื่อนต่างวัยมารับประทานอาหารร่วมกัน เสน่ห์ของอาหารไทยอยู่ที่การได้ล้อมวงร่วมรับประทานอาหารหลากหลายจานบนโต๊ะเดียวกัน ทั้งเลือก ตัก และแบ่งปันกันไปพร้อมกับบทสนทนา ชมสินธุ์ (ChomSindh) ณ อมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok) นำเสนออาหารไทยจากแม่น้ำและท้องทะเล อาทิ ผัดไทยไชยากุ้งแม่น้ำ ข้าวต้มชมสินธุ์ นารีกรรแสง กุ้งลายเสือผัดสมุนไพรและเครื่องเทศสูตรโบราณ และ ปลาเก๋าสามรส ผ่านตำรับที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น วัตถุดิบจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น และเทคนิคการปรุงแบบดั้งเดิม ในบรรยากาศร่วมสมัยพร้อมครัวเปิด

    เสน่ห์ของชมสินธุ์ยังเดินทางไปให้ได้สัมผัสผ่านร้านอาหารป๊อปอัป ณ อมารี ยะโฮร์บาห์รู (Amari Johor Bahru) ประเทศมาเลเซีย ตลอดเดือนตุลาคม และอมารี หัวหิน (Amari Hua Hin) ตลอดเดือนพฤศจิกายน เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยที่บอกเล่าเรื่องราวจากแม่น้ำและท้องทะเล พร้อมแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ กับคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมโต๊ะ

    เมื่อหลายจานถูกเลือกมาไว้บนโต๊ะเดียวกัน แต่ละคนจึงได้ลองรสชาติที่หลากหลาย ไปพร้อมๆ กับการนั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราว และใช้เวลาร่วมกันตลอดมื้อ ให้ความอิ่มอร่อยเดินทางไปพร้อมกับความอิ่มใจ

    เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้เป็นโอกาสพิเศษด้วยรสชาติใหม่ — นิลา

    โอกาสสำหรับการฉลองไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะวันเกิดหรือวันครบรอบ แต่สามารถเริ่มต้นจากข่าวดีเล็กๆ การเริ่มต้นสิ่งใหม่ หรือเพียงความตั้งใจที่จะออกไปใช้เวลาด้วยกัน

    นิลา (NILA) ณ อมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok) นำเสนออาหารอินเดียจากหลากหลายภูมิภาคผ่านมุมมองร่วมสมัย เชื่อมโยงรากของตำรับเข้ากับเรื่องราวและความทรงจำ พร้อมรสชาติที่เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับคู่รักหรือกลุ่มเพื่อนที่อยากลองรสชาติใหม่ ๆ โดยมีเมนูตั้งแต่ Fruit Bhel, Kozhi Chuttathu, Meen Pollichathu และ Peri-Peri Jheenga ไปจนถึง Crab Cutlet ที่เหมาะสำหรับเลือกหลายจานมาแบ่งกันชิม ทำให้การออกมาลองรสชาติใหม่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการใช้เวลาร่วมกัน

    มากกว่ามื้ออาหาร คือช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน อีกหนึ่งประสบการณ์จาก ONYX Hospitality Group

    จากมื้อครอบครัวที่ทุกคนเลือกเมนูที่ชอบ การนั่งพูดคุยกันนานขึ้นบนโต๊ะอาหารไทย การลองรสชาติใหม่กับเพื่อน หรือการเปลี่ยนบรรยากาศสู่มื้อริมทะเล อาหารอาจเป็นจุดเริ่มต้นของมื้อ แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละมื้อน่าจดจำ คือช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน

    สำหรับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้บริหารธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู พร้อมทั้งร้านอาหารและสปาในเอเชียแปซิฟิก อาหารเป็นอีกส่วนสำคัญของการเดินทาง จึงพัฒนา ONYX Dining ขึ้นเพื่อรวบรวมร้านอาหารหลากหลายแนวคิดในเครือ ตั้งแต่อาหารอิตาเลียน อาหารไทย และอาหารอินเดียร่วมสมัย ไปจนถึงร้านอาหารริมทะเล พร้อมสร้างตัวตนของแต่ละร้านให้ชัดเจนในแต่ละจุดหมายปลายทาง

    แนวทางนี้สอดคล้องกับธีม More of What You Love ของ ONYX Hospitality Group ซึ่งถ่ายทอดแนวคิดการเลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่แต่ละคนชื่นชอบตลอดการเดินทาง ตั้งแต่อาหารและการพักผ่อน ไปจนถึงกิจกรรม การค้นพบจุดหมายปลายทาง และช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับคนสำคัญสำหรับ

    ทั้งนี้สมาชิก ONYX Rewards สามารถรับส่วนลดค่าอาหาร ณ ห้องอาหารที่ร่วมรายการตามระดับสมาชิก ขณะที่ร้านเปรโก้มอบส่วนลดตั้งแต่10% และสูงสุด 30% สำหรับสมาชิกระดับแพลทินัม นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าพักตามเงื่อนไขที่กำหนด

    ไม่ว่าจะเป็นมื้อแบบไหน คำถามจึงอาจไม่ได้มีแค่ “วันนี้อยากรับประทานอะไร?” แต่อาจเป็น “มื้อนี้อยากใช้เวลากับใคร?”

  • Art - Automotive - Lifestyle - Luxury

    LEPAS (เลพาส) ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งไลฟ์สไตล์ระดับโลก ณ “Global Elegance Promenade” เมืองอู๋หู

    เปิดประสบการณ์ความสง่างามจากหลากวัฒนธรรมทั่วโลก ในงาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week ครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE”

    อู๋หู สาธารณรัฐประชาชนจีน – 8 ตุลาคม 2569 – LEPAS (เลพาส) เตรียมจัดงาน Global Elegant Lifestyle Week ขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18–24 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 2026 Chery International User Summit ไฮไลต์สำคัญของงานคือ “Global Elegance Promenade” ที่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรก ณ เมืองหลัวหลาน (Luolan Town) นครอู๋หู ถนนสายนี้รวบรวมวัฒนธรรมและสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน และชวนผู้มาเยือนค้นพบว่าการใช้ชีวิตอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นั้นมีได้หลากหลายรูปแบบ

    ในฐานะ “แบรนด์ที่ได้รับเลือกเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอย่างสง่างาม” (Preferred Brand for Elegant Mobility Life) เลพาสมองว่าการเติบโตสู่ตลาดโลกเป็นมากกว่าการขยายตลาด แต่คือการก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ความสง่างามไม่มีนิยามเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เลพาสจึงเชื่อมโยงกับชุมชนในแต่ละตลาดผ่านกีฬา ศิลปะ การออกแบบ กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พร้อมร่วมสร้างนิยามแห่งความสง่างามไปกับผู้ใช้ เพื่อให้สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่

    เลพาสพูดคุยกับผู้ใช้อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้จากศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค จึงเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างสง่างามได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้เองก็ได้ก้าวมาเป็น “Global Elegant Lifestyle Partners” หรือพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์แห่งความสง่างามระดับโลก ตลอดสัปดาห์ Global Elegant Lifestyle Week ถนน Global Elegance Promenade จะจัดแสดงความสง่างามในหลากหลายรูปแบบที่พันธมิตรจากทั่วโลกร่วมกันสร้างสรรค์ ทั้งวิถีชีวิตท้องถิ่น ขนบการออกแบบอันมีเอกลักษณ์ กลิ่นหอมประจำวัฒนธรรม ประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟ และเรื่องราวจริงของผู้ใช้ ภายในบรรยากาศที่เปิดกว้าง ผ่อนคลาย และมีสไตล์ ให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมได้มาพบปะกัน

    ตลอดเส้นทางของ Global Elegance Promenade ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสความสง่างามจากทั่วโลกในแบบที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ลวดลายอันประณีตของผ้าไหมยกดอกแบบซ่ง (Song Brocade) และกลิ่นหอมละมุน ไปจนถึงชาเอิร์ลเกรย์ที่จิบในสวนอันร่มรื่น กรอบหน้าต่างสีฟ้า แสงแดดอบอุ่น และชาสมุนไพร สร้างบรรยากาศของยามบ่ายที่ไม่เร่งรีบ ส่วนผืนไหมที่พลิ้วไหวกับกลิ่นกล้วยไม้แผ่ว ๆ ก็มอบอีกมิติหนึ่งของประสบการณ์ ทุกฉากรวมกันถ่ายทอดมุมมองความสง่างามจากโลกตะวันออก ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา ให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบไปทีละก้าว

    Global Elegance Promenade เป็นมากกว่านิทรรศการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงและการร่วมสร้างสรรค์ ที่พันธมิตร Global Elegant Lifestyle Partners มีส่วนร่วมออกแบบและแบ่งปันประสบการณ์ เลพาสตั้งใจนำผู้คนจากหลากพื้นเพทางวัฒนธรรมมาพบกัน ให้ขนบประเพณีและวิถีชีวิตที่แตกต่างได้บรรจบ จุดประกายแรงบันดาลใจให้กันและกัน และเปิดมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างามให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ภายใต้แนวคิด “TOGETHER IN ELEGANCE” งาน LEPAS Global Elegant Lifestyle Week จะรวบรวมผู้ใช้กลุ่มแรกของเลพาสจากทั่วโลก พันธมิตร และสื่อมวลชนในอุตสาหกรรม มาพบปะพูดคุยกันแบบตัวต่อตัว ณ Global Elegance Promenade งานนี้เป็นมากกว่าการรวมตัว เพราะผู้ใช้และแขกจากทั่วโลกจะได้แบ่งปันมุมมองต่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างาม และสำรวจความงามในหลากหลายรูปแบบร่วมกัน ผ่านการพูดคุยและการร่วมสร้างสรรค์ ทุกคนจะร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของการเดินทางอย่างสง่างามในยุคยานยนต์พลังงานใหม่ — หลากหลายวัฒนธรรม หนึ่งเดียวในความสง่างาม

    LEPAS Call Center โทร. 02-007-2077
    Facebook: LEPAS Thailand
    เว็บไซต์: lepasthailand.com
    LINE Official: @lepasthailand

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

  • Hotel - Luxury

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ คว้า One MICHELIN Key 3 ปีซ้อน ตอกย้ำประสบการณ์การเข้าพักที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง

    สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมตลอด 60 ปีของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผ่านการส่งมอบประสบการณ์การพักอาศัยอันสง่างามและการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

    การได้รับรางวัลระดับสากลอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเดินทางรู้จักโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่การได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องย่อมมีความหมายมากไปกว่านั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์การเข้าพักในทุกครั้งที่เดินทาง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัท บริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ประกาศความสำเร็จของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) โรงแรมภายใต้การบริหารของกลุ่ม ซึ่งได้รับรางวัล One MICHELIN Key ประจำปี 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2024 ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพและส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมที่กลุ่มบริษัทสั่งสมมากว่า 60 ปี

    รางวัล MICHELIN Key เป็นการยกย่องโรงแรมที่มอบประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่น โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์สากล 5 ด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายใน คุณภาพและความสม่ำเสมอของการบริการ เอกลักษณ์และบรรยากาศโดยรวม ความคุ้มค่าด้านราคา และการมีส่วนเติมเต็มประสบการณ์ในย่านหรือจุดหมายปลายทางนั้น สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าพักที่น่าประทับใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความงดงามของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ที่ผสานกันเป็นประสบการณ์โดยรวม สำหรับโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ประสบการณ์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านเอกลักษณ์ของการพักอาศัยที่ให้ความสำคัญกับความสง่างาม ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักแต่ละบุคคล

    “3 ปีแห่งการยอมรับ กับคุณภาพการเข้าพักที่มากกว่าความประทับใจครั้งแรก”
    การได้รับรางวัล One MICHELIN Key ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ตอกย้ำว่า โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านประสบการณ์การเข้าพัก อันโดดเด่นในประเทศไทย และความสำเร็จครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมงานในการรักษาคุณภาพการบริการอย่างสม่ำเสมอ
    นอกเหนือจากรางวัล One MICHELIN Key โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ยังเป็นสมาชิกของ Small Luxury Hotels of the World (SLH) ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของโรงแรมและแนวทางการบริการที่ใส่ใจในรายละเอียด การได้รับการยอมรับเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของรากฐานด้านคุณภาพที่โรงแรมใช้ต่อยอดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป

    ในมุมของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการบริหารที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานควบคู่ไปกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ โดยนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาต่อยอดเป็นการบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าพักในแต่ละรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและสร้างความประทับใจได้อย่างต่อเนื่อง
    สำหรับผู้ที่กำลังเลือกโรงแรมเพื่อการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ การใช้เวลาร่วมกับครอบครัว หรือการเดินทางที่ต้องการความสะดวกสบายเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการค้นพบสถานที่แห่งใหม่ แต่คือความมั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่ตั้งใจมอบให้กับการพักผ่อน การได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้นักเดินทางตัดสินใจเลือกที่พักได้อย่างมั่นใจ

    หนึ่งในเสน่ห์ของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) คือการได้พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่สงบและเป็นส่วนตัวบนถนนวิทยุ ขณะเดียวกันยังอยู่ในทำเลใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานเอกอัครราชทูต แหล่งไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร และสถานที่สำคัญต่างๆ ผู้เข้าพักจึงสามารถออกไปสัมผัสสีสันของกรุงเทพฯ นัดพบปะคนสำคัญ หรือกลับมาพักผ่อนอย่างสงบได้ตามจังหวะของตัวเอง พร้อมพื้นที่ที่รองรับการทำงานและการใช้เวลาร่วมกัน รวมถึงการบริการที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับทั้งวันหยุดสั้น ๆ และการใช้เวลาในกรุงเทพฯ นานขึ้น

    “จากมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ สู่การต่อยอดประสบการณ์การเข้าพักในบทใหม่”
    ตลอด 60 ปีของการดำเนินธุรกิจ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้นำประสบการณ์ด้านการบริการมาต่อยอดสู่ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ผ่าน The Art of Intuitive Refinement ที่ให้ความสำคัญกับความสง่างาม ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักในแต่ละช่วงเวลา ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับ More of What You Love แนวคิดของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่ชวนให้ผู้เข้าพักใช้เวลากับสิ่งที่รักในแบบของตัวเอง ตั้งแต่การเลือกใช้เวลาในแบบที่ต้องการ การออกไปค้นพบเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ไปจนถึงการกลับมาสู่ความสงบและเป็นส่วนตัวภายในโรงแรม

  • Dining - Hotel - Lifestyle - Luxury

    พลังแห่งอัตลักษณ์ท้องถิ่น : แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยอนาคตแห่งวงการอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากร้านอาหารแบบดั้งเดิมสู่พื้นที่สังสรรค์ยุคใหม่

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยโฉมรายงานเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ปี 2570 หรือ Future of Food 2027 รายงานล่าสุดที่สำรวจแนวโน้มด้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานฉบับนี้อ้างอิงจากการพูดคุยกับเชฟชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการ และผู้มีอิทธิพลทางด้านอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค ควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกจากโรงแรมในเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ทั่วภูมิภาค โดยเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือการเติบโตและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสถานที่ ในขณะที่การรับประทานอาหารก้าวข้ามขอบเขตของร้านอาหารแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่มีความยืดหยุ่นและเน้นการเข้าสังคม ผู้รับประทานอาหารจึงมองหาประสบการณ์ที่มีความเป็นท้องถิ่น ความดั้งเดิม และความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับจุดหมายปลายทางของตนมากยิ่งขึ้น

    ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เหล่านักชิมกำลังมองหาความดั้งเดิมและการเข้าสังคมมากยิ่งขึ้น ความต้องการลิ้มรสอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมกำลังพุ่งสูงขึ้น โดยโรงแรมที่เข้าร่วมการสำรวจมากถึง 95% ระบุว่า นี่คือแนวโน้มที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของตน ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แขกผู้เข้าพักมารวมตัวกันตามบาร์ เลานจ์ เคาน์เตอร์ และพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรมที่แขกสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างลื่นไหลตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดยุคใหม่ของการรับประทานอาหารที่เรื่องราวเบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนรับประทานและสถานที่ที่พวกเขารับประทานมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

    “ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรากำลังเห็นเทรนด์ที่เปลี่ยนไปสู่ประสบการณ์ที่อบอุ่นเป็นกันเองและมีรากฐานมาจากท้องถิ่น โดยพื้นที่ขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบมาอย่างตั้งใจ ได้เข้ามาแทนที่รูปแบบการรับประทานอาหารแบบทางการแบบเดิม” ปีเตอร์ ราบา (Petr Raba) รองประธานฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “โรงแรมกำลังกลายเป็นนักเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม โดยผสานความสามารถของเชฟท้องถิ่น วัตถุดิบที่จัดหาจากในพื้นที่ และความเชื่อมโยงเข้าไว้ในทุกมิติของประสบการณ์การรับประทานอาหาร เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง”

    กระแสหลักที่กำหนดอนาคตของวงการอาหาร

    1. การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่ (The Spatial Shift)

    การรับประทานอาหารกำลังก้าวข้ามรูปแบบร้านอาหารแบบดั้งเดิม เนื่องจากแขกผู้เข้าพักโน้มเอียงไปทางพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น เข้าสังคมได้ง่าย และขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์มากยิ่งขึ้น ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) เกือบครึ่งหนึ่งของโรงแรมที่สำรวจรายงานว่ามีความต้องการสถานที่แบบลำลอง เช่น เลานจ์ บาร์ และพื้นที่กลางแจ้งที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่แนวคิดใหม่ๆ กำลังเปิดรับพื้นที่ขนาดกะทัดรัด 40 ถึง 60 ที่นั่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในประเทศเวียดนาม โรงแรมที่สำรวจ 71% รายงานว่ามีการเติบโตของการรับประทานอาหารในโซนบาร์และเลานจ์ ซึ่งสะท้อนถึงความดึงดูดใจที่เพิ่มขึ้นของประสบการณ์การรับประทานอาหารที่มีความยืดหยุ่น เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังกำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับทุกด้านตั้งแต่การพัฒนาเมนูและการตลาด ไปจนถึงการจัดสรรพนักงานและข้อมูลเชิงลึกของแขก ซึ่งช่วยให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การมอบการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ร้านอาหารและบาร์ 100% ที่สำรวจในประเทศไทยมีการใช้ AI ในการดำเนินงาน

    • ความได้เปรียบของท้องถิ่น (The Local Advantage)

    อาหารท้องถิ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารทั่วทั้งภูมิภาค 95% ของโรงแรมที่สำรวจพบว่าความต้องการอาหารจานเด่นประจำท้องถิ่นแบบดั้งเดิมในปัจจุบันถือเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความสำคัญเหนือกว่าเรื่องความคุ้มค่าเมื่อแขกต้องเลือกว่าจะรับประทานอาหารที่ไหน โรงแรมต่างๆ กำลังตอบสนองด้วยการสร้างสรรค์เมนูด้วยวัตถุดิบและเรื่องราวที่มีรากฐานมาจากจุดหมายปลายทางนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ที่ห้องอาหาร Hearth โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมืองเพิร์ท เมนูจานเด่นอย่างเป็ด Wagin ท้องถิ่น ไม่เพียงแต่นำเสนอผลผลิตขึ้นชื่อของออสเตรเลียตะวันตก แต่ยังสะท้อนถึงปรัชญาของห้องอาหารที่เน้นวัตถุดิบตามฤดูกาลและท้องถิ่นอีกด้วย นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา โรงแรม 4 ใน 5 แห่งได้นำวัตถุดิบใหม่ๆ ในท้องถิ่นมาใช้ ตั้งแต่ผักจากเกียวโตในญี่ปุ่น ไปจนถึงเกลือทะเลกำปอดในเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากกัมพูชา และเครื่องเทศพื้นเมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เกือบ 75% ระบุว่ามีการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมนูเครื่องดื่มมากขึ้น เทรนด์นี้เด่นชัดมากเป็นพิเศษในอินเดียและอินโดนีเซีย โดยมีความต้องการอาหารท้องถิ่นสูงถึง 71% และ 67% ตามลำดับ ซึ่งตอกย้ำว่านักเดินทางต้องการหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่บอกเล่าเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ อย่างแท้จริง

    • ประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งครบจบใน 99 นาที (99-Minute Fine Dining)  

    อาหารไฟน์ไดนิ่งกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านเวลา โดยหลายๆร้านหันมาเสิร์ฟคอร์สอาหารจานเด่น 4-5 คอร์สที่จบภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงี่ แทน Tasting Menu แบบเดิมที่อาจใช้เวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมงและมีอาหารมากกว่า 10 คอร์ส ข้อมูลจากทั่วภูมิภาคระบุว่า โรงแรมถึง 58% มีระยะเวลาทานอาหารมื้อหรูเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 ชั่วโมง โดยสิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในตลาดไฟน์ไดนิ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่ง 85% ของร้านอาหารใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1.5 ชั่วโมงเท่านั้น และเพื่อปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์นี้ ร้านอาหารต่างๆ จึงเลือกกระชับเมนูให้สั้นลง เพิ่มทางเลือกแบบอะลาคาร์ท (À la carte) และหันมามุ่งเน้นที่ “ช่วงเวลาว้าว” แทนที่จะนับจำนวนคอร์สอาหาร เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ที่ 1 ใน 5 ของร้านได้ลดจำนวนคอร์สลง ในขณะที่ฟิลิปปินส์มีร้านไฟน์ไดนิ่งถึง 30% ที่หันมาเสิร์ฟเมนูแบบอะลาคาร์ท (À la carte) เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ทั้งลดจำนวนคอร์สและลดเวลาบริการให้กระชับขึ้น

    ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากรายงาน

    • กินดี อยู่ดี ตามวัย (Eat Well, Eating Your Age): เรื่องสุขภาพได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกร้านอาหาร โดยวัตถุดิบดั้งเดิมจากภูมิปัญญาอาหารเอเชียแปซิฟิกกลับมาได้รับความสนใจจากนักเดินทางยุคใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันโรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลถึง 97% ที่ได้รับการสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) มีการเสิร์ฟเมนูอาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์รักสุขภาพนี้ยังขยายขอบเขตไปไกลกว่ามื้ออาหาร โดยครอบคลุมไปถึงมินิบาร์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ และบริการเตรียมห้องนอนก่อนนอน ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการนอนหลับและการผ่อนคลายอีกด้วย
    • เมนูยุคใหม่ (The Modern Menu): ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมนูอาหารกำลังได้รับการรังสรรค์ให้มีความโดดเด่นและกระตุ้นประสาทสัมผัสมากยิ่งขึ้น โดยสัมผัสหรือเนื้อสัมผัสของอาหาร (Texture) ได้ก้าวขึ้นมามีความสำคัญเทียบเท่ากับรสชาติ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-forward) ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลักดันให้แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวโครงการ APEC Plant-Forward Program ทั่วภูมิภาคในปี 2570 ส่งผลให้เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงแรมระดับโลกกลุ่มแรกๆ ที่บูรณาการการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักเข้าเป็นรากฐานการดำเนินงานอย่างถาวร
    • เครื่องดื่มทางเลือกแบบไร้แอลกอฮอล์ (Alcohol Alternatives): กระแสเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำและไม่มีแอลกอฮอล์ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเทรนด์เฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของธุรกิจบริการ โดยร้านอาหารและบาร์ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล 42% ที่สำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานว่ายอดขายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตสูงขึ้น ตั้งแต่สปิริตพรีเมียมไปจนถึงการจับคู่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์กับมื้ออาหาร แขกผู้เข้าพักต่างมองหาทางเลือกที่มีความละเมียดละไมและตอบโจทย์การใช้ชีวิต โดยไม่ต้องประนีประนอมเรื่องรสชาติหรือความรื่นรมย์แต่อย่างใด

    อนาคตด้านอาหารและเครื่องดื่ม

    ภูมิทัศน์ด้านอาหารและเครื่องดื่มของเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่ความดั้งเดิมอย่างแท้จริง และความตั้งใจจริง ร้านอาหารและโรงแรมที่จะประสบความสำเร็จในปี 2570 คือผู้ที่เข้าใจแก่นแท้ของสถานที่นั้นๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งวัตถุดิบ วัฒนธรรม และผู้คน แล้วนำมาต่อยอดเป็นประสบการณ์การออกแบบบนพื้นฐานดังกล่าว สถานที่เหล่านี้กำลังรังสรรค์พื้นที่ขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมสร้างการบริการที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงความรู้สึกของแขกเข้ากับจุดหมายปลายทางและอาหาร ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นวงการอาหารในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่การยกโมเดลมาตรฐานสากลทั่วไปมาใช้อีกต่อไป แต่เป็นแหล่งรวมประสบการณ์อันโดดเด่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

  • Exhibition - Luxury

    สยามพารากอน เปิดฉาก “Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่รวมแบรนด์นาฬิการะดับโลก–นักสะสม–Watch Community สร้าง Global Moment กลางกรุงเทพฯ

    สยามพารากอน ตอกย้ำแลนด์มาร์กระดับโลก และ Global Luxury Destination ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เปิดฉากปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาครั้งสำคัญ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการรวมกว่า 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ เหล่าผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงนาฬิกา นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจากทั่วโลก มาร่วมเฉลิมฉลองศาสตร์แห่งเรือนเวลา ผ่านการแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกาบนเวที The Symposium อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเผยโฉมผลงานมาสเตอร์พีซและนวัตกรรมล่าสุดผ่านโชว์เคสสุดพิเศษ เปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในเรือนเวลาได้สัมผัสผลงานใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ระดับโลกเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน

    “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” คือเวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูงซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิกาแห่งหนึ่งของโลก ภายใต้การสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ และ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ โดยมีพันธมิตรจากวงการนาฬิกาชั้นสูงกว่า 45 แบรนด์ ร่วมสร้าง Global Moment ให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ อาทิ A. LANGE & SÖHNE, AMIDA, BEHRENS, BIANCHET, BLANCPAIN, BOUCHERON, BREGUET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHANEL, CHOPARD, CVSTOS, FRANCK MULLER, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GRAND SEIKO, GREUBEL FORSEY, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JACOB & CO., JAEGER-LECOULTRE,  L.LEROY, LOUIS ERARD, MB&F, NORQAIN, ORIS, PANERAI, PARMIGIANI FLEURIER, PIAGET, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN GENÈVE, TAG HEUER, TIFFANY & CO., TUDOR, ULYSSE NARDIN, UNIVERSAL GENÈVE, VACHERON CONSTANTIN, and  ZENITH.

    สำหรับปีนี้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เริ่มต้นด้วย The Opening Symposium “Global Moments Where Time, Culture and Community Converge” ซึ่งได้รับเกียรติจากบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากแวดวงนาฬิกามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาได้แก่ Ms.Aurélie Streit รองประธาน FHH (Fondation Haute Horlogerie) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา, Mr. Wei Koh  ประธานคณะกรรมการตัดสิน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) พร้อมด้วย คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมพูดคุยถึงช่วงเวลาระดับโลกที่ กาลเวลา วัฒนธรรม และคอมมูนิตี้ มาบรรจบกัน

    ทั้งนี้ The Opening Symposium ได้รับเกียรติจาก คุณแคโรไลน์ เมอร์ฟีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์โครงการและพัฒนาธุรกิจ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวต้อนรับและเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่เรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งมุมมองของ Ms. Aurélie Streit ที่ได้ถ่ายทอดบทบาทของ FHH ในการส่งเสริมองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์แห่ง Haute Horlogerie พร้อมกล่าวถึง FHH Academy แหล่งเรียนรู้ที่มุ่งส่งต่อองค์ความรู้และมาตรฐานด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ขณะที่ Mr. Wei Koh ชวนย้อนมองถึง Historic Global Moments ที่สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับวงการนาฬิกาโลก ตั้งแต่เรื่องราวของนวัตกรรมและการคิดค้นเรือนเวลาที่เปลี่ยนวิถีของผู้คน ไปจนถึงช่วงเวลาสำคัญบนเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์นาฬิกา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ยังคงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเรือนเวลามาจนถึงปัจจุบัน

    ด้าน คุณธณพร ตันติยานนท์ ถ่ายทอดมุมมองถึงบทบาทของสยามพิวรรธน์ ในการสร้าง Global Moments ผ่านการขับเคลื่อนคอมมูนิตี้และวัฒนธรรมนาฬิกาโดยมีศูนย์การค้าและพื้นที่สร้างสรรค์ในเครือเป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมชี้ให้เห็นว่า Siam Paragon Bangkok Watch Week คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการเรือนเวลาของโลก ด้วยการนำแบรนด์ระดับโลก ผู้บริหาร นักสะสม ผู้เชี่ยวชาญ และคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาจากหลากหลายประเทศมาพบกันใจกลางกรุงเทพฯ จนเกิดเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เรื่องราว และประสบการณ์ที่ช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาของภูมิภาคนี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับความสนใจจากเหล่าคนรักนาฬิกา นักสะสม ผู้เชี่ยวชาญ และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาที่มารวมตัวกัน ร่วมรับฟังเรื่องราวและมุมมองจากบุคคลสำคัญของวงการ พร้อมแลกเปลี่ยนบทสนทนาและประสบการณ์ระหว่างคอมมูนิตี้อย่างคับคั่ง ก่อนส่งต่อเรื่องราวของเวลา วัฒนธรรม และผู้คน ไปสู่ประสบการณ์แห่งเรือนเวลาตลอด 6 วันเต็มของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

    ครั้งแรกในโลก – ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับเรือนเวลาสุดหรูที่นักสะสมต้องจับตา

    หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เป็นที่จับตาจากนักสะสมและคนรักนาฬิกาทั่วโลก คือการได้รับเลือกให้เป็นเวทีเปิดตัวเรือนเวลาและคอลเลกชันสำคัญจากแบรนด์ระดับโลก โดยแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกว่า 45 แบรนด์นำ Novelties กว่า 200 เรือน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท มาจัดแสดงที่ประเทศไทย ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่มีต่อกรุงเทพฯ และศักยภาพของคอมมูนิตี้นักสะสมจากทั่วโลก โดยเฉพาะไฮไลต์ที่พิเศษสุดคือ Roger Dubuis กับการเปิดตัวคอลเลกชัน “Knights of the Round Table” เป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของเมซงที่จะพาผู้หลงใหลในเรือนเวลาเข้าสู่โลกแห่งความกล้า ความซับซ้อนทางกลไก และงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ขณะที่ Oris แบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระจาก Hölstein ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือนเวลากลไกที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 120 ปี ได้เปิดตัว “Bangkok Limited Edition” นาฬิกา Aquis รุ่นพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแสงสีทองของกรุงเทพฯ ยามพระอาทิตย์ตกและสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของมหานคร พร้อมผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์แห่งเรือนเวลากับเอกลักษณ์ของเมืองได้อย่างงดงาม และยังมีอีกหนึ่งความพิเศษจาก Universal Genève ที่สร้างช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ด้วยเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในงานนี้ ซึ่งนับเป็นการเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาในภูมิภาคได้สัมผัสการกลับมาของเมซงสำคัญแห่งประวัติศาสตร์นาฬิกาสวิส ผ่านมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับอนาคตของศาสตร์แห่งเรือนเวลา

    ไม่เพียงเท่านั้น เหล่านักสะสมและผู้รักนาฬิกายังจะได้พบกับความพิเศษในโซน “The Exhibition” ซึ่งจะนำเสนอเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน มาสเตอร์พีซ เรือนเวลาที่มีความซับซ้อนทางกลไก รวมถึงชิ้นงานหายากและคอลเลกชันอันทรงคุณค่า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือเรือนเวลาจาก Breguet ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านกลไกอันซับซ้อนที่ Breguet สั่งสมและสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยหลากหลายเรือนเวลาหายากและผลงานชิ้นสำคัญจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่จะเผยโฉมให้ผู้รักนาฬิกาได้ชื่มชมอย่างใกล้ชิดตลอดงาน

    18 Symposium ตลอด 6 วัน ขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกา เชื่อมโลกแห่งเรือนเวลาเข้ากับคอมมูนิตี้ 

    นอกจาก The Opening Symposium ในวันเปิดงานแล้ว ตลอด 6 วันของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังมี The Symposium รวม 18 เซสชัน ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารระดับโลก นักสร้างสรรค์นาฬิกา ผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลสำคัญในวงการมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและมุมมอง รวมถึงช่วง Watch Collector Symposium ที่เปิดพื้นที่ให้คอมมูนิตี้นักสะสมได้แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้ The Symposium ของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเรื่องราวของนาฬิกาอย่างแท้จริง ตั้งแต่แนวคิด งานฝีมือ มรดกของแต่ละเมซง ไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของวงการ Haute Horlogerie

    โดยหนึ่งในผู้ร่วมเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ Mr. Georges Kern, CEO of House of Brands  ผู้บริหารคนสำคัญแห่งวงการนาฬิกาสวิส ซึ่งจะมาร่วมเปิดมุมมองถึงทิศทางของอุตสาหกรรม ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างแบรนด์นาฬิกาให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนในโลกยุคใหม่ ใน The Symposium on The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture รวมถึง Mr. Emmanuel Breguet, Vice President and Head of Patrimony ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ Breguet และมรดกทางนวัตกรรมของ Tourbillon ในวาระครบรอบ The 225th Anniversary of the Tourbillon ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษที่นักสะสมและผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจะได้รับฟังเรื่องราวจากบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ของเมซง

    นอกจากนี้ตลอด 6 วันของการจัดงาน เวที The Symposium ยังมีเซสชันจากเมซงและแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ

    • The Symposium on CVSTOS: Beyond Tradition – Material Innovation in Modern Watchmaking with Sassoun Sirmakes – CEO
    • The Symposium on Piaget with Pierre Guerrier – Business Developer and Watchmaking Expert
    • The Symposium on The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture
    • The Symposium on Universal Genève Returns: The Beginning of A New Era for Le Couturier De La Montre with House of Brands CEO Georges Kern and Universal Genève Managing Director Gregory Bruttin
    • The Symposium on Vacheron Constantin with Morgan Maillard – Style and Heritage Expert
    • The Symposium on Franck Muller: Discover the Art of Dial Painting Through Franck Muller’s Artisan Craftsmanship with Nicholas Rudaz – CEO
    • The Symposium on Roger Dubuis: Astronomy Meets Geneva Watchmaking Excellence: Introducing the Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar with Jean-Philippe Bonneau – Chief Marketing Officer
    • The Symposium on Jacob & Co. Inheriting the Impossible with Benjamin Arabov – CEO
    • The Symposium on Grand Seiko: The Evolution of Precision with Takashi Sakamoto – Vice President & Jonathan Bues – Communications and Brand Advisor
    • The Symposium on TUDOR: A Century of TUDOR with Cole Pennington
    • The Symposium on Gerald Charles: Carrying the Legacy Mr. Genta’s Forward: The Ziviani Story and Gerald Charles’ Next Chapter in Asia
    • The Symposium on BVLGARI: The Art of Time with Emma Behaeghel – Regional Managing Director, BVLGARI South Asia Pacific
    • The Symposium on Introducing NORQAIN: The Independent Swiss Watch Brand with Tobias Küffer – Vice President
    • The Symposium on The Life of an ICON: Past, Present & Future with Vacheron Constantin and Franck Muller by FHH
    • The Symposium on The Boundless Creativity of Independent Powerhouses with Ressence, Louis Erard and Gerald Charles by FHH
    • The Watch Collector Symposium on Beyond Collecting: นักสะสม นาฬิกา และคุณค่าของการสะสมนาฬิกา กับ ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน

     “The Experience” ประสบการณ์เหนือระดับ สัมผัสโลกแห่ง Haute Horlogerie อย่างลึกซึ้ง

    สำหรับผู้รักนาฬิกา Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังเต็มไปด้วยประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในโซน “The Experience” กิจกรรมแนะนำนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแบรนด์ต่าง ๆ โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “FHH Academy Lounge” โดย Fondation Haute Horlogerie อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก

    นอกจากนี้ The Experience ยังนำเสนอหลากหลายกิจกรรมจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ที่ออกแบบขึ้นเพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์ของโลกแห่งเรือนเวลาอย่างรอบด้าน ตั้งแต่งานฝีมืออันประณีต ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ซึ่งถ่ายทอดผ่านประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น

    ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานที่นำแบรนด์นาฬิกาชั้นนำและนักสะสมมาพบกันเท่านั้น แต่เป็น “Watch Culture Platform” ที่เชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ งานฝีมือ มรดกทางวัฒนธรรม และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของโลกเรือนเวลาเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมร่วมสร้างหมุดหมายใหม่ให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น Global Watch Destination และหนึ่งในจุดหมายสำคัญบนปฏิทินของวงการนาฬิการะดับโลก

     “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาระดับโลก พร้อมต้อนรับผู้รักและหลงใหลในนาฬิกา ตลอดจนนักสะสมจากทั่วโลกแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Instagram: @bangkokwatchweek

    #BangkokWatchWeek2026 #SIAMPIWAT #SiamParagon #SiamParagonBangkokWatchWeek2026 #GlobalWatchDestination

  • Hospitality - Lifestyle - Luxury

    เมื่อความต้องการได้รับการเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยถึง การดูแลจึงสัมผัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (Oriental Residence Bangkok) ถ่ายทอดบทใหม่ของประสบการณ์การพักอาศัยใจกลางเมืองผ่านแนวคิด The Art of Intuitive Refinement ซึ่งผสานความสง่างามของการพักอาศัยเข้ากับการบริการที่เข้าใจจังหวะของผู้เข้าพักอย่างเป็นธรรมชาติ เคารพความเป็นส่วนตัว และคิดเผื่อในทุกรายละเอียด เพื่อมอบความสบายใจตลอดการเข้าพัก ปรัชญาการดูแลที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ดังกล่าวยังได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยรางวัล One MICHELIN Key ประจำปี 2024 และ 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง รวมถึงการเป็นสมาชิกของ Small Luxury Hotels of the World (SLH)

    หัวใจสำคัญของแนวคิด The Art of Intuitive Refinement คือ The Invisible Hand ที่สะท้อนการดูแลซึ่งไม่จำเป็นต้องปรากฏให้เห็นในทุกขั้นตอน หากแต่ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกได้ว่า ทุกสิ่งรอบตัวได้รับการจัดเตรียมพร้อมไว้อย่างพอดี เพื่อให้ได้ใช้เวลาอย่างเป็นส่วนตัวและไม่ถูกรบกวน ขณะเดียวกันก็ยังมั่นใจได้ว่ามีทีมงานพร้อมดูแลอยู่เสมอ หนึ่งในภาพสะท้อนของแนวคิดดังกล่าวคือ บริการบัตเลอร์ตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับผู้เข้าพักห้องเพรสทีจ คลับ (Prestige Club Room) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยส่วนตัว คอยดูแลตั้งแต่การจัดเตรียมและดูแลสัมภาระ เสื้อผ้า และรองเท้า การสำรองโต๊ะอาหาร ไปจนถึงการคัดสรรสถานที่และประสบการณ์ในกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เข้าพักแต่ละคน เพื่อให้เรื่องต่างๆ ได้รับการจัดการอย่างราบรื่น ก่อนที่จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้เข้าพักต้องเอ่ยขอหรือกังวล

    สำหรับผู้เข้าพักห้องเพรสทีจ คลับ ยังสามารถใช้บริการ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เลานจ์ (Executive Lounge) พื้นที่ส่วนตัวสำหรับการพักผ่อน ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เดินทางมาถึง ไปจนถึงการนัดพบแบบไม่เป็นทางการ พร้อมบริการเช็กอินและเช็กเอาต์ เครื่องดื่มและของว่างตลอดวัน อาฟเตอร์นูนที ตลอดจนค็อกเทลและคานาเป้ในช่วงเย็น ทุกช่วงเวลาภายในเลานจ์ได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนตัวและผ่อนคลาย เพื่อให้ผู้เข้าพักใช้เวลาในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องถูกรบกวน

    ความรู้สึกของการได้รับการดูแลอย่างพอดียังสะท้อนผ่านการออกแบบโรงแรมฯ โดย บาร์บารา แบร์รี (Barbara Barry) ซึ่งถ่ายทอดความสงบผ่านเส้นสายที่อ่อนโยน โทนสีที่อบอุ่น วัสดุธรรมชาติ และการใช้แสงอย่างละเมียด เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง ภายในห้องพัก รายละเอียดต่างๆ ได้รับการเตรียมไว้อย่างพอดีและเรียบง่าย ตั้งแต่เครื่องนอนคุณภาพ ผ้าปิดตา ไปจนถึงเสียงดนตรีที่ได้รับการคัดสรรเพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ให้ผู้เข้าพักได้ตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่นสำหรับวันใหม่

    สำหรับผู้บริหาร นักธุรกิจ ครอบครัว หรือนักเดินทางที่ต้องการที่พักในกรุงเทพฯ หลายวันหรือหลายสัปดาห์ ห้องพักแบบเรสซิเดนซ์ขนาด 1–3 ห้องนอนออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างครบถ้วน ทั้งพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัว และมุมทำงานที่แยกเป็นสัดส่วน ให้สามารถทำงาน ใช้เวลากับครอบครัว หรือพักผ่อนได้ในพื้นที่ของตัวเอง โดยยังคงใช้ชีวิตได้ในจังหวะที่คุ้นเคย และไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพียงเพราะอยู่ระหว่างการเข้าพัก

    ช่วงเวลาต่างๆ ของวันสามารถดำเนินต่อไปภายในโรงแรมฯ ตั้งแต่มื้ออาหารที่ คาเฟ่ แคลร์ (Café Claire) บิสโทรฝรั่งเศสร่วมสมัย ช่วงเวลาสบายๆ ริมสระหรือในคาบาน่าที่ เดอะ เพลย์ เด็ค (The Play Deck) ไปจนถึงเครื่องดื่มและบทสนทนายามเย็นที่ โอเรียนทัล บาร์ (Oriental Bar) ขณะที่สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ฟิตเนส และพื้นที่พักผ่อนต่างๆ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้เว้นจากตารางระหว่างวัน และเลือกใช้เวลาในแบบที่ต้องการ ก่อนเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งความสงบ ที่ความเร่งรีบจากการประชุม การเดินทาง หรือกิจกรรมต่างๆ ในเมืองค่อยๆ จางลง เหลือเพียงเวลาให้ได้หยุดนิ่งและอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง

    ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมโดยรอบยังเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพำนัก ด้วยทำเลบนถนนวิทยุท่ามกลางย่านสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งมอบทั้งความสงบและความเป็นส่วนตัว พร้อมเชื่อมต่อกับย่านธุรกิจ แหล่งช้อปปิ้ง และจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก ในวันที่ต้องการออกไปพบเจอความเคลื่อนไหวของเมือง หรือในช่วงเวลาที่อยากถอยกลับมาสู่ความสงบ สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติที่อยู่ไม่ไกลยังเปิดพื้นที่ให้ได้ใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและกลับมาอยู่กับจังหวะของตัวเอง

    ท้ายที่สุด The Art of Intuitive Refinement อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ทุกอย่างโดดเด่น หากแต่อยู่ที่ศิลปะของการทำให้ทุกสิ่งอยู่ในจุดที่พอดี เมื่อการดูแลเกิดขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยขอ ความเป็นส่วนตัวได้รับการเคารพ และรายละเอียดต่างๆ ได้รับการคิดเผื่อไว้ในทุกขั้นตอน สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงความสะดวกสบาย หากคือเวลาและพื้นที่ที่เป็นของผู้เข้าพักอย่างแท้จริง สำหรับตัวเอง คนสำคัญ และสิ่งที่มีความหมายในแต่ละวัน
    ในพอร์ตโฟลิโอของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่นำเสนอประสบการณ์การพักอาศัยในแบบที่แตกต่าง ด้วยความสงบ ความเป็นส่วนตัว และการดูแลที่ใส่ใจในรายละเอียด เสริมทัพแบรนด์หลักอย่าง อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) และชามา (Shama) เพื่อให้ผู้เข้าพักได้เลือกประสบการณ์ที่เหมาะกับรูปแบบการเดินทางและช่วงเวลาของชีวิตที่แตกต่างกัน และได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่มีความหมายในแบบของตัวเอง สอดคล้องกับแนวคิด “More of What You Love” ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป

  • Event - Lifestyle - Luxury

    สยามพารากอน สร้างปรากฏการณ์ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในทุกมิติจากกว่า 45 แบรนด์ระดับโลก 200 Novelties มูลค่าหลายร้อยล้านบาท สู่ 18 The Symposium พร้อมประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลก

    สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก และเป็น Global Luxury Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับแวดวงเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูง อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 พร้อมยกระดับนิยามของวัฒนธรรมนาฬิกา (Watch Culture) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ผ่านการรวมตัวของ 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก เหล่าผู้ทรงอิธิพลในแวดวงนาฬิกา นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจากทั่วโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาระหว่างแบรนด์ผู้สร้างสรรค์ และคอมมูนิตี้นาฬิกาผ่าน The Symposium รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในเรือนเวลาได้สัมผัสผลงานระดับมาสเตอร์พีซและนวัตกรรมล่าสุด ผ่านนิทรรศการและโชว์เคสสุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน

    “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เตรียมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ของการขับเคลื่อนวัฒนธรรมเรือนเวลา
    ระดับโลก ด้วยการต้อนรับพันธมิตรจากวงการนาฬิกาชั้นสูงกว่า 45 แบรนด์ A. LANGE & SOHNE, BIANCHET, BOUCHERON, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE, LOUIS ERARD, PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, and ZENITH.
    รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ AMIDA, BEHRENS, BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, OMEGA, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR, and UNIVERSAL GENEVE.


    พร้อมยกระดับการมีส่วนร่วมของคอมมิวนิตี้นาฬิกาผ่าน “The Symposium” พื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรื่องราวเบื้องหลังศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา โดยผู้บริหารระดับโลก นักสร้างสรรค์นาฬิกา และบุคคลสำคัญแห่งวงการที่จะมามาร่วมถ่ายทอดมุมมองอย่างคับคั่ง และยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมด้วยไฮไลต์สำคัญจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก ทั้งการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่และการเผยโฉมเรือนเวลารุ่นสำคัญครั้งแรกในโลก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของ Bangkok Watch Week ซึ่งไม่เพียงมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมงานมากขึ้นกว่าเท่าตัว โดยครอบคลุมทั้งเมซงระดับตำนานและผู้ผลิตเรือนเวลาอิสระ ยังขยายมิติของ The Symposium และยกระดับประสบการณ์เรือนเวลา ผ่านไฮไลต์สำคัญ ที่จะยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็น Global Watch Destination

    ครั้งแรกของการเผยโฉมเรือนเวลาสุดหรูพร้อมนวัตกรรมล่าสุด
    หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามองของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือการได้รับเลือกให้เป็นเวทีสำหรับการเปิดตัวเรือนเวลาและคอลเลกชันสำคัญจากแบรนด์ระดับโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่มีต่อกรุงเทพฯ และศักยภาพของคอมมูนิตี้นักสะสมจากทั่วโลก โดยแบรนด์กว่า 45 แบรนด์นำ Novelties กว่า 200 เรือน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท มาจัดแสดงที่ประเทศไทย และที่เป็นไฮไลท์พิเศษสุดคือ

    Roger Dubuis ที่เตรียมเปิดตัวคอลเลกชัน “Knights of the Roundtable” เป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของเมซงที่จะพาผู้หลงใหลในเรือนเวลาเข้าสู่โลกแห่งความกล้า ความซับซ้อนทางกลไก และงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ขณะที่ Universal Genève เตรียมสร้างอีกหนึ่งช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในงานนี้ ซึ่งนับเป็นการเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาในภูมิภาคได้สัมผัสการกลับมาของ Maison สำคัญแห่งประวัติศาสตร์นาฬิกาสวิส ผ่านมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับอนาคตของศาสตร์แห่งเรือนเวลา นอกจากนี้เหล่านักสะสมและผู้รักนาฬิกายังจะได้พบกับความพิเศษในโซน “The Exhibition”
    ซึ่งจะนำเสนอเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นลิมิเต็ด มาสเตอร์พีซ เรือนเวลาที่มีความซับซ้อนทางกลไก รวมถึงชิ้นงานหายากและคอลเลกชันอันทรงคุณค่า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    The Symposium เปิดเวทีขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกา โดยผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเรือนเวลาระดับโลก
    หัวใจสำคัญของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือ “The Symposium” ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) และเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์นาฬิกา ผ่านมุมมองของ
    ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์เรือนเวลา และผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงนาฬิกาชั้นสูงระดับโลก สำหรับปีนี้ The Symposium ได้ขยายทั้งจำนวนเซสชันและพื้นที่รองรับผู้เข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาได้สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟได้มากขึ้น รวม 18 Symposium โดยหนึ่งในผู้ร่วมเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ

    Mr.Georges Kern, Group CEO of Breitling ผู้บริหารคนสำคัญแห่งวงการนาฬิกาสวิส ซึ่งจะมาร่วมเปิดมุมมองถึงทิศทางของอุตสาหกรรม ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างแบรนด์นาฬิกาให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนในโลกยุคใหม่ ใน The Symposium on The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture

    รวมถึง Mr. Emmanuel Breguet, Vice President and Head of Patrimony ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ Breguet และมรดกทางนวัตกรรมของ Tourbillon ในวาระครบรอบ The 225th Anniversary of the Tourbillon ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษที่นักสะสมและผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจะได้รับฟังเรื่องราวจากบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ของเมซง
    นอกจากนี้ตลอด 6 วันของการจัดงาน เวที The Symposium ยังมีเซสชันจากเมซงและแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ

    The Symposium on CVSTOS: Beyond Tradition – Material Innovation in Modern Watchmaking with Sassoun Sirmakes – CEO

    The Symposium on Piaget with Pierre Guerrier – Business Developer and Watchmaking Expert

    The Symposium on Universal Genève Returns: The Beginning of A New Era for Le Couturier De La Montre with House of Brands CEO Georges Kern and Universal Genève Managing Director Gregory Bruttin

    The Symposium on Vacheron Constantin with Morgan Maillard – Style and Heritage Expert

    The Symposium on Franck Muller with Nicolas Rudaz – CEO

    The Symposium on Roger Dubuis: Astronomy Meets Geneva Watchmaking Excellence: Introducing the Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar with Jean-Philippe Bonneau – Chief Marketing Officer

    The Symposium on Jacob & Co. Inheriting the Impossible with Benjamin Arabov – CEO

    The Symposium on Grand Seiko: The Evolution of Precision with Takashi Sakamoto – Vice President & Jonathan Bues – Communications and Brand Advisor

    The Symposium on TUDOR: A Century of TUDOR with Cole Pennington

    The Symposium on Gerald Charles with Federico Ziviani – CEO

    The Symposium on Bvlgari: The Art of Time with Emma Behaeghel – Regional Managing Director, Bulgari South Asia Pacific

    The Symposium on Norqain with Tobias Küffer – Vice President


    รวมถึงช่วง Watch Collector Symposium ที่เปิดพื้นที่ให้คอมมูนิตี้นักสะสมได้แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium
    สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้ The Symposium กลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเรื่องราวของนาฬิกา ตั้งแต่แนวคิด งานฝีมือ มรดกของแต่ละเมซง ไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของวงการ Haute Horlogerie

    สัมผัสประสบการณ์ระดับโลก ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ไม่เพียงเท่านั้น Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังเตรียมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสผ่านโซน “The Experience” กิจกรรมแนะนำนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแบรนด์ต่าง ๆ โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “Academy Lounge” โดย Fondation Haute Horlogerie Academy (FHH Academy) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก
    อีกทั้งยังมีอีกหลากหลายกิจกรรมจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสศาสตร์แห่งเรือนเวลาในหลากหลายมิติ ทั้งงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น

    ด้วยการสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา พร้อมสัมผัสนิทรรศการ รวมถึงโชว์เคสสุดพิเศษ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จึงไม่เพียงเป็นเวทีที่แบรนด์และนักสะสมมาพบกัน แต่เป็น Watch Culture Platform ที่เชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ งานฝีมือ มรดกทางวัฒนธรรม และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของโลกเรือนเวลาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเฉลิมฉลองให้กับศาสตร์ ศิลป์ งานฝีมือ และวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิกาแห่งหนึ่งของโลก

    เตรียมพบกับ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาระดับโลก ที่จะขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่ Global Watch Destination ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com
    และ IG: bangkokwatchweek

    #BangkokWatchWeek2026 #SIAMPIWAT #SiamParagon #SiamParagonBangkokWatchWeek2026 #LuxuryWatchDestination