Business

  • Business - Hotel

    แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ฉลองความสำเร็จยิ่งใหญ่เปิดโรงแรมครบ 10,000 แห่ง ทั่วโลก ปักหมุดแบรนด์ เจดับบลิว แมริออท ที่ประเทศ อินเดีย ฉลองหมุดหมายสำคัญก่อน ก้าวเข้าสู่การครบรอบ 100 ปี

    บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (NASDAQ: MAR) ประกาศเปิดตัวโรงแรมแห่งที่ 10,000 ของบริษัททั่วโลกอย่างเป็นทางการ ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของบริษัท ก่อนการก้าวเข้าสู่การครบรอบ 100 ปี
    แอนโทนี่ คาปูอาโน (Anthony Capuano) ดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “แมริออทเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 99 ปีก่อน จากร้านรูทเบียร์ขนาด 9 ที่นั่ง และวันนี้ได้เติบโตสู่พอร์ทโฟลิโอระดับโลกที่มีโรงแรมกว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุม 146 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ และนั่นเกิดขึ้นได้จากความทุ่มเทของทีมงานทั่วโลก รวมถึงความไว้วางใจจากเจ้าของโรงแรมที่ยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์แมริออท”

    “การได้เฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ผ่านโรงแรมภายใต้แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) ยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษ เนื่องจากแบรนด์นี้ได้รับการตั้งชื่อตาม เจ. วิลลาร์ด แมริออท (J. Willard Marriott) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ซึ่งตัวเขาและ อลิซ เอส. แมริออท (Alice S. Marriott) ได้ร่วมกันสร้างรากฐานอันทรงคุณค่าให้แก่บริษัท ทั้งทางด้านโอกาส การบริการ และนวัตกรรม ซึ่งเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สืบสานงคุณค่านี้ต่อไป”


    เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงแรมร่วมกับพนักงานและคณะผู้บริหารของบริษัท นำโดย เดวิด แมริออท (David Marriott) ประธานคณะกรรมการบริษัท และ ราจีฟ เมนอน (Rajeev Menon) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC รวมถึง ไนเลช กาดิยา (Nilesh Gadhiya) เจ้าของรีสอร์ท และครอบครัวกาดิยา

    รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์เพียงไม่กี่นาที พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับลักซ์ชัวรีท่ามกลางธรรมชาติ ผ่านห้องพักจำนวน 127 ห้อง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมทั้งพูลวิลล่าส่วนตัว ห้องพักและห้องสวีท ภายในรีสอร์ทแขกผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมี่ยมที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารอินเดียร่วมสมัย เมนูท้องถิ่น ไปจนถึงค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากพืชพรรณท้องถิ่น
    ปัจจุบัน แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) มีโรงแรมมากกว่า 130 แห่งทั่วโลก และการเปิดตัวครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ทโฟลิโอโรงแรมระดับลักซ์ชัวรีของแมริออท ซึ่งประกอบด้วย 7 แบรนด์ รวมเกือบ 700 แห่ง ใน 74 ประเทศและเขตปกครอง พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางอันน่าประทับใจในจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ต้องการทั่วโลก

    ขณะที่แมริออทยังคงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลาย บริษัทได้ฉลองการเปิดโรงแรมใหม่ที่น่าสนใจในหลายกลุ่มตลาด ตั้งแต่ระดับมิดสเกล (Midscale) จนถึงระดับลักซ์ชัวรี (Luxury) ได้แก่

    • เดอะ เซนต์ รีจิส บูดาเปสต์ (The St. Regis Budapest) เปิดให้บริการในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในประเทศฮังการี โรงแรมตั้งอยู่ภายใน Klotild Palace อาคารสถาปัตยกรรมชื่อดังของเมือง พร้อมนำเสนอความหรูหราเหนือกาลเวลา ประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ และบริการระดับโลกของแบรนด์สู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์
    • เดอะ เวสทิน พลาญา บาญาร์ตา ออล-อินคลูซีฟ รีสอร์ท (The Westin Playa Vallarta, an All-Inclusive Resort) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะโรงแรมแบบออลอินคลูซีฟแห่งแรกของแบรนด์เวสทินในประเทศเม็กซิโก รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวบันเดรัส และนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจรที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับประสบการณ์การเดินทางอย่างมีคุณภาพ
    • อาร์ทิก ซูโจว อพาร์ตเมนต์ บาย แมริออท บอนวอย (Artik Suzhou, Apartments by Marriott Bonvoy) เปิดให้บริการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมืองประวัติศาสตร์ซูโจว โดยผสมผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมือง
    • สตูดิโอเรส บาย แมริออท กรีนส์โบโร แอร์พอร์ต (StudioRes by Marriott Greensboro Airport) เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม เพียงประมาณหนึ่งปีหลังการลงนามโครงการ โรงแรมสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีโมดูลาร์ และเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ใหม่ล่าสุดของบริษัทที่ตอบโจทย์นักเดินทางระยะยาว
  • Business - Energy

    อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย)” ขยายสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด 5.46 เมกะวัตต์พีค เดินเครื่อง COD ก.ค.2569 นี้

    บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (Amata B.Grimm Power ) ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) กับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 เมกะวัตต์พีค (MWp) กำหนดเปิดดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) วันที่ 30 กรกฎาคม 2569


    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCP ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม” สำหรับบ้านเรือน, อาคารสำนักงาน และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ และตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาด และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก


    ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2569–2573) ของ บี.กริม เพาเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดย 93% ของทุนบริษัทจะทุ่มลงในพลังงานหมุนเวียน ทั้ง Solar Floating, Rooftop Solar, พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) พร้อมตั้งเป้าปรับสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็น ของพอร์ตโฟลิโอ ภายในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green พร้อมมุ่งสู่ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 และช่วยสนับสนุนนโยบายของ MCP ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 (Carbon Neutrality 2030)


    นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า จากสัญญาฉบับแรก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความสนใจในพลังงานสะอาดและได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย Green Energy กับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของโรงงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สูงสุด จึงได้ตัดสินใจขยายปริมาณการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสองบริษัท แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ


    ด้าน Mr. Katsuaki Nakagawa ประธานบริษัท บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MCP มีความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เริ่มติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน และความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ MCP ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ


    MCP มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ MCP แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และอนาคตแห่งพลังงานที่ยั่งยืน”

  • Business - Exhibition

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” สานต่อความสำเร็จ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ชู “ต้าห์อู๋-ออฟโรด” ต่อยอดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” เดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่ ตอกย้ำน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ

    นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มพูลผล” เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งน้ำมันพืชกุ๊ก ได้ยกทัพนวัตกรรมสินค้าพร้อมรังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่โดดด่นทั้งเรื่องสุขภาพและความอร่อยนำไปเสิร์ฟให้กับผู้เข้าชมงาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักธุรกิจด้านอาหารจากทั่วโลกเข้ามาร่วมเจรจาการค้า รวมถึงผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธ และช้อปสินค้ากันอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บริษัทฯ ได้เตรียมกลยุทธ์การสื่อสารจากนี้ ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” (Cook Fusion Happiness) โดยนำ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” และ “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” สองหนุ่มสุดฮอต Friend of COOK ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อกลางปีที่แล้ว กลับมาเป็นตัวแทนในเรื่องสื่อสารเรื่องราวของน้ำมันพืชกุ๊กอีกครั้ง หลังจากได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคและกลุ่มแฟนคลับ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของกุ๊กให้มีความทันสมัย พร้อมขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สำหรับปีนี้ทั้งคู่จะมาเสิร์ฟเมนูอาหาร และความสนุกหลากหลาย พร้อมผสมผสานให้การทำอาหารสนุกขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการจับคู่วัตถุดิบแบบไร้ขีดจำกัด อัพเวลให้เมนูจานโปรดด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก ภายใต้แนวคิด “ผสานความต่างให้อร่อยลงตัว” สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของทั้งคู่ ที่แม้มีความแตกต่างแต่ลงตัว เช่นเดียวกับที่น้ำมันพืชกุ๊กที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันคาโนลา ที่สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง เมนูทอด ผัด และอีกหลากหลายเมนู

    นายเพชร กล่าวว่า ทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่สนใจการทำอาหาร มีภาพลักษณ์สดใส ร่าเริง และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของน้ำมันพืชกุ๊ก ที่มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคอยู่เสมอ จะช่วยตอกย้ำคีย์เมสเสจหลักว่าการปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก คือ “ความสุขที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน”


    จากนี้บริษัทฯ ได้เตรียมกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย พร้อมร่วมสนุกกับกลุ่มแฟนคลับและผู้บริโภคทั่วไปอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook, IG, Tiktok : COOK HEALTHY FAMILY เร็วๆ นี้

  • Business

    ยาราประเทศไทย คว้า Global Safety Award ตอกย้ำ มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับโลก

    ยารา ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและการทำงานที่ปลอดภัย โดยล่าสุด ได้รับรางวัล Yara Global Safety Award 2025 จากความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร “Safe by Choice” การันตีความเป็นเลิศด้านการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในระดับสากล
    ด้วยรากฐานความสำเร็จกว่า 120 ปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยารา ณ ประเทศนอร์เวย์ สู่การนำเข้าและจัดจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพพรีเมียมในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และต่อยอดความมุ่งมั่นด้วยการจัดตั้งโรงงานบรรจุปุ๋ยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2559 ณ คลังสินค้าพูลพิพัฒน์ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการเลือกทำเลแห่งนี้ไม่ได้คำนึงถึงเพียงพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์บนศักยภาพของทำเลที่เชื่อมต่อโครงข่ายโลจิสติกส์สำคัญได้อย่างครบวงจร ทั้งการขนส่งทางบกและทางน้ำ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    เบื้องหลังความสำเร็จและก้าวที่มั่นคงของยารา ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น ‘ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการ’ (Operational Excellence) ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจที่มีจุดยืนร่วมกัน โดยยาราให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงานควบคู่ไปกับคุณภาพของสินค้า

    ยาราได้ยกระดับกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ จากอดีตที่อาศัยแรงงานคนบรรจุปุ๋ยในพื้นที่กลางแจ้ง สู่การปฏิบัติงานในที่ร่มทั้งหมด 100% พร้อมนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาทดแทนแรงงานในจุดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการยกของหนัก การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางกายภาพและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน แต่ยังส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่พนักงานในระยะยาว ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจคือ ยาราสามารถรักษาสถิติการดำเนินงานที่ปราศจากอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี

    ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ยาราสานต่อเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนผ่านการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยริเริ่มการใช้กระสอบดีไซน์ใหม่ “Renobag” ซึ่งสามารถลดการใช้พลาสติกได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับกระสอบแบบเดิม ถือเป็นการลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ ยาราตั้งเป้าหมายที่จะขยายสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ Renobag ให้ครอบคลุมถึง 60% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งเท่ากับการลดพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้มากถึง 500 ตัน/ปี หรือเทียบได้กับช้าง 100 เชือก

    นอกเหนือจากการพัฒนากระบวนการภายในโรงงานบรรจุ ยารายังได้นำ “ระบบจองคิวรถบรรทุกล่วงหน้า” มาใช้บริหารจัดการการเข้า-ออกของรถรับสินค้า ช่วยลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง คลังสินค้าพูลพิพัฒน์บางไทร ในการปรับปรุงระบบจราจรภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดบนเส้นทางที่มีรถบรรทุกสัญจรหนาแน่น

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างยาราและคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของทุกคนที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ อาทิ การกำหนดให้ผู้ที่เข้ามาภายในรั้วคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ต้องสวมใส่เสื้อสะท้อนแสงทันที การจัดสรรพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและเลนจักรยานอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตั้งรั้วกั้นบริเวณหน้าท่าเรือ ซึ่งพูลพิพัฒน์สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ เพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณหน้าท่า ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้ปฏิบัติงานทุกคน

    คุณ นันทิยา พิทักษ์วงษ์ดีงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยาราในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย ให้ความสำคัญกับพนักงาน ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ผู้ให้เช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้า ซึ่งร่วมส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยารามาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา Safe by Choice ของยารา ที่มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร และเพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้ในระดับโลก ยาราจึงมอบรางวัล Yara Global Safety Award ให้แก่ประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านความปลอดภัย โดยยาราประเทศไทยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในการประกาศผลครั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา”

    คุณ ธำรงรัตน์ พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของยาราในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างองค์กร ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพูลพิพัฒน์ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล
    ทั้งนี้ พูลพิพัฒน์ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการคลังสินค้าให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจลูกค้า ควบคู่ไปกับความปลอดภัยและความยั่งยืนในทุกมิติ”

  • Business

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จับมือ “เจอาร์ คิวชู กรุ๊ป” ร่วมทุนพัฒนา “ชามา นอร์ธ พัทยา” ตอกย้ำความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทย

    บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในระดับนานาชาติ ผ่านการลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ เจอาร์ คิวชู บิสิเนส ดีวีลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด (JR Kyushu Business Development (Thailand) Co. Ltd.) บริษัทในเครือของ คิวชู เรลเวย์ คอมพานี (Kyushu Railway Company) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เพื่อพัฒนาโครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” (Shama North Pattaya) โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มออนิกซ์ฯ ผ่านการใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ชามา (Shama) เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดการเข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของประเทศไทย


    ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสององค์กร ต่อเนื่องจากความสำเร็จของโครงการ “ชามา เลควิว อโศก” (Shama Lakeview Asoke) ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ให้เข้ารับบริหาร จนได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรญี่ปุ่นที่มีต่อศักยภาพด้านการบริหารจัดการ และความเชี่ยวชาญในตลาดของกลุ่มออนิกซ์ฯ
    การพัฒนาโครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในการขยายธุรกิจสู่ทำเลศักยภาพสูง ซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีแบบแผนขององค์กรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมกันเสริมความแข็งแกร่งและขยายบทบาทของกลุ่มฯ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่อง


    คุณยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า การร่วมทุนกับ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการเติบโตเคียงคู่พันธมิตรที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด และยังนับเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติครั้งที่ 2 ภายใต้แผนกลยุทธ์การขยายธุรกิจของกลุ่มออนิกซ์ฯ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพขององค์กร และความมุ่งมั่นในการแสวงหาโอกาสการลงทุนและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
    “สำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป การเติบโตไม่ใช่เพียงการขยายจำนวนโครงการ แต่คือการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันเพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกัน แบรนด์ ‘ชามา’ (Shama) เติบโตจากความเข้าใจอย่างเชิงลึกต่อความต้องการของตลาดการเข้าพักระยะยาว (Long-stay) ซึ่งเราเฝ้าติดตามและศึกษาแนวโน้มมาอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตที่ชัดเจนในอนาคต
    โครงการภายใต้แบรนด์ชามาแต่ละแห่งได้รับการพัฒนาจากความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้พักอาศัย โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ครบถ้วน ครอบคลุมทั้งความสะดวกสบาย ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และความอบอุ่นเสมือนบ้าน ภายใต้มาตรฐานระดับสากล”


    นอกจากนี้ โครงการชามา นอร์ธ พัทยา จะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์สำคัญ ในการเสริมความแข็งแกร่งและเติมเต็มการมีอยู่ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในพื้นที่พัทยา ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ร่วมกับแบรนด์หลักอย่าง อมารี (Amari) และ โอโซ่ (OZO) เพื่อสร้างคลัสเตอร์ธุรกิจโรงแรมที่มีความเชื่อมโยงและครบวงจรมากยิ่งขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว
    นายยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการชามา นอร์ธ พัทยา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้พำนักระยะยาว ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมที่พักอาศัยของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีนานาชาติ”


    ด้าน คุณโทชิฮิโระ โมริ Director and Senior Managing Executive Officer ตัวแทนบริษัท คิวชู เรลเวย์ คอมพานี กล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในการสานต่อความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อต่อยอดจากความสำเร็จจากโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ
    “จากความสำเร็จที่เราได้ร่วมกันสร้างในโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความร่วมมือกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านโครงการ ชามา นอร์ธ พัทยา ซึ่งเราเล็งเห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางรีสอร์ตชั้นนำภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านฮอสพิทาลิตี้ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ที่จะสามารถส่งมอบโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของทั้งผู้เข้าพักชาวไทยและนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าระยะยาวและความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกัน” คุณโทชิฮิโระ กล่าว
    โครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในพัทยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในพื้นที่ EEC โดยโครงการมุ่งเน้นการให้บริการที่ผสมผสานความสะดวกสบายของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เข้ากับบริการระดับโรงแรมชั้นนำ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยระยะยาว ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และในอนาคต


    ความร่วมมือระหว่างออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) และ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป (JR Kyushu Group) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของทั้งสององค์กร แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นต่อเสถียรภาพและอนาคตของเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งเป็นการประกาศความพร้อมของแบรนด์ไทยในการแข่งขันและเติบโตเคียงคู่กับพันธมิตรระดับโลกอย่างยั่งยืน

  • Art - Business - Hotel

    บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา สนับสนุน “โครงการรักษ์ลันตา”ร่วมปลูกฝังจิตสำนึกคัดแยกขยะ พร้อมใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

    ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับ โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา สนับสนุนการจัด “โครงการรักษ์ลันตา” จุดพลังสร้างสรรค์จากขยะสู่ประติมากรรมปูเสฉวน ในงาน “ลานตา ลันตา ครั้งที่ 21” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการคัดแยกขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    บรรยากาศภายในงาน “ลานตา ลันตา ครั้งที่ 21” เต็มไปด้วยความคึกคักและสีสันของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ “โครงการรักษ์ลันตา” การประกวดประติมากรรมจากวัสดุรีไซเคิล ภายใต้ธีม “ปูเสฉวน” สัตว์สัญลักษณ์แห่งความสมดุลของธรรมชาติชายฝั่ง ซึ่งการตัดสินได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เป็นประธานกรรมการ และนายศักดา สีแดง นายอำเภอเกาะลันตา พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ภายในงานยังได้จัดพิธีมอบรางวัล โดยได้รับเกียรติจากนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัล โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ระดับ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจของนักเรียน ครู และชุมชนรอบข้าง

    สำหรับผลการประกวดประติมากรรม โรงเรียนและหน่วยงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ โรงเรียนบ้านเกาะปอ รับเงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านคลองโตนด รับเงินรางวัล 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านสังกาอู้ รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลพิเศษ ได้รับโล่และประกาศนียบัตร พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน, โรงเรียนบ้านคลองหิน, โรงเรียนบ้านคลองนิน, โรงเรียนลันตาราชประชาอุทิศ, โรงเรียนบ้านเจ๊ะหลี, โรงเรียนวัดเกาะลันตา, โรงเรียนบ้านหลังสอด, ทีมงานบังโก้และโจ้อาดำ และทีมงานหนำหลังน้อย โดยทุกทีมที่เข้าร่วมงานต่างได้รับการยกย่องในด้านความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจในการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

    การจัดงาน “โครงการรักษ์ลันตา” ในปีนี้ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม โดยหลายคนหยุดชื่นชมและถ่ายภาพผลงานประติมากรรม พร้อมแสดงความประทับใจในแนวคิดการนำ “ขยะ” มาสร้างคุณค่าใหม่ ซึ่งนอกจากความสวยงามของผลงานแล้ว ผู้เข้าชมยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะ การลดปริมาณขยะในชุมชน และศักยภาพของวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำกลับมาสร้างสรรค์ได้อย่างน่าทึ่ง
    “โครงการรักษ์ลันตา ในงานลานตา ลันตา ครั้งที่ 21 ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงความสามารถของเยาวชน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเกาะลันตาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มต้นได้จากชุมชน และเติบโตสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวทิ้งท้าย

  • Business - Marketing

    Clearasoft อัพลุคใหม่ พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรก อู่อู๋-เซฟเจาะตลาดดูแลสิววัยรุ่นครบทุกขั้นตอน

    เคลียราซอฟท์ (Clearasoft) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวสารสกัดธรรมชาติจาก บี.กริม ฟาร์มา ย้ำจุดยืนด้านการดูแลปัญหาสิวสำหรับวัยรุ่นอย่างครบวงจร ปรับโฉมโลโก้และแพ็กเกจดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัย สดใส และเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรกของแบรนด์ อู่อู๋-เซฟ คู่หูนักแสดงวัยรุ่นน้องใหม่มาแรง สะท้อนแนวคิดคู่หูเคลียร์สิวเพื่อผิวใสอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่น

    กลยุทธการสื่อสารการตลาดของเคลียราซอฟท์ครอบคลุมถึงการออกแบบโลโก้ใหม่ ให้ดูเรียบง่ายและจดจำได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการปรับโทนสีและดีไซน์แพ็กเกจให้มีความสดใส ทันสมัย และโดดเด่นบนชั้นวางสินค้า เพื่อสร้างจุดดึงดูดของแบรนด์ และเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ผลิตภัณฑ์เด่นภายใต้แพ็กเกจใหม่ที่ชูจุดเด่นเรื่องการใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ ได้แก่ Clearasoft Acne Cleansing Gel Plus เจลล้างหน้าที่ช่วยลดสิว คุมมัน Clearasoft 7 Active Acne Gel เจลแต้มสิวสูตรเร่งด่วน ตัวช่วยสิวยุบไวใน 7 ชั่วโมง* โดยยังคงคุณภาพและประสิทธิภาพของสูตรเดิม ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วัยรุ่นมากขึ้น

    คุณวราวรรณ จันทรสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและช่องทางร้านขายยา กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือกลยุทธการสื่อสารของแบรนด์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ เคลียราซอฟท์เปรียบเสมือน ‘คู่หูเคลียร์สิว’ ที่เข้าใจความกังวลเรื่องสิวของวัยรุ่นอย่างแท้จริง ด้วยผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดูแลผิวที่เป็นสิว ไม่ว่าจะเป็นเจลทำความสะอาด มอยส์เจอไรเซอร์ เจลแต้มสิว เจลแต้มรอยสิว รวมถึงครีมกันแดดที่เหมาะกับคนเป็นสิวง่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้วัยรุ่นมีผิวสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง”
    เพื่อตอกย้ำจุดยืนการเป็นเพื่อนคู่ใจวัยรุ่น เคลียราซอฟท์ยังเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรกของแบรนด์ โดยได้คู่หูนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง อู่อู๋-ธนภูมิ เศรษฐสิทธิกุล และ เซฟ-วรพงษ์ วาเลาะ มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดของแบรนด์ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทั้งคู่ได้แบ่งปันเคล็ดลับผิวหน้าสะอาดใสและผิวสุขภาพดีว่า “แม้ต้องทำงานหนัก พักผ่อนไม่เป็นเวลา หรือเผชิญมลภาวะในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ พวกเราเลือกใช้คู่หูเคลียร์สิว Clearasoft Acne Cleansing Gel Plus ทำความสะอาดผิวหน้า ถ้าหากวันไหนเป็นสิวก็จะใช้ Clearasoft 7 Active Acne Gel แต้มบางๆ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด และเพิ่มความมั่นใจในทุกวัน”

    คุณปัญญา กิจเจริญการกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บี.กริม ฟาร์มา กล่าวว่า “บริษัทฯ ให้ความใส่ใจในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘เคลียราซอฟท์’ ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด แต่ยังคงความอ่อนโยน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพผิว พร้อมความมั่นใจอย่างสมวัย”
    แนวทางการสื่อสารการตลาดของเคลียราซอฟท์ ผ่านการออกแบบโลโก้และแพ็กเกจใหม่ รวมถึงการนำเสนอพรีเซนเตอร์ที่สามารถสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่ต้องการยกระดับเป็น ‘คู่หูเคลียร์สิว’ ที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

    *ทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 22 คน อายุ 18-60 ปี เดือน ธ.ค. 2568 โดย DERMSCAN ASIA ประเทศไทย

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ คว้ารางวัล “Thai Mind Awards 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2ตอกย้ำองค์กรต้นแบบด้านการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตของพนักงานครบทั้ง 5 มิติ

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ได้รับรางวัล “สุดยอดองค์กรเสริมสร้างสุขภาวะทางจิต (Thai Mind Awards 2026)” ในฐานะ The Winner ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากโครงการ Thai Mind Awards ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสนี้ นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนองค์กรเข้ารับมอบรางวัล โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบุคลากร

    การประเมินรางวัล Thai Mind Awards ใช้กรอบแนวคิด GRACE Model ซึ่งประกอบด้วย 5 มิติสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตในสถานที่ทำงาน ได้แก่

    • Growth & Development – การสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และโอกาสในการเติบโตของพนักงาน
    • Recognition – การเห็นคุณค่าและชื่นชมความสำเร็จของพนักงาน รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
    • All for Inclusion – การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง เคารพความหลากหลาย และทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
    • Care for Health & Safety – การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานอย่างรอบด้าน รวมถึงการสร้างพื้นที่การทำงานที่ปลอดภัย
    • Work-life Enrichment – การส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพื่อให้พนักงานสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บี.กริม เพาเวอร์ ได้พัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาวะของพนักงานอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมและโปรแกรมที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบ Onsite, Online และ Hybrid โดยผสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรด้านสุขภาพจิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกื้อหนุนต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานในทุกมิติ

    แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรผ่านค่านิยมหลัก 4Ps ได้แก่ Positivity, Professionalism, Partnership, และ Pioneering Spirit ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างองค์กรที่เปิดกว้าง เกื้อกูล และสนับสนุนการเติบโตของบุคลากร

    บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อว่า การส่งเสริมสุขภาวะทางจิตในองค์กรไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นความสามารถหลักขององค์กร (Core Organizational Capability) ที่ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่โอบอ้อมอารี และสนับสนุนให้ทั้ง “คน” และ “ธุรกิจ” เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    โครงการ Thai Mind Awards เป็นความร่วมมือระหว่าง สสส. และคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งส่งเสริมให้องค์กรไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาวะทางจิตของบุคลากรในสถานที่ทำงาน พร้อมทั้งผลักดันให้องค์กรพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่สนับสนุนสุขภาพจิตของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการประเมินตามแนวคิด GRACE และกระบวนการดำเนินงานตามหลัก FEEL ได้แก่ Formulate, Enact, Evaluate และ Leverage

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบี.กริม เพาเวอร์ ในการสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อหนุนต่อความสุข ความสมดุล และศักยภาพของพนักงานในระยะยาว

  • Business - Energy

    บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งบริษัทย่อยในมาเลเซีย ลุยจัดหาและค้าส่ง LNG – ก๊าซธรรมชาติ ตอบโจทย์ผู้ผลิตไฟฟ้าและกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ภายใต้ชื่อบริษัท B.Grimm LNG Sdn. Bhd. ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจำนวน 1 ริงกิตมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 1 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ริงกิตมาเลเซีย โดย บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ถือหุ้น 100% ของหุ้นที่ออกทั้งหมด ซึ่งใช้แหล่งเงินทุนหมุนเวียนของ บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด

    สำหรับเป้าหมายในการจัดตั้งบริษัทย่อยในครั้งนี้ เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้า และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศมาเลเซีย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ GreenLeap ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งจัดหาพลังงานที่สะอาด ยั่งยืน มีเสถียรภาพในระดับสูง และราคาที่เข้าถึงได้ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับอนาคต (Sustainable Fuels) โดยอาศัยจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และความร่วมมือที่ยาวนานและแข็งแกร่งกับคู่ค้าและผู้ผลิตอุปกรณ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทดแทน และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก พร้อมบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593) รวมถึงเป้าหมายกำลังการผลิตสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ คว้า 3 รางวัลใหญ่จาก Future Trends Awards 2026ตอกย้ำองค์กรต้นแบบที่เติบโตด้วยความโอบอ้อมอารีและครองใจคนทำงาน

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญบนเวทีระดับประเทศ ด้วยการคว้า 3 รางวัลเกียรติยศจากเวที Future Trends Awards 2026 ได้แก่ รางวัล “Leading of ESG” รางวัล “Leading of Social Product” และรางวัล “Experienced Professional Love 36-60 yrs.” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี (Empowering the World Compassionately) โดยผสานมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้ากับกลยุทธ์และธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์“สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” (Empowering the World Compassionately) อันเป็นรากฐานที่ บี.กริม ยึดถือมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี โดย บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมขับเคลื่อนวัฒนธรรมความโอบอ้อมอารี จากภายในสู่ภายนอก ผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่กับการดูแลชุมชนและสังคม รวมถึงการยกระดับธรรมาภิบาลที่โปร่งใส พร้อมส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนและสังคมโลกอย่างยั่งยืน

    Future Trends Awards 2026 เป็นเวทีสำคัญในการประกาศเกียรติคุณให้แก่องค์กรและบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่น ภายใต้แนวคิด “The Winner of Tomorrow” เพื่อขับเคลื่อนอนาคตผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจที่ตอบรับแนวโน้มสำคัญ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า บี.กริม เพาเวอร์ ไม่เพียงแต่เติบโตในฐานะผู้ผลิตพลังงานชั้นนำ แต่ยังเป็นองค์กรต้นแบบที่พร้อมปรับตัวรับเทรนด์โลกผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยมุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รางวัลที่ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับในปีนี้ ครอบคลุมทั้งมิติทางธุรกิจและมิติด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่
    o Leading of ESG: รางวัลองค์กรที่เป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนและการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดการใช้ทรัพยากร เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง
    o Leading of Social Product: รางวัลสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาด ความสำเร็จจากรางวัลนี้มีหัวใจสำคัญ คือ “โครงการพระบารมีส่องสว่างแสงธรรมทั่วไทย” ซึ่งนำโซลูชันด้านพลังงานสะอาดเข้าไปสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและพื้นที่ที่ขาดแคลน เปลี่ยนพลังงานให้เป็นโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
    o Experienced Professional Love 36-60 yrs.: รางวัลที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มพนักงานวัยทำงานที่มีประสบการณ์ที่โหวตให้ บี.กริม เพาเวอร์ เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุด ตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร และการส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นด้วยความเข้าใจและใส่ใจผู้คนอย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นคุณค่าขององค์กรที่มากกว่าผลประกอบการ เชื่อมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความยั่งยืนของสังคม การพัฒนาประเทศ และการปฏิบัติต่อพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นธรรม
    ด้วยวิสัยทัศน์การสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี บี.กริม เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “GreenLeap – Global and Green” เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดระดับสากลและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ความสำเร็จบนเวที Future Trends Awards 2026 เป็นดั่งเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่ บี.กริม เพาเวอร์ ยึดถือเป็นรากฐานสำคัญมาโดยตลอด ด้วยดีเอ็นเอของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง ขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังจากภายใน เพื่อต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมพลังงานที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ พร้อมสร้างคุณค่าแก่สังคมเพื่อส่งมอบโลกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงให้กับคนรุ่นหลังสืบไป