Business

  • Business - Marketing

    Clearasoft อัพลุคใหม่ พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรก อู่อู๋-เซฟเจาะตลาดดูแลสิววัยรุ่นครบทุกขั้นตอน

    เคลียราซอฟท์ (Clearasoft) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวสารสกัดธรรมชาติจาก บี.กริม ฟาร์มา ย้ำจุดยืนด้านการดูแลปัญหาสิวสำหรับวัยรุ่นอย่างครบวงจร ปรับโฉมโลโก้และแพ็กเกจดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัย สดใส และเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรกของแบรนด์ อู่อู๋-เซฟ คู่หูนักแสดงวัยรุ่นน้องใหม่มาแรง สะท้อนแนวคิดคู่หูเคลียร์สิวเพื่อผิวใสอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่น

    กลยุทธการสื่อสารการตลาดของเคลียราซอฟท์ครอบคลุมถึงการออกแบบโลโก้ใหม่ ให้ดูเรียบง่ายและจดจำได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการปรับโทนสีและดีไซน์แพ็กเกจให้มีความสดใส ทันสมัย และโดดเด่นบนชั้นวางสินค้า เพื่อสร้างจุดดึงดูดของแบรนด์ และเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ผลิตภัณฑ์เด่นภายใต้แพ็กเกจใหม่ที่ชูจุดเด่นเรื่องการใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ ได้แก่ Clearasoft Acne Cleansing Gel Plus เจลล้างหน้าที่ช่วยลดสิว คุมมัน Clearasoft 7 Active Acne Gel เจลแต้มสิวสูตรเร่งด่วน ตัวช่วยสิวยุบไวใน 7 ชั่วโมง* โดยยังคงคุณภาพและประสิทธิภาพของสูตรเดิม ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วัยรุ่นมากขึ้น

    คุณวราวรรณ จันทรสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและช่องทางร้านขายยา กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือกลยุทธการสื่อสารของแบรนด์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ เคลียราซอฟท์เปรียบเสมือน ‘คู่หูเคลียร์สิว’ ที่เข้าใจความกังวลเรื่องสิวของวัยรุ่นอย่างแท้จริง ด้วยผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดูแลผิวที่เป็นสิว ไม่ว่าจะเป็นเจลทำความสะอาด มอยส์เจอไรเซอร์ เจลแต้มสิว เจลแต้มรอยสิว รวมถึงครีมกันแดดที่เหมาะกับคนเป็นสิวง่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้วัยรุ่นมีผิวสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง”
    เพื่อตอกย้ำจุดยืนการเป็นเพื่อนคู่ใจวัยรุ่น เคลียราซอฟท์ยังเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่แรกของแบรนด์ โดยได้คู่หูนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง อู่อู๋-ธนภูมิ เศรษฐสิทธิกุล และ เซฟ-วรพงษ์ วาเลาะ มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดของแบรนด์ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทั้งคู่ได้แบ่งปันเคล็ดลับผิวหน้าสะอาดใสและผิวสุขภาพดีว่า “แม้ต้องทำงานหนัก พักผ่อนไม่เป็นเวลา หรือเผชิญมลภาวะในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ พวกเราเลือกใช้คู่หูเคลียร์สิว Clearasoft Acne Cleansing Gel Plus ทำความสะอาดผิวหน้า ถ้าหากวันไหนเป็นสิวก็จะใช้ Clearasoft 7 Active Acne Gel แต้มบางๆ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด และเพิ่มความมั่นใจในทุกวัน”

    คุณปัญญา กิจเจริญการกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บี.กริม ฟาร์มา กล่าวว่า “บริษัทฯ ให้ความใส่ใจในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘เคลียราซอฟท์’ ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด แต่ยังคงความอ่อนโยน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพผิว พร้อมความมั่นใจอย่างสมวัย”
    แนวทางการสื่อสารการตลาดของเคลียราซอฟท์ ผ่านการออกแบบโลโก้และแพ็กเกจใหม่ รวมถึงการนำเสนอพรีเซนเตอร์ที่สามารถสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่ต้องการยกระดับเป็น ‘คู่หูเคลียร์สิว’ ที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

    *ทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 22 คน อายุ 18-60 ปี เดือน ธ.ค. 2568 โดย DERMSCAN ASIA ประเทศไทย

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ คว้ารางวัล “Thai Mind Awards 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2ตอกย้ำองค์กรต้นแบบด้านการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตของพนักงานครบทั้ง 5 มิติ

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ได้รับรางวัล “สุดยอดองค์กรเสริมสร้างสุขภาวะทางจิต (Thai Mind Awards 2026)” ในฐานะ The Winner ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากโครงการ Thai Mind Awards ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสนี้ นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนองค์กรเข้ารับมอบรางวัล โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบุคลากร

    การประเมินรางวัล Thai Mind Awards ใช้กรอบแนวคิด GRACE Model ซึ่งประกอบด้วย 5 มิติสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตในสถานที่ทำงาน ได้แก่

    • Growth & Development – การสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และโอกาสในการเติบโตของพนักงาน
    • Recognition – การเห็นคุณค่าและชื่นชมความสำเร็จของพนักงาน รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
    • All for Inclusion – การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง เคารพความหลากหลาย และทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
    • Care for Health & Safety – การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานอย่างรอบด้าน รวมถึงการสร้างพื้นที่การทำงานที่ปลอดภัย
    • Work-life Enrichment – การส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพื่อให้พนักงานสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บี.กริม เพาเวอร์ ได้พัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาวะของพนักงานอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมและโปรแกรมที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบ Onsite, Online และ Hybrid โดยผสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรด้านสุขภาพจิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกื้อหนุนต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานในทุกมิติ

    แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรผ่านค่านิยมหลัก 4Ps ได้แก่ Positivity, Professionalism, Partnership, และ Pioneering Spirit ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างองค์กรที่เปิดกว้าง เกื้อกูล และสนับสนุนการเติบโตของบุคลากร

    บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อว่า การส่งเสริมสุขภาวะทางจิตในองค์กรไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นความสามารถหลักขององค์กร (Core Organizational Capability) ที่ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่โอบอ้อมอารี และสนับสนุนให้ทั้ง “คน” และ “ธุรกิจ” เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    โครงการ Thai Mind Awards เป็นความร่วมมือระหว่าง สสส. และคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งส่งเสริมให้องค์กรไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาวะทางจิตของบุคลากรในสถานที่ทำงาน พร้อมทั้งผลักดันให้องค์กรพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่สนับสนุนสุขภาพจิตของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการประเมินตามแนวคิด GRACE และกระบวนการดำเนินงานตามหลัก FEEL ได้แก่ Formulate, Enact, Evaluate และ Leverage

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบี.กริม เพาเวอร์ ในการสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อหนุนต่อความสุข ความสมดุล และศักยภาพของพนักงานในระยะยาว

  • Business - Energy

    บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งบริษัทย่อยในมาเลเซีย ลุยจัดหาและค้าส่ง LNG – ก๊าซธรรมชาติ ตอบโจทย์ผู้ผลิตไฟฟ้าและกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ภายใต้ชื่อบริษัท B.Grimm LNG Sdn. Bhd. ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจำนวน 1 ริงกิตมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 1 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ริงกิตมาเลเซีย โดย บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ถือหุ้น 100% ของหุ้นที่ออกทั้งหมด ซึ่งใช้แหล่งเงินทุนหมุนเวียนของ บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด

    สำหรับเป้าหมายในการจัดตั้งบริษัทย่อยในครั้งนี้ เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือ ก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้า และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศมาเลเซีย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ GreenLeap ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งจัดหาพลังงานที่สะอาด ยั่งยืน มีเสถียรภาพในระดับสูง และราคาที่เข้าถึงได้ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับอนาคต (Sustainable Fuels) โดยอาศัยจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และความร่วมมือที่ยาวนานและแข็งแกร่งกับคู่ค้าและผู้ผลิตอุปกรณ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทดแทน และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก พร้อมบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593) รวมถึงเป้าหมายกำลังการผลิตสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ คว้า 3 รางวัลใหญ่จาก Future Trends Awards 2026ตอกย้ำองค์กรต้นแบบที่เติบโตด้วยความโอบอ้อมอารีและครองใจคนทำงาน

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญบนเวทีระดับประเทศ ด้วยการคว้า 3 รางวัลเกียรติยศจากเวที Future Trends Awards 2026 ได้แก่ รางวัล “Leading of ESG” รางวัล “Leading of Social Product” และรางวัล “Experienced Professional Love 36-60 yrs.” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี (Empowering the World Compassionately) โดยผสานมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้ากับกลยุทธ์และธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์“สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” (Empowering the World Compassionately) อันเป็นรากฐานที่ บี.กริม ยึดถือมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี โดย บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมขับเคลื่อนวัฒนธรรมความโอบอ้อมอารี จากภายในสู่ภายนอก ผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่กับการดูแลชุมชนและสังคม รวมถึงการยกระดับธรรมาภิบาลที่โปร่งใส พร้อมส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนและสังคมโลกอย่างยั่งยืน

    Future Trends Awards 2026 เป็นเวทีสำคัญในการประกาศเกียรติคุณให้แก่องค์กรและบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่น ภายใต้แนวคิด “The Winner of Tomorrow” เพื่อขับเคลื่อนอนาคตผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจที่ตอบรับแนวโน้มสำคัญ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า บี.กริม เพาเวอร์ ไม่เพียงแต่เติบโตในฐานะผู้ผลิตพลังงานชั้นนำ แต่ยังเป็นองค์กรต้นแบบที่พร้อมปรับตัวรับเทรนด์โลกผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยมุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รางวัลที่ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับในปีนี้ ครอบคลุมทั้งมิติทางธุรกิจและมิติด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่
    o Leading of ESG: รางวัลองค์กรที่เป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนและการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดการใช้ทรัพยากร เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง
    o Leading of Social Product: รางวัลสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาด ความสำเร็จจากรางวัลนี้มีหัวใจสำคัญ คือ “โครงการพระบารมีส่องสว่างแสงธรรมทั่วไทย” ซึ่งนำโซลูชันด้านพลังงานสะอาดเข้าไปสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและพื้นที่ที่ขาดแคลน เปลี่ยนพลังงานให้เป็นโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
    o Experienced Professional Love 36-60 yrs.: รางวัลที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มพนักงานวัยทำงานที่มีประสบการณ์ที่โหวตให้ บี.กริม เพาเวอร์ เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุด ตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร และการส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นด้วยความเข้าใจและใส่ใจผู้คนอย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นคุณค่าขององค์กรที่มากกว่าผลประกอบการ เชื่อมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความยั่งยืนของสังคม การพัฒนาประเทศ และการปฏิบัติต่อพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นธรรม
    ด้วยวิสัยทัศน์การสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี บี.กริม เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “GreenLeap – Global and Green” เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดระดับสากลและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ความสำเร็จบนเวที Future Trends Awards 2026 เป็นดั่งเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่ บี.กริม เพาเวอร์ ยึดถือเป็นรากฐานสำคัญมาโดยตลอด ด้วยดีเอ็นเอของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง ขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังจากภายใน เพื่อต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมพลังงานที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ พร้อมสร้างคุณค่าแก่สังคมเพื่อส่งมอบโลกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงให้กับคนรุ่นหลังสืบไป

  • Business - Environment

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” เดินหน้ายกระดับสิ่งแวดล้อมปี 2569 ขยายผลโครงการ “สิ้นสุดการเป็นของเสีย” สร้างต้นแบบจัดการขยะอินทรีย์สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ กลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อโครงการ “ยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste)” หลังจากประสบความสำเร็จในการก่อสร้าง “โรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste” ครบ 3 แห่งในปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าขยายผลสู่การพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบระดับชุมชน

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน ในการจัดการขยะอินทรีย์ด้วยนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) เพื่อเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีมูลค่า” โดยในปี 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนครบ 3 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนเกาะสีชัง 2. โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ และ 3. โรงเรียนวัดแค ซึ่งโรงเรือนทั้ง 3 สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์จากโรงเรียนและชุมชนโดยรอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรือนทั้ง 3 แห่งให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ระดับชุมชน” โดยมีแผนดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักเรียน จัดอบรมชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และภาคเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จาก BSF ผลผลิตจากกระบวนการดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากวงจรชีวิตของหนอน BSF ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    โครงการนี้ได้เริ่มต้นจากการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่ เกาะสีชัง ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมพัฒนากับ Betterfly วิสาหกิจเพื่อสังคมด้านการจัดการขยะอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2566 โดยต้นแบบดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานที่เข้าศึกษาดูงานและนำแนวทางไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Business Strategy ตามหลัก 4G เพื่อความยั่งยืน ได้แก่ Green Corporate Great Society Good Governance และ Global Sustainability โดยเฉพาะ Green Corporate ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการคัดแยกขยะต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน

    นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน การขยายผลในปี 2569 จึงเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจาก การจัดการขยะ ไปสู่การสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างแท้จริง”

  • Business

    บี.กริม ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย สานพลังไตรภาคีจับมือ NIDA และ Harbour.Space ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ระดับโลก

    บี.กริม ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ในการแถลงความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาบุคลากรในรูปแบบ “ไตรภาคี” ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และ สถาบัน Harbour.Space @UTCC สถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยี สร้างผู้ประกอบการ และธุรกิจสมัยใหม่ชั้นนำระดับโลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถผู้บริหาร และบุคลากร เตรียมพร้อมรับมือโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบสองทางที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจและภาคการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์


    โครงการความร่วมมือนี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวทางของ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ที่ปรึกษาอาวุโส บี.กริม รองศาสตราจารย์ ดร.อนุกัลยณ์ จีระลักษณกุล คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ รองศาสตราจารย์ ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ประธานสถาบัน Harbour.Space@UTCC ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนา “บุคลากร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร บี.กริม และสังคมไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยก้าวสู่แถวหน้าของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy และการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI บนพื้นฐานของ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี (Compassionate AI-Driven Organization)


    โดย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ “ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความท้าทายใหม่ๆ การเตรียมความพร้อมให้บุคลากรมีทักษะและกรอบความคิดที่ทันสมัย ผสานกับความเป็นคนดีและมีจิตใจโอบอ้อมอารี คือ หัวใจสำคัญ บี.กริม มุ่งมั่นที่จะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่เก่งในธุรกิจ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความร่วมมือกับ NIDA และ Harbour.Space จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เราและประเทศไทย ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”


    ความโดดเด่นของความร่วมมือไตรภาคีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งบุคลากรไปอบรมตามหลักสูตรทั่วไป แต่เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในสองมิติ กล่าวคือ
    1.ยกระดับผู้บริหาร บี.กริม (Upskilling Executives): นำองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการขั้นสูงจาก NIDA ผสานกับทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) จาก Harbour.Space มาพัฒนาหลักสูตรเฉพาะ เพื่อสร้างผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเท่าทันเทคโนโลยียุคดิจิทัล
    2.เสริมมุมมองธุรกิจจริงให้ภาคการศึกษา (Real-world Business Insight): ในมุมกลับกัน บี.กริม จะทำหน้าที่เป็น “ห้องปฏิบัติการทางธุรกิจ” ที่ช่วยสะท้อนภาพความเป็นจริงของโลกผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Perspective) ให้กับสถาบันการศึกษา ทำให้ NIDA และ Harbour.Space เข้าใจบริบทธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์โลกการทำงานจริงได้อย่างแม่นยำ

    คุณเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บี.กริม กล่าวปิดท้าย “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคเอกชนและภาคการศึกษาไทย ในการผนึกกำลังเพื่อสร้างสังคมและประชากรที่ดีและมีคุณภาพ ตอบรับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม เอไอ และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ อย่างเป็นรูปธรรม อันสะท้อนวิสัยทัศน์ของ บี.กริม ที่ “ดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” ในประเทศไทยมากกว่า 148 ปี”

  • Business - News

    NEXTOPIA แสดงความยินดีกับ Julien Wallet-Hougetผู้ก่อตั้ง Dots Coffee และ DID – Dine in the Dark ได้รับการยกย่องใน Global Inclusion List 2026

    NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ชั้น 5 และ 5 A สยามพารากอน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวมพลังทุกภาคส่วน ร่วมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดรับทุกคนมาร่วมสร้างโลกที่ดีกว่า “Join us in the Making of a Better World” สร้างคุณค่าให้กับทุกการมาเยือนควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน NEXTOPIA ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาล่าสุดของ Dots Coffee ขอร่วมแสดงความยินดีและชื่นชมแด่ Julien Wallet-Houget ผู้ก่อตั้ง Dots Coffee ในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน Global Inclusion List 2026 สาขา Inspirational Role Model บุคคลต้นแบบผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมทางสังคมในระดับนานาชาติ

    Julien Wallet-Houget (จูเลียน วอลเล็ต-ฮูเกต์) เป็นนวัตกรเพื่อสังคมและนักกฎหมาย ผู้บุกเบิกโมเดลต้นแบบการจ้างงานและการมีส่วนร่วมของคนพิการในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการก่อตั้ง Dots Coffee ซึ่งเป็นร้านกาแฟแห่งแรกของโลกที่ดำเนินงานโดยผู้พิการทางการมองเห็นทั้งหมด และ DID – Dine in the Dark ร้านอาหารในความมืดแห่งแรกของเอเชียที่จ้างงานมืออาชีพที่เป็นผู้พิการทางการมองเห็น โดย กาวิน ควงปาริชาติ
    ผู้ร่วมก่อตั้งและทีมงานที่มุ่งมั่น ได้ร่วมกันสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับบุคลากรมาแล้วกว่า 60 คน โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและขยายผลได้นี้ ได้ใช้ศักยภาพของทีมงานผู้พิการทางการมองเห็นเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจ พร้อมทั้งผสานแนวคิดการมีส่วนร่วม (Inclusion) เข้ากับประสบการณ์การบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อศักยภาพในระดับมืออาชีพของผู้พิการ ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ของ Dot Coffee ได้ที่ NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพฯ

    NEXTOPIA และ สยามพารากอน เชื่อมั่นว่า การยอมรับในความหลากหลายและการมีส่วนร่วม (Inclusion) คือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคม ความสำเร็จของ Julien Wallet-Houget สะท้อนถึงคุณค่าหลักที่ NEXTOPIA มุ่งมั่นผลักดันมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม แสดงศักยภาพ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม การได้รับการยกย่องในระดับสากลครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่น ความเข้าใจ และการลงมือทำอย่างกล้าหาญ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง NEXTOPIA คือก้าวสำคัญที่ยกระดับการขับเคลื่อนด้าน Sustainability ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด โดยผสานหลักการดังกล่าวเข้ากับทุกมิติขององค์กร ทั้งการบริหารภายใน กิจกรรมเพื่อผู้ใช้บริการ ตลอดจนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ Global Inclusion List ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกสองปีและล่าสุดได้จัดพิธีมอบรางวัลอย่างยิ่งใหญ่ ณ
    กรุงลอนดอน เป็นหนึ่งในเวทีระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ทั้งในระดับองค์กรและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์จริงของการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสภาพแวดล้อมการทำงาน ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละปีล้วนเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่นักขับเคลื่อนประชาสังคมไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และมุ่งมั่นขจัดอุปสรรคเชิงระบบที่ขวางกั้นโอกาสอย่างจริงจัง

    Global Inclusion List ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ภายใต้โครงการ globalInclusivity.org แพลตฟอร์มระดับโลกที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่าย และสนับสนุนผู้ที่ขับเคลื่อนความเท่าเทียมในสถานที่ทำงานและสังคมทั่วโลก โดยแพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้องค์กรและบุคคล ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน ภายใต้ความเชื่อร่วมกันว่า “การยอมรับความแตกต่าง (Inclusion) ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งจำเป็น” (Inclusion is not optional – it’s essential)

  • Business

    TNL รายงานผลประกอบการปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจ คุณภาพรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และโครงสร้างทุนที่มั่นคง

    บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL รายงานผลประกอบการปี 2568 สะท้อนความสามารถในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทาย โดยบริษัทมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ TNL ส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% YoY และมีกำไรสุทธิ 415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% YoY ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง 18.3% YoY สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและคุณภาพกำไรที่ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากส่วนแบ่งขาดทุนของบริษัทร่วมและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น บริษัทสามารถรักษาระดับผลตอบแทนได้ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด

    ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกันมีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปีที่ 6,196 ล้านบาท โดยบริษัทดำเนินการปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อเชิงรุก ทั้งการเร่งแก้ไขหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) การบริหารหลักประกันอย่างรัดกุม และการคัดกรองสินเชื่อใหม่ด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวด ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) เฉลี่ยลดลงเหลือ 46.7% ขณะที่มูลค่าหลักประกันรวมเพิ่มขึ้นเป็น 13,260 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าหลักประกันเกินมูลค่าสินเชื่อ (Over-Collateratlisation) สูงกว่า 214% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวทางบริหารความเสี่ยงที่ระมัดระวังและสร้างกันชนเชิงโครงสร้างที่สำคัญเพื่อจำกัดความเสียหายของพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว

    ในส่วนของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ บริษัทดำเนินกลยุทธ์การลงทุนอย่างรอบคอบ (Selectively Bidding) ภายใต้เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เข้มงวด โดยมุ่งเน้นพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกลุ่มลูกค้าองค์กรที่มีหลักประกันแข็งแกร่งและมีศักยภาพ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวเอื้อต่อการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้อย่างยืดหยุ่น และเพิ่มความสามารถในการปิดบัญชีได้รวดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับพอร์ตลูกหนี้รายย่อย ส่งผลให้กระบวนการจัดเก็บหนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากแนวทางดังกล่าวของบริษัท ส่งผลให้โครงสร้างพอร์ตประกอบด้วยลูกค้าองค์กร 77% และลูกค้ารายย่อย 23% สะท้อนทิศทางการลงทุนที่เน้นคุณภาพและความสามารถในการเรียกเก็บเงิน มากกว่าการขยายพอร์ตเชิงปริมาณ โดยในปีที่ผ่านมาการติดตามและเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ในกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นไปได้ด้วยดี สนับสนุนการหมุนเวียนเงินทุนเพื่อการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมารายได้จากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเติบโตเป็น 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.7% YoY สะท้อนประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุนและการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

    สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ปี 2568 นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากระยะพัฒนาโครงการสู่ระยะการทยอยรับรู้รายได้ แม้บริษัทยังรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนตามความคืบหน้าของงานก่อสร้าง แต่ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากโครงการหลักที่ทยอยเข้าสู่ช่วงโอนกรรมสิทธิ์ โดย Noble Create เริ่มโอนในไตรมาส 3 และโครงการ Nue Riverest Ratburana มีความคืบหน้าใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อผลการดำเนินงานในปี 2569

    ในภาพรวม ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีสินทรัพย์รวม 15,158 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest-bearing D/E) อยู่ที่ 0.37 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่สะท้อนความระมัดระวังด้านเลเวอเรจ ขณะเดียวกัน บริษัทมีเงินสดจำนวน 1,776 ล้านบาท สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เพียงพอในการรองรับแผนการเติบโตในปี 2569 ทั้งนี้ ในระหว่างปีบริษัทได้ออกหุ้นกู้ครั้งที่ 3 มูลค่า 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.80% อายุ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินและทิศทางการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไป

    นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทได้รับคะแนนประเมินบรรษัทภิบาลระดับ 5 ดาว (“ดีเลิศ”) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากรายงานการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR) และได้ยกระดับกรอบการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการมีส่วนร่วมของพนักงาน การพัฒนาชุมชน และการเสริมสร้างระบบบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการ เพื่อสนับสนุนการสร้างคุณค่าในระยะยาวควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

    จากการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับโครงสร้างเงินทุนที่มั่นคง และโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ทยอยเข้าสู่ช่วงรับรู้รายได้ TNL เชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการต่อยอดการเติบโตบนรากฐานที่มั่นคง พร้อมรักษาวินัยทางการเงินและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ เสริมความแข็งแกร่งอุตสาหกรรมพลังงานไทยลงนาม MOU ต่อเนื่อง พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาคุณภาพรองรับการเติบโตของภาคพลังงานระยะยาว

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานไทย ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) โครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม (Vocational Education in Electrical System Engineering and Power Control: V-EsEPC) ฉบับที่ 4 ครอบคลุมระยะเวลา พ.ศ. 2569–2571 นับเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 9 ถึงปีที่ 11 ควบคู่กับโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (Vocational Chemical Engineering and Power Control:           V-ChEPC) ซึ่งก้าวสู่ MOU ฉบับที่ 7 ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 19 ถึงปีที่ 21 ณ วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จังหวัดระยอง


    พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนาม โดยมี ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ที่ปรึกษาโครงการฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในนามภาคเอกชน


    บี.กริม เพาเวอร์ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจพลังงานชั้นนำของประเทศ และหนึ่งในภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรม ได้สนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทักษะช่างเทคนิคให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานที่มีความซับซ้อนสูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบการผลิตไฟฟ้า และมาตรฐานความปลอดภัย


    ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เชิงทฤษฎีจากสถานศึกษา เข้ากับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ (Work-Based Learning) เพื่อสร้างช่างเทคนิคที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถปฏิบัติงานได้จริง ลดช่องว่างด้านทักษะ (Skills Gap) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในระยะยาว


    ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านการพัฒนากำลังคนเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน บริษัทจึงยังคงเดินหน้าสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมพลังงานไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

  • Business - Stock Market

    ROCTEC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2568/69 มีรายได้เติบโตกว่า 26% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 50% YoY จากงานโครงการที่เพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย

    บริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ “ROCTEC” รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2568/69 สำหรับงวด ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2568 โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 917 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% YoY และมีกำไรสุทธิจำนวน 127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.2% YoY สะท้อนถึงปริมาณงานโครงการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารโครงสร้างต้นทุนให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ยังคงอยู่ในระดับที่ดีที่ 13.8% จากระดับ 11.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    ในไตรมาสนี้ ผลการดำเนินงานของ ROCTEC ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจบริการไอซีที (ICT Solutions) ซึ่งยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทฯ จากการเติบโตอย่างโดดเด่นของธุรกิจงานสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัล (Digital Display Solutions) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อในปริมาณสูงจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน รวมถึงความคืบหน้าของโครงการด้านระบบคมนาคมขนส่ง นอกจากนี้ลักษณะโครงการที่มีการให้บริการและรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องช่วยเสริมความชัดเจนและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรายได้และต้นทุนของบริษัท  ขณะเดียวกันธุรกิจสื่อโฆษณายังคงมีพัฒนาการเชิงบวก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อโฆษณาประเภท Street Furniture ที่ยังมีความต้องการอยู่ในระดับสูง

    ด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทมีกำไรขั้นต้นจำนวน 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% YoY แม้อัตรากำไรจะเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างของโครงการ โดยเฉพาะสัดส่วนรายได้จากธุรกิจงานสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัล ซึ่งอยู่ในช่วงขยายขนาดการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ROCTEC ยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานไว้ได้จากการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย สนับสนุนให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นโดดเด่น

    นายเว่ย แซม แลม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ROCTEC กล่าวว่า “ผลประกอบการในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความสามารถของ ROCTEC ในการขยายโครงการควบคู่กับการรักษาประสิทธิภาพด้านต้นทุนได้อย่างสมดุล โดยธุรกิจสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัลมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นภายใต้กลุ่มธุรกิจบริการไอซีที (ICT Solutions) ในฐานะโซลูชันด้านการแสดงผลและบริหารข้อมูลแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานของลูกค้าและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างมีวินัย เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว”

    สำหรับงวด 9 เดือนของปีงบประมาณ 2568/69 ROCTEC มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% YoY และมีกำไรสุทธิ 370 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.3% YoY สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานโดยรวม รวมถึงศักยภาพในการขยายการให้บริการของธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับช่วงที่เหลือของปี บริษัทฯ คาดว่าการรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจงานระบบคมนาคมขนส่ง (Transportation Solutions) และธุรกิจงานระบบแบบครบวงจร (Integrated Technology Solutions) ซึ่งโครงการต่าง ๆ มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผน และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนรายได้รวมในระยะถัดไป ขณะเดียวกันธุรกิจสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัลยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของกลุ่มธุรกิจบริการไอซีที จากความต้องการที่ต่อเนื่องของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

    ROCTEC ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการโครงการ และการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งมอบคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น