Admin

  • Entertainment

    “เก่ง-น้ำปิง” ร่วมบอก #รักเธอประเทศไทยชวนแฟน ๆ แสดงพลังไทยสร้างสรรค์ในงานประกาศย้ำจุดยืน “มหานครแห่งไทยสร้างสรรค์” ของสยามเซ็นเตอร์

    ทำเอาแฟน ๆ ต้องกรี๊ดดัง ๆ ด้วยความปลื้มปริ่มใจเมื่อ “เก่ง” หฤษฎ์ บัวย้อย และ “น้ำปิง” นภัสกร ปิงเมือง สองนักแสดงนำจากซีรีส์กระแสแรง “เขมจิราต้องรอด Khemjira The Series” จูงมือกันมาบอก #รักเธอประเทศไทย เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ร่วมงาน ประกาศย้ำจุดยืนในฐานะ “The THAIdeaopolis – มหานครแห่งไทยสร้างสรรค์” ของสยามเซ็นเตอร์ ‘The Ideaopolis’ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ศูนย์กลางแห่งจินตนาการและงานสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด ซึ่งร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อขับเคลื่อนพลังไทยสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติ ทั้งศิลปะ แฟชั่น เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ให้ก้าวสู่เวทีโลก ในฐานะแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายแนวคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนตลอดจนผู้ประกอบการไทยต่อยอดสู่เวทีระดับสากล งานนี้สองหนุ่มไม่เพียงร่วมเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจใน “The THAIdeaopolis – มหานครแห่งไทยสร้างสรรค์” ยังเชิญชวนทุกคนแสดงพลัง
    #รักเธอประเทศไทย ผ่านผลงานไทยสร้างสรรค์หลากหลายมิติที่สะท้อนความรัก ความภาคภูมิใจ และคุณค่าของความเป็นไทยในรูปแบบที่ทันสมัยในสยามเซ็นเตอร์ด้วย

    สยามเซ็นเตอร์ – จากเวทีต้นแบบสู่ ‘มหานครแห่งไทยสร้างสรรค์’
    นายเอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามเซ็นเตอร์ นอกจากเราจะเป็น‘The Ideaopolis’ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ศูนย์กลางแห่งจินตนาการและงานสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัดในทุกศาสตร์ เราคือ ‘The THAIdeaopolis – มหานครแห่งไทยสร้างสรรค์’ ตลอดเวลากว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา เราคือเวทีต้นแบบที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบและดีไซเนอร์ไทยได้โชว์ศักยภาพ แจ้งเกิดแบรนด์ระดับตำนาน สร้างดีไซเนอร์รุ่นใหม่มากมาย สยามเซ็นเตอร์ไม่เพียงเป็นศูนย์การค้าแต่เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่หล่อหลอมแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ศิลปิน ดีไซเนอร์ และผู้ประกอบการไทย ได้มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ สร้างสรรค์ผลงานที่ร่วมสมัย และนำภูมิปัญญาไทยไปต่อยอดสู่ความเป็นสากล

    ในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังรวมใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแสดงความรักชาติและภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย สยามเซ็นเตอร์จึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันแสดงพลัง #รักเธอประเทศไทย ผ่านผลงาน “ไทยสร้างสรรค์” ที่ถ่ายทอดความเป็นไทยในทุกมิติ ทั้งแฟชั่น ศิลปะ ของที่ระลึก อาหาร ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อจุดประกายให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของความเป็นไทย ที่ไม่เพียงงดงามในเชิงศิลป์ หากยังทรงพลังในการต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลักดันไทยก้าวสู่การเป็นที่ยอมรับบนเวทีโลกอย่างสง่างาม นี่คือการรวมพลังของคนไทยในการแสดงออกถึงความรักชาติในรูปแบบที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่จะทำให้ โลกหันกลับมามองประเทศไทย ด้วยความชื่นชม ภาคภูมิใจ และยอมรับในพลังสร้างสรรค์ที่ไม่สิ้นสุด
    ผนึกกำลังพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนผลงานไทยสร้างสรรค์สู่สากล

    สยามเซ็นเตอร์ยังคงมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ (Creative Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง ผ่านการ Co-create & Collaboration กับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กรมส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน องค์กรสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA), ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) พันธมิตรเอกชนและแบรนด์ไทยชั้นนำ ภายในสยามเซ็นเตอร์ทั้งหมดนี้ได้หลอมรวมเป็น พลังซอฟท์พาวเวอร์ไทย ที่ต่อยอดและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบประสบการณ์แปลกใหม่ (Extraordinary Experiences), เป็นครั้งแรก (Be The First), และเต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ (Be Inspired)
    ไฮไลต์ผลงานไทยสร้างสรรค์ขับเคลื่อนพลังหลากหลายมิติ


    ในปีนี้ สยามเซ็นเตอร์ ได้ผนึกกำลังองค์กรชั้นนำ ร่วมขับเคลื่อนนำเสนอผลงานไทยสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมในซอฟท์พาวเวอร์ไทยแขนงต่างๆ ปลุกกระแสไทยนิยมในแบบสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนมาร่วมแรงร่วมใจ ร่วมสนุก และสร้างความภาคภูมิใจไปด้วยกัน
    พลังไทยสร้างสรรค์ด้านออกแบบ: ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) จัดโครงการ DITP จัด Designers’ Room / Talent Thai / Creative Studio Promotion โชว์พลังดีไซน์ไทยในทุกแขนง ต่อยอดสู่ตลาดโลกอย่างสง่างาม ต่อเนื่องด้วยการเปิดร้าน Absolute Siam Store x CEA – Neighbourmart POP! ป๊อปอัพโชว์เคส โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกับ Absolute Siam Store และเนเบอร์มาร์ท รวบรวมสินค้าแบรนด์ไทยดีไซน์โดดเด่นจากนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ และเปิด Absolute Siam Thai Souvenir – Global Creative Gateway ปฏิวัติภาพจำของของที่ระลึกไทย ให้กลายเป็นงานดีไซน์ยูนีคที่โลกจับตามอง และ Toy Story 30th Anniversary “Unbox Toy Story and Beyond” โปรเจกต์สุดพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปีของ Toy Story ด้วยการผสานคาแรคเตอร์ระดับโลกเข้ากับศิลปะไทยโดยนักออกแบบไทย


    พลังไทยสร้างสรรค์ด้านแฟชั่น: สืบสานบทบาทการเป็นผู้นำแฟชั่นไทย ร่วมกับ ททท. เปิดเวที Siam Center Visionary Stage ในงาน Bangkok International Fashion Week 2025 (ตุลาคม 2568) โชว์ผลงานออกแบบแฟชั่นดีไซน์จากนิสิต นักศึกษา สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นจากสถาบันทั่วประเทศ นำเสนออัตลักษณ์และเชื่อมโยงภูมิปัญญาจากท้องถิ่นทั่วประเทศกับเทรนด์แฟชั่นระดับสากล
    พลังไทยสร้างสรรค์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์: เปิดพื้นที่ Flagship Store แบรนด์อาหารไทยสร้างสรรค์ เช่น ร้านตำกระเทยสาเกต และร้านอิเจ้แจ่วฮ้อน ที่ผสมผสานรสชาติอีสานดั้งเดิมกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งบูทีค ปัญญ์ปุริ คอนเซ็ปต์ใหม่ “The Purple Grove” และ Pop-up สุดพิเศษ ‘A RETURN TO WHAT’S ALREADY HERE’ เป็นต้น


    สยามเซ็นเตอร์เชิญชวนทุกคนมาร่วมแสดงพลัง #รักเธอประเทศไทย ผ่านผลงาน “ไทยสร้างสรรค์” ที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ ความงดงาม และคุณค่าของความเป็นไทยอย่างร่วมสมัยในทุกมิติ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Creative Hub ที่นำพลังสร้างสรรค์ของคนไทยจากหัวใจ ส่งต่อสู่สายตาคนทั่วโลก

  • Marketing

    ยูโอบี ผนึกกำลังห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน เปิดแคมเปญใหญ่ ‘Tourist Exclusive’ดึงนักช้อปทั่วโลกเที่ยวไทยหนุนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จับมือกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล
    รีเทล เปิดตัวแคมเปญ “Tourist Exclusive for UOB Cardholders from Singapore, Malaysia, Indonesia and Vietnam” มอบสิทธิพิเศษและของขวัญแบบไทยแท้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีจาก 4 ประเทศในอาเซียน หวังกระตุ้นการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ตามนโยบายภาครัฐในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว

    ภายใต้แคมเปญนี้ นักท่องเที่ยวผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีที่ออกในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี ครบ 6,000 บาท รับบัตรกำนัล 1,000 บาท และ ช้อปครบ 4,000 บาท รับบัตรกำนัล 500 บาท พร้อมของสมนาคุณสุดพิเศษที่สะท้อนความเป็นไทย อาทิ ซิมการ์ด AIS สำหรับนักท่องเที่ยว กระเป๋าลายไทยคุณภาพเยี่ยมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ จาก Good Goods และ ข้าวเหนียวมะม่วง ที่ Lofter หรือ Living House เป็นต้น โดยสามารถ รับสิทธิ์ได้ที่ ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันทุกสาขา ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ไปถึง 31 ธันวาคม 2568

    ททท. ชี้เอกชนร่วมมือคือกุญแจสำคัญฟื้นท่องเที่ยว
    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวสนับสนุนแคมเปญนี้ว่า “การร่วมมือของภาคเอกชนอย่างธนาคารยูโอบีและห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน เป็นแรงเสริมสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ ตอบโจทย์นโยบายส่งเสริมการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง และช่วยสร้างภาพลักษณ์ประสบการณ์การท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพ”

    นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO & Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยฐานลูกค้าบุคคลกว่า 8.4 ล้านคน ในภูมิภาคอาเซียน เราหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในขณะเดียวกันก็มอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรของเราที่เดินทางมายังประเทศไทย”

    นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ตลอด 78 ปีของการดำเนินธุรกิจ ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในฐานะช้อปปิ้งเดสติเนชั่นของนักช้อปไทยและทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เราจึงตั้งใจรักษาความเชื่อมั่น พร้อมดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดเพราะลูกค้าคือหัวใจสำคัญ ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ การร่วมมือกับยูโอบี และ ททท. ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งครบวงจรแบบ one – stop shopping experience ทั้งด้านสินค้า บริการ และวัฒนธรรมที่เป็นเสน่ห์ของเมืองไทย”

    โดยผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีที่สนใจโปรโมชันดังกล่าว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    https://thetravelinsider.co/sg/en/deals/shop/central-department-store-api-thailand-en-81337

  • Business

    ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ ผนึกกำลัง รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีน ฉลองครบรอบ 50 ปีไทย-จีน “เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง” ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ลุยธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจร

    บริษัท เบียร์ชิงเต่า ร่วมกับ บริษัท โรงเบียร์ตะวันแดง 1999 จำกัด, บริษัท ไทย ไชน่า เบฟเวอร์เรจ จำกัด และ บริษัท ชิงเต่า เบียร์ (ฮ่องกง) เทรดดิ้ง จำกัด จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์สามฝ่าย ณ ชั้น 3 อาคาร 393 สำนักงานใหญ่คาราบาวกรุ๊ป

    พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี, คุณเจียง จงเสียง ประธานกรรมการบริษัทเบียร์ชิงเต่า, คุณเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน), คุณหม่า หนิง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายต่างประเทศของบริษัทเบียร์ชิงเต่า พร้อมด้วยผู้นำระดับสูงของเมืองชิงเต่า และผู้แทนจากแวดวงธุรกิจจีน–ไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ร่วมกันเปิดศักราชใหม่แห่งความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเบียร์และเครื่องดื่มจีน–ไทย

    ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งสามบริษัท สะท้อนถึงมิตรภาพระหว่างไทย-จีน พร้อมชื่นชมอิทธิพลระดับโลกของแบรนด์เบียร์ชิงเต่า และความแข็งแกร่งของคาราบาวในตลาดไทยและต่างประเทศ รวมถึงศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของบริษัท นามยง เทอร์มินัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพลังความร่วมมือและยกระดับการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ

    ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนถึงเส้นทางการเติบโตของบริษัทฯ ซึ่งก่อตั้งมากว่า 50 ปี ครอบคลุมธุรกิจโลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ สื่อสารมวลชน คมนาคม พลังงาน และสาธารณสุข โดยท่าเรือในเครือของบริษัทฯ เป็นท่าเรือขนส่งรถยนต์แบบโรลออนโรลออฟ (ro-ro) รายเดียวในประเทศไทย ติดอันดับที่ 4 ของโลก และอันดับที่ 2 ของเอเชีย มีการส่งออกรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคันต่อปี พร้อมย้ำว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทย ไชน่า เบฟเวอร์เรจ จำกัด ของนามยง เทอร์มินัล กับ บริษัทเบียร์ชิงเต่า และคาราบาว ถือเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนสองประเทศ โดยพร้อมจะต่อยอดความร่วมมือด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่

    คุณเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แบรนด์คาราบาวในฐานะผู้นำเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional Drink) ของไทย คาราบาวได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ และกำลังขยายตลาดไปต่างประเทศอย่างมั่นคง สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ คาราบาวพร้อมจะอาศัยระบบช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของบริษัท ส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย-จีน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน

    คุณเจียง จงเสียง ประธานกรรมการบริษัทเบียร์ชิงเต่า กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนมิตรภาพ 50 ปีไทย-จีน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเร่งขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศของเบียร์ชิงเต่า เบียร์ชิงเต่าเข้าสู่ตลาดไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และตลอด 20 ปีที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับบริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ขยายฐานตลาดอย่างมั่นคง ปัจจุบันมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุมร้านค้ากว่า 2,000 แห่งทั่วไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 100 ปีและอิทธิพลครอบคลุมกว่า 120 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เบียร์ชิงเต่าพร้อมเปิดเส้นทางใหม่ในตลาดไทยและอาเซียน โดยอาศัยทรัพยากรช่องทางจัดจำหน่ายและเทคโนโลยีการผลิตของคาราบาว เพื่อรองรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เบียร์ระดับพรีเมียม และขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ

    การลงนามครั้งนี้วางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือเชิงลึกของทั้งสามฝ่าย ทั้งด้านเทคโนโลยี ตลาด แบรนด์ และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย นับเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญของการขยายตลาดในอาเซียนของเบียร์ชิงเต่า

  • Lifestyle - Marketing

    RAVIPA ผนึกกำลัง Butterbear เปิดตัวคอลเลกชันสุดยิ่งใหญ่ “Butter Tarot Collection”และ “Butterfull Bear Collection” สะท้อนพลังแห่งความโชคดี และความน่ารักระดับไอคอนิก

    RAVIPA แบรนด์จิวเวลรี่ไทยชั้นนำ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นที่ไว้วางใจจากเซเลบริตี้และศิลปินระดับโลก พร้อมสาขากว่า 40 แห่งทั่วโลก เดินหน้าสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการประกาศความร่วมมือกับ “น้องหมีเนย” (Butterbear) คาแรกเตอร์ขวัญใจเหล่ามัมหมี และพ่อหมี ผ่านการเปิดตัวคอลเลคชั่น Collaboration สุดพิเศษที่ทุกคนรอคอย โดยครั้งนี้ได้รังสรรค์ผลงานถึงสองคอลเลคชั่น ได้แก่ Buttertarot Collection และ Butterful Bear Collection ถ่ายทอดความน่ารักสดใสของ Butterbear ผสานเข้ากับความหมายอันลึกซึ้งและพลังบวกที่เป็นเอกลักษณ์ของ RAVIPA เพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ชื่นชอบเครื่องประดับ ไลฟ์สไตล์ไอเท็ม และผู้ที่กำลังมองหาของขวัญสำหรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

    Buttertarot Collection ได้รับแรงบันดาลใจจากศาสตร์แห่งไพ่ทาโรต์ ถ่ายทอดความหมายลึกซึ้งผ่าน 5 สัญลักษณ์อันทรงพลัง ได้แก่ The Sun, The Empress, The Chariot, The Magician และ Ace of Pentacle ซึ่งแต่ละสัญลักษณ์สะท้อนพลังบวก ความสำเร็จ และความสมหวัง โดยเสริมด้วยอัญมณีแท้ที่เชื่อกันว่ามีพลังดึงดูดความรัก ความมั่งคั่ง และความสุข คอลเลคชั่นนี้นำเสนอทั้งในรูปแบบเครื่องประดับ อาทิ สร้อยข้อมือและสร้อยคอ ตลอดจนไลฟ์สไตล์ไอเทมที่สามารถพกพาความหมายอันงดงามและความสดใสของ Butterbear ไปในทุกวัน

    Butterfull Bear Collection อีกหนึ่งความพิเศษที่สะท้อนบุคลิกอันสดใสของ Butterbear ผ่าน 4 คาแรกเตอร์ ที่ทำให้มัมหมี พ่อหมีตกหลุมรัก โดยแต่ละตัวมี Butterbear’s Wishlist เป็นของตัวเอง ได้แก่
    ● Who’s Next – สื่อถึงความโชคดีและโอกาสใหม่
    ● Rise and Shine – ตัวแทนแห่งความมั่งคั่งและความก้าวหน้า
    ● Love Me Long Time – ถ่ายทอดความรักที่ยืนยาว
    ● Yummy Tummy – แทนความสุข ความอิ่มเอม และความสมบูรณ์

    ทั้งสองคอลเลกชันนี้ครบครันด้วยทั้งเครื่องประดับ อาทิ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ และต่างหู ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ไอเท็มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือ, กระเป๋าผ้า, เสื้อยืด, พวงกุญแจ, การ์ด, สติกเกอร์ และผ้าผูกผม ทุกชิ้นออกแบบมาเพื่อส่งต่อความหมายดี ๆ พร้อมเป็นของขวัญที่มีคุณค่าทั้งสำหรับผู้สวมใส่และผู้รับ

    การเปิดตัวคอลเลกชันร่วมกับ Butterbear ในครั้งนี้ ถือเป็น “การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่” ของ RAVIPA อันสะท้อนถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่ไร้ขอบเขตพร้อมถ่ายทอดผลงานที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ความหมาย และความงดงาม เพื่อนำเสนอประสบการณ์เหนือระดับแก่ผู้ที่ได้ครอบครอง คอลเลกชันพิเศษทั้งสองซีรีส์นี้ วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วทางเว็บไซต์ www.ravipa.com และที่สาขา RAVIPA ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

    สามารถเยี่ยมชมและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
    Website: www.ravipa.com
    IG: @ravipajelwery
    Facebook: RAVIPA
    Line: @ravipajewelry

  • Lifestyle

    มอนซูน แวลลีย์ ร่วมกับ ททท. จัด “A Night of Thai Excellence” กลางกรุงลอนดอนชวน “อเล็กซ์ อัลบอน” นักแข่งฟอร์มูลาวัน ร่วมฉลองให้กับที่สุดของความเป็นไทยผ่านอาหาร เครื่องดื่ม และกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลก

    มอนซูน แวลลีย์ (Monsoon Valley) ไวน์ไทยที่ได้รับเหรียญรางวัลระดับสากลมากที่สุด ของบริษัทสยาม ไวเนอรี่ จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตไวน์แถวหน้าและมีนวัตกรรมการผลิตที่ดีที่สุดของเอเชีย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลอนดอน จัดงาน “A Night of Thai Excellence” เฉลิมฉลองให้กับความรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทย นำเสนอที่สุดของเรื่องราวและรสชาติผ่านอาหารไทยเลิศรส ไวน์ไทยชั้นยอด พร้อมชวน “อเล็กซ์ อัลบอน” นักแข่งฟอร์มูลาวันชื่อดัง ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ แบรนด์แอมบาสเดอร์ มอนซูน แวลลีย์ ร่วมสะท้อนภาพลักษณ์อันทันสมัยเชื่อมโยงไทยกับวัฒนธรรมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ “AngloThai” ร้านอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ ใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568

    “A Night of Thai Excellence” เป็นกิจกรรมพิเศษที่เชิญบุคคลชั้นนำจากหลากหลายแวดวง อาทิ มอเตอร์สปอร์ต ศิลปะ การท่องเที่ยวลักชูรี และสื่อมวลชนชื่อดัง มาร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความร่วมมือระดับนานาชาติผ่านดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กว่า 40 คน โดยมี ณัฐวัฒน์ กฤษณามระ เอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักร เป็นประธาน และมีแขกรับเชิญคนสำคัญคือ “อเล็กซ์ อัลบอน” หรือ อเล็กซานเดอร์ อัลบอน อังศุสิงห์ นักแข่งฟอร์มูลาวัน สัญชาติไทย ผู้สร้างชื่อเสียงในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก แบรนด์แอมบาสเดอร์ของมอนซูน แวลลีย์ พร้อมด้วย ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ นักแข่งรุ่นใหม่ชาวไทย แชมป์รายการ Formula 3 Feature Race ที่เมืองมอนซา ประเทศอิตาลี ร่วมงาน

    ความพิเศษของงานนี้คือการนำอาหารและกีฬามาเป็นทูตวัฒนธรรม เชื่อมโยงความเป็นไทยให้เข้าถึงผู้คนทั่วโลก โดย AngloThai ร้านอาหารไทยระดับ 1 ดาวมิชลิน ได้นำเสนอที่สุดของรสชาติผ่านเมนูที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นจาก 5 ภูมิภาคของไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงแบบร่วมสมัย ซึ่งจับคู่กับไวน์พรีเมียมระดับโลกจาก มอนซูน แวลลีย์ ได้อย่างลงตัว มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารอันเหนือระดับ เปี่ยมด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมที่ผสมกลมกลืนเข้ากับยุคสมัยได้อย่างกลมกล่อม เผยเสน่ห์ความเป็นไทยให้เวทีนานาชาติได้สัมผัส ภายในงาน มอนซูน แวลลีย์ เปรียบเสมือนตัวแทนของผลิตภัณฑ์ไทยระดับพรีเมียมในตลาดโลก ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด และคัดสรรให้เข้ากับอาหารแต่ละจานอย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นถึงความประณีตและศักยภาพของไทยในการก้าวสู่เวทีสากล นอกจากนี้การปรากฏตัวของยอดนักแข่งฟอร์มูลาวันและฟอร์มูลาทรีชาวไทย ยังเป็นการตอกย้ำถึงความโดดเด่นของไทยในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารและการท่องเที่ยวลักชูรีได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังทางวัฒนธรรมหรือ Soft Power ไทย ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนหลากหลายวงการ ตั้งแต่คนรักอาหาร ไวน์ ไปจนถึงแฟนกีฬาความเร็วเข้าด้วยกัน
    กล่าวได้ว่า “A Night of Thai Excellence” เป็นมากกว่างานเลี้ยงสังสรรค์ แต่คือการประกาศศักยภาพของไทยบนเวทีโลก ผ่านรสชาติของอาหาร ไวน์ และเรื่องราวของมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไทยในมิติใหม่ที่เต็มไปด้วยด้วยเสน่ห์และความทันสมัย ทำให้นานาชาติได้รู้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อน แต่ยังเปี่ยมด้วยศิลปวัฒนธรรมและความน่าสนใจในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ทั้งนี้ มอนซูน แวลลีย์ คือแบรนด์ไทยที่มุ่งมั่นและตั้งใจนำเสนอความเป็นเลิศแบบไทยไปสู่สายตาชาวโลก นอกจากจะผลิตไวน์และน้ำองุ่นระดับเวิลด์คลาสส่งออกไปหลายประเทศ ยังมองหามุมสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อประกาศความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและความงามแบบไทยให้ทั่วโลกได้เห็นอยู่เสมอ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ของ มอนซูน แวลลีย์ ได้ทาง www.monsoonvalley.com และ FB: Monsoon Valley

  • Hotel - Sports

    “SWEAT & FREEZE”เติมเต็มชีวิตด้วยการวิ่งยามเช้า แล้วผ่อนคลายด้วยความเย็นสุดขั้ว ณ ใจกลางย่านทองหล่อกับ โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่นและ IWELTY

    สมาชิกแมริออท บอนวอย ใช้คะแนนสะสมแลกรับแพ็คเกจสุดพิเศษ วิ่งออกกำลังกายในย่านสุดชิคพร้อม การแช่น้ำแข็งเพื่อฟื้นฟูร่างกาย พร้อมอิ่มอร่อยกับเมนูอาหารเช้าใหม่ล่าสุดบนชั้นดาดฟ้าริมสระว่ายน้ำ ที่รังสรรค์โดยห้องอาหารเอกะลักษณ์

    โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น โรงแรมบูทีคสุดเก๋ย่านทองหล่อที่เต็มไปด้วยสีสันและสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร พร้อมมอบประสบการณ์พิเศษให้เหล่านักเดินทางสายสุขภาพกับ “Sweat & Freeze” วิ่งยามเช้าแล้วผ่อนคลายกับความเย็นสุดขั้ว แพ็คเกจจาก Marriott Bonvoy Moments โดยร่วมมือกับ iwelty คลับสุขภาพแนวใหม่ที่นำเสนอแนวคิด FRIENDS FULL FIT “Urban Series” สู่ประสบการณ์จริงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

    iwelty คลับสไตล์ใหม่ที่เชื่อมั่นว่าสุขภาวะที่ดีคือจุดเริ่มต้นของความสุขที่ยั่งยืนเพื่อเติมเต็มแนวคิดนี้ทางคลับได้ผสมผสานองค์ประกอบของการเดินทาง กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน และในครั้งนี้ โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ขอเรียนเชิญสมาชิก Marriott Bonvoy® โปรแกรมสะสมคะแนนและแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกจาก Marriott International มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบ ดื่มด่ำทุกมิติ ในสไตล์เฉพาะตัวของ iwelty พร้อมเพลิดเพลินกับการบริการระดับโลก ณ ใจกลางย่านทองหล่อ

    พบกันวันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2568 กับกิจกรรมเพื่อสุขภาพ ที่จัดขึ้นเพียงวันเดียวเท่านั้น เชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์เพื่อสุขภาพที่โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ตั้งอยู่บนถนนที่แสนเงียบสงบ และเพียงไม่กี่ก้าวจากทองหล่อ กิจกรรมเริ่มต้นวันด้วยการวอร์มร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ นำโดยเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญจาก iwelty จากนั้นร่วมวิ่ง 3 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางชุมชนในย่านทองหล่อ เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศยามเช้า เมื่อกลับมาถึงโรงแรม ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยการแช่น้ำแข็ง (Ice Bath Recovery) ซึ่งเป็นการบำบัดที่ช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวและเสริมสร้างความสดชื่นอย่างสมบูรณ์แบบ

    จากนั้น เชิญชวนสมาชิกแมริออท บอนวอย เพลิดเพลินและอิ่มอร่อยกับอาหารเช้าริมสระว่ายน้ำครั้งแรกของโรงแรม พาทุกท่านมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยกับเมนูอาหารเช้าที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันเสริมด้วยความคิดสร้างสรรค์จากเอกะลักษณ์ ห้องอาหารของโรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ เสิร์ฟเมนูอาหารเช้าท่ามกลางทัศนียภาพเมืองหลวงบนชั้นดาดฟ้าของสระว่ายน้ำวิตามิน ดี พูล

    เมนูอาหารเช้าใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับหลากหลายรสชาติน่าลิ้มลอง ทั้งอาหารไทย อาหารเอเชียและอาหารตะวันตก อาทิ เอกะลักษณ์โบวล์ โทสต์ผักโขมพร้อมไข่เพิ่มความอร่อย เบอร์ริโตไก่ รวมถึงเมนูเพื่อสุขภาพอย่าง พุดดิ้งโอ๊ตเมล็ดเจีย และกราโนล่าโฮมเมด ทั้งหมดนี้เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มครีเอทีฟจากบาร์เอกะลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น พัลส์ รีเฟรชเชอร์ คูลดาวน์ เดวิลส์ วอลล์ และเอิร์ล แอปเปิ้ล ชาร์จ เพื่อเติมพลังให้เช้าวันใหม่ของคุณ

    แพ็คเกจ “Sweat & Freeze” ที่โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น พิเศษสำหรับสมาชิกแมริออท บอนวอยเท่านั้น เพียงใช้คะแนนสะสมแลกรับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร จำนวนจำกัด โดยสมาชิกสามารถใช้คะแนนแลกประสบการณ์ในแพคเกจได้แล้ววันนี้ จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่ https://moments.marriottbonvoy.com/en-us/moments/19803

    แมริออท บอนวอย ให้มากกว่าการเข้าพัก ด้วยแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ กว่า 10,000 จุดหมายปลายทางทั่วโลก เป็นโปรแกรมสะสมคะแนนที่ได้รับรางวัลและประสบการณ์พิเศษมากมายที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เชื่อมโยงสมาชิกทุกท่าน เติมเต็มทุกความชอบ ทั้งเรื่องกิน เที่ยว และไลฟ์สไตล์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Marriott Bonvoy Moments ได้ที่ moments.marriottbonvoy.com

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักที่ โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น ได้ที่ www.madipaidibangkok.com

  • Health - Marketing

    ราวด์ เฮดส์” ธุรกิจภายใต้กลุ่มพูลผล เปิดตัวโปรตีนถั่วลันเตา แบรนด์ “นูทราริช”นวัตกรรมเพื่อสุขภาพของคนยุคใหม่ ในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025

    บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายแบรนด์ “นูทราริช” บริษัทใหม่ภายใต้กลุ่มพูลผล ได้เปิดตัวนวัตกรรมสินค้าจาก “โปรตีนถั่วลันเตา” แบรนด์ “นูทราริช” ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย มุ่งตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง

    นายเขม หวั่งหลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดโปรตีนจากพืชในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมีความใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น และมีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากพืชเพิ่มขึ้น ซึ่งโปรตีนถั่วลันเตาเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่แพ้นม ผู้ที่ทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่ต้องการลดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งตอกย้ำวิสัยทัศน์ของกลุ่มพูลผล ที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการ เพื่อความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกมิติสังคม ผู้บริโภคและเศรษฐกิจไทย ด้วยจุดแข็งใน “ธุรกิจเกษตร” ที่เป็นกลุ่มธุรกิจเรือธงของกลุ่มพูลผล ซึ่งมีกระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่ช่วยเหลือเกษตรกรและอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรไทย ปัจจุบันอาณาจักรกลุ่มพูลผลมีธุรกิจที่หลากหลาย

    “ผลิตภัณฑ์โปรตีนถั่วลันเตา เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงจากพืช และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ เรามุ่งพัฒนาสูตรที่รสชาติดี ละลายน้ำได้ง่าย และมีส่วนผสมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด” นายเขม กล่าว
    ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “นูทราริช” ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. PEA80 Protein Isolate โปรตีนสกัดจากถั่วลันเตา ทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพ โดยให้โปรตีนสูงถึง 80% เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนในมื้ออาหาร และ 2. Hi-Plant Protein โปรตีนจากถั่วลันเตา, ข้าว, ฟักทอง มีให้เลือก 2 รสชาติ คือ มิกซ์เบอร์รี่ และช็อคโกแลต เสริมส่วนผสมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างพรีไบโอติก และโพรไบโอติก เพื่อสุขภาพลำไส้ และประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ

    จุดเด่นของสินค้า นอกจากให้โปรตีนคุณภาพสูงแล้ว ยังมีรสชาติดีและคุณประโยชน์ครบถ้วน ที่ช่วยเติมเต็มความต้องการโปรตีนของร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายและฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยโปรตีนคุณภาพพรีเมียม โดยวัตถุดิบ “โปรตีนสกัดจากถั่วลันเตา“ (Pea Protein Isolate) ที่ใช้มาจาก บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ภายใต้กลุ่มพูลผล ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวุ้นเส้นถั่วเขียว แป้งถั่วเขียว แป้งมันสำปะหลัง คุณภาพระดับพรีเมียม
    นายเขม กล่าวว่า กลุ่มพูลผลมองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์พื้นฐานอย่างโปรตีนถั่วลันเตา ตอบรับกระแสรักสุขภาพที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง โดยพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบันไม่เพียงต้องการโปรตีนคุณภาพสูงเท่านั้น แต่ยังต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติดี และมีคุณประโยชน์ครบถ้วน ซึ่งนูทราริช สามารถตอบสนองความต้องการตรงนี้ได้เป็นอย่างดี
    นอกจากนี้ การเปิดตัวนวัตกรรมดังกล่าว ยังสอดรับกับทิศทางองค์กรที่เน้นส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการบริหารองค์กรเพื่อมุ่งสู่ระดับสากล ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้กลุ่มพูลผลเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต เดินหน้าเติบโตเคียงคู่เศรษฐกิจไทย และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
    สามารถพบกับผลิตภัณฑ์โปรตีนถั่วลันเตา แบรนด์ “นูทราริช” และทดลองชิมได้ที่บูธจัดแสดงสินค้าของ “กลุ่มพูลผล” ณ บูธ OO25 Hall 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2568

  • Marketing

    น้ำแร่ 6ty° Degrees (ซิกตี้ ดีกรี) เปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศใช้ THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เป็นเวทีสู่ภูมิภาครับเทรนด์ตลาด Prosumer ผู้รักสุขภาพ

    น้ำแร่ 6ty° Degrees (Sixty Degrees: ซิกตี้ ดีกรี) เปิดเกมปี 68 รุกขยายฐานสู่ตลาดต่างประเทศ หวังเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาค เติบโตเป็น Regional Brand ด้วยการรุกทำตลาด Prosumer ซึ่งเป็นผู้บริโภคฉลาดเลือก กลุ่มรักษ์สุขภาพ พร้อมเข้าร่วมเผยโฉมโปรดักท์ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เป็นปีแรก


    คุณรีน่า อุดมคุณธรรม ผู้ก่อตั้ง บริษัท แร่เบฟเวอเรจ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ 6ty Degrees (ซิกตี้ ดีกรี) ได้เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 นี้ว่า
    “บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะเติบโตในตลาดต่างประเทศ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยด้วยจุดขายสำคัญที่ 6ty Degrees เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากแหล่งน้ำแร่ร้อนที่เชียงดาว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ร้อนใต้พิภพแห่งเดียวของประเทศไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ของโลก โดยองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทั้งนี้ น้ำแร่จากแหล่งนี้ผ่านชั้นหินที่ความลึก 250 เมตรที่อุณหภูมิ 60 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิพอเหมาะในการฆ่าเชื้อโรคและยังรักษาเเร่ธาตุที่มีอยู่ไว้ได้อย่างครบถ้วน และปราศจากโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้ 6ty Degrees อุดมไปด้วยแร่ธาตุถึง 16 ชนิดที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาร์บอเนต ซิลิกา แคลเซียม โซเดียม เหล็ก สังกะสี ไอโอดีน ฟลูออไรด์ แมงกานีส ลิเทียม ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ โบรอน สตรอนเทียม นอกจากนี้ ยังมีจุดขายที่สำคัญอีกประการของแบรนด์ นั่นคือ ฝาขวดรักษ์โลกที่ดีไซน์ให้เป็นชิ้นเดียวกันกับตัวขวด เพียงแค่หมุนฝาขวดและเปิดฝาขวดค้างไว้ที่ 170 องศาก็สามารถดื่มน้ำได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าฝาขวดจะหายหรือตกหล่นและยังสะดวกต่อการแยกขยะอีกด้วย”


    ทั้งนี้ ในการทำตลาดต่างประเทศ คุณรีน่า เปิดเผยว่า เนื่องจากเทรนด์ของตลาดน้ำแร่บรรจุขวดที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัดในหลายภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย อาทิ ไลฟ์สไตล์คนเมือง (Urbanization) ที่ขยายตัวไปทั่วประเทศและในระดับโลก ความต้องการบริโภคน้ำดื่มที่มีความปลอดภัย มีคุณสมบัติพิเศษ และมีคุณค่ามากกว่าน้ำดื่มธรรมดาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดน้ำแร่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับการทำตลาดดังกล่าว บริษัทฯ เลือกเน้นเจาะกลุ่มรักสุขภาพ กลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ระดับกลาง-บน และกลุ่ม Prosumer หรือผู้บริโภคที่ฉลาดเลือก”


    ที่สำคัญ ในปีนี้ บริษัทฯ ได้เลือกเปิดตัวผ่านงานเทรดแฟร์ที่สำคัญทางด้านอาหารและเครื่องดื่มของภูมิภาคอย่าง THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เป็นปีแรก เนื่องจากเป็นงานที่มีพันธมิตรธุรกิจ (trader) ประมาณ 8.6 หมื่นคนในปี 2567 จาก 131 ประเทศ (อ้างอิงจาก asiafoodbeverages.com) และทำให้เกิดมูลค่าการค้ามูลค่า 9.63 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงจาก foodengineeringmag.com) ฉะนั้น การร่วมงาน THAIFEX ครั้งนี้จึงทำให้เรามั่นใจว่า จะช่วยทำให้เราสามารถเข้าถึงผู้นำเข้าในตลาดเป้าหมายได้ ไม่ว่าจะ เป็นธุรกิจค้าปลีกระดับพรีเมียม หรือแม้แต่โรงแรมและร้านอาหารไทยในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะสามารถตอกย้ำถึงแหล่งกำเนิดของน้ำแร่ 6ty Degrees ที่มาจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติจากประเทศไทยได้ คุณรีน่ากล่าว
    สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้น บริษัทฯได้รุกเปิดตัวแคมเปญใหม่ 6ty Manifesto เพื่อสร้าง awareness กับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ให้เห็นความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดน้ำแร่ ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ไม่ใช่อะไรก็ได้แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกได้อย่างแตกต่างและฉลาดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองตลอดเวลา ด้วย 3 กลยุทธ์ นั่นคือ

    • การสื่อสารทางการตลาดครบวงจร (Integrated Marketing Communication: IMC) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์กับผู้บริโภคในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วผ่านแคมเปญโฆษณาที่ผสมผสานกันระหว่าง functional และ emotional engagement อย่างแตกต่างและมีสไตล์ภายใต้แนวคิด “ชีวิตที่ดี เริ่มต้นที่ 60 องศา”
    • ประสบการณ์กับแบรนด์ (Brand Experiencial Activation) ด้วยการสร้างประสบการณ์ของแบรนด์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ผ่านแนวคิด More Than Water Activation ที่เน้นความสนุกแปลกใหม่ เข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านแนวคิด “ยกระดับรสชาติ เพิ่มคุณค่าให้มื้ออร่อย”
    • ผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development) ภายใต้คอนเซ็ปท์ Active Healthy Lifestyle เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ นอกเหนือไปจากปัจจุบันนำร่องโดยการบุกเข้าตลาดขวดแก้ว (Non-returnable glass bottle) และแร่รสชาติผลไม้ผสมวิตามินสำหรับเด็ก

    คุณรีน่า เปิดเผยต่อไปถึงทิศทางการทำตลาดว่า เรายังคงเน้นรุกทำตลาดทั้งในประเทศและมุ่งขยายฐานสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดี และเห็นความสำคัญของการรักสุขภาพ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น พร้อมตั้งเป้าที่จะเติบโตในอัตราตัวเลขสองหลัก (Double Digits) ในปีนี้ แม้ว่าจะต้องยอมรับว่า ภาวะการณ์แข่งขันในตลาดนี้เข้มข้น ดังจะเห็นได้จากปี 2567 ที่ผู้เล่นทุกค่ายในตลาดต่างก็อัดงบการตลาดเพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการบริโภคน้ำแร่ ที่สำคัญ ผู้เล่นแต่ละรายก็พยายามที่จะรักษาหน้าตักของตนเองให้ได้จึงทำให้มีการใช้งบการตลาดเพื่อสร้าง awareness สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อย่างน้อยก็เพื่อปกป้อง Share of Voice ของแบรนด์”

  • Property

    The Creators HQ เปิดตัว “CIRA RESIDENCES”โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury บนทำเลทอง ถนนประดิษฐ์มนูธรรมยกระดับสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิต สร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด Luxury Property

    บริษัท เดอะ ครีเอเตอร์ส เอชคิว จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยมาตลอด 9 ปี ตอกย้ำความสำเร็จอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวโครงการ “CIRA RESIDENCES” โครงการบ้านเดี่ยว Ultra Luxury ราคาเริ่มต้น 125 ล้านบาท ที่ได้รับการออกแบบเพื่อเป็น Private Residence อย่างแท้จริง โครงการแรกของ The Creators HQ บนทำเลศักยภาพ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม หวังสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด Luxury Property ภายใต้แนวคิด RESONATE LIFE-UTMOST

    เมื่อวันที่ 15 พฤษถาคม 2568 บริษัท เดอะ ครีเอเตอร์ส เอชคิว จำกัด ได้จัดงานเปิดตัว “CIRA RESIDENCES” (ซีรา เรสซิเดนเซส) โครงการบ้านเดี่ยว Ultra Luxury โครงการแรกของ The Creators HQ เชิญสื่อมวลชนร่วมสัมผัสสุนทรีภาพแห่งการใช้ชีวิตผ่านประสบการณ์ 5 Senses ท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นรมย์ ณ Rin at Raintree ถนนพระราม 9 โดยมี คุณชัยวัฒน์ จักรแต๋ กรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร และ คุณอรชพร ไตรวนาธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เดอะ ครีเอเตอร์ส เอชคิว จำกัด ร่วมเผยถึงความสำเร็จตลอด 9 ปีในตลาด Luxury Property จนมาถึงก้าวใหม่ในการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว Ultra Luxury ภายใต้แบรนด์

    “CIRA RESIDENCES” ที่มุ่งเจาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่โดยเฉพาะสำหรับเพียง 9 ครอบครัว ด้วยแนวคิด “RESONATE LIFE-UTMOST จุดสูงสุดของสุนทรีภาพแห่งการใช้ชีวิต” ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมกว่า 1,300 ล้านบาท

    โดย คุณชัยวัฒน์ จักรแต๋ กรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ ครีเอเตอร์ส เอชคิว จำกัด กล่าวว่า ตลอด 9 ปีในตลาดที่อยู่อาศัยลักซ์ชัวรี บริษัทฯ มีผลงานคอนโด High Rise ระดับลักซ์ชัวรีที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จมาแล้วหลายโครงการ ทั้ง C Ekkamai (ซี เอกมัย) และ Common TU (คอมมอน ทียู) ที่สามารถปิดการขายได้แล้ว 100% รวมถึง CONNER Ratchathewi (คอนเนอร์ ราชเทวี) ที่ทำยอดขายได้กว่า 90% พร้อมยอดโอนเกือบ 70% ทำให้ชื่อของ The Creators HQ เป็นที่รู้จัก สร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้าผู้มองหาที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี และเพื่อต่อยอดความสำเร็จ ในปี 2568 นี้ บริษัทฯ ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว “CIRA RESIDENCES” โครงการบ้านเดี่ยวลักซ์ชัวรีโครงการแรก ซึ่งนับเป็นการก้าวสู่บริบทใหม่ของ The Creators HQ ในตลาดที่อยู่อาศัยระดับ Ultra Luxury

    “ข้อมูลจาก CBRE ระบุว่าแม้จะมีความผันผวน แต่ Ultra Luxury Housing ยังเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018-2025 และยังคงสมดุลระหว่างดีมานด์และซัพพลาย ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความท้าทายหลายด้าน แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านเดี่ยวในกลุ่ม Ultra Luxury ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น Real Demand สำหรับ The Creators HQ เราเชื่อมั่นว่าทำเลและผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับรสนิยมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคือคำตอบ และ CIRA Residences คือโครงการที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการอย่างแท้จริง” คุณชัยวัฒน์กล่าว

    สำหรับจุดเด่นของโครงการ “CIRA RESIDENCES” คือการเป็น “บ้านหลักของครอบครัว” ที่เชื่อมโยงความหรูหราและความเป็นส่วนตัวของสมาชิกในบ้านไว้ด้วยกัน เน้นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย ด้วยคอนเซ็ปต์ “RESONATE LIFE-UTMOST จุดสูงสุดของสุนทรีภาพแห่งการใช้ชีวิต” โดยตั้งใจให้บ้านทุกหลังในโครงการเป็นพื้นที่แห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่ออกแบบเพื่อให้ทุกครอบครัวได้ร่วมสร้างสรรค์และเติบโตไปพร้อมกัน ดังที่กรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร The Creators HQ บอกว่า “จุดเริ่มต้นของ CIRA RESIDENCES มาจากแนวคิดของ Canvas โดยเราสร้างโครงสร้างบ้านไว้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด และเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านสามารถจัดสรรพื้นที่ภายในได้เองตามความต้องการ เพราะเราเชื่อว่าความยืดหยุ่นคือคุณภาพชีวิตที่แท้จริง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องทำเลที่ดีกำหนดคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน”

    ด้าน คุณอรชพร ไตรวนาธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เดอะ ครีเอเตอร์ส เอชคิว จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “CIRA RESIDENCES เป็นโครงการที่ครบทุกความต้องการของการอยู่อาศัย ทั้งทำเล (Location) ที่ตั้งอยู่ในบนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเป็น Prime Area เข้าถึงง่าย มีศักยภาพในการเติบโต รายล้อมไปด้วย Lifestyle Malls, Specialty Cafés, Sport Clubs, และโรงพยาบาลชั้นนำ อีกทั้งยังมีโครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม และ Monorail สายสีเทา ที่จะเปิดให้บริการภายในปี 2573 และในส่วนของสินค้า (Product) ที่เป็นบ้านเดี่ยวเพียง 9 หลัง มาพร้อมกับพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ เริ่มต้นที่ 733 ตร.ม. และฟังก์ชันที่ยืดหยุ่น ให้ความเป็นส่วนตัวสูง รวมถึงบริการ (Service) ซึ่งเรามีบริการที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ทั้ง Personal Concierge Service ช่วยจัดตารางนัดหมาย, Home Maintenance Service บริการงานซ่อมแซมด่วนในบ้าน, Waste Management บริการเก็บขยะหน้าบ้าน และ Parcel Drop-Off ที่ดูแลของทุกชิ้นที่ส่งมาหน้าบ้าน เพื่อให้การใช้ชีวิตที่ที่เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ จึงตอบโจทย์ทุกครอบครัวอย่างแท้จริง”

    อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ บ้านทุกหลังในโครงการนี้ได้รับการออกแบบโดย Ayutt and Associates Design (AAD) ทีมออกแบบที่พักอาศัยระดับแนวหน้าของประเทศไทย ซึ่งตั้งใจที่จะยกระดับมาตรฐานของบ้านจัดสรร ให้ CIRA RESIDENCES เป็นบรรทัดฐานใหม่ของการออกแบบบ้านที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตจริงกับความสวยงามทางสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน โดย คุณอยุทธ์ มหาโสม สถาปนิกผู้ก่อตั้ง AAD อธิบายว่า โครงการ CIRA RESIDENCES ถูกออกแบบโดยอิงจากหลัก 5 Senses ได้แก่ การมองเห็น เสียง กลิ่น สัมผัส และรสชาติ เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ครบทุกมิติ มีหลักสำคัญในการออกแบบ อาทิ การให้ความสำคัญกับ Community-Oriented Design มากกว่าความเป็นส่วนตัวแบบแยกขาด โดยเน้นการสร้าง Selective Community ผ่านจำนวนยูนิตที่น้อย ยึดหลัก “บ้านไม่ได้จบแค่ที่ตัวบ้าน” แต่ยังรวมถึงชุมชนที่เจ้าของบ้านเลือกอยู่ร่วมกันด้วย ในส่วนของตัวบ้านถูกดีไซน์ให้มีสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัว และการใช้ชีวิตร่วมกัน ด้วยการวางผังที่ยืดหยุ่น สำหรับพื้นที่ส่วนกลางออกแบบให้เกิดการยืมมุมมองจากบ้านข้างเคียง เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงและโปร่งสบายเหมือนรีสอร์ท โดยมีพื้นที่สีเขียวช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิต ที่สำคัญคือ โครงการนี้ออกแบบให้เป็นโครงการปิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด แต่เปิดกว้างในมุมของปฏิสัมพันธ์และการมองเห็นทัศนียภาพร่วม “กล่าวได้ว่า CIRA RESIDENCES เป็นการสร้าง Framework ให้เจ้าของบ้านสามารถต่อยอดความฝันของตนเองได้” คุณอยุทธ์กล่าว

    ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา The Creators HQ ให้นิยามตนเองเป็น “Space Maker” ผู้สร้างพื้นที่ที่มีคุณค่า โดยทุกโครงการเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของผู้อยู่อาศัย และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์แบบเฉพาะเจาะจงด้วยแนวทาง “Customer-First” ภายใต้ 3 หลักการ คือ “Innovative Efficiency”
    ให้ความสำคัญกับ Design, Function และ Technology ที่จะเพิ่มความสะดวกสบายพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้า “From Human to Human” ตั้งใจรังสรรค์ทุกกระบวนการอย่างพิถีพิถันเสมือนสร้างบ้านให้กับคนที่รัก และ“My Choice, My Voice” สร้างบ้านที่ดีที่สุด และให้ลูกค้าเป็นผู้กำหนดคุณค่าของโครงการ เพราะเชื่อว่าบ้านที่ดีจะขายได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับ “CIRA RESIDENCES” ที่ The Creators HQ มั่นใจว่าจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury ที่มอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่างอย่างเข้าใจ ให้ทุกครอบครัวได้สัมผัสกับที่สุดของสุนทรีภาพแห่งการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง โดยกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้มุ่งเน้นไปที่ กลุ่มครอบครัวซึ่งมองหา “บ้านหลัก” หรือ Primary Home ที่สามารถสะท้อนตัวตนและคุณภาพชีวิตที่เลือกเองได้

    “หากอิงตามชื่อ CIRA ในภาษาละตินแปลว่าผู้นำ (Leader) เราจึงมองว่าลูกค้าของ CIRA RESIDENCES ก็คือกลุ่มคนที่มีแนวคิดเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำในครอบครัว หรือผู้นำในวิถีชีวิตที่เลือกเอง” ผู้บริหาร The Creators HQ กล่าว พร้อมย้ำความเชื่อมั่นว่า โครงการ “CIRA RESIDENCES” จะเป็นก้าวสำคัญที่ได้รับการตอบรับที่ดีและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด Luxury Property ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายใน 2 ปี

  • Business

    การบินไทย พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ เปิดตัวแนวคิด “THE NEW WORLDS OF TOMORROW” ฉลองเข้าสู่ปีที่ 65 ด้วยการยกระดับการเดินทางในทุกมิติ

    บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 65 พร้อมส่งต่อเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่ผู้คนทั่วโลกอย่างภาคภูมิ จัดงาน “THE NEW WORLDS OF TOMORROW” เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ขององค์กรในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปีแห่งการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการยกระดับการเดินทางในทุกมิติ ทั้งในด้านประสบการณ์บนเที่ยวบินที่ผสานเสน่ห์ความ เป็นไทยอย่างกลมกลืนกับเทคโนโลยีการบินล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ผู้โดยสารยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำบทบาทในฐานะสายการบินของไทยที่พร้อมแข่งขันในเวทีระดับสากล

    งานนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ณ ห้อง World Ballroom โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างสง่างามและมั่นคงภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้ประสบความสำเร็จในการดำเนินแผนฟื้นฟูกิจการ และคาดว่าจะกลับเข้าสู่การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้งได้ภายในเดือนกรกฎาคมของปีนี้ โดยมี คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในงาน พร้อมด้วย คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ คุณชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณกรกฏ ชาตะสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ และคณะผู้บริหารการบินไทย ร่วมในงาน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติทั้งลูกค้าคนพิเศษ กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ และสื่อมวลชน ร่วมงานอย่างคับคั่ง

    โดย คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 65 ปีที่ผ่านมา การบินไทยได้รับความไว้วางใจจากผู้โดยสารทั่วโลก และพร้อมเดินหน้าสู่อนาคตด้วยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและชัดเจน เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดรับกับความต้องการของนักเดินทางในยุคปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาในหลากหลายด้าน ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้สมบูรณ์แบบในทุกมิติ”

    THE NEW WORLDS OF INSIGHT AND HOSPITALITY เปิดมุมมองใหม่แห่งแรงบันดาลใจ ก้าวสู่ยุคใหม่ของการบริการ

    เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษให้แก่ผู้โดยสาร การบินไทยได้ยกระดับการบริการบนเที่ยวบินในหลายด้าน ดังนี้

    • โฉมใหม่นิตยสาร “Sawasdee” เข้าถึงผู้อ่านยุคใหม่

    งานนี้มีการเปิดตัวนิตยสาร “Sawasdee” โฉมใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนสื่อสำคัญที่อยู่คู่กับสายการบินไทยมาอย่างยาวนาน ให้ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึง โดย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าและการตลาด บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Executive Editor และ Mr. Hans Mueller Executive Creative Director เผยว่า นิตยสาร “Sawasdee” จะกลับมาให้บริการอีกครั้งในรูปแบบครบวงจร ทั้ง ฉบับพิมพ์ (Printed Version), e-Magazine และ เว็บไซต์ Sawasdee Online เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางในโลกดิจิทัล

    • Amenities Kit รุ่นพิเศษ โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI

    นอกจากนี้ยังเปิดตัว Amenities Kit รุ่นพิเศษ ซึ่งการบินไทยได้สร้างสรรค์ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI แบรนด์แฟชั่นระดับลักซ์ชัวรี จากวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรคของแบรนด์ เป็นกระเป๋า Amenities Kit ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งศิลปะและวัฒนธรรมไทย นำเสนอใน 2 ลวดลาย ได้แก่ ลวดลายผ้าบาติกโทนขาว-น้ำเงิน ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ผืนผ้าอันงดงามของภาคใต้ ผสมผสานกับลายดอกรักราชกัญญา ซึ่งเป็นลายผ้าที่องค์ดีไซเนอร์พระราชทานให้กลุ่มบาติกไทย ประดับด้วยสัญลักษณ์ช้าง นกยูง รวมถึงดอกไอริสและกล้วยไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI และการบินไทย ลวดลายที่สอง คือสวนสีสวย เบ่งบานไปด้วยดอกไอริสและดอกกล้วยไม้ บนผืนผ้าลายกราฟฟิกรูปเกือกม้า สัญลักษณแห่งความโชคดี ที่วางสลับกันเป็นลาย S Monogram ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในโทนสีชมพูและสีม่วงสดใส

    ภายในกระเป๋าประกอบด้วย Hand Cream กลิ่นกุหลาบ, Lip Balm บำรุงฝีปาก และ Deodorant Spray กลิ่นอายภูมิปัญญาไทย จาก SIRIVANNAVARI Maison รวมถึงผ้าปิดตาในสีสันและลวดลายเดียวกับกระเป๋า, แปรงสีฟันจากไม้ไผ่, ยาสีฟัน MARVIS, ที่อุดหูกันเสียงรบกวน โดยของใช้ทุกชิ้นคัดสรรมาเป็นพิเศษให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ที่เดินทางสู่จุดหมายปลายทาง 4 เมืองแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ได้แก่ มิลาน ปารีส โตเกียว และเซี่ยงไฮ้ ได้สัมผัสกับนิยาม Smooth as Silk อย่างแท้จริง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

    • แคมเปญความอร่อย นำเสนอรสชาติไทยระดับสากล

    สำหรับด้านอาหาร มีการเปิดตัวแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ที่คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับสากล ตอบสนองนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ลูกจุ๊บทีจี ไรซ์แครกเกอร์การบินไทย ช็อกโกแลตกานเวลา กาแฟดอยตุง และขนมหวานจากร้าน After You Dessert Café โครงการ Taste of Thai Tales อาหารไทยเมนูพิเศษรังสรรค์โดยเชพไทยที่มีชื่อเสียง รวมถึงแคมเปญ “Streets to Sky” ที่คัดสรรอาหารจานเด่นจากร้านดังของไทย อาทิ ผัดไทยมันกุ้งทิพย์สมัย ก๋วยเตี๋ยวคั่วทะเลเจ๊ไฝ และข้าวหน้าไก่รสดีเด็ด เสิร์ฟบนเที่ยวบินเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังยกระดับการให้บริการด้วย คาร์เวียร์ระดับพรีเมียม และ เครื่องดื่มสูตรพิเศษ “Oriental Dawn” และ Rose of Royal Voyage ที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง รอยัลเฟิสต์ และชั้นธุรกิจ รอยัลซิลค์

    THE NEW WORLDS OF TRAVEL COMFORT
    เตรียมพร้อมสู่ยุคใหม่ของการเดินทางด้วยเทคโนโลยีและฝูงบินทันสมัย

    ในโอกาสนี้ คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยังได้ประกาศความพร้อมในการรับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ Airbus A321 Neo ที่จะเข้าประจำการภายในสิ้นปี 2568 นี้ โดยคาดหวังว่าจะเสริมศักยภาพฝูงบินของการบินไทยให้มีความทันสมัย ประหยัดพลังงาน และตอบโจทย์ผู้โดยสารยุคใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ “บนเที่ยวบินที่ให้บริการโดย Airbus A321 Neo ผู้โดยสารจะได้สัมผัสความสะดวกสบายจากระบบความบันเทิงบนเที่ยวบินที่ติดตั้งในทุกที่นั่ง พร้อม บริการ Wi-Fi ฟรี สำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ทุกระดับสถานะ สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดการเดินทางของเรา” คุณชาย เอี่ยมศิริ กล่าว

    “THE NEW WORLDS OF TOMORROW” นับเป็นการฉายภาพการบินไทยในโฉมใหม่ ที่พร้อมจะก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างสง่างาม เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่ผู้คนทั่วโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ในฐานะสายการบินที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานการบริการระดับสากล และก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยความเหนือระดับที่ทั่วโลกเชื่อมั่น