Business

  • Business - Environment

    “น้ำมันพืชกุ๊ก” เดินหน้ายกระดับสิ่งแวดล้อมปี 2569 ขยายผลโครงการ “สิ้นสุดการเป็นของเสีย” สร้างต้นแบบจัดการขยะอินทรีย์สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ กลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อโครงการ “ยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste)” หลังจากประสบความสำเร็จในการก่อสร้าง “โรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste” ครบ 3 แห่งในปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าขยายผลสู่การพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบระดับชุมชน

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน ในการจัดการขยะอินทรีย์ด้วยนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) เพื่อเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีมูลค่า” โดยในปี 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนครบ 3 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนเกาะสีชัง 2. โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ และ 3. โรงเรียนวัดแค ซึ่งโรงเรือนทั้ง 3 สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์จากโรงเรียนและชุมชนโดยรอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรือนทั้ง 3 แห่งให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ระดับชุมชน” โดยมีแผนดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักเรียน จัดอบรมชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และภาคเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จาก BSF ผลผลิตจากกระบวนการดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากวงจรชีวิตของหนอน BSF ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    โครงการนี้ได้เริ่มต้นจากการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่ เกาะสีชัง ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมพัฒนากับ Betterfly วิสาหกิจเพื่อสังคมด้านการจัดการขยะอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2566 โดยต้นแบบดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานที่เข้าศึกษาดูงานและนำแนวทางไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Business Strategy ตามหลัก 4G เพื่อความยั่งยืน ได้แก่ Green Corporate Great Society Good Governance และ Global Sustainability โดยเฉพาะ Green Corporate ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการคัดแยกขยะต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน

    นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน การขยายผลในปี 2569 จึงเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจาก การจัดการขยะ ไปสู่การสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างแท้จริง”

  • Business

    บี.กริม ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย สานพลังไตรภาคีจับมือ NIDA และ Harbour.Space ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ระดับโลก

    บี.กริม ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ในการแถลงความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาบุคลากรในรูปแบบ “ไตรภาคี” ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และ สถาบัน Harbour.Space @UTCC สถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยี สร้างผู้ประกอบการ และธุรกิจสมัยใหม่ชั้นนำระดับโลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถผู้บริหาร และบุคลากร เตรียมพร้อมรับมือโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบสองทางที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจและภาคการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์


    โครงการความร่วมมือนี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวทางของ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ที่ปรึกษาอาวุโส บี.กริม รองศาสตราจารย์ ดร.อนุกัลยณ์ จีระลักษณกุล คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ รองศาสตราจารย์ ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ประธานสถาบัน Harbour.Space@UTCC ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนา “บุคลากร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร บี.กริม และสังคมไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยก้าวสู่แถวหน้าของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy และการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI บนพื้นฐานของ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี (Compassionate AI-Driven Organization)


    โดย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ “ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความท้าทายใหม่ๆ การเตรียมความพร้อมให้บุคลากรมีทักษะและกรอบความคิดที่ทันสมัย ผสานกับความเป็นคนดีและมีจิตใจโอบอ้อมอารี คือ หัวใจสำคัญ บี.กริม มุ่งมั่นที่จะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่เก่งในธุรกิจ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความร่วมมือกับ NIDA และ Harbour.Space จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เราและประเทศไทย ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”


    ความโดดเด่นของความร่วมมือไตรภาคีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งบุคลากรไปอบรมตามหลักสูตรทั่วไป แต่เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในสองมิติ กล่าวคือ
    1.ยกระดับผู้บริหาร บี.กริม (Upskilling Executives): นำองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการขั้นสูงจาก NIDA ผสานกับทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) จาก Harbour.Space มาพัฒนาหลักสูตรเฉพาะ เพื่อสร้างผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเท่าทันเทคโนโลยียุคดิจิทัล
    2.เสริมมุมมองธุรกิจจริงให้ภาคการศึกษา (Real-world Business Insight): ในมุมกลับกัน บี.กริม จะทำหน้าที่เป็น “ห้องปฏิบัติการทางธุรกิจ” ที่ช่วยสะท้อนภาพความเป็นจริงของโลกผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Perspective) ให้กับสถาบันการศึกษา ทำให้ NIDA และ Harbour.Space เข้าใจบริบทธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์โลกการทำงานจริงได้อย่างแม่นยำ

    คุณเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บี.กริม กล่าวปิดท้าย “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคเอกชนและภาคการศึกษาไทย ในการผนึกกำลังเพื่อสร้างสังคมและประชากรที่ดีและมีคุณภาพ ตอบรับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม เอไอ และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ อย่างเป็นรูปธรรม อันสะท้อนวิสัยทัศน์ของ บี.กริม ที่ “ดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” ในประเทศไทยมากกว่า 148 ปี”

  • Business - News

    NEXTOPIA แสดงความยินดีกับ Julien Wallet-Hougetผู้ก่อตั้ง Dots Coffee และ DID – Dine in the Dark ได้รับการยกย่องใน Global Inclusion List 2026

    NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ชั้น 5 และ 5 A สยามพารากอน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวมพลังทุกภาคส่วน ร่วมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดรับทุกคนมาร่วมสร้างโลกที่ดีกว่า “Join us in the Making of a Better World” สร้างคุณค่าให้กับทุกการมาเยือนควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน NEXTOPIA ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาล่าสุดของ Dots Coffee ขอร่วมแสดงความยินดีและชื่นชมแด่ Julien Wallet-Houget ผู้ก่อตั้ง Dots Coffee ในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน Global Inclusion List 2026 สาขา Inspirational Role Model บุคคลต้นแบบผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมทางสังคมในระดับนานาชาติ

    Julien Wallet-Houget (จูเลียน วอลเล็ต-ฮูเกต์) เป็นนวัตกรเพื่อสังคมและนักกฎหมาย ผู้บุกเบิกโมเดลต้นแบบการจ้างงานและการมีส่วนร่วมของคนพิการในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการก่อตั้ง Dots Coffee ซึ่งเป็นร้านกาแฟแห่งแรกของโลกที่ดำเนินงานโดยผู้พิการทางการมองเห็นทั้งหมด และ DID – Dine in the Dark ร้านอาหารในความมืดแห่งแรกของเอเชียที่จ้างงานมืออาชีพที่เป็นผู้พิการทางการมองเห็น โดย กาวิน ควงปาริชาติ
    ผู้ร่วมก่อตั้งและทีมงานที่มุ่งมั่น ได้ร่วมกันสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับบุคลากรมาแล้วกว่า 60 คน โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและขยายผลได้นี้ ได้ใช้ศักยภาพของทีมงานผู้พิการทางการมองเห็นเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจ พร้อมทั้งผสานแนวคิดการมีส่วนร่วม (Inclusion) เข้ากับประสบการณ์การบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อศักยภาพในระดับมืออาชีพของผู้พิการ ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ของ Dot Coffee ได้ที่ NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพฯ

    NEXTOPIA และ สยามพารากอน เชื่อมั่นว่า การยอมรับในความหลากหลายและการมีส่วนร่วม (Inclusion) คือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคม ความสำเร็จของ Julien Wallet-Houget สะท้อนถึงคุณค่าหลักที่ NEXTOPIA มุ่งมั่นผลักดันมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม แสดงศักยภาพ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม การได้รับการยกย่องในระดับสากลครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่น ความเข้าใจ และการลงมือทำอย่างกล้าหาญ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง NEXTOPIA คือก้าวสำคัญที่ยกระดับการขับเคลื่อนด้าน Sustainability ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด โดยผสานหลักการดังกล่าวเข้ากับทุกมิติขององค์กร ทั้งการบริหารภายใน กิจกรรมเพื่อผู้ใช้บริการ ตลอดจนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ Global Inclusion List ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกสองปีและล่าสุดได้จัดพิธีมอบรางวัลอย่างยิ่งใหญ่ ณ
    กรุงลอนดอน เป็นหนึ่งในเวทีระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ทั้งในระดับองค์กรและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์จริงของการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสภาพแวดล้อมการทำงาน ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละปีล้วนเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่นักขับเคลื่อนประชาสังคมไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และมุ่งมั่นขจัดอุปสรรคเชิงระบบที่ขวางกั้นโอกาสอย่างจริงจัง

    Global Inclusion List ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ภายใต้โครงการ globalInclusivity.org แพลตฟอร์มระดับโลกที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่าย และสนับสนุนผู้ที่ขับเคลื่อนความเท่าเทียมในสถานที่ทำงานและสังคมทั่วโลก โดยแพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้องค์กรและบุคคล ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน ภายใต้ความเชื่อร่วมกันว่า “การยอมรับความแตกต่าง (Inclusion) ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งจำเป็น” (Inclusion is not optional – it’s essential)

  • Business

    TNL รายงานผลประกอบการปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจ คุณภาพรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และโครงสร้างทุนที่มั่นคง

    บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL รายงานผลประกอบการปี 2568 สะท้อนความสามารถในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทาย โดยบริษัทมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ TNL ส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% YoY และมีกำไรสุทธิ 415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% YoY ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง 18.3% YoY สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและคุณภาพกำไรที่ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากส่วนแบ่งขาดทุนของบริษัทร่วมและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น บริษัทสามารถรักษาระดับผลตอบแทนได้ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด

    ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกันมีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปีที่ 6,196 ล้านบาท โดยบริษัทดำเนินการปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อเชิงรุก ทั้งการเร่งแก้ไขหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) การบริหารหลักประกันอย่างรัดกุม และการคัดกรองสินเชื่อใหม่ด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวด ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) เฉลี่ยลดลงเหลือ 46.7% ขณะที่มูลค่าหลักประกันรวมเพิ่มขึ้นเป็น 13,260 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าหลักประกันเกินมูลค่าสินเชื่อ (Over-Collateratlisation) สูงกว่า 214% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวทางบริหารความเสี่ยงที่ระมัดระวังและสร้างกันชนเชิงโครงสร้างที่สำคัญเพื่อจำกัดความเสียหายของพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว

    ในส่วนของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ บริษัทดำเนินกลยุทธ์การลงทุนอย่างรอบคอบ (Selectively Bidding) ภายใต้เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เข้มงวด โดยมุ่งเน้นพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกลุ่มลูกค้าองค์กรที่มีหลักประกันแข็งแกร่งและมีศักยภาพ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวเอื้อต่อการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้อย่างยืดหยุ่น และเพิ่มความสามารถในการปิดบัญชีได้รวดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับพอร์ตลูกหนี้รายย่อย ส่งผลให้กระบวนการจัดเก็บหนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากแนวทางดังกล่าวของบริษัท ส่งผลให้โครงสร้างพอร์ตประกอบด้วยลูกค้าองค์กร 77% และลูกค้ารายย่อย 23% สะท้อนทิศทางการลงทุนที่เน้นคุณภาพและความสามารถในการเรียกเก็บเงิน มากกว่าการขยายพอร์ตเชิงปริมาณ โดยในปีที่ผ่านมาการติดตามและเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ในกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นไปได้ด้วยดี สนับสนุนการหมุนเวียนเงินทุนเพื่อการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมารายได้จากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเติบโตเป็น 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.7% YoY สะท้อนประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุนและการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

    สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ปี 2568 นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากระยะพัฒนาโครงการสู่ระยะการทยอยรับรู้รายได้ แม้บริษัทยังรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนตามความคืบหน้าของงานก่อสร้าง แต่ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากโครงการหลักที่ทยอยเข้าสู่ช่วงโอนกรรมสิทธิ์ โดย Noble Create เริ่มโอนในไตรมาส 3 และโครงการ Nue Riverest Ratburana มีความคืบหน้าใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อผลการดำเนินงานในปี 2569

    ในภาพรวม ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีสินทรัพย์รวม 15,158 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest-bearing D/E) อยู่ที่ 0.37 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่สะท้อนความระมัดระวังด้านเลเวอเรจ ขณะเดียวกัน บริษัทมีเงินสดจำนวน 1,776 ล้านบาท สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เพียงพอในการรองรับแผนการเติบโตในปี 2569 ทั้งนี้ ในระหว่างปีบริษัทได้ออกหุ้นกู้ครั้งที่ 3 มูลค่า 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.80% อายุ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินและทิศทางการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไป

    นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทได้รับคะแนนประเมินบรรษัทภิบาลระดับ 5 ดาว (“ดีเลิศ”) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากรายงานการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR) และได้ยกระดับกรอบการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการมีส่วนร่วมของพนักงาน การพัฒนาชุมชน และการเสริมสร้างระบบบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการ เพื่อสนับสนุนการสร้างคุณค่าในระยะยาวควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

    จากการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับโครงสร้างเงินทุนที่มั่นคง และโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ทยอยเข้าสู่ช่วงรับรู้รายได้ TNL เชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการต่อยอดการเติบโตบนรากฐานที่มั่นคง พร้อมรักษาวินัยทางการเงินและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

  • Business

    บี.กริม เพาเวอร์ เสริมความแข็งแกร่งอุตสาหกรรมพลังงานไทยลงนาม MOU ต่อเนื่อง พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาคุณภาพรองรับการเติบโตของภาคพลังงานระยะยาว

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานไทย ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) โครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม (Vocational Education in Electrical System Engineering and Power Control: V-EsEPC) ฉบับที่ 4 ครอบคลุมระยะเวลา พ.ศ. 2569–2571 นับเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 9 ถึงปีที่ 11 ควบคู่กับโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (Vocational Chemical Engineering and Power Control:           V-ChEPC) ซึ่งก้าวสู่ MOU ฉบับที่ 7 ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 19 ถึงปีที่ 21 ณ วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จังหวัดระยอง


    พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนาม โดยมี ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ที่ปรึกษาโครงการฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในนามภาคเอกชน


    บี.กริม เพาเวอร์ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจพลังงานชั้นนำของประเทศ และหนึ่งในภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรม ได้สนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทักษะช่างเทคนิคให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานที่มีความซับซ้อนสูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบการผลิตไฟฟ้า และมาตรฐานความปลอดภัย


    ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เชิงทฤษฎีจากสถานศึกษา เข้ากับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ (Work-Based Learning) เพื่อสร้างช่างเทคนิคที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถปฏิบัติงานได้จริง ลดช่องว่างด้านทักษะ (Skills Gap) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในระยะยาว


    ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านการพัฒนากำลังคนเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน บริษัทจึงยังคงเดินหน้าสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมพลังงานไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

  • Business - Stock Market

    ROCTEC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2568/69 มีรายได้เติบโตกว่า 26% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 50% YoY จากงานโครงการที่เพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย

    บริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ “ROCTEC” รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2568/69 สำหรับงวด ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2568 โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 917 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% YoY และมีกำไรสุทธิจำนวน 127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.2% YoY สะท้อนถึงปริมาณงานโครงการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารโครงสร้างต้นทุนให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ยังคงอยู่ในระดับที่ดีที่ 13.8% จากระดับ 11.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    ในไตรมาสนี้ ผลการดำเนินงานของ ROCTEC ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจบริการไอซีที (ICT Solutions) ซึ่งยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทฯ จากการเติบโตอย่างโดดเด่นของธุรกิจงานสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัล (Digital Display Solutions) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อในปริมาณสูงจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน รวมถึงความคืบหน้าของโครงการด้านระบบคมนาคมขนส่ง นอกจากนี้ลักษณะโครงการที่มีการให้บริการและรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องช่วยเสริมความชัดเจนและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรายได้และต้นทุนของบริษัท  ขณะเดียวกันธุรกิจสื่อโฆษณายังคงมีพัฒนาการเชิงบวก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อโฆษณาประเภท Street Furniture ที่ยังมีความต้องการอยู่ในระดับสูง

    ด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทมีกำไรขั้นต้นจำนวน 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% YoY แม้อัตรากำไรจะเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างของโครงการ โดยเฉพาะสัดส่วนรายได้จากธุรกิจงานสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัล ซึ่งอยู่ในช่วงขยายขนาดการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ROCTEC ยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานไว้ได้จากการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย สนับสนุนให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นโดดเด่น

    นายเว่ย แซม แลม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ROCTEC กล่าวว่า “ผลประกอบการในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความสามารถของ ROCTEC ในการขยายโครงการควบคู่กับการรักษาประสิทธิภาพด้านต้นทุนได้อย่างสมดุล โดยธุรกิจสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัลมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นภายใต้กลุ่มธุรกิจบริการไอซีที (ICT Solutions) ในฐานะโซลูชันด้านการแสดงผลและบริหารข้อมูลแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานของลูกค้าและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างมีวินัย เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว”

    สำหรับงวด 9 เดือนของปีงบประมาณ 2568/69 ROCTEC มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% YoY และมีกำไรสุทธิ 370 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.3% YoY สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานโดยรวม รวมถึงศักยภาพในการขยายการให้บริการของธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับช่วงที่เหลือของปี บริษัทฯ คาดว่าการรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจงานระบบคมนาคมขนส่ง (Transportation Solutions) และธุรกิจงานระบบแบบครบวงจร (Integrated Technology Solutions) ซึ่งโครงการต่าง ๆ มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผน และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนรายได้รวมในระยะถัดไป ขณะเดียวกันธุรกิจสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัลยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของกลุ่มธุรกิจบริการไอซีที จากความต้องการที่ต่อเนื่องของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

    ROCTEC ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการโครงการ และการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งมอบคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น

  • Business - News

    “บี้-กุ๊บกิ๊บ” จูงมือ “น้องเป่าเปา-น้องเป่าเป้ย์” ปักหมุดพิกัดหวานที่ไอคอนสยาม!ฉลองวันแห่งความรักยั่งยืน “Happy VaLongTine’s Celebration”มาทำให้วาเลนไทน์นี้รักกันยาวนานกว่าที่เคย

    เทศกาลวันแห่งความรักปีนี้หวานละมุนยิ่งกว่าครั้งไหน เมื่อ ไอคอนสยาม เชิญชวนทุกคู่รักมาร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความผูกพันที่ลึกซึ้งและยั่งยืนยิ่งกว่าเคย ด้วยการฉลองนิยามวันวาเลนไทน์รูปแบบใหม่ให้เป็นเทศกาลแห่งความรักที่ยืนยาว ภายใต้แนวคิด “Happy VaLongTine’s Celebration สุขสันต์วันแห่งความรักยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากครอบครัวต้นแบบแห่งความสุข คุณบี้ ธรรศภาคย์ และ คุณกุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ พร้อมด้วยสองโซ่ทองคล้องใจ น้องเป่าเปา และ น้องเป่าเป้ย์ มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวความรักแบบฉบับใหม่ ที่สะท้อนถึงการรักผู้อื่นให้เป็นและรักตนเองอย่างถูกวิธี โดย ไอคอนสยาม ได้รังสรรค์กิจกรรมอันหลากหลายให้ทุกคู่รักมาชาร์จพลังดีๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ได้แก่ “LONG | LIVE | LOVE” เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน ได้มีความรักแบบยั่งยืน และค้นพบความหมายที่แท้จริงของความรักที่เริ่มต้นจากภายในสู่ภายนอก

    • “LONG” ถนอมความรักแบบยาวนานยั่งยืน ต้องเริ่มต้นที่ดูแลสุขภาพกายและใจ ไอคอนสยาม จับมือ ALO แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์สายแอคทีฟแวร์ จัดกิจกรรมโยคะที่จะมาเติมเอเนจี้สีชมพูให้คุณ รักตัวเองมากยิ่งขึ้นกับ “ALO x ICONSIAM Breath & Movement with Juju” จูงมือคนรักมาใช้เวลาสุดพิเศษที่เป็นมากกว่าการออกกำลังกาย เพราะได้ดูแลสุขภาพกายพร้อมหัวใจของกันและกันให้แข็งแรง สัมผัสประสบการณ์โยคะเหนือระดับท่ามกลางวิวท้องฟ้าและสายน้ำ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00-18.00 น. ณ ICONSIAM Park ชั้น 2
    • “LIVE” เคล็ดลับบริหารความรักให้ยั่งยืนในแบบฉบับของ บี้ ธรรศภาคย์ และ กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ จากการเป็นพาร์ทเนอร์คู่รัก สู่การเป็นคู่ชีวิตและครอบครัว พร้อมจูงมือลูกสาวแสนน่ารักทั้งสอง น้องเป่าเปา และ น้องเป่าเป้ย์ มาใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน ด้วยการเนรมิตให้ทุกวันเป็นวันแห่งความรัก เริ่มต้นวันแห่งความสุขของครอบครัวที่ ไอคอนสยาม ทานมื้ออร่อยพร้อมท่องโลกคาแรกเตอร์ที่ POP MART CAFÉ เสิร์ฟเมนูน่ารักเกินต้านถูกใจทั้ง น้องเป่าเปา และ น้องเป่าเป้ย์ ต่อด้วยผจญภัยในโลกจินตนาการกันที่ Kids Cinema ICON CINECONIC แดนสวรรค์แสนสนุกของเด็กๆ ที่ได้ชมภาพยนตร์พร้อมหน้ากันในบรรยากาศสุดแฮปปี้ทั้งครอบครัว ไม่พลาดชอปปิงชุดออกกำลังกายสุดเทรนดี้ชวนเปิดตี้ดูแลสุขภาพทั้งบ้าน และปิดท้ายด้วยการเลือกซื้อช็อกโกแลตเป็นของขวัญแทนใจให้กันในวันแห่งความรัก เรียกว่าได้รับมวลแห่งความอบอุ่นใจกลับบ้านกันไปทั้งครอบครัว
    • “LOVE” ต้อนรับเทศกาลแห่งความหวานชื่น ไอคอนสยาม ยกทัพร้านขนมหวานโดนใจ ให้คุณชวนคนที่คุณรักมาอร่อยเพลินกับพร้อมเมนูสุดพิเศษที่ใครได้ชิมต้องตกหลุมรัก ในงาน “Happy VaLongTine’s Sweet & Love Festival” เทศกาลขนมหวานสุดโรแมนติก ยกร้านขนมหวานชื่อดังกว่า 200 เมนู เสิร์ฟความหวานฉ่ำให้อิ่มเอมใจ อาทิ ต้อนรับวาเลนไทน์ด้วย Lover’s Cheesecake ชีสเค้กสตรอเบอร์รี่รสหวานหอมอมเปรี้ยวชื่นใจ จากร้าน Nie & ivan, หวานกรอบอร่อยฟินกับราสเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ และองุ่น เคลือบช็อกโกแลตเบลเยียมคุณภาพเต็มคำ จาก Rubycrush, คาเฟ่และเบเกอรีของน้องแดน ยูทูปเบอร์ ชื่อดัง Bake Urban ที่ผสานรสชาติแบบไทยและเกาหลี อร่อยละมุนจนใครๆ ก็ต้องยิ้มใจฟู, ร้านเค้กสไตล์มินิมอลยอดฮิต babycakes ให้คุณเลือก DIY ตกแต่งข้อความแทนใจ สำหรับมอบเซอร์ไพรส์ในเทศกาลแห่งความรักนี้ และ สัมผัสขนมไทยต้นตำรับสูตรโบราณ รสชาติจากความรักที่สืบทอดมาจากอาม่า ที่ร้าน ตำรับอาม่า นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์คชอปที่สายหวานต้องเลิฟ เวิร์คช็อปแต่งหน้าเค้กสุดคิ้วท์ จาก babycakes หรือ เวิร์คชอปเมนูสุดฮอตแห่งปี Dubai Chewy Dango เรียนรู้เทคนิคแบบต้นฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ จาก ABC Cooking Studio งานนี้สายหวานพลาดไม่ได้! มาสร้างโมเมนต์หวานๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 10-22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Wattana Hall ชั้น 3

    บทสรุปความรักในนิยามใหม่จากใจของคู่รักตัวอย่าง
    เพิ่มดีกรีความหวานและเติมเต็มความหมายของรักฉบับยั่งยืนของคู่รัก บี้ ธรรศภาคย์ และ กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ มาร่วมเผยนิยามความรักที่มาเติมเต็มชีวิตของกันและกันให้รักสมบูรณ์ยาวนานและยั่งยืนว่า

    “สำหรับครอบครัวของเราความรักที่ดีคือ ความรักที่ทำให้เราเติบโตไปข้างหน้า พร้อมที่จะเรียนรู้พัฒนาตัวเองและเติบโตเป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น นี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้เรารักกันได้ยาวนาน เพราะความรักที่ดีจะทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้น อีกสิ่งสำคัญที่สุดในครอบครัวเราคือการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน พูดคุยสื่อสารกันเป็นกิจวัตรประจำวันในทุกวัน การใช้เวลาร่วมกัน นั่งพูดคุยแบ่งปันกันว่าในแต่ละวันพบเจออะไรมาบ้าง ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวเราแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างเช่น การที่ครอบครัวของเราได้มาใช้เวลาหนึ่งวันที่ ไอคอนสยาม ทำให้ทุกคนได้สนุกไปด้วยกัน น้องเป่าเปา และ น้องเป่าเป้ย์ ได้กินได้เล่นสนุกกันอย่างเต็มที่ กิ๊บได้เดินเล่นชอปปิง บี้ได้มาเลือกซื้ออุปกรณ์กีฬา และเราทุกคนยังได้ใช้เวลาทานข้าวร่วมกัน ทุกคนจะได้ค้นหาพื้นที่ของตัวเองที่นี่ ซึ่งนี่อาจจะเป็นโมเมนต์ที่ลูกของเราจะจดจำได้จนถึงวันที่เขาโตขึ้นเลย วาเลนไทน์ของพวกเราจะไม่ใช่เพียงแค่วันวันเดียว แต่จะต้องเป็น “วาลองไทน์” ที่เต็มไปด้วยความสุขในทุกวันและความรักที่ยาวนานในแบบของครอบครัวเรา เชิญชวนทุกคนมาใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขแบบยั่งยืนนี้ไปด้วยกันนะคะ”

    ร่วมเอนจอยทุกโมเมนต์แห่งความประทับใจในช่วงเทศกาลแห่งความรักที่ ไอคอนสยาม เติมเต็มความสุขให้ตัวเอง พร้อมชวนคนสำคัญมาสร้างความทรงจำที่มีค่ามากกว่าคำว่ารักไปด้วยกัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com และ Facebook : ICONSIAM

    ICONSIAMValongtine #Valongtine #Valentine #LongLiveLove #Longevity #ICONSIAM

  • Business - Lifestyle - Travel

    Robb Report ร่วมกับ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด ประกาศการกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ของ “Robb Report Thailand”

    Robb Report สื่อระดับโลกด้านลักชัวรีที่คร่ำหวอดในวงการมากว่าห้าทศวรรษ ประกาศการกลับมาอีกครั้งอย่างเป็นทางการของ Robb Report Thailand ภายใต้ความร่วมมือกับ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร โดยการกลับมาเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นบทใหม่ที่สำคัญของแบรนด์ในการเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย หนึ่งในตลาดลักชัวรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเอเชีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความต้องการด้าน Craftsmanship ประสบการณ์อันเปี่ยมด้วยความหมาย และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ของภูมิภาคนี้

    โดย Robb Report Thailand จะเผยแพร่เนื้อหาแบบมัลติแพลตฟอร์ม ทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล นิตยสารฉบับพิมพ์รายไตรมาส และการจัดอีเวนต์ระดับพรีเมียมที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีรสนิยมในประเทศไทย โดยเนื้อหาจะผสานมุมมองระดับโลกเข้ากับอัตลักษณ์แบบไทย ครอบคลุมหมวดหมู่หลักอันเป็นเอกลักษณ์ของ Robb Report อาทิ รถยนต์, เรือยอชต์, อากาศยาน, นาฬิกา, เครื่องประดับ, อสังหาริมทรัพย์, อาหารและเครื่องดื่ม, การท่องเที่ยว, Wellness, ศิลปะและการออกแบบ เพื่อตอบโจทย์ผู้อ่านที่ให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรม นวัตกรรม และรางวัลแห่งการใช้ชีวิตเหนือระดับ

    การเปิดตัวใหม่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างที่สุดของ Robb Report Thailand ที่จะทำความเข้าใจพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคลักชัวรีไทยในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านหลากหลายช่องทาง หลากหลายประสบการณ์ และหลากหลายนิยามการใช้ชีวิตหรูหราร่วมสมัย ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้อ่านที่มีฐานะและมีมุมมองระดับนานาชาติ Robb Report Thailand ตั้งเป้าที่จะเป็นสื่อที่เปรียบเสมือนเข็มทิศ นำเสนอเรื่องราวของ Craftsmanship วัฒนธรรม และความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ความทรงคุณค่าของแบรนด์ระดับโลกให้แข็งแกร่งและยืนหยัดอย่างสง่างามในตลาดประเทศไทย

    ทั้งนี้ Robb Report Thailand จะนำทัพโดย วัชรวรณ์ ทาสุคนธ์ (Vajravorn Tasukon) ผู้มาพร้อมประสบการณ์ที่ลึกซึ้งในแวดวงสื่อลักชูรี มีความชำนาญในการเล่าเรื่องอุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality) และการวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ระดับนานาชาติมาแล้ว โดยจะมารับหน้าที่สำคัญในการนำมุมมองอันประณีตและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลมาสู่ Robb Report Thailand ในฐานะบรรณาธิการบริหารคนแรก (Editor-in-Chief)

    Luke Bahrenburg ประธาน Robb Report เผยถึงก้าวสำคัญในครั้งนี้ว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดลักชัวรีที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก เป็นที่ซึ่ง Craftsmanship วัฒนธรรม และการให้คุณค่ากับสิ่งงดงามเหนือระดับ ผสานรวมกันอย่างกลมกลืนและโดดเด่นไม่เหมือนใคร เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว Robb Report Thailand อีกครั้ง ร่วมกับพันธมิตรที่เข้าใจทั้งมรดกของแบรนด์ และความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทย ผมเชื่อว่าบทใหม่นี้จะนำความเชี่ยวชาญระดับโลกของเรามาสู่ตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาส ความคิดสร้างสรรค์ และแพสชันต่อโลกแห่งลักชัวรีอย่างแท้จริง”

    ด้าน อมรินทร์ คชรัตน์ ผู้อำนวยการ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้นำ Robb Report Thailand ก้าวสู่ยุคใหม่ ด้วยความที่ผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบันคาดหวังความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเล่าเรื่อง ประสบการณ์ และแบรนด์ที่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต วิสัยทัศน์ของเราสำหรับ Robb Report Thailand จึงมุ่งเน้นการสร้างกลยุทธ์แบบ     ไดนามิก หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นโลกดิจิทัล สังคม ประสบการณ์ เพื่อสะท้อนการใช้ชีวิตลักชัวรีอย่างแท้จริง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพต่อมรดกทางวัฒนธรรม และที่สำคัญคือ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสื่อและแพลตฟอร์มที่สมศักดิ์ศรีกับชื่อเสียงระดับโลกของ Robb Report รวมถึงสังคมลักชัวรีของประเทศไทย”

    เตรียมพบกับ “Robb Report Thailand” สื่อไลฟ์สไตล์ลักชัวรีระดับโลกที่จะนำความหรูหราที่แท้จริง มามาสู่ประเทศไทย ในปี 2026 นี้

    เกี่ยวกับ Robb Report

    Robb Report คือสื่อลักชัวรีระดับโลก ซึ่งเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ระดับสุดยอดที่ผู้บริโภคยุคใหม่แสวงหา โดยดึงดูดผู้อ่านที่มีรสนิยมและความหลงใหลร่วมกันในด้าน Craftsmanship มรดกทางวัฒนธรรม การออกแบบชั้นเลิศ และความเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งล้วนเป็นแก่นแท้ของความลักชัวรีอย่างแท้จริง Robb Report ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสื่อทรงอิทธิพลที่สุดในการนำเสนอศิลปะแห่งการใช้ชีวิต โดยปัจจุบันมีฉบับนานาชาติรวม 17 ประเทศทั่วโลก พร้อมเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่ครอบคลุมทุกหมวดหมู่และแพสชันของโลกแห่งลักชัวรี

    เกี่ยวกับ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด

    บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด (Lifestyle and Travel Media Co., Ltd.) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2547 โดยมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เป็นบริษัทสื่อและสำนักพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม และการผลิตคอนเทนต์เฉพาะทาง มีนิตยสารเรือธงคือ Lifestyle & Travel หนึ่งในนิตยสารไลฟ์สไตล์ภาษาอังกฤษชั้นนำของประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลิตสื่อคุณภาพสูงของบริษัท ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในงานสิ่งพิมพ์และดิจิทัล คอนเทนต์แบบคัสตอม ตลอดจนความร่วมมือในอุตสาหกรรมโรงแรม การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด จึงนำความเชี่ยวชาญที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มาสู่บทบาทใหม่ในการผู้ถือลิขสิทธิ์ Robb Report Thailand อย่างเต็มภาคภูมิ

  • Business - Hotel

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ คว้ารางวัลเกียรติยศ จากเวที Thailand Tourism Awards 2025พร้อมเปิดตัวแคมเปญสุดพิเศษต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ (Oriental Residence Bangkok) ในเครือ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู คว้ารางวัล Outstanding Award ประเภท Luxury Hotel จากเวที Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ในการยกระดับมาตรฐานการบริการและประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการในกลุ่มโรงแรมหรูของประเทศไทย

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ โรงแรมแห่งแรกภายใต้แบรนด์ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนวิทยุ รายล้อมด้วยสถานทูต แหล่งธุรกิจสำคัญ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สวนลุมพินี พร้อมการเดินทางที่สะดวกสบายใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสจึงทำให้การเดินทางไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ ของกรุงเทพเป็นเรื่องง่าย โรงแรมโดดเด่นด้วยการออกแบบที่ผสมผสานความหรูหราแบบร่วมสมัยเข้ากับความอบอุ่นแบบไทยอย่างลงตัว ทุกห้องพักได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงห้องสวีทขนาดกว้างขวางที่มาพร้อมครัวแบบครบชุด เพื่อรองรับทั้งการพักผ่อนและการอยู่อาศัยระยะยาว แขกสามารถสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับโลกได้ที่ Café Claire และ Oriental Bar ซึ่งให้บริการในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

    อีกทั้ง โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยการเป็นสมาชิกของกลุ่มโรงแรมหรู Small Luxury Hotels of the World (SLH) และได้รับรางวัล MICHELIN Key ประจำปี 2024 และ 2025 ซึ่งมอบให้แก่โรงแรมที่โดดเด่นด้านบรรยากาศและการบริการที่ยอดเยี่ยม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจดจำสำหรับแขกทุกท่าน

    งานมอบรางวัลดังกล่าว ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ถือเป็นหนึ่งในที่พัก 4 แห่งในประเทศไทย ที่ได้รับรางวัล Outstanding Award ประเภท Luxury Hotel ซึ่งถือเป็นรางวัลระดับสูง นอกจากนี้ ยังเป็นสมาชิกของ SLH และที่พัก MICHELIN Key เพียงรายเดียวที่ได้รางวัลดังกล่าว

    อีวาน ไทเลอร์ (Ewan Tylor) ผู้จัดการทั่วไปของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ กล่าวว่า โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่านี้ ซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งของเราในการมอบบริการที่เป็นเลิศและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่แขกทุกท่าน รางวัลนี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความรักในงานบริการของทีมงานทุกคน รวมถึงความไว้วางใจจากแขกผู้เข้าพักและพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้เรายกระดับมาตรฐานความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง

    มากไปกว่านั้น การได้รับรางวัลในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการพัฒนาการให้บริการของ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ที่ครอบคลุมในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยผสมผสานบริการที่เป็นเลิศเข้ากับการออกแบบพื้นที่อย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่หลากหลายและตอบโจทย์นักเดินทางผู้มีรสนิยม ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ความสงบ และความหรูหราในแบบร่วมสมัย

    รางวัล Thailand Tourism Awards ถือเป็นรางวัลอันทรงคุณค่าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการ ในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย Thailand Tourism Awards หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รางวัลกินรี” (Kinnaree Awards) จัดขึ้นทุกสองปี ตั้งแต่ปี 2539 โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นแบบอย่างของมาตรฐานคุณภาพและการบริการที่ยอดเยี่ยม โดยมีเป้าหมายยกระดับสถานะของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการบริการระดับโลก ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรกของรางวัล Thailand Tourism Sustainability Awards ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็น “กินรีสีเขียว” (Green Kinnaree) แสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ต่อแนวทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ

    โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ มอบนิยามใหม่แห่งความหรูหราที่มาพร้อมความเป็นส่วนตัวสูงสุด โดยแขกผู้เข้าพักสามารถเลือกพักผ่อนที่ Play Deck บนชั้น 4 ที่มาพร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งระบบน้ำเกลือขนาด 20 เมตร และทิวทัศน์อันตระการตาของเส้นขอบฟ้ากรุงเทพ สร้างความรู้สึกสงบผ่อนคลายและพึงพอใจอย่างยิ่ง หรือ เลือกผ่อนคลายในห้องพักที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานเสน่ห์แบบตะวันออก ความอบอุ่นแบบไทย และความสะดวกสบายของโลกยุคใหม่เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
    ทุกห้องพักมีพื้นที่นั่งเล่นกว้างขวาง พร้อมห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน ตอบโจทย์นักเดินทางที่มองหาความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านในเวลาเดียวกัน ถือเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในเมืองอย่างมีสไตล์และคุณภาพ

    นอกจากนี้ยังมี โอเรียนเต็ล บาร์ (Oriental Bar) ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางของโรงแรมที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ได้รับอิทธิพลจากความเป็นย่านสถานทูตเก่าแก่ของกรุงเทพฯ บวกกับบรรยากาศของเมืองที่พร้อมสรรพและทันสมัย ทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจจากถนนวิทยุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุแห่งแรกของประเทศไทย ผนวกเป็นแนวคิด “Classic with a Twist” ด้วยการจับคู่การตกแต่งภายในที่ทำจากไม้และหนังที่แสนหรูหรา กับเมนูค็อกเทล ซิกเนเจอร์ ที่มีธีมเกี่ยวข้องกับแนวเพลงที่เป็นตำนาน จึงออกมาเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีสไตล์และน่าจดจำสำหรับแขกที่มาเยือน

    สำหรับ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ความเป็นเลิศไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการบริการ แต่ขยายไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับแขกทุกคน ซึ่งในเทศกาลวันหยุดนี้ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ได้จัดบริการ White & Gold ที่รวมข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้ธีม ‘Timeless Elegance’ ผสมผสานสไตล์ที่ประณี การเฉลิมฉลอง และสัมผัสที่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ เพื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลที่น่าจดจำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญในช่วงเทศกาลส่งท้ายปลายปี 2568 ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ภายใต้แคมเปญ “Beyond the Festivities” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความทรงจำอันล้ำค่า และประสบการณ์การฉลองเทศกาลที่น่าประทับใจสำหรับแขกทุกคน

    นอกจากนี้แขกผู้เข้าพักจะได้ร่วมสัมผัสช่วงเวลาแห่งความสุขใน พิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาส (Christmas Tree Lighting Ceremony) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2025 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นของเสียงดนตรีอะคูสติกสด เครื่องดื่มสุดคลาสสิกในเทศกาลคริสต์มาส และมุมถ่ายภาพสุดเก๋แบบอินเทอร์แอคทีฟ พร้อมดื่มด่ำกับประสบการณ์อาหารฉลองเทศกาลแห่งความสุขสุดพิเศษ อาทิ Festive Afternoon Tea น้ำชายามบ่ายสุดหรูที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะช่วงเทศกาลนี้ โดยจะมีขนมหวานและของว่างธีมคริสต์มาสจับคู่กับชาเกรดพรีเมียม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับช่วงเวลาพบปะสังสรรค์กับคนพิเศษในบ่ายที่แสนอบอุ่น และปิดท้ายด้วย New Year’s Eve Sparkling Indulgence Dinner มื้อค่ำส่งท้ายปีที่แขกจะได้ลิ้มลองรสชาติอาหารชั้นเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศที่จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

    มากกว่านั้ย แขกผู้เข้าพักยังสามารถเลือกซื้อ กระเช้าของขวัญเทศกาล (Festive Hampers) ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ภายในบรรจุของพรีเมียมหลากหลายรายการ พร้อมถุงของขวัญรักษ์โลก แผ่นรองจานสานมือจากฝีมือของผู้สูงอายุในท้องถิ่น และผ้าพันคอรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น สำหรับผู้ที่ต้องการฉลองเทศกาลคริสต์มาส ทางโรงแรมได้จัดเตรียม Christmas Eve & Christmas Day Set Dinner ชุดอาหารมื้อค่ำแบบ 4 คอร์ส ตามด้วย บุฟเฟต์บรันช์วันคริสต์มาส (Christmas Day Brunch) เพื่อให้ทุกคนได้รังสรรค์ช่วงเวลาแห่งความทรงจำอันแสนอบอุ่นกับครอบครัวและคนที่รัก

    รางวัลอันทรงเกียรติและโปรแกรมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขในช่วงปลายปีนี้ ได้รับการคัดสรรมาเป็นพิเศษ ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ในการนำเสนอบริการที่เป็นเลิศ และประสบการณ์อันน่าประทับใจ มาพร้อมกับความสง่างาม ความจริงใจ และการบริการด้วยหัวใจที่มอบให้แขกผู้มาเยือนทุกคน

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ กรุณาเข้าไปที่ www.oriental-residence.com สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กรุณาเข้าไปที่ www.onyx-hospitality.com

  • Business - Energy

    SRTA จับมือ UNISUS เดินหน้าศึกษาพัฒนา Central Utility Plantพลิกโฉมบางซื่อสู่ “เมืองอัจฉริยะต้นแบบ” บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่

    บริษัท ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับโครงการภาคเอกชนรายแรกของเมืองไทย และ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) หน่วยงานที่มีภารกิจในการบริหารทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง (Central Utility Plant: CUP) ในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณบางซื่อกว่า 1,200 ไร่ เพื่อยกระดับพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นศูนย์กลางการเดินทางของกรุงเทพฯ ในอนาคต

    การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะบางซื่อ (Bang Sue Smart City)” ซึ่งทาง SRTA วางแผนที่จะจัดหาการลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการทั้งหมด โดยความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเมืองอัจฉริยะยุคใหม่ อันได้แก่ โรงผลิตความเย็นแบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการปรับอากาศ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานความเย็นเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบจัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสียและผลิตน้ำรีไซเคิล ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบการจัดการขยะ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบเตือนภัยพิบัติและแผนรองรับอุบัติภัย รวมถึงศูนย์จัดการพลังงานอัจฉริยะ
    ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง 3 บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ วิศวกรรม และพลังงาน ได้แก่ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC), อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค และ บี.กริม โดยภายใต้บันทึกข้อตกลงกับ SRTA นี้ ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี มีบทบาทในการจัดเตรียมแนวคิดเบื้องต้นของระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ด้านเทคนิคและด้านการเงิน และนำเสนอรูปแบบการพัฒนาโครงการให้แก่ SRTA


    นายกมล ตันพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี ได้รับความไว้วางใจจาก SRTA ในการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับเมืองอัจฉริยะบางซื่อ เราตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในโครงการเมืองอัจฉริยะเป็นอย่างดี การพัฒนาระบบที่ดีสามารถช่วยลดการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนาเมือง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ เราพร้อมที่จะนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการให้บริการแบบครบวงจรในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเรารับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน ดูแลงานก่อสร้างและบริการด้านวิศวกรรม การวางระบบเพื่อใช้งานจริง ไปจนถึงการบริการในระยะยาว เพื่อเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดแก่ SRTA ในการพัฒนาโครงการต่อไป”
    นายกษพล บวรศรีการ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนาม แต่เป็นการจับมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อผลักดันพื้นที่บางซื่อซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็กต์ขนาด 1,200 ไร่ ให้เติบโตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเดินทางของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โดยต่อจากนี้ทั้งสององค์กรจะลงพื้นที่เพื่อศึกษาร่วมกันและผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะบางซื่อของ SRTA”
    ความร่วมมือของ ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี และ SRTA ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ เช่น การร่วมลงทุน (Joint Venture) ที่ SRTA สามารถนำมูลค่าที่ดินมาร่วมเป็นทุน เพื่อวางระบบสาธารณูปโภคที่มีความคุ้มค่าและรองรับการใช้งานระยะยาว มุ่งสร้างพื้นที่บางซื่อให้เป็นสังคมคุณภาพ ที่อยู่อาศัยและทำงานอย่างสะดวก ปลอดภัย และประหยัดพลังงาน สร้างประโยชน์ให้ทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน ด้วยศักยภาพของทั้งสององค์กร ความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของพื้นที่บางซื่อ ที่กำลังจะก้าวสู่การเป็น “Smart City แห่งใหม่ของประเทศไทย”