Art

  • Art - Music

    RBSO ชวนออกเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการใน “Anime Concert” สัมผัสบทเพลงอนิเมะญี่ปุ่นชื่อดังผ่านพลังซิมโฟนี 20-21 สิงหาคมนี้

    วงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra: RBSO) เตรียมนำผู้ชมออกเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการอันไร้ขอบเขตผ่านบทเพลงจากภาพยนตร์และซีรีส์อนิเมะญี่ปุ่นชื่อดัง ในคอนเสิร์ต “Anime Concert” ในวันที่ 20 และ 21 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย


    การแสดงครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยเพลงของ วานิช โปตะวนิช วาทยกรผู้มีประสบการณ์ในการถ่ายทอดบทเพลงหลากหลายรูปแบบ ทั้งดนตรีคลาสสิก เพลงประกอบภาพยนตร์ และบทเพลงจากละครเพลง ซึ่งสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำวง RBSO ถ่ายทอดบทเพลงอนิเมะยอดนิยมด้วยพลังและสีสันอันงดงามของวงซิมโฟนีออร์เคสตร้า


    พบกับผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของ โจ ฮิซาอิชิ (Joe Hisaishi) คีตกวีชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ได้แก่ Spirited Away Suite, Merry-Go-Round of Life และ Castle in the Sky Suite ก่อนขยับอารมณ์ไปกับความมันและพลังของ Naruto Shippuden, One Piece และ We Are! แล้วเข้าสู่โลกที่เข้มข้นขึ้นกับ Attack on Titan และ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba


    นอกจากนี้ ยังมีเพลงที่คุ้นหูจาก Pokémon The Movie 2000, Detective Conan, Your Lie in April, Neon Genesis Evangelion, Your Name. และ Medalist ที่จะพาไปสัมผัสอีกหลากหลายอารมณ์ ตั้งแต่ความละมุนและอบอุ่น ไปจนถึงความตื่นเต้นและทรงพลัง


    บทเพลงทั้งหมดจะได้รับการเรียบเรียงและถ่ายทอดผ่านเสียงอันทรงพลังของวง RBSO พาผู้ชมสัมผัสหลากหลายอารมณ์ ตั้งแต่ความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา ไปจนถึงความตื่นเต้น ความอบอุ่น ความซาบซึ้ง และพลังแห่งความหวัง เสมือนได้ย้อนกลับไปพบกับตัวละครและเรื่องราวอันเป็นที่รักอีกครั้ง


    คอนเสิร์ต “Anime Concert” จึงเป็นอีกหนึ่งการแสดงครั้งสำคัญสำหรับผู้ชื่นชอบดนตรีซิมโฟนี เพลงประกอบภาพยนตร์ และวัฒนธรรมอนิเมะญี่ปุ่น ตลอดจนผู้ชมทุกเพศทุกวัยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีอันน่าตื่นตาตื่นใจร่วมกัน


    ร่วมออกเดินทางสู่โลกแห่งเสียงดนตรีและจินตนาการไปกับวงรอยัลแบงก์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในคอนเสิร์ต “Anime Concert” วันที่ 20 และ 21 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย


    ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/concert/rbso-2026-anime-concert.html

  • Art - Fashion - Lifestyle

    แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT ไอคอนสยาม นำเสนอ THREADS OF LEGACY: S’CRAFT 2026 คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไทยประจำปี ถ่ายทอดแนวคิดจากสายใยแห่งปณิธานสู่การยกระดับหัตศิลป์ผ้าไทย โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

    S’CRAFT: Craftsmanship 2026 คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไทยประจำปี ผลงานอันทรงคุณค่าและน่าสะสม กลับมาอีกครั้งในปีนี้พร้อมกระแสชุดไทยและผ้าไหมไทยที่กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก โดยในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านการอนุรักษ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ร่วมกับ ICONCRAFT แห่งไอคอนสยาม พื้นที่แห่งการเชิดชูวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

    นำเสนอผลงานการสร้างสร้างสรรค์กระเป๋าผ้าไทยสุดพิเศษ ลิมิเต็ด เอดิชั่น 88 ชิ้น โดดเด่นด้วยผืนผ้าทอจากช่างระดับมาสเตอร์และช่างทอรุ่นใหม่ผู้ชนะการประกวดระดับประเทศและงานปักอันประณีตจากฝีมือของช่างปักแห่ง SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ผลงานอันทรงคุณค่าแต่ละชิ้นดั่งสายใยที่ถักทอขึ้นเพื่อเล่าขานแรงบันดาลใจจากราชสำนักและสายใยแห่งพระราชปณิธานของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ได้รับการสานต่อพระราชกรณียกิจโดยองค์ดีไซเนอร์ ผู้ทรงยกระดับงานฝีมือของช่างไทยในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศให้มีความร่วมสมัยและเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

    4 ชิ้นงานไฮไลท์อันน่าสะสมประจำปีนี้

    จากราชสำนักสู่ผลงานหัตถศิลป์ไทยอันล้ำเลิศ

    VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION

    ชิ้นงาน One-of-a-kind ซึ่งเป็นไฮไลท์กำนี้ ประกอบด้วยกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมพร้อมหูจับ (Boxy Bag) พิเศษเพียง 4 ใบที่มีชื่ออันไพเราะว่า ‘VICHIT RATTANA’ ถ่ายทอดความล้ำค่าในทุกองค์ประกอบของชิ้นงานตั้งแต่การคัดสรรผ้าทอจากสองมาสเตอร์ด้านหัตถกรรมผ้าทอมือคืออาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย และอาจารย์มีชัย แต้สุจริยา เพิ่มความพิเศษด้วยการตกแต่งงานเครื่องทองบริเวณหูจับจากฝีมือของช่างทองหลวงที่มีชื่อเสียง คือ อาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม และอาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน ส่วนงานปักซึ่งเป็นอีกหนึ่งความพิเศษนั้น เนรมิตโดยช่างฝีมือจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy   ผู้ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์อันงดงามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ปรมาจารย์แห่งช่างทอท่านแรก อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ครูศิลป์’ แห่งแผ่นดินและผู้ก่อตั้งกลุ่มทอผ้าไหมยกทอง “จันทร์โสมา” จ.สุรินทร์ ได้เนรมิตผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียงสองชิ้นซึ่งรังสรรค์จากผ้าทอมือที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ สะท้อนถึงศาสตร์ชั้นสูงแห่งการทอผ้า ส่วนงานปักอันประณีตโดยทีมช่างแห่ง SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัยของสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งตัดเย็บโดยกูตูริเยร์ ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงนามปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) เป็นชุดที่พระองค์ทรงในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวายสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมหาราชวัง พ.ศ. 2515

       VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’SRUBYEDITION

    ผ้าทอ:อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย
    งานตกแต่งทอง:อาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม
    งานปักมือ:SIRIVANNAVARI Atelier & Academy

    ผลงานสร้างสรรค์จากผ้าทอมือในโทนสีแดงก่ำ ตกแต่งด้วยกระบวนลายโคมดอกในประจำยามที่มีความเด่นชัดของลวดลายผสมผสานกับความละเอียดอ่อนในการทอ สะท้อนระเบียบแบบแผนของศิลปกรรมไทยชั้นสูง พร้อมด้วยลายกรวยเชิงอันเป็นลายจารีตสำคัญของผ้ายกราชสำนัก

    ชิ้นงานตกแต่งกระเป๋ารังสรรค์โดยครูไพโรจน์ สืบสาม แห่ง Pairot Thai Jewelry ผู้สะท้อนมรดกแห่งภูมิปัญญางานช่างทองไทยอันทรงคุณค่า ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตะวันตกของพระที่นั่งบรมพิมานโดยเฉพาะเส้นสายของหลังคาทรงโค้งที่สะท้อนความอ่อนช้อยและความสง่างาม อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือลวดลายหงส์ สัญลักษณ์แห่งความสูงศักดิ์ สิริมงคล และความสง่างาม เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์ศิลปะและงานหัตถศิลป์ไทย ส่วนสัญลักษณ์ตัวอักษร “S” หมายถึงองค์ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI
    ผู้ทรงสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและต่อยอดงานหัตถศิลป์ไทย

    ส่วนงานปักใช้เทคนิคการปักลูกปัดและคริสตัลผสมดิ้นมันเพื่อทำให้เกิดมิติทั่งทั้งใบ เพิ่มความวิจิตรงดงามด้วยการตกแต่งบริเวณหูจับโดยอาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม ผู้เชี่ยวชาญการทำเครื่องประดับไทยโบราณและได้รับการยกย่องให้เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรมปี 2562

     VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S NAVY EDITION

    ผ้าทอ:อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย
    งานตกแต่งทอง:อาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน
    งานปักมือ:SIRIVANNAVARI Atelier & Academy

    ชิ้นงานอันทรงคุณค่าจากผืนผ้าในโทนสีน้ำเงินเข้ม ลวดลายหลักของผืนผ้าเป็นกระบวนลายราชวัตรดอกแปดกลีบสลับดอกสี่กลีบ ที่เรียงร้อยอย่างคมชัดและละเอียดอ่อน สื่อถึงระเบียบแบบแผนของศิลปกรรมไทยชั้นสูง พร้อมด้วยลายกรวยเชิง ซึ่งเป็นลายจารีตสำคัญของผ้ายกราชสำนัก ประกอบด้วยลายช่อแทงท้องและกรวยเชิงที่ประดับด้วยแม่ลายลูกขนาบ เรียงชั้นลดหลั่นอย่างสง่างาม แสดงถึงความประณีตและความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่างทอไทย

    การตกแต่งด้วยทองรังสรรค์ด้วยงานหัตถศิลป์โดยใช้เทคนิคการถักลวดทองแบบดั้งเดิมและกรรมวิธีเฉพาะอันประณีต ประดับด้วยคริสตัลอันสะท้อนถึงความละเอียดลออ ความแม่นยำ และความงดงามของงานช่างฝีมือไทยในทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดลวดลายดอกไม้สี่กลีบอันสื่อถึงทิศทั้งสี่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองและความเป็นสิริมงคล บริเวณตรงกลางประดับด้วยอักษร “S” หมายถึงพระนามย่อขององค์ดีไซเนอร์

    สำหรับงานปักใช้เทคนิคการปักลายเป็นจุดเล็กๆ รูปดอกประจำยาม 4 ทิศ โดยได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ชุดไทย ศิวาลัยของสมเด็จพระพันปีหลวง เพิ่มความวิจิตรงดงามด้วยการตกแต่งบริเวณหูจับโดยอาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน ช่างทองหลวงระดับปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญการทำเครื่องทองโบราณขั้นสูงของไทย

    อีกหนึ่งมาสเตอร์ด้านการทอผ้าผู้เนรมิตกระเป๋าใบพิเศษในซีรีส์ VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION อีก 2 ใบคืออาจารย์มีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ทอผ้า) ประจำปี 2564 เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญระดับปรมาจารย์แห่งวงการผ้าไทย ผู้สืบทอดภูมิปัญญาแห่ง “บ้านคำปุน” จังหวัดอุบลราชธานี ผู้มีความปรารถนาในการพัฒนาผ้าไทยให้เข้ากับยุคสมัย ผลงานแต่ละชิ้นจึงเป็นดั่งงานศิลปะที่น่าสะสม

    สำหรับงานปักโดยทีมช่างจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy อันประณีตนั้นเล่าขานเรื่องราวแห่งราชสำนัก ผ่านแรงบันดาลใจจากลายขดและลายดอกไม้อันงดงามอ่อนช้อยที่ปรากฏอยู่บนฉลองพระองค์ชุดราตรีของสมเด็จพระพันปีหลวงซึ่งได้รับการเลือกสรรให้ไปจัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté. Royal Thai. Dress From Tradition to Modernity ซึ่งจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs in Paris

    VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S ONYXEDITION

    ผ้าทอ: อาจารย์มีชัย แต้สุจริยา
    งานตกแต่งทอง: อาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม
    งานปักมือ: SIRIVANNAVARI Atelier & Academy

    ผลงานในโทนสีดำอันหรูหราจากศิลปะการทอผ้าชั้นสูงโดดเด่นด้วยผ้าลายมัดหมี่เครือเถาที่ดูสะดุดตาจากเทคนิคขิดแทรกเส้นหางกระรอกไหมสีดำและสีเงินที่ถ่ายทอดความอ่อนช้อยของลายเครือเถาที่ดูมีชีวิตชีวา ทำให้ผืนผ้ามีมิติและเกิดประกายเมื่อกระทบกับแสง

    ชิ้นงานห้อยประดับกระเป๋ารังสรรค์โดยครูไพโรจน์ สืบสาม แห่ง Pairot Thai Jewelry ได้แรงบันดาลใจจากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับหลังคาพระราชวังแบบไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนสัญลักษณ์ “S” เปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งการพึ่งพาพระบารมี และเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ไทยให้ร่วมกันสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ส่งต่อมรดกแห่งภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น

    ส่วนลายปักโดดเด่นด้วยลายขดและดอกไม้ที่ประยุกต์มาจากศิลปะเรอเนสซองส์ที่เข้ากับลายผ้า สำหรับบริเวณหูจับงดงามด้วยงานตกแต่งทองจากฝีมือของอาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม

    VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S GREY EDITION

    ผ้าทอ:อาจารย์มีชัย แต้สุจริยา
    งานตกแต่งทอง:อาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน
    งานปักมือ:SIRIVANNAVARI Atelier & Academy

    กระเป๋ารุ่นพิเศษใบนี้รังสรรค์จากผ้าทอกาบลายดาวซึ่งใช้เทคนิคการสอดประสานเส้นไหมโลหะสีเงินที่ตีเกลียวเข้ากับเส้นไหมไทยสีดำอย่างประณีต ก่อให้เกิดประกายแวววาวอันงดงามและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ผสานกับลวดลาย มัดหมี่กนกนาค อันได้รับการออกแบบอย่างประณีตโดยครูช่างผู้เชี่ยวชาญ นับเป็นผืนผ้าที่ทรงคุณค่าทั้งด้านศิลปะและภูมิปัญญา โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2557 และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI: Geographical Indication) ในปี พ.ศ. 2567 ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากชุดไทยพระราชนิยมที่พระพันปีหลวงทรงสวมใส่ได้อย่างงดงาม ถือเป็นการแสดงความระลึกผ่านงานหัตถศิลป์ชั้นสูงได้อย่างน่าประทับใจ และต่อยอดมาสู่ลวดลายปักที่ความกลมกลืนกัน ในขณะที่งานตกแต่งด้วยทองบริเวณหูจับเข้ามาเพิ่มความโดดเด่นและหรูหราให้กับผลงานชิ้นนี้

    8 ความพิเศษจากฝีมือช่างไทยผู้ชนะรางวัลระดับประเทศสู่ผลงานร่วมสมัยอันทรงคุณค่า

    SIAM SOPHIT EDITION

    นอกจากกระเป๋าใบพิเศษทั้ง 4 ในปีนี้  S’CRAFT 2026 นำเสนองานดีไซน์กระเป๋ารูปทรงหลากหลายเหมาะสำหรับทุกโอกาส ผลงานแต่ละชิ้นมีความพิเศษเพียงหนึ่งเดียวด้วยการสร้างสรรค์จากผ้าทอมือโดยศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ผู้ชนะรางวัลการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมอันเกิดขึ้นจากพระราชดำริขององค์ดีไซเนอร์ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาไทย ผ้าแต่ละผืนประดับด้วยลายปักมือโดย SIRIVANNAVARI Atelier & Academy สำหรับปีนี้พิเศษด้วยการทดลองใช้วัสดุที่หลากหลาย เข้ามาเพิ่มความท้าทายให้กับทีมช่างในการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากความงดงามของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในพระที่นั่งทั้ง 8 แห่ง ที่มีความสำคัญและมีความเชื่อมโยงกับชื่อของชุดไทยพระราชนิยมที่มีความไพเราะทั้ง 8 แบบ

    Siam Sophit Grey Edition

    พระตำหนักเรือนต้น: ลวดลายที่มีความเรียบง่าย ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากลายเครื่องจักรสานและโครงสร้างของบ้านเรือนไทย และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของไทย

    Siam Sophit Amber Gold Edition

    พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน: ถ่ายทอดผ่านลายน้ำอันสื่อถึงวิวทิวทัศน์ที่รายล้อมภายนอกของพระตำหนัก

    Siam Sophit White Edition

    พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย: ถ่ายทอดผ่านลายดอกไม้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของพระอินทร์อันเป็นที่มาของพระที่นั่ง

    Siam Sophit Purple Edition

    พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท: ถ่ายทอดผ่านลายดอกบัวและสระบัวในสวรรค์ชั้นดุสิตอันเป็นที่มาของชื่อพระราชวัง

    Siam Sophit Amber Edition

    พระที่นั่งบรมพิมาน: ถ่ายทอดผ่านลายปูนปั้นแบบศิลปะเรอเนสซองส์ที่ประดับตกแต่งพระที่นั่ง

    Siam Sophit Black Edition

    พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท: ลวดลายศิลปะไทยที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกจนเกิดความเป็นไทยร่วมสมัย
    ซึ่งปรากฏอยู่ในพระที่นั่ง

    Siam Sophit Aquamarine Edition

    พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน: ถ่ายทอดผ่านลายก้อนเมฆและท้องฟ้าซึ่งเป็นลวดลายจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่ง

    Siam Sophit Blue Edition

    พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท: ลวดลายนกยูงและกินรีอันเป็นตัวแทนจากสัตว์ในป่าหิมพานต์ซึ่งมีเขาไกรลาศ เป็นศูนย์กลางและเป็นที่ประทับของพระศิวะ

    กระเป๋าผ้าไทยที่มาพร้อมกับดีไซน์อันมีเอกลักษณ์และฟังก์ชั่น

    CHARAT SIAM

    นอกจากนี้มีกระเป๋าหลากรูปทรงที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เนรมิตจากผ้าทอจากศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด
    จังหวัดอยุธยา
    ที่ผ่านการเลือกสรรและตกแต่งด้วยงานปักซึ่งมาเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับกระเป๋าแต่ละใบ

    Charat Siam Clutch Ruby Edition

    กระเป๋าคลัทช์ (Clutch) รูปทรงซิกเนเจอร์ที่ได้รับความนิยม พร้อมด้วยสายโซ่สะพายไหล่

    Charat Siam Top Handle Bag Amber Yellow Edition

    กระเป๋าถือขนาดกะทัดรัดพร้อมหูจับ (Top Handle) พร้อมด้วยสายโซ่สะพายไหล่

    Charat Siam Vanity Case Red Brown Edition

    กระเป๋าทรงกล่อง (Vanity Case) สำหรับใส่ของใช้ส่วนตัว

    Charat Siam Pyramid Wristlet Bag Onyx Edition

    กระเป๋าทรงพีระมิด (Pyramid) มีความโดดเด่นเหมาะสำหรับถือไปงาน

    Charat Siam Bucket Bag Tango Orange Edition

    กระเป๋าทรงบัคเก็ต (Bucket) มาพร้อมดีไซน์ที่ตอบโจทย์ฟังก์ชั่นใส่ของได้หลายชิ้น เหมาะสำหรับถือตลอดทั้งวัน

    ร่วมสืบสานงานหัตถศิลป์ไทย S’CRAFT: Craftsmanship 2026 คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปีโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ ICONCRAFT ไอคอนสยามที่เล่าขานเรื่องราวอันทรงคุณค่าจากราชสำนักสู่งานฝีมือของช่างไทยอันเปรียบได้กับงานศิลปะอันน่าสะสมและทรงคุณค่าเพียงหนึ่งเดียว

    #SCRAFT2026
    #SIRIVANNAVARI
    #ICONCRAFT

  • Art - Culture - Music - Uncategorized

    RBSO ร่วมกับ Bangkok City Ballet จัดการแสดง “A Tribute to the Loyal Legacy” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านบทเพลงบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก 12 สิงหาคมนี้

    มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดการแสดงคอนเสิร์ตน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรายการ “A Tribute to the Loyal Legacy” โดยวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra, RBSO) ร่วมกับคณะบางกอกซิตี้บัลเลต์ (Bangkok City Ballet, BCB) ภายใต้การอำนวยเพลงของ วานิช โปตะวนิช ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

    การแสดงครั้งนี้จะนำผู้ชมเข้าสู่โลกแห่งนาฏลีลาบัลเลต์ ซึ่งเสียงดนตรีจากวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าและการเคลื่อนไหวของนักเต้นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ และจินตนาการผ่านบทประพันธ์อมตะของสองคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ ได้แก่ ปีเตอร์ อิลิช ไชคอฟสกี และ เซอร์เก โปรโคฟีเยฟ


    เปิดการแสดงด้วยบทเพลงจาก The Nutcracker Suite ผลงานอันเปี่ยมด้วยสีสันและเสน่ห์แห่งโลกจินตนาการ ถ่ายทอดบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง ความมหัศจรรย์ และความฝันผ่านท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ของไชคอฟสกี ก่อนเข้าสู่ Swan Lake Suite หนึ่งในผลงานบัลเลต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตลอดกาล บอกเล่าเรื่องราวของความรัก ความเสียสละ และการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว ผ่านบทเพลงที่งดงาม อ่อนหวาน และเปี่ยมด้วยพลังทางอารมณ์


    ปิดท้ายค่ำคืนด้วยบทเพลงจาก Romeo and Juliet Suite ของโปรโคฟีเยฟ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโศกนาฏกรรมความรักเหนือกาลเวลาของวิลเลียม เชกสเปียร์ ด้วยจังหวะอันหนักแน่น ความแตกต่างทางอารมณ์ที่เด่นชัด และท่วงทำนองที่ลึกซึ้ง บทประพันธ์ชุดนี้สะท้อนทั้งความอ่อนโยนของความรัก ความขัดแย้ง และความสูญเสียของคู่รักหนุ่มสาวได้อย่างทรงพลัง

    ร่วมถ่ายทอดความงดงามของบทเพลงโดยนักเต้นจาก Bangkok City Ballet หนึ่งในคณะบัลเลต์ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาศิลปะบัลเลต์คลาสสิก ตลอดจนเปิดโอกาสให้นักเต้นชาวไทยรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพสู่มาตรฐานสากล การแสดงครั้งนี้จึงนับเป็นการผสานพลังระหว่างวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าและศิลปะการเต้นบัลเลต์อย่างสมบูรณ์ นำเสนอผลงานระดับมาสเตอร์พีซในมิติที่เต็มไปด้วยความสง่างาม ความโรแมนติก และความประทับใจ
    ขอเชิญผู้ชมร่วมดื่มด่ำกับค่ำคืนแห่งดนตรีและศิลปะการแสดง พร้อมร่วมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ผ่านบทเพลงและการแสดงที่สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการทรงอุปถัมภ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง


    การแสดง “A Tribute to the Loyal Legacy” จัดขึ้นในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรราคา 400, 800, 1,000, 1,500 และ 2,000 บาท จำหน่ายผ่านไทยทิคเก็ตเมเจอร์ นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รับส่วนลด 50% โดยใช้รหัส RBSO2026 ในการจองบัตร

  • Art - Exhibition

    นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” ร่วมจารึกประวัติศาสตร์แห่งวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

       กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับไอคอนสยาม และชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ พร้อมด้วย 3 ศิลปินแห่งชาติ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปัญญา วิจินธนสาร และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปริญญา ตันติสุข รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ วัชระ ประยูรคำ, อลงกรณ์ หล่อวัฒนา, พินิตย์ พันธประวัติ, นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์, ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และนที ทับทิมทอง ฯลฯ พร้อมใจกันรังสรรค์นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ ศิลปวัฒนธรรม  และพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ 

    พิธีเปิดนิทรรศการจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม โดยมี พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดนิทรรศการ ณ ธารา ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก อาทิ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา, ณัฐวุฒิ เฉลิมวันเพ็ญ ผู้บริหารกลุ่มงานสนับสนุนความสำเร็จผู้เช่า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, วัลลภิศร์ สดประเสริฐ, บุญชัย เบญจรงคกุล, ทวินโชค ตันธุวนิตย์, มนาเทศ อันนวัฒน์ , ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร, นฤมล ล้อมทอง  ฯลฯ โดยนิทรรศการ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” จะเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าชมระหว่างวันที่ 1–8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม 

             “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” จึงนับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทยถือเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าและหาชมได้ยากจากศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ถ่ายทอดศาสตร์แห่งศิลปกรรมผ่าน 5 แขนงสำคัญ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ศิลปะไทย และศิลปะภาพยนตร์ดิจิทัลสามมิติ (3D Digital Art) โดยเชื่อมโยงศิลปะดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัยอย่างวิจิตรบรรจง

             หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ภาพยนตร์แอนิเมชันเทิดพระเกียรติความยาว 6 นาที ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการนำเสนอวงการศิลปะของไทยครั้งสำคัญ เมื่อผลงานจากปลายพู่กัน งานประติมากรรม และแม่พิมพ์โลหะ ได้รับการถ่ายทอดสู่โลกแห่งภาพเคลื่อนไหวสามมิติอย่างงดงามสมพระเกียรติ ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดย ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ร่วมกับ Decide Kit Studio สตูดิโอสร้างสรรค์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ พร้อมทีมศิลปินจากหลากหลายสาขาที่ร่วมกันถ่ายทอดผลงานด้วยหัวใจแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยภาพยนตร์เทิดพระเกียรติชุดนี้จะถูกนำขึ้นฉายพร้อมกันบนจอ มัลติมีเดียสกรีน ภายในไอคอนสยาม และจุดสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครตลอดช่วงปลายเดือนกรกฎาคมไปจนถึงวันที่ 8 สิงหาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่  พร้อมร่วมถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 74 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย

      ภายในนิทรรศการผู้สนใจจะได้ชื่นชม 46 ผลงานมาสเตอร์พีซจากศิลปินผู้ทรงคุณูปการที่หาชมได้ยาก จาก 3 ศิลปินแห่งชาติ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปัญญา วิจินธนสาร และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปริญญา ตันติสุข รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ซึ่งล้วนเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าให้แก่วงการศิลปะไทยแทบทั้งสิ้น สำหรับผลงานไฮโลต์ของศิลปิน อาทิ 

                – จักรพันธุ์ โปษยกฤต ภาพจิตรกรรมที่หาชมได้ยิ่งได้แก่ พระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงร.9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นภาพจิตรกรรมศิลปะไทยร่วมสมัย  

                – ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปัญญา วิจินธนสาร  ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) นำเสนอ ภาพจิตรกรรมพระบรมสาทิสลักษณ์  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10   ชื่อภาพ “ดวงใจแม่”
                 – ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปริญญา ตันติสุข เป็นจิตรกรไทยผู้ทรงคุณูปการ และได้รับการยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผลงานของอาจารย์โดดเด่นด้วยการผสานความงามของศิลปะไทยเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย ถ่ายทอดคุณค่าทางพุทธศาสนา วิถีชีวิต และจิตวิญญาณของความเป็นไทยอย่างลุ่มลึก

                – ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ งานนี้เขานำ 8 ผลงานมาจัดแสดง อาทิ ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10  “ทศมราชา พระเมตตาทอแสงแห่งแผ่นดิน” ใช้เวลาวาดนานถึง 2 ปีที่สะท้อนความศรัทธาที่ชูศิษฐ์น้อมรังสรรค์ขึ้นด้วยความจงรักภักดีอย่างลึกซึ้งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านพระราชจริยวัตรอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระวิริยะ และพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและแผ่นดินไทย 

               “ทศมราชา พระเมตตาทอแสงแห่งแผ่นดิน” เป็นผลงานถ่ายทอดด้วยเทคนิคจิตรกรรมแบบ Old Master อันประณีต สะท้อนพลังแห่งแสง สี และรายละเอียดที่เปี่ยมชีวิตชีวา พร้อมสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ได้รับการศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง ทุกฝีแปรงคือการน้อมถวายด้วยความเคารพ ทุกองค์ประกอบ คือความตั้งใจที่จะบันทึกพระจริยวัตรที่งดงามของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทย ผลงานชิ้นนี้จึงมิได้งดงามเพียงในเชิงศิลปกรรม หากยังเต็มไปด้วยความหมายทางจิตวิญญาณ และเป็นมรดกแห่งความทรงจำที่เชื่อมโยงศิลปะ ประวัติศาสตร์ และความรักต่อแผ่นดินไว้ในภาพเดียว”

              – นที ทับทิมทอง เป็นประติมากรที่มีความสามารถเป็นเลิศในการปั้นพระบรมสาทิสลักษณ์ เขาได้นำ 2 ชิ้นงานสุดปราณีต ได้แก่ ประติมากรรม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และประติมากรรมสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่หาชมได้ยากยิ่งมาจัดแสดงในงาน

              – พินิตย์ พันธประวัติ  จากผู้สร้างสรรค์ศิลปะบนธนบัตร ผู้ชื่นชอบการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะ (Copper Engraving หรือ Intaglio) การแกะภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อนำไปใช้บนธนบัตร อีกนำศิลปะเป็นการสร้างสรรค์ภาพพิมพ์อันวิจิตรบนธนบัตรไทย  

               – วัชระ ประยูรคำ ประติมากรและศิลปินชื่อดังระดับประเทศ วัชระเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปั้นประติมากรรมแบบเหมือนจริงมาก (Hyper-realistic) และงานศิลปะร่วมสมัย ภายในงานเขาได้นำประติมากรรมรูปปั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทำจากวัสดุเรซิน ที่รังสรรค์อย่างประณีตงดงาม มาจัดแสดง

                – อลงกรณ์ หล่อวัฒนา  จิตรกรไทยร่วมสมัยระดับแถวหน้า ผู้สร้างสรรค์ผลงานแนวจิตวิญญาณเชิงสัญลักษณ์ งานของอลงกรณ์เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางศาสนาและปรัชญา จับ “จิตวิญญาณ” มาเล่าในรูปภาพ ด้วยสีสันและลวดลายที่สะท้อนความเชื่อทางพุทธศาสนาและความศรัทธาในธรรมะโดยมี “ตัวตน” ของศิลปินและผู้ชม

                – วิรัญญา จิราธิกิตติ์ ศิลปินสร้างสรรค์ศิลปะไทยร่วมสมัย มีจุดเด่นในการสร้างสรรค์งานคือ นำเทคนิคจิตรกรรมไทย ประเพณีไทยมาประยุกต์กับแนวคิดร่วมสมัยในการใช้เส้น สีและองค์ประกอบแบบศิลปไทยอย่างปราณีต

                 – นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์ ประติมากรมากฝีมือชาวไทย เจ้าของผลงานประติมากรรมร่วมสมัยที่ผสานความเหมือนจริงเข้ากับการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยมุ่งสะท้อนคุณค่าของมนุษย์ ความทรงจำ และประเด็นทางสังคม 
        นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาวิชาการอันทรงคุณค่า 2 หัวข้อ ที่จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 14.00 – 16.00 น. ได้แก่  
    เวลา 14.00-15.00 น. ร่วมเรียนรู้เรื่องราวและคุณูปการของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติและนายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดโดย อาจารย์วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอก ผู้สืบทอดองค์ความรู้และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
    เวลา 15.00-16.00 น. ร่วมเรียนรู้เรื่องราวแห่งศิลปะไทย ในหัวข้อ “จากศิลปะไทยสู่การเคลื่อนไหวของภาพพอร์ตเทรตร่วมสมัยในสยามประเทศ” โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณปัญญา วิจินธนสาร (ศิลปินแห่งชาติ) ซึ่งจะมาถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่าแก่เยาวชน นักศึกษา ศิลปินรุ่นใหม่ และประชาชนผู้สนใจ

               “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” จึงมิใช่เพียงนิทรรศการศิลปะ หากเป็นการรวมพลังแห่งศรัทธา เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอดความงดงามของศิลปกรรมไทย การสืบสานมรดกแรงบันดาลใจจากศิลปินผู้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดิน ให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป และสะท้อนหัวใจรักของคนไทยทั้งชาติที่ร่วมกันจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน 
              สำหรับรายได้จากการจำหน่ายผลงาน ภายหลังหักค่าใช้จ่าย จะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงใช้ตามพระราชอัธยาศัย อันเป็นการน้อมถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุด 
             โดยการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ICONSIAM, BANGKOK AIRWAYS, RCL, PLAN B, DECIDE KIT, CHUSIT RPA, DEPERTMENT OF CULTURAL PROMOTION นิทรรศการนี้จะจัดไปจนถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม ขอเชิญประชาชนร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและวัฒนธรรม

  • Art - Exhibition

    กรมธนารักษ์ จับมือสยามพารากอน เปิดนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” เชื่อมโยงมรดกเหรียญกษาปณ์ไทยสู่ประณีตศิลป์ร่วมสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

    กรมธนารักษ์ ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน และ สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกที่ผลิตจากกรมธนารักษ์มาผสมผสานงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ความทรงจำร่วมสมัย และงานศิลปะชั้นสูงเข้าด้วยกัน ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่ทรงคุณค่าและหาชมยาก ภายใต้ชื่องาน “สิริกษาปณศิลป์” ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่ความรู้และส่งเสริมคุณค่าการสะสมเหรียญกษาปณ์ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ

    ในวันเปิดนิทรรศการ 28 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมธนารักษ์ อาทิ บุญชอบ วิเศษปรีชา, ชีรกัญญา หวังเจริญรุ่ง, ชลทิตย์ ไชยจันทร์, คงศักดิ์ พรพนาวรรณ, สกุล อินทกุล ศิลปินผู้รังสรรค์ผลงาน และ จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ มาร่วมงาน ซึ่งภายในงานนิทรรศการประกอบด้วย

    1.การจัดแสดงเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของกรมธนารักษ์ในวาระ
    ที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
    ซึ่งหาชมได้ยากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้บนเหรียญกว่า 40 รายการ การจัดแสดงแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่

    • “ภูมิสิริ” จัดแสดงเหรียญคู่พระบารมีในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
    • “สิริรัช” จัดแสดงเหรียญในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
    • “สิริกิจ” จัดแสดงเหรียญในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึง
      พระเกียรติคุณที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากนานาประเทศ

    2.การจัดแสดงนิทรรศการผลงานประณีตศิลป์ชุด “จากบุปผาสู่อัญมณี: เข็มกลัดมงคล
    ‘สิริแห่งดวงใจสยาม’ ล้อมเหรียญกษาปณ์ไทย” โดย สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระผู้ถ่ายทอด
    จิตวิญญาณจากงานดอกไม้สดสู่ประติมากรรมอัญมณีลํ้าค่า บูรณาการศิลปะร่วมสมัยและนำเสนอเหรียญกษาปณ์ในรูปแบบ “ประติมากรรมเล็ก” (Jewelry Sculpture) เพื่อสร้างภาพลักษณ์
    ที่ทันสมัยและเป็นสากล

    3.การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหรียญโดยกรมธนารักษ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจและนักสะสมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหรียญของกรมธนารักษ์ในวาระสำคัญต่าง ๆ สำหรับเป็นที่ระลึกหรือมอบเป็นของขวัญที่ทรงคุณค่า

    4.สาธิตเบื้องหลังการผลิตเหรียญผ่านกิจกรรม Live Demonstration ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสขั้นตอนการสร้างสรรค์เหรียญจากผู้เชี่ยวชาญ อันสะท้อนคุณค่าแห่งศิลปะและมรดกทางวัฒธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ในวันที่ 28 ก.ค.2569 และ วันที่ 12 ส.ค. 2569
    (วันละ 3 รอบ เวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น.)

    กรมธนารักษ์ ขอเชิญชวนประชาชน นิสิต นักศึกษา นักสะสมเหรียญ และผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสัมผัสความงดงามของมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของไทยที่รังสรรค์ขึ้นในงานนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน (เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ หรือ Facebook: SiamParagon และ www.siamparagon.co.th

    #กรมธนารักษ์ #Sirikasapanasilp #SiamParagon #ArtJewel #เหรียญที่ระลึก

  • Art - Exhibition

    ถอดรหัสความคิดศิลปินไทยจากรุ่นสู่รุ่น ที่ “ART DNA HUB” ณ ไอคอนสยาม พื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่เพื่อพัฒนาทักษะและต่อยอดวงการศิลปะไทย

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในฐานะ Global Hub of Art & Culture เดินหน้าสนับสนุนวงการศิลปะไทยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดตัวโครงการ ART DNA HUB : Visual Arts Talent Development Hub ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านทัศนศิลป์ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน นักศึกษา ศิลปิน และผู้สนใจ ได้ร่วมเรียนรู้กระบวนการคิดและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินไทย ผ่านแนวคิด “Art DNA” ซึ่งเปรียบเสมือนการถอดรหัส “ดีเอ็นเอทางศิลปะ” ที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ วิธีคิด เทคนิค และทักษะเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคน ก่อนส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบ

    สำหรับพิธีเปิดงาน ART DNA HUB ได้รับเกียรติจากนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นางสาวสมพร พานทอง ผู้อำนวยการศูนย์หอศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม นางสาวมนัญชยา ดาผิวดี ผู้จัดการฝ่ายบริหารศูนย์ศิลปะ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด พร้อมด้วย ศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ ศ.ปรีชา เถาทอง กมล ทัศนาญชลี ศ. เดชา วราชุน และศิลปินร่วมถอดรหัส Art DNA อาทิ อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ชัชวาล รอดคลองตัน รองศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง ผศ.ตนุพล เอนอ่อน รศ.นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส ผศ.ทองไมย์ เทพราม ศ.อริยะ กิตติเจริญวิวัฒน์ ศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง ศ.ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ รศ.ลิปิกร มาแก้ว รศ.พีระพงษ์ กุลพิศาล และศิลปินร่วมสมัย เครือข่ายศิลปินต่างชาติ เข้าร่วมงาน

    โครงการ ART DNA HUB มุ่งสร้าง Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงศิลปินแห่งชาติ ศิลปินผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง ศิลปินร่วมสมัยหลากหลายรุ่น และศิลปินเครือข่าย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมกัน พร้อมจัดกิจกรรม Art DNA Workshop เพื่อถอดรหัสองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงของศิลปิน สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ในรูปแบบ Digital Archive เพื่อเป็นคลังข้อมูลด้านทัศนศิลป์สำหรับการศึกษาวิจัยและการสืบทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเครือข่ายด้านศิลปะทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ภายใต้แนวคิด “ถอดรหัส–ถ่ายทอด–พัฒนา–ต่อยอด” ศูนย์แห่งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านทัศนศิลป์ให้สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ต่อยอดสู่นวัตกรรมด้านศิลปะ และเชื่อมโยงองค์ความรู้กับศาสตร์ด้านการออกแบบ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการจัดการ เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมบนฐานทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบผ่านกิจกรรม Workshop ART DNA พื้นที่การเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแรงบันดาลใจจากศิลปินกว่า 60 คน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินร่วมสมัย และเครือข่ายศิลปินจากหลากหลายสาขา ที่ได้มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์ ผ่านการถอดรหัส “พันธุกรรมทางศิลปะ” เพื่อพัฒนาแนวคิดและต่อยอดสู่ผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งมีการบันทึกองค์ความรู้และกระบวนการทำงานตลอดทั้งโครงการ เพื่อจัดเก็บเป็นคลังข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ในอนาคต

    นอกจากนี้ ภายในพื้นที่จัดแสดงยังนำเสนอ Art DNA Decoding Exhibition นิทรรศการที่รวบรวมผลงานของศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศิลป์จากหลากหลายแขนง พร้อมนำเสนอแนวคิด กระบวนการทำงาน และองค์ความรู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสมิติใหม่ของการเรียนรู้ศิลปะผ่านการ “ถอดรหัส” แนวคิดและอัตลักษณ์ของศิลปินแต่ละคน

    การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศิลป์ (Hub of Talents) โดยศาสตราจารย์ดร.ปานฉัตท์ อินทร์คง หัวหน้าโครงการฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ (Reskill และ Upskill) และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านทัศนศิลป์ ภายใต้แนวคิด “Decode Art. Transfer Skills. Develop Talent. Drive Innovation.” เพื่อสร้างศิลปินรุ่นใหม่ ผลักดันนวัตกรรมทางศิลปะ และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ

    ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์การถอดรหัสความคิดของศิลปินไทย และเรียนรู้เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านงาน ART DNA HUB : Visual Arts Talent Development Hub ระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

  • Art - Lifestyle

    Awakening Song Wat 2026 ชูแนวคิด “The Longevity of Song Wat” สำรวจคุณค่าที่ทำให้ย่านเก่าแก่แห่งนี้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก

    Awakening Song Wat 2026 เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัล กลับมาเป็นครั้งที่ 2 ในย่านทรงวาด ระหว่างวันที่ 3-12 กรกฎาคม 2569 ภายใต้ธีม “SON(G)EVITY: The Longevity of Song Wat” แนวคิดที่ชวนผู้คน มองย่านทรงวาดผ่านความหมายของคำว่า Longevity หรือการดำรงอยู่อย่างยืนยาว พร้อมตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ย่านเก่าแก่แห่งนี้ยังคงมีชีวิต มีเสน่ห์ และสามารถส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างต่อเนื่อง

    พงศ์สิริ เหตระกูล ผู้อำนวยการเทศกาล Awakening กล่าวถึงแรงบันดาลใจของธีมการจัดงานในปีนี้ว่า “Awakening Song Wat 2026 ถือเป็นการกลับมาจัดงานเป็นครั้งที่ 2 ในย่านทรงวาด และเป็นเทศกาลแรกของซีรีส์ Awakening ในปีนี้ เราตั้งใจให้ธีม SON(G)EVITY: The Longevity of Song Wat ชวนผู้คนกลับมามองทรงวาดผ่านมุมมองใหม่ ไม่ใช่เพียงในฐานะย่านประวัติศาสตร์ แต่เป็นย่านที่ยังคงมีชีวิต เติบโต และส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่นอยู่ตลอดเวลา

    สิ่งที่เราภูมิใจที่สุดไม่ใช่เพียงจำนวนผลงานศิลปะที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่เทศกาลได้รับความร่วมมือจากชุมชน สมาคม Made in Song Wat และพันธมิตรภาคเอกชนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันในการสร้างย่านให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เมื่อผู้คนออกมาเดินชมงาน ร้านค้าก็มีผู้มาเยือน ศิลปินก็มีพื้นที่เล่าเรื่อง และชุมชนก็มีโอกาสต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก เราหวังว่า Awakening Song Wat จะเป็นมากกว่าเทศกาลแสงไฟ แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจยามค่ำคืน และช่วยให้ทรงวาดเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชุมชน”

    Awakening Song Wat 2026 มีการจัดแสดงผลงานศิลปะและแสงไฟรวม 21 ผลงาน กระจายตัวอยู่ใน 14 จุดจัดแสดง ทั่วพื้นที่ย่านทรงวาด เปลี่ยนตรอก ซอย อาคารประวัติศาสตร์ และพื้นที่สร้างสรรค์ให้กลายเป็นเส้นทางแห่งการค้นพบเรื่องราวใหม่ ๆ ผ่านมุมมองของแสง ศิลปะ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีจุดจัดแสดงสำคัญ อาทิ ตึกแขกทรงวาด, Lost in Song Wat, โกดังเจริญวัฒนา, ศาลเจ้าซินปุนเถ้ากง และ โซวทรงวาด รวมถึงพื้นที่น่าสนใจอื่นๆ ทั่วทั้งย่าน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทรงวาด หนึ่งในย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ ได้กลายเป็นหนึ่งในย่านสร้างสรรค์ที่ได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างธุรกิจเก่าแก่ ร้านค้ารุ่นใหม่ คาเฟ่ บาร์ ร้านอาหาร และพื้นที่สร้างสรรค์ที่เข้ามาต่อยอดประวัติศาสตร์ของย่าน ทำให้ทรงวาดเป็นพื้นที่ที่อดีตและปัจจุบันเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด SON(G)EVITY ที่สะท้อนการส่งต่อคุณค่าและชีวิตของย่านจากรุ่นสู่รุ่น

    เทศกาล Awakening ครั้งที่ 2 ในย่านทรงวาด เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนของสมาคม Made in Song Wat โดย เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ นายกสมาคม กล่าวถึงการสนับสนุนเทศกาลในปีนี้ว่า “เราเชื่อว่างาน Awakening Song Wat ไม่ใช่แค่งานเทศกาลแสงไฟ แต่เป็นการนำศิลปะมาช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้สัมผัสเสน่ห์ของทรงวาด ผ่านเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และชุมชนที่ยังมีชีวิต ในปีนี้เราได้รับความร่วมมือจากสมาชิกกว่า 50 ร้านค้า ที่จะขยายเวลาเปิดทำการตลอดทั้ง10 วัน เพื่อเพิ่มสีสันในยามค่ำคืน และหวังให้งานนี้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะทำให้ผู้คนกลับมาหลงรัก “ทรงวาด” มากยิ่งขึ้นและตลอดไป”

    นอกจากนี้ เทศกาลยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่เล็งเห็นคุณค่าของศิลปะ วัฒนธรรม และการฟื้นฟูย่านเมือง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานแสงไฟ กิจกรรม และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ของทรงวาดเข้ากับแนวคิดของแต่ละแบรนด์

    SangSom ซึ่งร่วมสนับสนุนเทศกาล Awakening มาอย่างต่อเนื่อง กลับมาถ่ายทอดประสบการณ์แสงไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระจันทร์อีกครั้ง ภายใต้แนวคิด MOONIVERSE นำพระจันทร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการพบปะ เชื่อมโยงผู้คน เมือง และวัฒนธรรมการสังสรรค์ มาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อเติมสีสันและความเคลื่อนไหวให้ย่านทรงวาดยามค่ำคืน พร้อมจับมือกับบาร์ในย่านสร้างสรรค์เครื่องดื่มพิเศษเฉพาะเทศกาล

    Lepas Thailand แบรนด์ Premium Mobility ที่เตรียมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำนวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ภายใต้การออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ มาสู่ย่านทรงวาด เพื่อสะท้อนการอยู่ร่วมกันของนวัตกรรมและมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนาคตของย่านประวัติศาสตร์แห่งนี้

    ขณะที่ vivo ชวนทุกคนเปลี่ยนมุมมองของทรงวาดผ่านประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตด้วย vivo V70 และการบันทึกวิดีโอระดับโปรด้วย vivo X300 Ultra ถ่ายทอดทั้งแสง สีสัน อารมณ์ และเรื่องราวของย่านผ่านงานศิลปะดิจิทัล สะท้อนให้เห็นว่าทุกมุมของทรงวาดล้วนเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์

    แบรนด์รวงข้าว เชื่อว่าย่านเก่า กลับมามีชีวิตใหม่ได้เสมอ เมื่อเรื่องราวเดิมถูกเล่าผ่านวิธีคิดและพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ในฐานะแบรนด์ไทยต้นตำรับที่อยู่คู่ความทรงจำและวิถีชีวิตของผู้คนมายาวนาน รวงข้าวร่วมสนับสนุน Awakening Song Wat 2026 เพื่อปลุกเสน่ห์ของทรงวาดให้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพื่อสะท้อนความเป็นไทยที่ยังร่วมสมัย และพร้อมถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ในแบบของวันนี้

    Grab กลับมาสร้างสีสันให้กับเทศกาลอีกครั้ง ผ่านความอร่อยการันตีโดย #GrabThumbsUp ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านรสชาติผ่านชิ้นงานศิลปะสุดเปล่งประกาย พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมงานด้วยโค้ดส่วนลดและจุดรับ-ส่งตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเดินทางในทรงวาดสะดวกยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงให้ทุกคนได้ค้นพบร้านอร่อยและธุรกิจท้องถิ่นทั่วทั้งย่าน
    ขณะที่ Visa ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในย่าน ผ่านแคมเปญ Feel So Thai ไท๊ ไทย with VISA ที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติออกมาสัมผัสเสน่ห์ของทรงวาด พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายที่สะดวกและไร้รอยต่อในหนึ่งในย่านสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้ทรงวาดเป็นหนึ่งใน Visa Destination ของประเทศไทยที่น่าจับตามองที่สุดของแห่งหนึ่งของโลก

    นอกจากการชมผลงานศิลปะ ผู้เข้าชมยังสามารถเดินสำรวจร้านค้า คาเฟ่ บาร์ และพื้นที่สร้างสรรค์ที่กระจายตัวอยู่ตลอดเส้นทางของเทศกาล พร้อมร่วมกิจกรรมพิเศษจากศิลปินและพันธมิตรที่จัดขึ้นในแต่ละจุด เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสวิถีชีวิตของทรงวาดผ่านผู้คน อาหาร ศิลปะ และธุรกิจท้องถิ่นที่ยังคงเติบโตเคียงคู่กับย่านแห่งนี้
    ตลอดช่วงเทศกาล ร้านค้า คาเฟ่ บาร์ และธุรกิจต่างๆ ในย่านถนนทรงวาดจะขยายเวลาเปิดให้บริการยาวนานกว่าปกติ เพื่อสร้างความคึกคักให้กับย่าน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนมากยิ่งขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยามค่ำคืน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่เทศกาล Awakening มุ่งผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

    Awakening Song Wat 2026 เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 3-12 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.00-23.00 น. ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเส้นทางจัดแสดง แผนที่เทศกาล และกิจกรรมพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram: Awakening Festivals รวมถึงเว็บไซต์ www.fridaybangkok.com

  • Art - Exhibition

    ไอคอนสยาม จัด “NEO Land Festival 2026” รวมผลงาน NEO Art Toy จาก 33 ศิลปินไทย ถ่ายทอดศิลปะร่วมสมัยผ่านคาแรคเตอร์ช้างไทย

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าสนับสนุนวงการศิลปะไทยอย่างต่อเนื่องในฐานะ “Global Hub of Art & Culture” ร่วมกับ KHUNPARE COLLECTION จัดงาน “NEO Land Festival 2026” นิทรรศการศิลปะที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรม NEO (นีโอ) อาร์ตทอยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “ช้าง” สัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย มาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยของศิลปินไทยหลากหลายแขนง เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ทางศิลปะในรูปแบบที่แตกต่าง ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

    ภายในงานรวบรวมผลงานกว่า 49 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทย ที่มีฝีมือทางศิลปะโดดเด่น ทั้ง Contemporary Thai Art, Pop Art, Doodle Art, Surrealism และศิลปะร่วมสมัยอีกหลากหลายรูปแบบ โดยศิลปินแต่ละคนได้ถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความเชื่อ และจินตนาการลงบนประติมากรรม NEO ด้วยเทคนิคเฉพาะตัว จนเกิดเป็นผลงานต้นฉบับที่มีเพียงหนึ่งเดียว

    “NEO” คือเฟรมผ้าใบศิลปะที่มีมิติ หมายถึง “การเกิดใหม่” สะท้อนการแปรเปลี่ยนของผลงานในทุกครั้งเมื่ออยู่ในมือของศิลปิน เพราะ NEO ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นสิ่งใด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการที่สามารถถือกำเนิดใหม่ได้เสมอ ผ่านผลงานที่มีเอกลักษณ์และมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก NEO จึงมิใช่เพียงคาแรคเตอร์ช้าง หรือสัญลักษณ์ทางศิลปะ หากยังเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ปลดปล่อยจินตนาการและแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ปราศจากข้อจำกัด บนผืนผ้าใบและพื้นผิวที่มีมิติ ซึ่งผลงานทุกชิ้นในนิทรรศการล้วนผ่านการรังสรรค์ด้วยมือของศิลปินโดยตรง ผ่านเทคนิคอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำมัน สีอะคริลิก สีสเปรย์ เส้นสี หรือปากกาเคมีซึ่งกลายเป็นพื้นที่สำหรับการกำเนิดของแนวคิดใหม่ ๆ และการตีความทางศิลปะที่ไม่สิ้นสุด

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ “Horse of Dawn” ผลงานอาร์ตทอยขนาดใหญ่สูง 170 เซนติเมตร โดย Indy Nine หรือ ชนกนันท์ ขวัญมุณี ถ่ายทอดสภาวะของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง พลัง และการแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ผ่านสัญลักษณ์ของ “ม้าสีทอง” ที่เปรียบเสมือนพลังแห่งอิสรภาพและปัญญา ท่ามกลางโทนสีแดงอันร้อนแรง พร้อมแทรกดอกไม้ที่สื่อถึงความอ่อนโยนซึ่งยังคงซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์

    อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจ ของเอื้องอัญญากรณ์ หมั่นพลศรี กับผลงาน Flash Space ผลงานการวาดสไตล์ Doodle Art ที่นำการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด สีสันที่สดและฉูดฉาดแสดงถึงความสนุกสนานถึงขีดสุด ความกล้าที่จะคิดออกนอกกรอบ

    รวมถึงผลงานของ ณรงค์ชัย อุ่นใจ กับผลงาน Low Fat ผลงานสไตล์ Surrealism ที่เลือกกะเทาะ “เปลือก” หรือลวดลายภายนอกของนีโอออกจนหมด แล้วย้อนกลับไปหาโครงสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายภายใน เพื่อสื่อถึง “รากฐานร่วมกัน” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแตกต่างอันหลากหลาย ส่วนชื่อผลงานมาจากอารมณ์ขันส่วนตัวของศิลปิน ที่หยิบยกเอาเรื่องราวการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างของตัวเองในช่วงนั้นมาตั้งเป็นชื่อได้อย่างมีเสน่ห์

    นอกจากนี้ยังมีผลงานที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย อาทิ DOODLE FLOW ที่ถ่ายทอดเส้นสายเรียบง่ายแต่ทรงพลังในสไตล์ Doodle Art,  Love of the Forest 01 : My Sleeping Forest Summer ที่บอกเล่าเรื่องราวการฟื้นคืนชีวิตของธรรมชาติ, TAMU’s Land ที่สะท้อนแนวคิดเรื่องโลกแห่งความยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาด, Rhythm of Love ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพิฆเนศในฐานะต้นกำเนิดแห่งศิลปะและการสร้างสรรค์

    รวมถึงอีกหลายผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Monster Parade, NEO 2050, Ruby Ganesha, NINJA Ganesha และ Night Dreaming ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมอง ความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของศิลปินแต่ละคน ผ่านการตีความบนประติมากรรมอาร์ตทอย NEO จนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
    NEO Land Festival 2026 จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการอาร์ตทอย หากยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินทางผ่านความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยหลากหลายรุ่น พร้อมสัมผัสความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่หลอมรวมวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการไว้บนผลงานแต่ละชิ้นอย่างสมบูรณ์แบบ


    ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน NEO Land Festival 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ -31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

  • Art - Lifestyle

    นิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” รวมที่สุดแห่งถ้วยชาทำมือชิ้นเดียวในโลก จาก 6 เตาเผาโบราณยุคประวัติศาสตร์ จัดแสดงให้ชมฟรี 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม

    สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมชั้นสูงของญี่ปุ่น จัดงานนิทรรศการเครื่องปั้นดินเผาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” นำเสนอผลงานเซรามิกทำมือระดับมาสเตอร์พีซกว่า 50 ผลงานจากฝีมือของปรมาจารย์และเตาเผาชั้นครู 6 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “Six Landscapes” ความงาม 6 ภูมิทัศน์ เรื่องราวของ ดิน เปลวไฟ การเคลือบ และจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์ ซึ่งล้วนถือกำเนิดขึ้นจากภูมิประเทศ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเชิญชวนให้ผู้ที่รักงานศิลปะและนักสะสมชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียศาสตร์ของนิทรรศการทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม และความรู้เกี่ยวกับพิธีชงชา พร้อมถ่ายทอดคุณค่าของ 6 เตาเผาดั้งเดิมชั้นครู ที่มาร่วมสะท้อนภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่น ได้แก่

    • เตาเผาโชอุนซัง จังหวัดยามากุจิ สืบทอดศาสตร์ ‘ฮากิยากิ’ กับความมหัศจรรย์ของผิวเคลือบที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้ถึง 7 เฉดตามกาลเวลาและการใช้งาน
    • เตาเผาคิคโค โชเก็ตสึ จังหวัดโอซาก้า เตาเผาหลวงเก่าแก่กว่า 200 ปีตั้งแต่สมัยโชกุน ผู้นำความคลาสสิกมาผสานดีไซน์ร่วมสมัยจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
    • เตาเผาโคไซอัน จังหวัดยามากุจิ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมสีเคลือบน้ำเงินลุ่มลึกอันเป็นเอกลักษณ์ “Seigan Blue” และฐานถ้วยชาฉลากรอยแยกตามแบบฉบับเฉพาะตัว
    • เตาเผาโชอิน จังหวัดคาโกชิมะ ถ่ายทอดความงามของเครื่องปั้นดินเผาซัตสึมะโบราณ ผ่านการเผาด้วยเตาฟืนธรรมชาติที่ทำให้ผลงานทุกชิ้นมีลวดลายและเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลก
    • เตาเผาอาโออิ จังหวัดวากายามะ ผู้ฟื้นฟูตำนาน ‘คิชูยากิ’ ด้วยเทคนิคเคลือบสีดำนาจิกุโระจากหินธรรมชาติ มอบสัมผัสที่สุขุม สง่างาม และเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์
    • เตาเผาริเฮ จังหวัดคางาวะ ศิลปะการทำถ้วยชาจากยุคเอโดะที่สืบทอดมายาวนานกว่า 300 ปีจนถึงทายาทรุ่นที่ 14 โดดเด่นด้วยงานเขียนลายด้วยมือ สะท้อนภาพทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามของญี่ปุ่น

    ภายในงานเปิดโอกาสให้นักสะสมได้ยลโฉมและเป็นเจ้าของผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ โดยมีผลงานไฮไลต์ล้ำค่าที่ส่งตรงมาจัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ ถ้วยแห่งสัญลักษณ์ของตระกูลโทะกุงาวะ จากเตาเผาอาโออิ ซึ่งเป็นถ้วยชาที่ได้รับการตกแต่งด้วยตราประจำตระกูลซามูไรผู้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนอันยิ่งใหญ่ ซึ่งปกครองญี่ปุ่นยาวนานกว่า 260 ปี โดยได้รับอนุญาตให้ใช้ตรานี้จาก คุณโยริซาดะ โทะกุงาวะ ผู้สืบสายตระกูลรุ่นที่ 16 โดยตรง ถัดมาคือ ถ้วยชาเทคนิคการเผาแบบรีดักชัน จากเตาเผาโชอุนซัง ผลงานที่เกิดจากการเผาด้วยเทคนิคพิเศษ Reduction Firing จนเกิดการผสมผสานอันงดงามลุ่มลึกระหว่างสีบิวะอิโระ หรือ สีเหลืองนวลคล้ายผลบิวะ และเฉดสีเทา มอบมิติสีสันที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมมอง

    นอกจากนี้ยังมี ชิ้นงานปั้นมือและแป้นหมุนโบราณ จากเตาเผาโชอิน ผลงานที่ขึ้นรูปด้วยมือและแป้นหมุน (โระคุโระ) เผยให้เห็นร่องรอยรายละเอียดของรูปทรงและผิวสัมผัสหยาบของเนื้อดินอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละชิ้น และอีกหนึ่งชิ้นงานที่ไม่ควรพลาดคือ ถ้วยชาฐานวาริโคได จากเตาเผาโคไซอัน ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบฐานรองก้นถ้วยให้มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างความรู้สึกเคลื่อนไหว ผสานกับเฉดสีน้ำเงินลุ่มลึกที่ชวนให้นึกถึงความเวิ้งว้างอันไร้ขอบเขตของห้วงอวกาศ เกิดเป็นผลงานที่เปี่ยมด้วยพลังและจินตนาการร่วมสมัยอย่างลึกซึ้ง

    สยาม ทาคาชิมายะ ยังได้จัดกิจกรรมเจาะลึกวัฒนธรรมญี่ปุ่น กับบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Six Landscapes : 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” จาก คุณเคนทาโร่ ฮากิฮาระ นักเขียนและนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรม สมาชิกของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงานหัตถกรรมพื้นบ้าน (Mingei) และวิถีชีวิตร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับงานฝีมือดั้งเดิม ในวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. – 15.00 น. จำนวนจำกัดเพียง 20 ท่าน ผู้ที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
    ขอเชิญร่วมเดินทางสัมผัสความงามแห่งภูมิประเทศและจิตวิญญาณช่างฝีมือญี่ปุ่นในนิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

  • Art - Culture - Travel

    ไอคอนสยาม นำทัพงานคราฟต์ไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ผลักดัน Soft Power ไทยสู่ตลาดโลก

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีสากล เตรียมพา “เมืองสุขสยาม” เมืองแห่งวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย หนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่รวบรวมเสน่ห์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และสินค้าท้องถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเข้าไว้ด้วยกัน และ “ไอคอนคราฟต์” (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ยกทัพงานคราฟต์ ศิลปะขนาดจิ๋ว และขนมหวานไทยทำมือสุดประณีต ไปถ่ายทอดความน่ารักของมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026: Creative Life and Creative Heartbeat” เทศกาลไทยสุดยิ่งใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ Cheonggyecheon Plaza ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

    การเข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และไอคอนคราฟต์ ในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ช่างฝีมือ และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน และนำเสนอภูมิปัญญา รวมถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ บนเวทีระดับนานาชาติ

    โดย คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในการนำผู้ประกอบการจากเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2025 ซึ่งได้รับผลตอบรับดีเกินคาดหมาย สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ในเกาหลีใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัฒนธรรมไทยและผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างความสนใจในตลาดต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ปีนี้ไอคอนสยามพร้อมต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ด้วยการพาเมืองสุขสยามไปนำเสนอเสน่ห์วัฒนธรรมไทยผ่านแนวคิด ‘Thai Cuteness = Thai Soft Power’ รวมถึงคัดเลือกแบรนด์คราฟต์ไทยที่มีศักยภาพจากไอคอนคราฟต์ ไปถ่ายทอดความงดงามของวิถีชีวิตไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้อย่างเป็นสากล เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ สร้างการรับรู้ต่อสินค้าและบริการไทย และผลักดัน Soft Power ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอีกครั้ง”

    ในงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ครั้งนี้ เมืองสุขสยาม พร้อมนำเสนอความเป็นไทยภายใต้แนวคิด “Thai Cuteness = Thai Soft Power” ถ่ายทอดวิถีท้องถิ่น ขนมไทย และแมวไทย ผ่านงานคราฟต์จิ๋วจากดินไทย ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของไทยอย่างสร้างสรรค์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ “สารพัดสุข สนุกแบบไทย” ผ่านการจัดแสดงงานศิลปะจำลองขนาดจิ๋วที่สะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ไทย 4 ภูมิภาค จาก “ร้านเล็กปั้นจิ๋ว” ซึ่งสร้างสรรค์เมนูอาหาร ขนม และวิถีชุมชนไทย ในรูปแบบงานคราฟต์ย่อส่วนจากดินไทยปั้นมือ อีกทั้งยังมีการสาธิตงานคราฟต์และภูมิปัญญาไทยจาก “จุ๊บเจลเนอรัล” ที่นำเสนอแฟชั่นคราฟต์ร่วมสมัยผ่านงานถักโครเชต์ไหมพรมดีไซน์สร้างสรรค์ และ “ร้านขนมไทยแพรวไพลิน” ที่นำเซ็ตขนมไทยมงคลและขนมพื้นบ้านอัตลักษณ์ไทยหาทานยาก อาทิ ขนมตระกูลทอง ขนมใส่ไส้ประยุกต์ ขนมสาคูตะโก้ และขนมลืมกลืน ไปให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์ขนมไทยโบราณผ่านการสาธิตการปั้นลูกชุบ


    และเพื่อขยายฐานการรับรู้สู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ เมืองสุขสยามยังเตรียมเปิดตัวไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “กล่องจุ่มแมวไทย” งานแฮนด์เมดดีไซน์ร่วมสมัยที่นำเอกลักษณ์ของแมวมงคลไทยมาต่อยอดในรูปแบบของสะสมสไตล์ Art Toy เป็นครั้งแรกภายในงาน รวมถึงเปิดตัว “น้องสุข” คาแรคเตอร์แมววิเชียรมาศ ทูตวัฒนธรรมประจำเมืองสุขสยาม ที่จะไปร่วมสร้างสีสันและความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานทุกเพศทุกวัย พร้อมยกระดับความสนุกด้วยกิจกรรม Thailand Check-in Mission เชิญชวนให้ชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกร่วมแชร์ภาพถ่ายประสบการณ์ความน่ารักภายในงาน เพื่อแลกรับของที่ระลึกสุดพิเศษ ทั้งงานคราฟต์ไทยและ SOOKSIAM Limited Edition : Thai Food

    นอกจากนี้ ผลงานจาก 4 แบรนด์ไทยภายใต้ไอคอนคราฟต์ ยังได้ร่วมสร้างการรับรู้และเผยแพร่คุณค่าของงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยไทยให้ชาวเกาหลีได้สัมผัส ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีนานาชาติ ทั้ง ผลิตภัณฑ์จาก “Mae Ing Shibori แม่อิงซิโบริ” วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นใช้สีธรรมชาติในการผลิตผ้ามัดย้อม พร้อมส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในชุมชนและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, ของขวัญและของที่ระลึกไทยแบรนด์ “HOLEN” ที่นำเอกลักษณ์จากวรรณคดีรามเกียรติ์มาสร้างสรรค์เป็นคาแรกเตอร์สุดน่ารัก เด่นด้วยสินค้าเชิงฟังก์ชันอย่างยาดมสมุนไพร Aromadom เคสยาดม และไอเท็มสุดคราฟต์ที่เหมาะเป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของฝาก และของสะสมเชิงสร้างสรรค์, กระเป๋าอัพไซเคิลฝีมือคนไทย “SAME THANG” ที่หยิบเอาซองเมล็ดกาแฟมาเล่าเรื่องใหม่เป็นกระเป๋าแฮนด์เมดน่าใช้หลากหลายรูปแบบ และของใช้ของแต่งบ้านจาก “SUCHAI CRAFT” แบรนด์ระดับตำนานที่แปลงโฉมเครื่องใช้อะลูมิเนียมปั๊มลายไทยให้กลายเป็นของใช้และของตกแต่งบ้านร่วมสมัยสีสันสดใส โดยทั้ง 4 แบรนด์ล้วนนำเสนอผลงานสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทยที่ร่วมสมัย ใช้งานได้จริง จึงไม่เพียงสะท้อนภาพความเป็นไทยได้อย่างน่าสนใจ ยังเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดีด้วย

    สำหรับงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 จัดขึ้นโดย สถานเอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงโซล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งจากประเทศไทยและเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านมิติด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และนวัตกรรมสร้างสรรค์ ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การแสดงของเหล่าศิลปิน T-Pop ชื่อดัง การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ขบวนพาเหรดวัฒนธรรม กิจกรรมการแข่งขัน โซนนวัตกรรมไทย รวมถึงรวบรวมร้านอาหารไทยชื่อดังมาให้ลิ้มลองมากมาย โดยคาดว่าจะดึงดูดชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก

    การหนุนเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไอคอนสยาม ในการเป็นเวทีแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ชุมชน และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศสู่ตลาดนานาชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งจะต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ตลอดจนเป็นการผลักดันทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้กลายเป็นพลัง Soft Power ที่สามารถสร้างคุณค่า สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อประเทศไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน