editor02

  • Business - Energy

    อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย)” ขยายสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด 5.46 เมกะวัตต์พีค เดินเครื่อง COD ก.ค.2569 นี้

    บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (Amata B.Grimm Power ) ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) กับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 เมกะวัตต์พีค (MWp) กำหนดเปิดดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) วันที่ 30 กรกฎาคม 2569


    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCP ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม” สำหรับบ้านเรือน, อาคารสำนักงาน และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ และตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาด และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก


    ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2569–2573) ของ บี.กริม เพาเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดย 93% ของทุนบริษัทจะทุ่มลงในพลังงานหมุนเวียน ทั้ง Solar Floating, Rooftop Solar, พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) พร้อมตั้งเป้าปรับสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็น ของพอร์ตโฟลิโอ ภายในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green พร้อมมุ่งสู่ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 และช่วยสนับสนุนนโยบายของ MCP ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 (Carbon Neutrality 2030)


    นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า จากสัญญาฉบับแรก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความสนใจในพลังงานสะอาดและได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย Green Energy กับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของโรงงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สูงสุด จึงได้ตัดสินใจขยายปริมาณการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสองบริษัท แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ


    ด้าน Mr. Katsuaki Nakagawa ประธานบริษัท บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MCP มีความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เริ่มติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน และความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ MCP ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ


    MCP มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ MCP แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และอนาคตแห่งพลังงานที่ยั่งยืน”

  • Automotive

    LEPAS สร้างนิยามใหม่ของการเดินทางระดับพรีเมียม ด้วย Intelligent LEX Platform พื้นที่อัจฉริยะ และความปลอดภัยระดับห้าดาว

    ในโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม ห้องโดยสารที่คับแคบ การจัดสรรพื้นที่ที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งาน และการต้องเลือกระหว่างสมรรถนะการขับขี่กับความสะดวกสบาย ยังคงเป็นข้อจำกัดที่ผู้ใช้จำนวนมากต้องเผชิญ

    ในฐานะแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) รุ่นใหม่จาก Chery Group LEPAS วางตำแหน่งแบรนด์ในฐานะ “Preferred Brand for Elegant Mobility Life” หรือแบรนด์ทางเลือกอันดับหนึ่งแห่งการเดินทางอันสง่างาม โดยพัฒนารถยนต์บน Intelligent LEX Platform สถาปัตยกรรมยานยนต์ระดับโลกขนาด Full-Size ที่รองรับพลังงานได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมนำแนวคิด Spatial Intelligence หรืออัจฉริยภาพแห่งพื้นที่ใช้สอย มาสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ และยกระดับมาตรฐานของการเดินทางระดับพรีเมียมในยุคปัจจุบัน


    Intelligent LEX Platform ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ Native Architecture ที่ออกแบบมาเพื่ออนาคต โดยผสานแนวคิด Spatial Intelligence เข้าไว้ในโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มตั้งแต่ต้น ช่วยแก้โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มักต้องแลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่ใช้สอยและสมรรถนะการขับขี่ พร้อมมอบประสิทธิภาพด้านพื้นที่ระดับแนวหน้าของกลุ่มรถ ควบคู่กับประสบการณ์ Elegant Driving ที่นุ่มนวล มั่นคง และเหนือระดับ สร้างประสบการณ์การเดินทางที่สง่างามและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น


    ความสง่างามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความสบายทั้งด้านพื้นที่และความรู้สึก ด้วยการออกแบบสัดส่วนระยะฐานล้อต่อตัวถัง (Wheelbase-to-Body Ratio) และการจัดวางห้องโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ Intelligent LEX Platform ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในให้มากที่สุดภายใต้ขนาดตัวรถเดียวกัน ขจัดข้อจำกัดที่พบได้บ่อยในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง “ตัวรถใหญ่ แต่พื้นที่ภายในไม่สัมพันธ์กับขนาดภายนอก”

    ด้วยสถาปัตยกรรมที่ออกแบบสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่โดยเฉพาะ (New Energy-Oriented Architecture) แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมพื้นห้องโดยสารแบบเรียบตลอดทั้งคัน (Full-Domain Ultra-Flat Floor Design) ช่วยกำจัดอุโมงค์กลางที่มักพบในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความโปร่งโล่ง ใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเพิ่มความสะดวกสบายในการโดยสารอย่างชัดเจน


    การจัดวางพื้นที่ภายในที่กว้างขวางช่วยให้ผู้โดยสารตอนหลังสามคนสามารถนั่งได้อย่างสบาย พร้อมพื้นที่วางขาที่เหลือเฟือ ลดความอึดอัดตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางกับครอบครัว การท่องเที่ยว การตั้งแคมป์ หรือการเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง พื้นที่ภายในยังสามารถรองรับสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก ทั้งรถเข็นเด็ก อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง หรือกระเป๋าเดินทาง ทุกตารางนิ้วของห้องโดยสารถูกออกแบบให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า รองรับการเดินทางและการใช้ชีวิตในทุกสถานการณ์อย่างแท้จริง


    อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ Intelligent LEX Platform คือความยืดหยุ่นในการรองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบไฮบริดและระบบไฟฟ้าล้วน (BEV) ผ่านการออกแบบแพ็กแบตเตอรี่แบบมาตรฐานและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ที่มีการบูรณาการสูง ช่วยให้สามารถพัฒนารถยนต์ได้หลายรูปแบบบนแพลตฟอร์มเดียวกัน โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ใช้สอยหรือสมรรถนะการขับขี่ มอบอิสระในการเลือกเทคโนโลยีการเดินทางที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน


    ความมั่นใจในการขับขี่และเสถียรภาพบนท้องถนน เริ่มต้นจากรากฐานด้านความปลอดภัยของโครงสร้าง Intelligent LEX Platform ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Safety First โดยจัดสรรพื้นที่โครงสร้างอย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องทั้งแบตเตอรี่และผู้โดยสาร พร้อมใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษ ร่วมกับโครงสร้างป้องกันเฉพาะทาง ส่งผลให้แพลตฟอร์มมีศักยภาพในการผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวของ Global NCAP ช่วยปกป้องทั้งระบบแบตเตอรี่และห้องโดยสารอย่างรอบด้าน เปลี่ยนความก้าวหน้าทางวิศวกรรมให้กลายเป็นความอุ่นใจที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้จริง
    นอกเหนือจากเทคโนโลยีและวิศวกรรม LEPAS ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ผสานอารมณ์และความงดงามผ่านปรัชญา Leopard Aesthetics ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความคล่องแคล่ว สง่างาม และทรงพลังของเสือดาว ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาการออกแบบที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว

    รายละเอียดการออกแบบที่โดดเด่นประกอบด้วยไฟ Daytime Running Light รูปทรงตัว V ที่สะท้อนภาพลักษณ์เฉียบคมและมั่นใจ กระจังหน้าทรงโค้งมนพร้อมรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานจิวเวลรี่ระดับพรีเมียม ตลอดจนตัวถังที่กว้างและไฟท้ายแบบ Full-Width Light Bar ที่ช่วยเสริมบุคลิกอันเรียบหรู ทันสมัย และโดดเด่นบนท้องถนน


    ด้วยพลังของ Intelligent LEX Platform LEPAS ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมสู่ประสบการณ์การใช้งานจริง ผ่านพื้นที่อัจฉริยะที่กว้างขวางและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบขับเคลื่อนที่รองรับพลังงานหลากหลายรูปแบบ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวที่ได้รับการออกแบบอย่างรอบด้าน รองรับทุกการเดินทางตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงการเดินทางกับครอบครัว เพื่อให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ความสะดวกสบาย และสะท้อนตัวตนของ Preferred Brand for Elegant Mobility Life ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

  • Beauty

    ยุคทอง T-BEAUTY คำตอบเทรนด์บิวตี้ของคนไทย ที่ได้ไปต่อ!

    เมื่อกระแสความงามแบบไทย T-Beauty ณ ตอนนี้พุ่งทยานกันแบบฉุดไม่อยู่เรียกได้ว่าหลากหลายแบรนด์ไทยแข่งขันกันสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพ คุ้มราคา มาเสิร์ฟผู้บริโภคกันแบบไม่มีพัก จนหลายแบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดและได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงปรากฏอยู่ในมือของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังทั่วโลก


    NINE BEAUTY โซนบิวตี้ภายในร้าน CJ MORE มุ่งสู่การเป็น T-Beauty Destination จุดหมายสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพ ที่ผ่านการคัดสรรอย่างเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของคนไทย เชื่อว่า T-Beauty ในวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแบรนด์ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจและตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพอากาศ โทนสีผิว หรือพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง เห็นผลจริง และเข้าถึงได้ในราคาที่คุ้มค่า


    จึงพร้อมเป็นพื้นที่สนับสนุนและผลักดันศักยภาพของแบรนด์ความงามให้เข้าถึงผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพราะ NINE BEAUTY เชื่อว่าความงามที่ดีที่สุด คือความงามที่เข้าใจคนไทยอย่างแท้จริง


    เราจึงพร้อมเป็นจุดหมายแห่งการค้นพบ T-Beauty ที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ค้นพบแบรนด์ไทยคุณภาพและไอเทมความงามที่ตอบโจทย์คนไทยได้แล้ววันนี้ที่ NINE BEAUTY ในร้าน CJ MORE กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ

  • Hotel - Lifestyle

    โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ และดับเบิ้ลยู เกาะสมุย เผยไฮไลต์กิจกรรม “Stand for Love” ตลอดเดือนมิถุนายน ครอบคลุมตั้งแต่เมนูมาการิต้าซิกเนเจอร์ แฟชั่นโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไปจนถึงเวทีสนทนาที่จุดประกายแรงบันดาลใจ

    ดับเบิ้ลยู โฮเทล ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของ แมริออทบอนวอย ซึ่งมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกกว่า 30 แบรนด์ ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month ในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ด้วยแคมเปญ “Stand for Love” แคมเปญเชิงประสบการณ์สุดพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกถึงตัวตนอย่างอิสระ พร้อมจุดประกายบทสนทนาอันทรงคุณค่าผ่านหลากหลายกิจกรรมน่าสนใจ ณ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ และโรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย

    นับตั้งแต่ก่อตั้ง ดับเบิ้ลยู โฮเทล ยืนหยัดในการเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและพร้อมต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยยึดมั่นในคุณค่าของความเป็นตัวของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และเสรีภาพในการแสดงออก การสนับสนุนชุมชน LGBTQIA+ จึงฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของแบรนด์อย่างแท้จริง ดับเบิ้ลยู โฮเทล ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกเท่านั้น แต่เรายังร่วมเฉลิมฉลองในทุกตัวตนอย่างไม่มีเงื่อนไข และในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งเทศกาล Pride Month ทั่วโลก ดับเบิ้ลยู โฮเทล พร้อมร่วมเป็นกระบอกเสียงสำคัญผ่านกิจกรรมหลากหลายสีสันตลอดทั้งเดือน เพื่อขับเคลื่อนความเท่าเทียม และสร้างความตระหนักรู้ถึงความท้าทายต่างๆ ที่ชุมชน LGBTQIA+ ยังคงต้องเผชิญ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

    ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ดับเบิ้ลยู โฮเทล และแคมเปญ Pride

    • การเฉลิมฉลอง Pride: ดับเบิ้ลยู โฮเทล ต้อนรับเดือนมิถุนายนนี้ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Stand for Love” พร้อมกันทั่วโลก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและยืนหยัดเคียงข้างชุมชน LGBTQIA+ อย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนคุณค่าด้านความเท่าเทียม
    • วัตถุประสงค์และพันธกิจ: มุ่งส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง
    • สร้างสรรค์ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์: เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งผ่านประสบการณ์ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตื่นตาตื่นใจไปกับพื้นที่ Living Room ที่มีชีวิตชีวา และพร้อมตอบสนองทุกความต้องการด้วยบริการระดับตำนานอย่าง Whatever/Whenever®
    • การผสานเสน่ห์ท้องถิ่นและมาตรฐานระดับโลก: ทุกจุดหมายปลายทางดับเบิ้ลยู โฮเทล ได้หลอมรวมพลังอันโดดเด่นและทันสมัยของแบรนด์ เข้ากับอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว เพื่อเปิดมุมมองใหม่และจุดประกายแรงบันดาลใจ

    เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์และเฉลิมฉลองแคมเปญ Stand for Love กับ ดับเบิ้ลยู โฮเทล ในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และเกาะสมุย

    Stand for Love ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ

    • นิทรรศการศิลปะ ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge) และ เดอะ เฮ้าส์ ออน สาทร (The House on Sathorn): วันที่ 6 – 30 มิถุนายน
    • Connectors Brunch พร้อมการแสดงพิเศษ ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table): วันที่ 6 มิถุนายน (12.30 – 15.30 น.)
    • แฟชั่นโชว์โดย Eric Raisina ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table): วันที่ 13 มิถุนายน
    • โปรแกรม Elixirs ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge): วันที่ 20 มิถุนายน
    • กิจกรรม Stand for Love Run: วันที่ 28 มิถุนายน (6.00 – 9.00น.)

    โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ โรงแรมดีไซน์โดดเด่นที่ผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์ใจกลางเมือง ผู้เข้าพักและลูกค้าสามารถร่วมชม นิทรรศการศิลปะ (Art Installations) ตลอดช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งรังสรรค์โดย Bill Bensley นักออกแบบตกแต่งภายในชื่อดังระดับโลก และคุณนิ่ม แก้วตระการ ผู้บุกเบิกงานอัปไซคลิง (Upcycling) ที่จะมาเนรมิตพื้นที่ของโรงแรมให้เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด ในวันที่ 6 มิถุนายน เตรียมพบกับ Connectors Brunch บุฟเฟ่ต์มื้อสายสุดสัปดาห์ยอดนิยมเวอร์ชั่นพิเศษที่ห้องอาหาร เดอะ คิทเช่นเทเบิ้ล (The Kitchen Table) ที่่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม รวมไปถึงแพ็กเกจเครื่องดื่ม การแสดงแดร็กควีนระดับไอคอน และดนตรีจากดีเจ

    วันที่ 13 มิถุนายน ร่วมสัมผัสความตระการตาของ แฟชั่นโชว์ โดย Eric Raisina ดีไซเนอร์และศิลปินสิ่งทอระดับโลก ต่อเนื่องในวันที่ 20 มิถุนายน ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge) ซึ่งจะเนรมิตค่ำคืนแห่งค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ โดยบาร์เทนเดอร์รับเชิญจากชุมชน LGBTQIA+ มาร่วมถ่ายทอดสีสันใหม่ให้กับวงการมิกโซโลจี และในวันที่ 28 มิถุนายน ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Stand for Love Run นำโดยคุณ Meepik อินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์และสุขภาพ กิจกรรมที่เปี่ยมพลังซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกเพศทุกวัยได้ร่วมเคลื่อนไหวอย่างมีความหมาย พร้อมส่งเสริมมิตรภาพและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

    Stand for Love Beach ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย

    • โปรแกรม Elixirs: วันที่ 1 – 30 มิถุนายน
    • นิทรรศการศิลปะ: วันที่ 1 – 30 มิถุนายน
    • Stand for Love Session กับ Kelio และ Ryann: วันที่ 13 มิถุนายน (17.00 – 18.00 น.)
    • ดนตรีโดยดีเจ Groove และดีเจ Gregory ที่ Sip Beach: วันที่ 13 มิถุนายน (19.00 น.)
    • Innerdance Workshop กับ Caro: วันที่ 11 มิถุยายน (16.30 – 18.00น.)

    โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย รีสอร์ทไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรีที่โดดเด่นด้วยพูลวิลล่าส่วนตัว สระว่ายน้ำ และวิวทะเล เชิญชวนคนที่คุณรักมาร่วมเฉลิมฉลองตลอดเดือนมิถุนายนกับโปรแกรม Elixirs ผ่านเมนูค็อกเทลสีสันสดใสและความบันเทิงที่เต็มไปด้วยพลัง นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน กิจกรรม Stand for Love Beach จะเปลี่ยนชายหาดสีทองของรีสอร์ทให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะที่มีชีวิต ถ่ายทอดผ่านผลงานศิลป์แนวออร์แกนิกและประติมากรรมดอกไม้

    บรรยากาศเฉลิมฉลองของเทศกาล Pride Month จะยิ่งเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟและเข้มข้นขึ้นในค่ำคืนวันที่ 13 มิถุนายน มาร่วมเปิดฉากด้วยบทสนทนาที่มีความหมาย ก่อนไปสนุกกันต่อกับปาร์ตี้สุดเจิดจรัส เริ่มต้นค่ำคืนด้วย Stand For Love Session พื้นที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์และการเป็นตัวของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ พร้อมพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ Kelio และ Ryann คู่รัก LGBTQIA+ ที่จะมาสะท้อนเรื่องราวและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายที่ชุมชนยังต้องเผชิญในปัจจุบัน ผู้ร่วมภายในงานจะได้อิ่มอร่อยไปกับเครื่องดื่มและของว่างรสเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยการแบ่งปันเรื่องราว เพื่อให้ทุกเสียงมีความหมายและถูกรับฟังอย่างแท้จริง ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขและความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเสียงดนตรีสุดมันส์จากดีเจที่ Sip Beach

    วันที่ 11 มิถุนายน มาร่วมปลุกทุกประสาทสัมผัสให้ตื่นรู้ไปกับ Innerdance Workshop กิจกรรมที่จะพาคุณดำดิ่งสู่ห้วงเวลาแห่งการเยียวยา ผ่านการผสมผสานอย่างลงตัวของเสียงดนตรี คลื่นเสียง และพลังงานบำบัด โดยมี Caro เป็นผู้ปรนนิบัติและนำทางทุกท่านเดินทางเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อก้าวข้ามและปลดปล่อยทุกความรู้สึกภายในใจให้ไหลเวียนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติ

    แบรด เอ็ดแมน (Brad Edman) รองประธานกรรมการบริหารประจำภูมิภาคไทย กัมพูชา ลาวและเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ดับเบิ้ลยู โฮเทล มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นกระบอกเสียงและสนับสนุนสิทธิของชุมชน LGBTQIA+ ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษเหล่านี้ในประเทศไทย สำหรับเรา Pride Month คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความสุขในการอยู่ร่วมกันและเสรีภาพในการเป็นตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าในอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังคงมีสิ่งที่เราต้องขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการยอมรับอย่างแท้จริง ซึ่งดับเบิ้ลยู โฮเทล หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แคมเปญ Stand for Love จะช่วยส่งต่อข้อความแห่งอิสรภาพและการเชื่อมโยงผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันอย่างกว้างขวาง”

    ดับเบิ้ลยู โฮเทล ขอเชิญชวนแขกผู้เข้าพักทุกท่าน ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมเฉลิมฉลองและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในเทศกาล Pride Month ในประเทศไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมที่โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/offers/stand-for-love-off-229190/bkkwb-w-bangkok) และที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/offers/pride-month-activation-off-228280/usmwh-w-koh-samui)

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.marriott.com/diversity/diversity-and-inclusion.mi

  • Business - Exhibition

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” สานต่อความสำเร็จ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ชู “ต้าห์อู๋-ออฟโรด” ต่อยอดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” เดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่ ตอกย้ำน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ

    นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มพูลผล” เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งน้ำมันพืชกุ๊ก ได้ยกทัพนวัตกรรมสินค้าพร้อมรังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่โดดด่นทั้งเรื่องสุขภาพและความอร่อยนำไปเสิร์ฟให้กับผู้เข้าชมงาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักธุรกิจด้านอาหารจากทั่วโลกเข้ามาร่วมเจรจาการค้า รวมถึงผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธ และช้อปสินค้ากันอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บริษัทฯ ได้เตรียมกลยุทธ์การสื่อสารจากนี้ ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” (Cook Fusion Happiness) โดยนำ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” และ “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” สองหนุ่มสุดฮอต Friend of COOK ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อกลางปีที่แล้ว กลับมาเป็นตัวแทนในเรื่องสื่อสารเรื่องราวของน้ำมันพืชกุ๊กอีกครั้ง หลังจากได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคและกลุ่มแฟนคลับ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของกุ๊กให้มีความทันสมัย พร้อมขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สำหรับปีนี้ทั้งคู่จะมาเสิร์ฟเมนูอาหาร และความสนุกหลากหลาย พร้อมผสมผสานให้การทำอาหารสนุกขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการจับคู่วัตถุดิบแบบไร้ขีดจำกัด อัพเวลให้เมนูจานโปรดด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก ภายใต้แนวคิด “ผสานความต่างให้อร่อยลงตัว” สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของทั้งคู่ ที่แม้มีความแตกต่างแต่ลงตัว เช่นเดียวกับที่น้ำมันพืชกุ๊กที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันคาโนลา ที่สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง เมนูทอด ผัด และอีกหลากหลายเมนู

    นายเพชร กล่าวว่า ทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่สนใจการทำอาหาร มีภาพลักษณ์สดใส ร่าเริง และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของน้ำมันพืชกุ๊ก ที่มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคอยู่เสมอ จะช่วยตอกย้ำคีย์เมสเสจหลักว่าการปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก คือ “ความสุขที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน”


    จากนี้บริษัทฯ ได้เตรียมกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย พร้อมร่วมสนุกกับกลุ่มแฟนคลับและผู้บริโภคทั่วไปอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook, IG, Tiktok : COOK HEALTHY FAMILY เร็วๆ นี้

  • Lifestyle - Marketing

    ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส จัดเต็มความคุ้มกลางปี ชวนอิ่มอร่อย ช็อปสนุกใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมโปรโมชั่นพิเศษตลอดแคมเปญ

    ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ เติมความสุขกลางปี ชวนทุกคนมาอิ่มอร่อยและเพลิดเพลินกับการช็อปปิงในบรรยากาศสุดครบครัน ด้วยการรวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มชื่อดังที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของภาครัฐ ให้เลือกใช้สิทธิได้อย่างเต็มอิ่ม พร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษตลอดช่วงกลางปี เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
    ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการภาครัฐที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569


    โดยผู้ได้รับสิทธิจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส สามารถใช้สิทธิอิ่มอร่อยและช็อปของฝากสไตล์ไทยกว่า 60 ร้านค้า ณ
    เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม โดยมีร้านค้าร่วมโครงการหลากหลาย อาทิ โซนภาคกลาง ได้แก่ ร้านโสภาน้ำปลาหวานทรงเครื่อง, ขนมจีนยายระเบียบ, ขนมไทยลงเรือ, แพรวไพลิน, ชวนหลงกุ่ยช่ายตลาดพลู, แม่โสภาเมี่ยงคำโบราณ, บ้านตลิ่งงาม, ออเรนจี้, ข้าวแต๋นแม่โสภา,โซนอีสาน ได้แก่ ไทเมืองเพีย, สิรินาถทิพย์วดีผ้าไทยฯ, ปลายป่าน,สยามแหนมเนือง, Juicing Session, โซนภาคเหนือ ได้แก่ พรธิราโครเชต์, Grab Handmade, Art & Craft, ลุงเงินกาแฟหม้อดิน, ข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม, อารมณ์ดอย, โซนภาคใต้ โชคชนะพล, น้ำชาบังบ่าว, ครัว BARAKAT, ไม่เพียงเท่านั้นยังมีร้านอร่อยในโซนลานเมือง 1-2 ได้แก่ หอยทอดลุงยาวมหาชัย, โกเฮงเกาเหลาเนื้อตุ๋น, แมลงทอด, อาหารตามสั่ง Hussna, โกวเม เนื้อตุ๋นเอ็นตุ๋น, ทะเลครก@1000ไม้, อาหารตามสั่ง, ร้าน Seafood, Roti Hussna, หมูกรอบเบตง, แมลงทอด – กุ้งเต้น, ขาหมู ตรอกจันทน์, ครัวนลินธรณ์, นายน้อยหมูย่างเมืองตรัง, ผลไม้สด Fresh Fruit, เป็นต้น


    ด้าน ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ตรงข้ามไอคอนสยาม) ร้านอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสหลากหลายร้าน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสายคาเฟ่ ของหวาน และสายกินตัวจริง เริ่มที่ชั้น G กับ “JD FOODY HOME” ร้านอาหารสไตล์โฮมเมด, “MILLILITRE” คาเฟ่ดีไซน์ทันสมัยสำหรับสายกาแฟ, “OLINO CREPE & TEA (Sweetory & Yogurt)” ร้านเครปและเครื่องดื่มสไตล์ฟิวชัน รวมถึง “SOOD’S”,“อร่อยทุกคำ” ต่อด้วยชั้น 3 กับ “OCHAYA” ร้านชานมและชาไทยยอดนิยมที่มีเมนูหลากหลาย ทั้งชานมไข่มุก ชาผลไม้ ส่วนชั้น 4 พบกับ “Yak Crepe ” ที่โดดเด่นด้วยเครปไส้แน่นกว่า 30 ไส้, ร้าน “Pang Lamoon” และร้านอื่นๆที่ร่วมรายการ รวมถึง “Lotus’s EATERY@ICS” (ตรวจสอบร้านค้าที่ร่วมโครงการ ณ สถานที่) พร้อมสิทธิประโยชน์และโปรโมชันเพิ่มเติมจาก Lotus’s PRIVÉ เพื่อมอบความคุ้มค่าในการใช้จ่ายตลอดแคมเปญ


    นอกจากอิ่มอร่อยและใช้สิทธิจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว ไอคอนสยาม ยังมอบความพิเศษสุดคุ้มอีกต่อ กับแคมเปญ “ช็อปคุ้ม FULL TANK” ตั้งแต่วันนี้– 8 มิถุนายน 2569 แลกรับโค้ดเติมเงินชาร์จรถ EV มูลค่า 150 บาท เมื่อช็อปครบ 7,500 บาทขึ้นไป ด้าน ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ เมื่อช็อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป สามารถแลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 960 สิทธิ์ตลอดรายการ) สำหรับใช้จ่ายครั้งถัดไป 200 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ


    ต่อด้วยแคมเปญ ICONSIAM BIG BANG SALE 2026 ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ถึง 29 กรกฎาคม 2569 แลกรับ Lotus’s PRIVÉ Gift Card มูลค่า 100 บาท หรือเลือกรับ 1 เมนู (จากร้านค้าที่ร่วมรายการ) และรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS พิเศษสำหรับสมัครสมาชิกใหม่ ONESIAM รับเพิ่ม SIAM GIFT CARD มูลค่า 200 บาท เมื่อช็อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป ด้าน “ICS BIG BANG SALE 2026” สมาชิก ONESIAM แลกรับ Lotus’s PRIVÉ Gift Card มูลค่า 100 บาท พร้อมรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS และพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ ONESIAM รับ Lotus’s PRIVÉ Gift Card เพิ่มอีก 100 บาท เมื่อช็อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป
    ตลอดช่วงกลางปีนี้ ขอชวนทุกคนมาเติมเต็มความสุขทั้งการกิน ช็อป และใช้ชีวิตในแบบที่คุ้มค่ากว่าเดิม ที่ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1338 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook: ICONSIAM และ ICS

  • Lifestyle - Travel

    “WORLD REWARD GROUP (WRG)” ผู้นำบริการความหรูหราระดับ Super High-End ตอบโจทย์ “ลักชัวรี่ ไลฟ์สไตล์” มอบความ Privilege มัดใจลูกค้า

    กลุ่มดับบลิวอาร์จี (WRG) ผู้บุกเบิกธุรกิจการบริการลักชัวรี่ ไลฟ์สไตล์แก่ลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายทุกด้านของการใช้ชีวิต รวมทั้งเป็นผู้นำในการจัดหาสิทธิประโยชน์ระดับโลก ด้วยประสบการณ์ในการดูแลและให้บริการกลุ่มลูกค้าสิทธิพิเศษระดับ HNWI (High Net Worth Individual) และ UHNWI (Ultra High Net Worth Individual) ทั้งรายบุคคลและกลุ่มลูกค้าขององค์กรชั้นนำในประเทศไทยและในทวีปเอเชียมากว่า 20 ปี วางตำแหน่งเป็น Lifestyle Management Company ที่เชื่อมระหว่างแบรนด์ระดับโลก สถาบันการเงิน กลุ่มบริษัทประกัน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กับผู้บริโภคระดับ Affluent และ HNWI กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง โดยมีฐานปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ และให้บริการครอบคลุมทั่วเอเชียและในระดับโลก


    ตอกย้ำความเหนือระดับ การันตีโดยกลุ่มผู้ก่อตั้ง WRG ที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ากลุ่ม Wealth ของประเทศไทยมายาวนานกว่า 20 ปี จนก้าวขึ้นเป็นเจ้าตลาดในเซ็กเมนต์นี้อย่างเป็นที่ยอมรับ ปัจจุบันเครือมีฐานลูกค้าทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียที่ใช้บริการมากกว่า 50,000 รายต่อปี ซึ่งทำให้ WRG กลายเป็นผู้ให้บริการ Lifestyle Management ที่มีขนาดและความลึกของ Data ลูกค้า Wealth ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ด้วยบริการที่หลากหลายและครอบคลุมทุก Luxury Lifestyle พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงได้อย่างครบวงจร

    นายจักรพันธ์ รัตนเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดับบลิวอาร์จี (World Reward Group-WRG) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างของกลุ่มประกอบด้วย 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ World Reward Solutions (WRS) ผู้คัดสรรโปรแกรมสิทธิประโยชน์ระดับลักชัวรี่ และแพลตฟอร์ม Privilege Technology สำหรับธนาคารกลุ่มบริษัทประกัน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจในการคิดค้น คัดสรร และวางกลยุทธ์สิทธิประโยชน์ (Benefits) จากพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก, Silver Voyage Club คลับที่พร้อมมอบประสบการณ์และสิทธิพิเศษ (Privileges) ให้แก่สมาชิก และลูกค้ากลุ่ม Prestige/VIP ขององค์กร ไม่ว่าจะด้านการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือร้านอาหารชั้นนำ โดยจะรังสรรผ่าน Silver Voyage Club Concierge ทีมผู้ช่วยส่วนตัวมืออาชีพที่ให้บริการด้วยความแม่นยำ ใส่ใจในคุณภาพ และเข้าใจทุกรายละเอียดไลฟ์สไตล์ของสมาชิก,White Glove Service ดูแลการบริการขนส่งทางบก อาทิ รถลีมูซีน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งบริการส่งของที่มีมูลค่า (Luxury Delivery), Lifestyle + Travel Media ผู้ถือลิขสิทธิ์ Robb Report Thailand ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ใน 22 ประเทศทั่วโลก และ พันธมิตรใหม่ล่าสุด Flow Yacht Club ลักชัวรียอชท์คลับและแพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวทางน้ำครบวงจรแห่งแรกในไทย

    จากการได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มระดับโลกภายใต้แบรนด์ Robb Report ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ UHNWI โดยมีฐานผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นมหาเศรษฐีตัวจริง ครอบคลุมทั้งนักลงทุน เจ้าของธุรกิจ ผู้ก่อตั้ง Family Office และนักสะสมระดับโลก ทำให้ Robb Report ไม่ใช่แค่นิตยสาร แต่คือใบเบิกทางที่ทำให้ WRG สามารถเข้าถึงมหาเศรษฐีตัวจริงทั่วโลก
    เช่นเดียวกับการได้ Flow Yacht Club เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากธุรกิจยอชท์ไม่ใช่เพียงการขายเรือ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ทางทะเลแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ Yacht Sales & Brokerage, Yacht Management, การให้เช่าเหมาลำ (Charter), Fractional Ownership ไปจนถึงโปรแกรมสมาชิก Boat Club พร้อมเครือข่ายในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลของไทย ทั้งกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ถือเป็นการขยายภาพรวมของ WRS Group สู่ไลฟ์สไตล์ทางทะเล และทำให้ Ecosystem ของ WRG มีความครบถ้วน สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
    ยกตัวอย่าง ลูกค้าระดับ UHNWI สามารถเริ่มความสัมพันธ์กับกลุ่มผ่านบัตรเครดิต Wealth ของธนาคารที่ใช้แพลตฟอร์มของ WRS ต่อยอดด้วยประสบการณ์จาก Silver Voyage Club และเดินทางด้วยบริการของ White Glove Service พร้อมอ่านเทรนด์ Ultra High Luxury Lifestyle ทั่วโลกผ่าน Robb Report และใช้วันพักผ่อนบนเรือยอชท์ของ Flow Yacht Club ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันในแพลตฟอร์มเดียว

    นายจักรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและกำลังซื้อที่ชะลอตัวจากปัจจัยลบ ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลากหลายอุตสาหกรรมในไทยได้รับผลกระทบ และต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน แต่ธุรกิจที่ดูแลกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ยังคงสวนกระแส โดยวันนี้ WRG และยืนเด่นอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับการเติบโตของตลาด Luxury Concierge Service ในระดับโลกที่ยังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ถือเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่ม HNWI และ UHNWI ในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอาเซียน
    นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้ WRG เติบโตสวนกระแส ยังมาจากการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตของกลุ่ม ที่ครอบคลุมลูกค้าทั้ง B2B, B2C และ B2B2C ขณะเดียวกันลูกค้าระดับ HNWI ยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าลูกค้าในตลาดแมสในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงใช้จ่ายเพื่อรับประสบการณ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ที่สำคัญจากการวางตำแหน่งระดับภูมิภาค โดย WRG ไม่ได้มองตัวเองเป็นบริษัทไทย แต่เป็นแพลตฟอร์มเอเชียที่ตั้งฐานในกรุงเทพฯ ทำให้สามารถดึงดูดทั้งกลุ่ม Affluent ในประเทศและ HNWI ที่กำลังย้ายฐานเข้ามาได้ในเวลาเดียวกัน

    สำหรับเป้าหมายในระยะกลาง World Reward Group (WRG) ตั้งเป้าสู่การเป็น Wealth Ecosystem ที่ครบวงจรสำหรับลูกค้ากลุ่ม HNWI ในเอเชีย โดยอาศัยฐานลูกค้า 50,000 รายต่อปี ฐานเทคโนโลยี Privilege Platform ของ WRS เครือข่าย Robb Report ใน 22 ประเทศ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Flow Yacht Club เป็นแกนหลัก พร้อมเตรียมต่อยอดสู่บริการที่เข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้นในอนาคต พร้อมเตรียมประกาศการเปิดตัวโครงการ Private Club ระดับโลกที่จะมีพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมกันในไตรมาสสี่ปี 2026 นี้

  • Highlights - Sports

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรการดำเนินงานของสหพันธ์กีฬาขี่ม้านานาชาติ (FEI) ณ เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส

    เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสมาพันธรัฐสวิส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังสำนักงานใหญ่สหพันธ์กีฬาขี่ม้านานาชาติ (Fédération Équestre Internationale : FEI) ณ เมืองโลซาน โดยมีนางซาบรีนา อิบาเนซ (Sabrina Ibáñez) เลขาธิการ FEI พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เฝ้ารับเสด็จ

    ในการนี้ ทรงทอดพระเนตรการดำเนินงานของ FEI เพื่อศึกษาข้อมูลและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกีฬาขี่ม้า อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวงการกีฬาขี่ม้าของประเทศไทย ตลอดจนสะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ในการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านกีฬาขี่ม้าและสวัสดิภาพม้าอย่างยั่งยืน

    การเสด็จเยือนครั้งนี้ ทรงสนพระทัยศึกษาโครงการฝึกอบรมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบโดยรอบของกีฬาขี่ม้า ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของม้า รวมถึงพัฒนาการด้านเวชศาสตร์ม้า การรักษาพยาบาลทางสัตวแพทย์ และแนวทางการบริหารจัดการโรงพยาบาลม้า เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวงการกีฬาขี่ม้าและหน่วยม้าทรงประจำพระองค์ (Royal Stable Unit) ให้มีมาตรฐานในระดับสากล

    นอกจากนี้ ยังทรงให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกภาคส่วนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวงการกีฬาขี่ม้า โดยทรงเน้นย้ำว่าการพัฒนานักกีฬาและวงการขี่ม้าอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ขี่ม้า ผู้ฝึกสอน สัตวแพทย์ ผู้ดูแลม้า (Groom) และช่างทำเกือกม้า (Farrier) ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการดูแลและพัฒนาศักยภาพของม้าและนักกีฬา

    สหพันธ์กีฬาขี่ม้านานาชาติ (FEI) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1921 เป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬาขี่ม้าระดับนานาชาติ มีหน้าที่กำหนดกติกาการแข่งขัน ดูแลสวัสดิภาพม้า จัดอันดับนักกีฬา และควบคุมการแข่งขันกีฬาขี่ม้าในมหกรรมกีฬาระดับโลก อาทิ โอลิมปิกเกมส์ และพาราลิมปิกเกมส์ ครอบคลุมการแข่งขันหลายประเภท เช่น ศิลปะบังคับม้า (Dressage) การกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Jumping) อีเวนติง (Eventing) การขับรถม้า (Driving) การขี่ม้าทางไกล (Endurance) วอลต์ติง-ยิมนาสติกบนหลังม้า (Vaulting) และพารา-อีเควสเทรียน (Para-Equestrian) พร้อมทั้งกำกับดูแลมาตรฐานด้านสวัสดิภาพม้าและการป้องกันการใช้สารต้องห้ามในการแข่งขัน

    ในโอกาสนี้ นางซาบรีนา อิบาเนซ เลขาธิการ FEI ได้ถวายรางวัลประกาศเกียรติคุณ เพื่อเชิดชูพระเกียรติในฐานะผู้นำทีมชาติไทยคว้าเหรียญรางวัลในการแข่งขัน FEI Asian Championships 2019 และ FEI Asian Championships 2025 รวมทั้งเพื่อแสดงความชื่นชมต่อพระวิสัยทัศน์และพระกรณียกิจที่ทรงอุทิศเพื่อการพัฒนากีฬาขี่ม้าและการส่งเสริมสวัสดิภาพม้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสนพระทัยกีฬาขี่ม้ามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และทรงเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรด้านกีฬาขี่ม้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันทรงเป็นนักกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะบังคับม้า และเคยทรงเข้าร่วมการแข่งขันในนามทีมชาติไทยในหลายรายการระดับนานาชาติ

    นอกจากนี้ ยังทรงมีพระดำริให้จัดสร้างโรงฝึกขี่ม้าในร่ม Fürst Henry และศูนย์การแพทย์และฟื้นฟูม้า Royal Stable Unit Equine Medical and Rehabilitation Service Centre ซึ่งนับเป็นสถานพยาบาลม้ามาตรฐานสูงแห่งหนึ่งของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับการพัฒนาหน่วยม้าทรงประจำพระองค์และวงการกีฬาขี่ม้าของไทยในทุกมิติ ทั้งด้านการฝึกม้าและผู้ขี่ม้า การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพม้า ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของกำลังพลม้าทรงสำหรับพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ

    อีกทั้งยังทรงจัดตั้งโครงการบ้านพักม้าชราในพระอุปถัมภ์ เพื่อดูแลม้ากีฬาและม้าปฏิบัติงานของกองทัพบกที่ปลดประจำการ ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสุขภาพแข็งแรงตามหลักสวัสดิภาพสัตว์และมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง

  • Lifestyle - Sports

    สยามพารากอน จุดพลังคนรักสุขภาพ เปิดแคมเปญ “RUN MORE GET MORE” ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้! แลกรับสิทธิประโยชน์และรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ตลอดเดือนมิถุนายนนี้

    สยามพารากอน โกลบอลเดสติเนชั่นระดับโลกและจุดหมายปลายทางที่ครองใจทั้งลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย เปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุด “RUN MORE GET MORE” ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้! แลกรับของรางวัลโดนใจทุก Lifestyle ชวนคนรักสุขภาพและสายแอคทีฟออกมาสนุกกับการวิ่ง พร้อมเปลี่ยนทุกกิโลเมตรให้กลายเป็นสิทธิประโยชน์และรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569


    เพื่อตอบรับกระแส Health & Wellness Lifestyle ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงโลกของสุขภาพเข้ากับประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบพรีเมียม ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถสะสมระยะวิ่งผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพและฟิตเนสที่กำหนด อาทิ Apple Health, Garmin Connect, Strava, Nike Run Club, Samsung Health และแอปพลิเคชันชั้นนำอื่น ๆ เพื่อนำมาแลกรับสิทธิพิเศษและของรางวัลจากร้านค้าที่ร่วมรายการได้อย่างง่ายดาย


    โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ไฮไลต์สำคัญ เริ่มจากเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมสะสมระยะวิ่งภายในวัน และแลกรับของรางวัลตามระยะที่กำหนด โดยระยะวิ่ง 2 – 5 กิโลเมตร สามารถแลกรับคูปองซื้อ 1 ฟรี 1 หรือส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำกว่า 1,400 รางวัล ขณะที่ผู้พิชิตระยะวิ่ง 5 กิโลเมตรขึ้นไป สามารถรับสิทธิ์คูปองใช้บริการฟรีจากแบรนด์สุขภาพ ความงาม ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ รวมกว่า 400 รางวัลตลอดรายการ อาทิ ร้านอาหาร คาเฟ่ คลินิกความงาม สปอร์ตรีเทล และโรงภาพยนตร์


    อีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษคือกิจกรรมแข่งขันสะสมระยะวิ่งสูงสุด เพื่อเฟ้นหา 19 นักวิ่งตัวจริง ที่ทำสถิติได้สูงที่สุด รับ 10,000 ONESIAM Coins พร้อมของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท จากพันธมิตรชั้นนำ ทั้งสมาชิกฟิตเนสระดับพรีเมียมจาก Fitness First โปรแกรมความงามและดูแลสุขภาพจาก Dii Aesthetic และ The Klinique รวมถึงรางวัลเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย โดยผู้ร่วมกิจกรรมจะต้องสะสมระยะวิ่งขั้นต่ำตั้งแต่ 21 กิโลเมตรขึ้นไป และมีการบันทึกผลอย่างน้อย 4 ครั้งภายในระยะเวลากิจกรรม

    นอกจากนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมยังสามารถนำระยะวิ่งที่สะสมจากแอปพลิเคชันสุขภาพและฟิตเนสชั้นนำ
    มาแสดง ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ เพื่อรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ทั้งคูปองส่วนลด ของสมนาคุณ และบริการพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ดัง อาทิ PASAYA, Apex Hospital & Clinic, Distar Fresh และร้านค้าไลฟ์สไตล์ชั้นนำอีกมากมาย


    ร่วมเปลี่ยนทุกก้าวการวิ่งให้กลายเป็นรางวัลแห่งความสุขกับแคมเปญ “RUN MORE GET MORE” ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 ณ สยามพารากอน พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โซเชียลมีเดีย SIAM PARAGON และ ONESIAM SuperApp

  • Lifestyle

    สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำบทบาท Game Changer สู่มิติใหม่ของการขยายฐานลูกค้า ผนึกกำลังพันธมิตรระดับระดับเวิลด์คลาส ทรงพลังด้วยฐานกำลังซื้อสูงสุด

    • ครองอันดับ 1 ในตลาดลักชูรีที่ทรงพลังที่สุดในเอเชีย ด้วยยอดขายระดับท็อปของโลก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมลักชูรีไลฟ์สไตล์ ยกระดับและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่ง Global Luxury Destination
    • ปรากฏการณ์ความร่วมมือระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์ ผสานพลัง 4 ผู้นำลักชูรีจากหลากหลายอุตสาหกรรม BELMOND (LVMH), GALERIES LAFAYETTE, INSIGNIA และ MJETS สู่การสร้างระบบนิเวศลักชูรีแห่งอนาคต 
    • ผสานระบบนิเวศธุรกิจอันทรงพลังแบบไร้พรมแดน (Borderless Global Privilege) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงระดับสูงสุดจากทั่วโลก ตอบโจทย์การใช้ชีวิตลักชูรีแห่งโลกอนาคตครบทุกมิติ

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำระดับโลก เจ้าของและผู้บริหารสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ตอกย้ำบทบาทผู้นำ Game Changer ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับพันธมิตรผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ได้แก่ BELMOND (LVMH), GALERIES LAFAYETTE, INSIGNIA และ MJETS เสริมความแข็งแกร่งของ Global Privilege Partnership และยกระดับ “Global Luxury Ecosystem” ที่เชื่อมโยงโลกแห่งลักชูรีอย่างไร้รอยต่อ สำหรับกลุ่มสมาชิก ONESIAM และสมาชิกขององค์กรพันธมิตร ผ่านเครือข่ายสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก  โดยปัจจุบันสยามพิวรรธน์ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดลักชูรี่ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ทรงพลังที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และครองยอดขายกว่า 70% ของตลาดในประเทศไทย 
    ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับนิยามแห่งลักชูรี ด้วยพลังของเครือข่ายระบบนิเวศระดับโลกที่เชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด  สยามพิวรรธน์จึงเดินหน้าสร้างเครือข่ายลักชูรีที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดของโลก  ผ่านการผสานประสบการณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการบินส่วนบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทหรูทั่วโลก ห้างสรรพสินค้าลักชูรีชั้นนำ และบริการบริหารจัดการไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล สู่การสร้าง “Borderless Luxury Ecosystem” ที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งด้านธุรกิจค้าปลีกลักชูรีและระบบนิเวศไลฟ์สไตล์ลักชูรีของไทย ที่และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของลักชูรีระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
    นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์ยึดมั่นในกลยุทธ์ Co-creation & Collaboration และเป็นผู้บุกเบิกการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับโลกมาอย่างยาวนาน เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับและสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ผ่านมาเรามีองค์กรพาร์ทเนอร์ระดับโลกที่ล้วนเป็นผู้นำในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วมในอีโค่ซิสเต็มที่ผสานศัภยภาพไร้ขีดจำกัดและสร้าง Share Values ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นตลาดสำคัญและมีมูลค่าสูงสุด เรามีความเชี่ยวชาญในการดูแลกลุ่มลูกค้า High-Net-Worth จากทั่วโลก และมีฐานสมาชิก ONESIAM ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าระดับบนที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมียอดจับจ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครั้ง และมียอดใช้จ่ายต่อปีมากกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า ซึ่งสะทัอนให้เห็นถึงพลังการจับจ่ายของลูกค้าระดับบนได้เป็นอย่างดี 
    เป้าหมายสำคัญของการสร้าง Global Privilege Partnership ในปีนี้ คือ การยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Luxury Destination มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Global Luxury Ecosystem เชื่อมต่อระบบนิเวศธุรกิจลักชูรีอย่างไร้รอยต่อสำหรับลูกค้ากลุ่ม Ultra-HNWIs ผ่านการบูรณาการฐานข้อมูลและสิทธิประโยชน์ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อมอบเอกสิทธิ์สูงสุดที่เหนือความคาดหมาย” 

    ในปีนี้ องค์กรพันธมิตรระดับโลกที่เข้าร่วม Global Privilege ล่าสุดได้แก่ BELMOND (LVMH) เครือธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมระดับ Ultra-Luxury ระดับโลก, GALERIES LAFAYETTE ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเดสติเนชั่นสำคัญในกรุงปารีสที่เหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องไปเยือน, INSIGNIA ผู้นำด้านการดูแลสมาชิกและไลฟ์สไตล์จัดการระดับพรีเมียม, และ MJETS ผู้ให้บริการด้านการบินส่วนบุคคลครบวงจรแห่งเดียวในประเทศไทย ต้นแบบการเดินทางเหนือระดับ โดยมีความพิเศษที่แตกต่างที่ตอบโจทย์ลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ดังนี้
    • ยกระดับประสบการณ์การเดินทางไปกับ BELMOND (LVMH): ปฏิวัติศิลปะการเดินทางด้วย “Curated Journey” เชื่อมโยงการบริการชั้นเลิศของโรงแรมและรีสอร์ทหรูทั่วโลก เข้ากับสิทธิประโยชน์ในศูนย์การค้า สมาชิกจะได้รับบริการผู้ช่วยส่วนตัวแบบ 1-1 ในการวางแผนการเดินทาง พร้อมการต้อนรับระดับ VIP เมื่อเข้าพัก ณ โรงแรมระดับตำนาน หรือเดินทางไปกับรถไฟสุดหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของ Belmond ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงการเดินทางที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครสำหรับสมาชิกคนสำคัญ
    “ที่ Belmond เรามุ่งมั่นที่จะรังสรรค์การเดินทางที่น่าจดจำอย่างไม่รู้จบ การร่วมมือกับ สยามพิวรรธน์ ในครั้งนี้ ช่วยให้เราสามารถผสานโลกแห่งลักชูรีรีเทลเข้ากับการท่องเที่ยวระดับอัลตร้าลักชัวรีได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสมาชิก ONESIAM ให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางระดับโลกในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน” — Charlotte Heyman, Director of Sales Asia, BELMOND
    • ที่สุดแห่งบริการเหนือระดับจาก INSIGNIA: ยกระดับไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่าด้วยบริการดูแลลูกค้ารายบุคคลในรูปแบบเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างไร้ขีดจำกัดด้านพรมแดน ตั้งแต่การสำรองที่นั่งในร้านอาหารที่จองยากที่สุดระดับโลก ไปจนถึงการเปิดประตูสู่การเข้าถึงกิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งยากที่บุคคลทั่วไปจะเข้าถึงได้
    “ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการมอบการดูแลที่เหนือความคาดหมาย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผสานบริการดูแลลูกค้าระดับเวิลด์คลาสของเราเข้ากับระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ของสยามพิวรรธน์ เพื่อยกระดับความผูกพันของลูกค้าผ่านบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง” — Nada T. Rouviere, President of INSIGNIA

    • เดินทางสะดวกสบายกับ MJETs: เติมเต็มจิ๊กซอว์ด้านการเดินทางไร้ขีดจำกัดผ่านบริการเครื่องบินส่วนตัว รวมถึงการเข้าใช้เลานจ์พิเศษที่สนามบิน พร้อมรถรับส่งระดับหรูจากรันเวย์ตรงสู่ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์อย่างไร้รอยต่อ
    “MJets เชื่อว่า คุณค่าของประสบการณ์การเดินทางในวันนี้ คือเวลา ความสะดวกสบาย และความราบรื่นในทุกช่วงของการเดินทาง การเข้าร่วม Global Privilege Ecosystem ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่างไลฟ์สไตล์และการเดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ seamless ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านจนถึงจุดหมายปลายทาง พร้อมสิทธิประโยชน์และการดูแลที่ออกแบบเฉพาะสำหรับสมาชิก” — ณัฏฐภัทร สีบุญเรือง, CEO of MJETS
    • ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อกับ GALERIES LAFAYETTE: มอบสิทธิพิเศษระดับเอ็กซ์คลูซีฟและบริการระดับ VIP ผ่านเครือข่ายเชื่อมต่อระดับโลกอย่างไร้รอยต่อให้กับนักช้อปทั้งสองทวีป โดยเมื่อเดินทางถึงปารีส สมาชิก ONESIAM จะได้รับของขวัญต้อนรับสุดพิเศษ พร้อมสิทธิ์เข้าใช้บริการ VIP Lounge เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับสมาชิกกลุ่ม Black, Platinum และ Scarlet จะได้รับเอกสิทธิ์เหนือระดับในการเข้าใช้ Private Personal Shopping Lounge พร้อมบริการผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนบุคคล (Dedicated Personal Shopper) เมื่อแจ้งความประสงค์ รวมถึงบริการคืนภาษี (Tax Refund) แบบเร่งด่วน และการต้อนรับระดับ VIP อันอบอุ่น เช่นเดียวกับการช้อปปิ้งที่ศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์
    “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายระบบนิเวศธุรกิจ ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งและทรงพลังอย่างสยามพิวรรธน์ ความร่วมมือในครั้งนี้คือการส่งมอบ ‘ประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ’ ข้ามทวีป เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าของสยามพิวรรธน์จะได้รับการต้อนรับและการดูแลระดับสูงสุด ไม่ว่าจะกำลังช้อปปิ้งอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือปารีสก็ตาม” — Thierry Vannier, Director of International Customer Development and Operational Marketing at Galeries Lafayette Paris Haussmann.

    นอกจากความร่วมมือกับ 4 พันธมิตรล่าสุดแล้ว ปัจจุบันสยามพิวรรธน์มีเครือข่ายพันธมิตร Global Privilege Partnership ที่มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับแบบข้ามพรมแดนให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและอยู่ในโกลบอลเดสติเนชั่น ประกอบด้วย ศูนย์การค้า PARCO ประเทศญี่ปุ่น, TAIPEI 101 ไต้หวัน, Hong Kong Times Square ฮ่องกง, ห้างสรรพสินค้า ION Orchard ประเทศสิงคโปร์, Pavilion Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย, Plaza Indonesia ประเทศอินโดนีเซีย, FOSUN สาธารณรัฐประชาชนจีน และ Hyundai Department Store ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจชั้นนำที่ครอบคลุมทั้งศูนย์การค้า การท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ ที่เข้าร่วมเสริมสร้างความพิเศษเหนือระดับสำหรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
    โดยสมาชิก ONESIAM จะได้รับส่วนลด โปรโมชั่นพิเศษ การรับรองระดับ VIP และประสบการณ์เหนือระดับที่มิอาจซื้อได้อื่นๆ ครบทุกมิติ ในขณะเดียวกัน สมาชิกของพันธมิตรเมื่อมาเยือนศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมเช่นเดียวกัน ทั้งส่วนลดพิเศษจากร้านค้าชั้นนำ การใช้บริการห้องเลานจ์ การรับบริการจากทีม Customer Relationship และบริการเอ็กซ์คลูซีฟอีกมากมาย นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ยังเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกับพันธมิตร เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ทำให้สามารถนำเสนอข้อเสนอที่ตรงใจลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) ได้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวมากกว่าการทำโปรโมชั่นเพียงชั่วคราว มีการบูรณาการสิทธิประโยชน์ข้ามอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์กลุ่ม High-Net-Worth Individuals ในทุกมิติ
    “การผนึกกำลังครั้งนี้ คือการก้าวข้ามทุกขีดจำกัด สู่การเติบโตอย่างไร้พรมแดน (Borderless Growth) พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง หรือ Global Luxury Destination และสร้างมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตระดับลักชูรีไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสรัลธร กล่าวทิ้งท้าย