editor02

  • Exhibition - Food - Marketing

    วุ้นเส้นต้นสน ลอนช์ “ต้นสน อีทซี่” 2 รสชาติใหม่ “ยำทะเล-ต้มยำ” พร้อมเปิดตัวมาสคอต “น้องต้นสน” ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

    บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน และผลิตภัณฑ์อาหาร เปิดตัว “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำ ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ บูธ OO25 ฮอลล์ 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    คุณพรรณา ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิทธินันท์ จำกัด เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ “ครอบครัวต้นสน” พร้อมยกทัพความอร่อยกับหลากหลายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากต้นสน พร้อมกันนี้ บริษัทยังถือโอกาสเปิดตัว “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำกุ้ง เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง และต่อยอดความสำเร็จจาก 2 รสชาติแรก รสซุปไก่ และรสแจ่วฮ้อน ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อช่วงปลายปี 2568 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค โดยยังคงชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ไขมัน 0% และน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ


    พร้อมกันนี้ ในงานยังได้เปิดตัวมาสคอต “น้องต้นสน” ซึ่งสื่อถึงวุ้นเส้นต้นสนที่ทำจากถั่วเขียว 100% ด้วยต้องการให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมสื่อถึงพลังบวกและนุ่มนวล เหมือนเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ผู้บริโภคเสมอ มากับนิสัยที่สะท้อนถึงแบรนด์ “วุ้นเส้นต้นสน” ได้แก่ ความร่าเริง ขี้เล่น แต่ใส่ใจสุขภาพ รวมถึงมีใจรักธรรมชาติ และเป็นมิตรกับทุกคน

    โดยมีสโลแกนประจำตัว คือ “อร่อยดี เริ่มที่ต้นสน”“ต้นสน อีทซี่” แบบคัพ เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของครอบครัวต้นสน มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการอาหารที่ทานง่าย สะดวก และยังอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด และยังเป็นการขยายตลาดกลุ่มสินค้าภายใต้ แบรนด์ต้นสน แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ต้นสนให้กว้างขึ้น ด้านช่องทางจำหน่าย ปัจจุบัน “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ มีจำหน่ายในหลายช่องทาง ได้แก่ โก โฮลเซลล์, วิลล่า มาร์เก็ท, มิตซูโคชิ เดปาจิกะ, แมกซ์มาร์ท, บางบอน ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ และฟู้ดแลนด์


    พลาดไม่ได้! พบกับบูธครอบครัวต้นสน และ “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำกุ้ง ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ บูธ OO25 ฮอลล์ 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

  • Exhibition - Marketing

    “ราวด์ เฮดส์” ภายใต้กลุ่มพูลผล ชูไฮไลต์นวัตกรรมสินค้า เปิดตัว “แป้งโมจิ” สูตรใหม่ร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 26–30 พ.ค. นี้

    บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายแป้งทำขนมสำเร็จรูปภายใต้ “กลุ่มพูลผล” ผู้นำด้านสินค้าเกษตรและอาหารที่มีประสบการณ์กว่า 84 ปี เข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมสินค้าที่โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ณ บูธ C52 ฮออล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    ไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัว ‘แป้งโมจิ’ สูตรพิเศษที่พัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ ผู้ประกอบการขนมและเบเกอรี่โดยเฉพาะ โดยแป้งโมจิสูตรใหม่นี้ รองรับการทำโมจิได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นไดฟูกุ โมจิ ฟิล์ม โมจิในเครื่องดื่ม หรือโมจิครีมชีส ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างสูง พร้อมให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเหนียวในระดับมืออาชีพ มีความโดดเด่นคือ สูตร anti-retrogradation ที่มุ่งแก้ปัญหาแป้งคืนตัวเมื่อเก็บในตู้เย็น ช่วยให้ร้านค้าสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้อง อาศัยทักษะการทำขนมขั้นสูง

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “ผงสังขยาสำเร็จรูป” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง โดยเฉพาะ เพียงเติมน้ำร้อนก็สามารถทำสังขยารสชาติแบบต้นตำรับได้ทันที โดยไม่ต้องเตรียมวัตถุดิบหลาย ชนิดหรือใช้เวลานาน ประกอบด้วย 3 รสชาติที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ได้แก่ สังขยาใบเตย หอมกลิ่นใบเตยแท้รส ชาติหวานละมุน, สังขยาชาไทย รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม และสังขยามันม่วง รสหวานนุ่มเป็นเอกลักษณ์ เหมาะทั้งการบริโภคในครัวเรือน และร้านค้า ผู้ประกอบการ สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในเมนูขนมหวาน ต่าง ๆ

    บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด มุ่งเน้นการสร้างสรรค์แป้งผสมสำเร็จรูปที่ง่ายต่อการใช้งาน ผลิตจาก กระบวนการผลิตที่ทันสมัย สะอาด และได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล สินค้าในพอร์ตโฟลิโอครอบคลุม ทั้งแป้งไดฟูกุ แป้งวาราบิโมจิ แป้งโมจิ แป้งนวล ชุดทำไดฟูกุสำเร็จรูป และผงสังขยาหลากหลายรสชาติ ได้แก่ สังขยาใบเตย สังขยาชาไทย และสังขยามันม่วง

    พันธกิจหลักของบริษัทคือการช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงผู้ประกอบการ SME สามารถผลิตขนมคุณภาพสม่ำเสมอด้วยสูตรที่ควบคุมได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญด้านการทำ ขนมโดยตรง นอกจากนี้ บริษัทยังรับผลิต OEM สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป และจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : @koonpremix หรือ www.koonpremix.com

  • Art - Fashion

    ไอคอนคราฟต์ ชวนพบกับนิยามใหม่ของแฟชั่นร่วมสมัยใน“KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion”นิทรรศการและแฟชั่นโชว์สะท้อนแนวคิด Waste to Value ที่จะเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นสไตล์วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

    ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ร่วมกับหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการและแฟชั่นโชว์สุดสร้างสรรค์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ชวนสัมผัสมิติใหม่ของแฟชั่น ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน ผ่านแนวคิด Waste to Value กับการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน สู่การออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริง โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 และร่วมตื่นตากับแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

    “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” คือโปรเจ็กต์พิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ นายนภดล สังวาลเพ็ชร ภายใต้คำแนะนำของ ศาสตราจารย์ ดร.พัดชา อุทิศวรรณกุล โดยเกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้ง ไอคอนคราฟต์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งร่วมกันผลักดันงานด้านการออกแบบ งานวิจัย และความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้นิทรรศการและแฟชั่นโชว์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ไม่ได้นำเสนอแฟชั่นเป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผู้คนกลับสู่ธรรมชาติ ผ่านแนวคิด Waste to Value ที่นำทรัพยากรเหลือทิ้งมาสร้างคุณค่าใหม่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน จนกลายเป็นแฟชั่นที่เปี่ยมด้วยความหมาย ผสานนวัตกรรม งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าไว้ในชิ้นงานเดียวกันอย่างกลมกลืน โดยภายในงานจะนำเสนอแฟชั่นคอลเลกชันจำนวน 12 ชุด ภายใต้ 3 ธีมหลัก ได้แก่ Urban Sport Weekend, Adventure Sportwear และ Extreme Sportwear ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากเส้นสายของรากโกงกาง การเคลื่อนไหวของคลื่นน้ำ และความงดงามของระบบนิเวศป่าชายเลน มาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    มาค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ แฟชั่น และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวได้ในนิทรรศการ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 และเชิญร่วมสัมผัสแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

  • Exhibition - Marketing

    คาราบาวกรุ๊ป ยกทัพเครื่องดื่ม ร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026เปิดอาณาจักรและประสบการณ์สุดยิ่งใหญ่ ตอกย้ำแบรนด์เครื่องดื่มระดับโลกภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences Endless Possibilities”

    “คาราบาวกรุ๊ป” เปิดอาณาจักรเครื่องดื่มในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค พบไฮไลต์ สัมผัสถ้วยแชมป์ Carabao Cup พร้อมกิจกรรม Tasting Experience จากเครื่องดื่มหลากหลายของคาราบาวกรุ๊ป ช็อปเต็มอิ่มในวันสุดท้ายกับสินค้าและของที่ระลึกสุดพิเศษ 26–30 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    ภายใต้วิสัยทัศน์ “สินค้าระดับโลก แบรนด์ระดับโลก” (World-Class Product, World-Class Brand) คาราบาวกรุ๊ป บริษัทเครื่องดื่มระดับโลกที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม โรงงานบรรจุสินค้าสำเร็จรูป ไปจนถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ขนทัพเครื่องดื่มจัดเต็มในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ครบวงจรที่สุดในเอเชีย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เปิดเผยว่า การร่วมจัดแสดงสินค้าของคาราบาวกรุ๊ปในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.”
    สร้างสรรค์ทุกประสบการณ์ สู่ทุกความเป็นไปได้ เพื่อนำเสนอโลกแห่งเครื่องดื่มที่สะท้อนทั้งนวัตกรรม คุณภาพ และเอกลักษณ์ที่แตกต่างของแต่ละผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เครื่องดื่มชูกำลัง เบียร์ สุรา และเครื่องดื่มอื่น ๆ ซึ่งบางผลิตภัณฑ์มีวางจำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศ ตอกย้ำแนวคิด “ครบทุกความหลากหลายของรสชาติจากเครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทุกความชื่นชอบ” ของคาราบาวกรุ๊ป

    “การจัดแสดงปีนี้ เราต้องการสะท้อนศักยภาพของคาราบาวกรุ๊ป ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ” นายเสถียร กล่าว
    ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสโลกแห่งเครื่องดื่มภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” พร้อมพบกับหนึ่งในไฮไลต์สำคัญจากการเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ “Carabao Cup” กลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์คาราบาวในระดับสากล ผ่านการจัดแสดงถ้วยแชมป์ Carabao Cup และเสื้อพร้อมลายเซ็นนักเตะจากสโมสรแชมป์ ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลระดับโลกอย่างใกล้ชิด
    นอกจากนี้ ภายในบูทยังนำเสนอประสบการณ์ด้านเบียร์ผ่านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ Fully Open Lid ของเบียร์คาราบาว, เบียร์ตะวันแดง, เบียร์พัทยา บีช และน้องใหม่ “เบียร์ภูเก็ต ไอส์แลนด์” รวมถึง “ข้าวหอมมิกซ์” เครื่องดื่มกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ กับภาพจำของ “ถังน้ำเขียวในตำนาน” ที่หลายคนคุ้นเคย
    พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม Tasting Experience จากเครื่องดื่มหลากหลายของคาราบาวกรุ๊ป ทั้งเครื่องดื่มชูกำลังสูตรที่มีจำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศ และกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมภายในบูทที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ด้านเครื่องดื่มตลอดทั้งงาน สำหรับวันสุดท้ายของการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าและของที่ระลึกสุดพิเศษภายในบูทอีกด้วย

    พลาดไม่ได้! ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการดื่ม ผ่านเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบที่ผสานทั้งคุณภาพ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ภายในบูท “คาราบาวกรุ๊ป” ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บูทหมายเลข 2-T15 โดยการจัดงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ วันที่ 26–29 พฤษภาคม 2569 วันเจรจาธุรกิจ และ 30 พฤษภาคม 2569 สำหรับบุคคลทั่วไป ตั้งแต่เวลา 10:00–18:00 น.

  • Business

    ยาราประเทศไทย คว้า Global Safety Award ตอกย้ำ มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับโลก

    ยารา ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและการทำงานที่ปลอดภัย โดยล่าสุด ได้รับรางวัล Yara Global Safety Award 2025 จากความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร “Safe by Choice” การันตีความเป็นเลิศด้านการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในระดับสากล
    ด้วยรากฐานความสำเร็จกว่า 120 ปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยารา ณ ประเทศนอร์เวย์ สู่การนำเข้าและจัดจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพพรีเมียมในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และต่อยอดความมุ่งมั่นด้วยการจัดตั้งโรงงานบรรจุปุ๋ยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2559 ณ คลังสินค้าพูลพิพัฒน์ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการเลือกทำเลแห่งนี้ไม่ได้คำนึงถึงเพียงพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์บนศักยภาพของทำเลที่เชื่อมต่อโครงข่ายโลจิสติกส์สำคัญได้อย่างครบวงจร ทั้งการขนส่งทางบกและทางน้ำ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    เบื้องหลังความสำเร็จและก้าวที่มั่นคงของยารา ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น ‘ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการ’ (Operational Excellence) ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจที่มีจุดยืนร่วมกัน โดยยาราให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงานควบคู่ไปกับคุณภาพของสินค้า

    ยาราได้ยกระดับกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ จากอดีตที่อาศัยแรงงานคนบรรจุปุ๋ยในพื้นที่กลางแจ้ง สู่การปฏิบัติงานในที่ร่มทั้งหมด 100% พร้อมนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาทดแทนแรงงานในจุดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการยกของหนัก การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางกายภาพและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน แต่ยังส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่พนักงานในระยะยาว ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจคือ ยาราสามารถรักษาสถิติการดำเนินงานที่ปราศจากอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี

    ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ยาราสานต่อเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนผ่านการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยริเริ่มการใช้กระสอบดีไซน์ใหม่ “Renobag” ซึ่งสามารถลดการใช้พลาสติกได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับกระสอบแบบเดิม ถือเป็นการลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ ยาราตั้งเป้าหมายที่จะขยายสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ Renobag ให้ครอบคลุมถึง 60% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งเท่ากับการลดพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้มากถึง 500 ตัน/ปี หรือเทียบได้กับช้าง 100 เชือก

    นอกเหนือจากการพัฒนากระบวนการภายในโรงงานบรรจุ ยารายังได้นำ “ระบบจองคิวรถบรรทุกล่วงหน้า” มาใช้บริหารจัดการการเข้า-ออกของรถรับสินค้า ช่วยลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง คลังสินค้าพูลพิพัฒน์บางไทร ในการปรับปรุงระบบจราจรภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดบนเส้นทางที่มีรถบรรทุกสัญจรหนาแน่น

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างยาราและคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของทุกคนที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ อาทิ การกำหนดให้ผู้ที่เข้ามาภายในรั้วคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ต้องสวมใส่เสื้อสะท้อนแสงทันที การจัดสรรพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและเลนจักรยานอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตั้งรั้วกั้นบริเวณหน้าท่าเรือ ซึ่งพูลพิพัฒน์สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ เพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณหน้าท่า ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้ปฏิบัติงานทุกคน

    คุณ นันทิยา พิทักษ์วงษ์ดีงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยาราในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย ให้ความสำคัญกับพนักงาน ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ผู้ให้เช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้า ซึ่งร่วมส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยารามาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา Safe by Choice ของยารา ที่มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร และเพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้ในระดับโลก ยาราจึงมอบรางวัล Yara Global Safety Award ให้แก่ประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านความปลอดภัย โดยยาราประเทศไทยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในการประกาศผลครั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา”

    คุณ ธำรงรัตน์ พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของยาราในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างองค์กร ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพูลพิพัฒน์ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล
    ทั้งนี้ พูลพิพัฒน์ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการคลังสินค้าให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจลูกค้า ควบคู่ไปกับความปลอดภัยและความยั่งยืนในทุกมิติ”

  • Business

    ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จับมือ “เจอาร์ คิวชู กรุ๊ป” ร่วมทุนพัฒนา “ชามา นอร์ธ พัทยา” ตอกย้ำความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทย

    บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในระดับนานาชาติ ผ่านการลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ เจอาร์ คิวชู บิสิเนส ดีวีลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด (JR Kyushu Business Development (Thailand) Co. Ltd.) บริษัทในเครือของ คิวชู เรลเวย์ คอมพานี (Kyushu Railway Company) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เพื่อพัฒนาโครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” (Shama North Pattaya) โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มออนิกซ์ฯ ผ่านการใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ชามา (Shama) เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดการเข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของประเทศไทย


    ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสององค์กร ต่อเนื่องจากความสำเร็จของโครงการ “ชามา เลควิว อโศก” (Shama Lakeview Asoke) ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ให้เข้ารับบริหาร จนได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรญี่ปุ่นที่มีต่อศักยภาพด้านการบริหารจัดการ และความเชี่ยวชาญในตลาดของกลุ่มออนิกซ์ฯ
    การพัฒนาโครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในการขยายธุรกิจสู่ทำเลศักยภาพสูง ซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีแบบแผนขององค์กรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมกันเสริมความแข็งแกร่งและขยายบทบาทของกลุ่มฯ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่อง


    คุณยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า การร่วมทุนกับ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการเติบโตเคียงคู่พันธมิตรที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด และยังนับเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติครั้งที่ 2 ภายใต้แผนกลยุทธ์การขยายธุรกิจของกลุ่มออนิกซ์ฯ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพขององค์กร และความมุ่งมั่นในการแสวงหาโอกาสการลงทุนและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
    “สำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป การเติบโตไม่ใช่เพียงการขยายจำนวนโครงการ แต่คือการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันเพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกัน แบรนด์ ‘ชามา’ (Shama) เติบโตจากความเข้าใจอย่างเชิงลึกต่อความต้องการของตลาดการเข้าพักระยะยาว (Long-stay) ซึ่งเราเฝ้าติดตามและศึกษาแนวโน้มมาอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตที่ชัดเจนในอนาคต
    โครงการภายใต้แบรนด์ชามาแต่ละแห่งได้รับการพัฒนาจากความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้พักอาศัย โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ครบถ้วน ครอบคลุมทั้งความสะดวกสบาย ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และความอบอุ่นเสมือนบ้าน ภายใต้มาตรฐานระดับสากล”


    นอกจากนี้ โครงการชามา นอร์ธ พัทยา จะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์สำคัญ ในการเสริมความแข็งแกร่งและเติมเต็มการมีอยู่ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในพื้นที่พัทยา ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ร่วมกับแบรนด์หลักอย่าง อมารี (Amari) และ โอโซ่ (OZO) เพื่อสร้างคลัสเตอร์ธุรกิจโรงแรมที่มีความเชื่อมโยงและครบวงจรมากยิ่งขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว
    นายยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการชามา นอร์ธ พัทยา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้พำนักระยะยาว ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมที่พักอาศัยของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีนานาชาติ”


    ด้าน คุณโทชิฮิโระ โมริ Director and Senior Managing Executive Officer ตัวแทนบริษัท คิวชู เรลเวย์ คอมพานี กล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในการสานต่อความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อต่อยอดจากความสำเร็จจากโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ
    “จากความสำเร็จที่เราได้ร่วมกันสร้างในโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความร่วมมือกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านโครงการ ชามา นอร์ธ พัทยา ซึ่งเราเล็งเห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางรีสอร์ตชั้นนำภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านฮอสพิทาลิตี้ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ที่จะสามารถส่งมอบโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของทั้งผู้เข้าพักชาวไทยและนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าระยะยาวและความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกัน” คุณโทชิฮิโระ กล่าว
    โครงการ “ชามา นอร์ธ พัทยา” ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในพัทยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในพื้นที่ EEC โดยโครงการมุ่งเน้นการให้บริการที่ผสมผสานความสะดวกสบายของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เข้ากับบริการระดับโรงแรมชั้นนำ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยระยะยาว ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และในอนาคต


    ความร่วมมือระหว่างออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) และ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป (JR Kyushu Group) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของทั้งสององค์กร แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นต่อเสถียรภาพและอนาคตของเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งเป็นการประกาศความพร้อมของแบรนด์ไทยในการแข่งขันและเติบโตเคียงคู่กับพันธมิตรระดับโลกอย่างยั่งยืน

  • Beauty - Marketing

    NINE BEAUTY เปิด “อาณาจักรครีมซอง” ครบครันกว่า 500 รายการตอกย้ำของดี ราคาโดนใจ เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สายบิวตี้

    NINE BEAUTY (นายน์ บิวตี้) โซนเครื่องสำอาง และความงามมัลติแบรนด์ (Multi-brand) ในร้านค้าปลีก CJ MORE บิวตี้สโตร์ที่เข้าใจความต้องการของคนไทย เปิด “อาณาจักรครีมซอง” แหล่งรวมครีมซองของแท้ที่เชื่อถือได้ ด้วยจำนวนสินค้ากว่า 500 รายการ ในราคาถูกและเข้าถึงได้ง่าย พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ความงาม และความต้องการของผู้บริโภคไทยยุคนี้ได้อย่างลงตัว

    ปัจจุบันครีมซองใน NINE BEAUTY กว่า 500 รายการ มีสินค้าให้เลือกสรรครอบคลุมทั้งกลุ่มดูแลผิวพื้นฐานและสกินแคร์เฉพาะทาง โดยกลุ่มที่ได้รับความนิยม ประกอบด้วย Moisturizing & Hydration, Acne Treatment & Control, Brightening & Whitening, Anti-aging & Firming, Sun Protection /UV Defense นอกจากครีมซองแล้ว ยังมีสินค้ารูปแบบซองอื่นๆ ทั้งเครื่องสำอาง อาทิ มาสคาร่า รองพื้น คุชชัน ลิป บลัช และผลิตภัณฑ์ย้อมสีผม/บำรุงผม ฯลฯ ครอบคลุมทุกประเภทสินค้าความงามเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกไลฟ์สไตล์

    จากข้อมูลของ Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียชั้นนำในไทย พบว่า ปัจจุบันผู้บริโภครับรู้และพูดถึง NINE BEAUTY ในฐานะ “อาณาจักรครีมซอง” อย่างต่อเนื่อง โดยมีการพูดถึงรวม 303 Messages และสร้าง Engagement ได้กว่า 23,070 ครั้ง รวมถึงมีค่าเฉลี่ย Engagement สูงถึง 256 Engagements ต่อวัน สะท้อนว่า “ครีมซอง” สามารถสร้างความสนใจและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคได้ในระดับที่ดี รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ประเภทนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยพบอีกว่าผู้บริโภคเริ่มเชื่อมโยงภาพจำของแบรนด์ NINE BEAUTY กับความ “ครบ” ของสินค้ากลุ่มครีมซองมากขึ้น จากจำนวนผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด 150 Accounts


    สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดครีมซอง คือกลุ่ม Gen Z ที่มีพฤติกรรมเปิดรับสินค้าใหม่ ชอบทดลองใช้ และมีการสวิตช์แบรนด์ไปมาอยู่เสมอเพื่อค้นหาสินค้าที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ส่งผลให้ตลาดครีมซองยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “การได้ทดลองก่อนตัดสินใจซื้อไซซ์ใหญ่”

    ด้วยจุดยืนของ NINE BEAUTY เชื่อว่าความสวยไม่มีสูตรสำเร็จเดียว จึงคัดสรรสินค้าบิวตี้และของใช้ดูแลตัวเองที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของคนไทย ครบทุกหมวด พร้อมเป็นจุดหมายใหม่ของนักช้อปสายบิวตี้ที่ต้องการของดี ราคาโดนใจ และเข้าถึงง่ายใกล้บ้าน มากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเดินหน้าส่งต่ออินไซต์ความงามแบบคนไทยผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยคอนเทนต์บน Facebook, Instagram และ TikTok : NINE BEAUTY เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและ Engagement กับผู้บริโภค ด้วยการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ที่มีการรีวิวจริง พร้อมแนะนำไอเทมฮิต และโปรโมชันเด็ดแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจช้อปได้ง่ายขึ้น พร้อมตอกย้ำจุดยืนการเป็น “T-Beauty Destination” บิวตี้สโตร์ที่เข้าใจความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง

  • Environment - Event

    สยามพิวรรธน์ จับมือ UNDP BIOFIN จัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” รวมพลังทุกภาคส่วนสร้างแรงกระเพื่อมเพื่อธรรมชาติในระดับโลก

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพฯ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ผ่านความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (UNDP BIOFIN) จัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” ภายใต้ธีม “Acting Locally for Global Impact” รวมผู้นำนานาชาติ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และชุมชน สร้างต้นแบบการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดตัวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ภายใต้ชื่อ “NEXTOPIA Gaming Application – Digital Finance for Nature” นวัตกรรมการเงินดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในเมืองกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศในระดับท้องถิ่น ผ่านกลไกเกมการศึกษา (edutainment) และการระดมทุนสาธารณะ (crowdfunding) บนแพลตฟอร์ม ONESIAM SuperApp โดยเปิดพื้นที่ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต บริเวณชั้น 5A ศูนย์การค้าสยามพารากอน ให้กลายเป็น Local-to-Global Hub สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ และความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ จากระดับชุมชนไทยสู่เวทีโลก ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569

    งานครั้งสำคัญนี้จัดขึ้นสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพโลก (Global Biodiversity Framework) ภายใต้แนวคิด “Acting Locally for Global Impact” สะท้อนความเชื่อว่า การลงมือทำในทุกระดับ ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านธรรมชาติของโลกทั้งใบ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ได้แก่ นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย, เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย, ศลยา ณ สงขลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน),

    ศรสวรรค์ พงษ์เผ่า ผู้จัดการความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทย, รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์, ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, ดร.พรชัย จุฑามาศ เลขานุการมูลนิธิโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.), อรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (Big Trees Project), เกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ, Environman สื่อและคอมมูนิตี้ออนไลน์ด้านสิ่งแวดล้อมชั้นนำของไทย ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่แนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการปกป้องระบบนิเวศและแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน

    เวทีเสวนานานาชาติ: จากนโยบายโลก สู่การลงมือทำจริง
    ไฮไลต์สำคัญของงาน “International Day for Biodiversity 2026” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 คือการรวมตัวผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ นักการทูต นักวิชาการ ผู้บริหารองค์กรธุรกิจชั้นนำ และภาคประชาสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกรณีศึกษาการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่เชื่อมโยงระดับนโยบาย การลงทุน และการลงมือทำจริงในพื้นที่
    โดยเวทีเสวนาแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ “The Global Vision” ว่าด้วยภาพรวมสถานการณ์ธรรมชาติของโลก บทบาทภาคเอกชน และการลงทุนด้าน ESG การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติอย่างยั่งยืน, “The Collaboration: Local Roots & Heart of Nature” เปิดกลยุทธ์การขับเคลื่อน Biodiversity Finance Plan ที่มุ่งเน้นการปิดช่องว่างด้านการเงินเพื่อธรรมชาติของไทย ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Siam Piwat และ UNDP BIOFIN ผ่านการสร้าง NEXTOPIA Digital Gaming เป็นกลไกการเงิน crowdfunding สนับสนุนการขับเคลื่อนงานของมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และมูลนิธิ อพ.สธ. เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศที่มีค่าของประเทศไทย และ “The Blue Frontier” บทบาทความร่วมมือในการผนึกกำลังปกป้องชายฝั่งทะเลไทย ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    Workshop : Crafting for the Planer เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านงานศิลปะ
    อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงานคือ Workshop : “Crafting for the Planet” เวิร์กชอปเชิงสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00–17.00 น. เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพผ่านงานศิลปะ งานคราฟต์ และวิทยาศาสตร์ เช่น การจัดสวนขวดเพื่อเข้าใจระบบนิเวศและพันธุกรรมพืช งานคราฟต์จากวัสดุทางทะเลเพื่อเรียนรู้ทรัพยากรชายฝั่ง และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปลูกฝังการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน ผู้เข้าร่วมเวิร์กชอปไม่เพียงได้รับความรู้ แต่ยังได้แสดงเจตจำนงในการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านคำมั่นสัญญาเล็ก ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติจริง สะท้อนแนวคิดว่า “การเปลี่ยนโลก เริ่มต้นได้จากมือของเราเอง”

    Bangkok Urban Biodiversity : เชื่อมเมือง เชื่อมป่า: การสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตในเมืองหลวง
    วันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 14.00-16.00 น. จะได้พบกับพลังพลเมืองอาสา มุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมและนวัตกรรมท้องถิ่นที่จะทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองสีเขียว อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ “Citizen Science for Biodiversity” พูดคุยถึงความสำเร็จและบทบาทของโครงการ City Nature Challenge (CNC) ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสำรวจและเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิตในเมืองหลวง โดยกลุ่ม Nature Plearn Club พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชนระดับโลกเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (GYBN Thailand), และวังหินแล็บ แหล่งเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านวิทยาศาสตร์และศิลปะ “Urban Forest and Plant Diversity in Bangkok” ร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวของป่าในเมืองและความหลากหลายของพืชพรรณในกรุงเทพมหานคร นำโดยโครงการ Onnut Urban Forest โมเดลการเปลี่ยนพื้นที่จัดการขยะเดิมให้กลายเป็นปอดของเมือง เชื่อมโยงการจัดการต้นไม้ใหญ่ของกลุ่ม Big Trees Project ควบคู่ไปกับงานวิจัยด้านความหลากหลายของพรรณไม้จาก Mahidol Flower Lab ยกระดับการปลูกต้นไม้ทั่วไปสู่งานวิจัยเชิงลึก เพื่อคัดเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศเมือง และความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์พื้นที่บนบกและท้องทะเลให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปีค.ศ.2030 โดยกลุ่ม 30×30 Thailand Coalition

    ภาพถ่ายที่เล่าเรื่องธรรมชาติ: เมื่อวิทยาศาสตร์พบมนุษย์
    นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 19-24 พฤษภาคม NEXTOPIA ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกมิติหนึ่งของธรรมชาติผ่านนิทรรศการภาพถ่าย โดย จิตรทิวัส พรประเสริฐ ช่างภาพสารคดี ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “Hidden Paradise ” พื้นที่ธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากเสียจนหลายครั้งอาจถูกมองข้าม หรือไม่เคยหยุดมองอย่างลึกซึ้งผ่านภาพถ่ายที่เชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความรู้สึกและประสบการณ์ของมนุษย์ นิทรรศการชวนผู้ชมมองเห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนในทุกๆพื้นที่ โดยจิตรทิวัส พรประเสริฐ จะมาร่วมพูดคุยถ่ายทอดเรื่องราวภาพถ่ายความหลากหลายทางชีวภาพที่นำมาจัดนิทรรศการในวันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 14.00 น.

    NEXTOPIA: พื้นที่ต้นแบบ Regenerative Design ของเมือง
    การจัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” ตอกย้ำบทบาทของ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ในฐานะแพลตฟอร์มด้าน Regenerative Design และนวัตกรรมความยั่งยืน ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่จัดแสดง ห้องทดลอง และสะพานเชื่อมระหว่างผู้สร้างสรรค์ท้องถิ่น องค์กรระดับโลก และสังคมเมือง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ
    งาน “International Day for Biodiversity 2026” ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA บริเวณชั้น 5A สยามพารากอน เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ช่วยยกระดับบทสนทนาเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยสู่เวทีสากล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ ภายใต้โครงการ Citizen of Earth ของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

  • Automotive - Lifestyle

    LEPAS L6 สุดยอด SUV ไฟฟ้าภายใต้เชอรี กรุ๊ป เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลกผู้นิยามมาตรฐานใหม่แห่งการเดินทางอันสง่างาม ด้วยอัจฉริยภาพอันประณีต

    ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว “ความสง่างาม” กลายเป็นคุณค่าที่โดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งขึ้นในการเดินทาง สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองและยุคปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนขยายของรสนิยมส่วนตัว เป็นพื้นที่อัจฉริยะอันประณีตที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
    LEPAS L6 Premium SUV ไฟฟ้าภายใต้ CHERY Group (เชอรี กรุ๊ป) ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ “A Global High-Quality Tech SUV” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานออกแบบระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สงบนิ่ง นุ่มนวล และเหนือระดับ สำหรับคนเมืองที่มองหาความสมดุลระหว่างความหรูหราและนวัตกรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เสือดาว” (Leopard Aesthetics) ซึ่งถ่ายทอดความงดงามที่ผสานพลังและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์
    ไฟหน้า LED ดีไซน์ “Predator Eyes” ช่วยเสริมบุคลิกที่ล้ำสมัยและโดดเด่น ขณะที่ตัวถังแบบ Low-Slung Wide-Body สร้างภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง สปอร์ต และโฉบเฉี่ยวเหนือระดับ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.27 Cd ผสานกับไฟท้ายดีไซน์พรีเมียมและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ต LEPAS L6 จึงมอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่และความโดดเด่นทางดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งความเรียบหรูผ่านพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หน้าจอแสดงผลแบบ Waterfall Screen ขนาด 13.2 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ลื่นไหล ดุจสมาร์ทโฟน
    ด้านความปลอดภัย LEPAS L6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบป้องกันอัจฉริยะรอบคัน รวมถึงระบบตัดกระแสไฟระดับมิลลิวินาทีเมื่อเกิดการชน ระบบระบายแรงดันแบตเตอรี่แบบกำหนดทิศทาง และมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ระดับสูง ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ความปลอดภัยไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา แต่เป็นเพื่อนคู่กายที่อุ่นใจและคงที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง

    ในฐานะรถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมือง LEPAS L6 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) ที่เน้นไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม LEX (Next-generation Intelligent Platform) ที่รองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), Plug-in Hybrid (PHEV) และไฟฟ้า 100% (BEV) มาพร้อมระยะฐานล้อยาวถึง 2,700 มม. ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางเสมือน “Mobile Grand Living Room” มอบการนั่งที่ผ่อนคลายและสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว

    ด้วยพื้นที่จัดเก็บอเนกประสงค์ถึง 39 จุดตลอดทั้งคัน พร้อมดีไซน์ห้องเก็บสัมภาระแบบหลายชั้น และช่องเก็บใต้พื้นขนาด 99 ลิตร สามารถจัดเก็บสัมภาระส่วนตัว อุปกรณ์กลางแจ้ง และกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยการจัดวางยางอะไหล่ที่ด้านหน้ายังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห้องเก็บสัมภาระ และเพิ่มความจุสัมภาระให้สูงสุด

    ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ ประสิทธิภาพพลังงานที่ยอดเยี่ยม และระบบจัดการบรรยากาศภายในห้องโดยสารอัจฉริยะ และโหมดการทำงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ทำให้ห้องโดยสารไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนต่อขยายอันสง่างามของชีวิตประจำวัน

    ในฐานะรถ SUV เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก LEPAS L6 มาพร้อมนิยามมาตรฐานใหม่ของ SUV พลังงานไฟฟ้า ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อทุกการเดินทางที่สง่างามในทุกวัน
    วันนี้ LEPAS L6 Premium SUV จึงไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่สะท้อนความสง่างามของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง

    ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969
    สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291
    ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

  • Fashion - Lifestyle

    สยาม ทาคาชิมายะ เผยโฉม ‘SIAM Takashimaya Luxe Hall’ รวมคอนเซ็ปต์สโตร์แบรนด์ดังระดับโลกเปิดนิยามใหม่ Seamless Luxury ที่เชื่อมต่อทุกจังหวะการช็อปปิงอย่างสมบูรณ์แบบ

    สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม มร.อัตสึชิ โอะคูโมริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม ทาคาชิมายะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ห้างฯ สยามทาคาชิมายะ ได้มีการเปิดโซน “SIAM Takashimaya Luxe Hall” เนรมิตพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ของชั้น M ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ช็อปปิงเหนือระดับ เพื่อเติมเต็มความสุนทรีย์ในทุกจังหวะของการเดินเลือกซื้อสินค้า โดยการพลิกโฉมพื้นที่ในครั้งนี้ มาพร้อมแนวคิด “Seamless Luxury Experience” ที่เน้นการออกแบบเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนกลาง (Integrated Continuity) โดยปรับเปลี่ยนจากพื้นที่แบบ Open Space เดิม ให้กลายเป็นโซน Fashion Luxury Brand ที่ต่อเนื่องมาจากโซนหลักของไอคอนสยาม เพื่อสร้างความต่อเนื่องของพื้นที่ซึ่งหลอมรวมทุกสัมผัสแห่งความหรูหราให้ลื่นไหลเป็นหนึ่งเดียว ตกแต่งในสไตล์ Modern Luxury โดดเด่นด้วยงานออกแบบความร่วมสมัย ด้วยโทนสี Neutral เสริมความน่าสนใจด้วยโคมไฟเพดาน Abstract Modern Art ที่ช่วยสร้างมิติทางสายตาและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ ได้อย่างชัดเจน”

    ภายในโซน SIAM Takashimaya Luxe Hall แห่งนี้ ได้รวบรวมเหล่าแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ที่พร้อมใจกันนำเสนอคอนเซ็ปต์สโตร์รูปแบบใหม่เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่พิเศษสุดสำหรับลูกค้าสยาม ทาคาชิมายะ สัมผัส DIOR Beauty ที่เปิดบูติคใหม่ที่ใหญ่ที่สุดใน South East Asia พร้อมลักชูรีแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Burberry และ RIMOWA ร่วมด้วยแบรนด์ PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE, BAO BAO ISSEY MIYAKE, me ISSEY MIYAKE, HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE, MARIMEKKO, MAJE, SANDRO, JIM THOMPSON และความเที่ยงตรงเหนือระดับจาก LONGINES นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยแบรนด์เครื่องประดับอันประณีตและ แอคเซสซอรี จาก ARTS DE MAISON, ANTEPRIMA, PANDORA และ TUMI

    ร่วมสัมผัสรูปลักษณ์ใหม่และดื่มด่ำกับสุนทรียภาพแห่งการช็อปปิงที่เหนือระดับได้แล้ววันนี้ที่ SIAM Takashimaya Luxe Hall ชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม จุดหมายปลายทางที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างมีระดับ สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความหรูหราที่ผสานหัวใจบริการแบบญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-011-7500 หรือ Facebook: Siam Takashimaya