Fashion & Design

  • Exhibition - Fashion & Design

    สยามพารากอน–สยามเซ็นเตอร์–สยามดิสคัฟเวอรี่ผนึกพลังจัด “Bangkok International Fashion Week 2026” ดันแฟชั่นไทยสู่เวทีโลก

    แวดวงแฟชั่นกำลังจะลุกเป็นไฟอีกครั้ง เมื่อ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ผนึกกำลังเตรียมเปิดเวทีแฟชั่นวีคที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไทย “Bangkok International Fashion Week 2026” (BIFW2026) อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อประกาศศักยภาพของประเทศไทยในการขับเคลื่อนพลังแห่งความสร้างสรรค์ผ่าน 10 โชว์ จาก 10 ดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยชั้นนำ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ Young Designers คลื่นลูกใหม่ได้แสดงฝีมือและก้าวสู่เวทีแฟชั่นอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมชวนเหล่าแฟชั่นเลิฟเวอร์ไปค้นพบแบรนด์รวมถึงเทรนด์แฟชั่นจากทั่วโลก ตอกย้ำบทบาทของสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านแฟชั่นและความคิดสร้างสรรค์ที่น่าจับตามองของเอเชีย โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 ตุลาคม 2569 ณ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่

    สำหรับปีนี้ “Bangkok International Fashion Week 2026” (BIFW2026) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 19 โดยนับว่าเป็นเวทีแฟชั่นวีคอันดับหนึ่งของประเทศไทยและมหกรรมแฟชั่นระดับแถวหน้าของเอเชียที่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท มาดามฟิน จำกัด, เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย (XPENG Thailand), มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป (Millennium Auto Group), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), ธัญ (THANN), กีกี้ บิวตี้ สเปซ (KIKI Beauty Space), เกรย์กูส (Grey Goose), และแมค คอสเมติกส์ ไทยแลนด์ (M.A.C Cosmetics) เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่เวทีสากลอย่างทรงพลัง

    งานนี้ ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 19 ปี Siam Paragon Bangkok International Fashion Week ได้รับการจับตามองในฐานะแฟชั่นวีคระดับแนวหน้าของภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมและกำหนดทิศทางของแฟชั่นแห่งอนาคต ซึ่งปีนี้เรายังคงตอกย้ำภาพนั้นผ่าน BIFW2026 ที่ไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดบนรันเวย์ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของแรงบันดาลใจ การแลกเปลี่ยนมุมมองทางความคิดสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนวัฒนธรรมร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด TH-nomenal Extraordinary – Lead the Culture, Wear the Future ที่พร้อมถ่ายทอดศักยภาพและความเป็นเลิศของแฟชั่นไทยสู่สายตานานาชาติ แต่ละโชว์จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการนำเสนอผลงานแฟชั่น แต่ยังถ่ายทอดวิสัยทัศน์ อัตลักษณ์ และพลังทางวัฒนธรรมผ่านงานออกแบบร่วมสมัย พร้อมสร้างประสบการณ์แฟชั่นที่ก้าวไกลไปกว่ารูปแบบของแฟชั่นโชว์ที่คุ้นเคย และในปีนี้ สยามพารากอนยังคงมุ่งใช้ BIFW2026 เป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของวงการแฟชั่นไทยสู่สายตาระดับโลก ตอกย้ำบทบาทของสยามพารากอนในฐานะ World Class Fashion Destination ที่พร้อมยกระดับกรุงเทพมหานครสู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านแฟชั่นที่สำคัญของเอเชีย และร่วมขับเคลื่อนวงการแฟชั่นไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง”

    ทางด้าน เอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวเสริมว่า “สำหรับสยามเซ็นเตอร์ยังสานต่อความร่วมมือกับ เอปสัน ประเทศไทย เป็นปีที่ 3 เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และกระบวนการผลิต อีกทั้งยังคงเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ สามารถเติบโตเป็นพลังสำคัญของวงการแฟชั่นไทยในวันข้างหน้า ‘Visionary Stage’ จึงเป็นมากกว่าเวทีแฟชั่น แต่คือพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดให้ Young Designers จากทั่วประเทศได้ทดลอง ถ่ายทอดตัวตน และนำอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคมาตีความใหม่ผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งภายใต้แนวคิด ‘NEXT TH-PHENOMENON’ เราอยากเห็นคลื่นลูกใหม่ของวงการแฟชั่นไทยได้มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ และก้าวต่อไปสู่ระดับโลกอย่างมั่นใจ

    ทางด้านสยามดิสคัฟเวอรี่มองว่าแฟชั่นเป็นประสบการณ์ของการค้นพบ ไม่ใช่เพียงการติดตามเทรนด์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ทดลอง ค้นหาแรงบันดาลใจ และนิยามสไตล์ของตัวเอง สำหรับ SIAM DISCOVERY FASHION REVOLUTIONARY 2026 เราจึงนำเสนอแฟชั่นจากหลากหลายมุมมอง ทั้งแบรนด์ระดับโลก คอลเลกชันใหม่ และแบรนด์จากเอเชียที่น่าจับตามอง เพื่อให้สยามดิสคัฟเวอรี่เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ทุกคนสามารถเข้ามาค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และสนุกกับแฟชั่นในแบบของตัวเอง”

    “Bangkok International Fashion Week 2026” (BIFW2026) มาพร้อมไฮไลต์ที่จะประกาศศักยภาพของแฟชั่นไทยในฐานะขุมพลังสร้างสรรค์ระดับโลก ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ สยามพารากอน ในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลก เตรียมเนรมิตแกรนด์รันเวย์สุดไอคอนิก ถ่ายทอดศักยภาพและความเป็นเลิศของแฟชั่นไทยผ่าน 10 โชว์อันทรงพลัง จาก 10 ดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยระดับแถวหน้า

    ได้แก่ 27 FRIDAY, 37°c Thirty-seven degrees Celsius, CHATO, FLYNOW, ISSUE, MERGE, NAGARA, PAINKILLER Atelier, POEM และ VVON SUGUNNASIL ที่จะมาร่วมตีความแฟชั่นผ่านมุมมองอันโดดเด่นและหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “TH-nomenal Extraordinary” Lead the Culture, Wear the Future. (“ที-โนมีนอล เอ็กซ์ตรอดิแนรี่” ลีด เดอะ คัลเจอร์, แวร์ เดอะ ฟิวเจอร์.)

    ถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์ของแฟชั่นไทยผ่านคอลเลกชันที่สะท้อนวิสัยทัศน์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และมุมมองแห่งอนาคต พร้อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของดีไซเนอร์ไทยในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับแวดวงแฟชั่นระดับนานาชาติได้ 10 โชว์บนแกรนด์รันเวย์ จึงไม่เพียงนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดของแต่ละแบรนด์ แต่เป็นพื้นที่ที่เหล่าดีไซเนอร์จะได้ถ่ายทอดตัวตนและวิสัยทัศน์ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย สร้างประสบการณ์ที่ก้าวข้ามจากรูปแบบแฟชั่นโชว์แบบเดิม และสะท้อนพลังของแฟชั่น ในขณะเดียวกันยังตอกย้ำบทบาทของสยามพารากอนในฐานะ Global Landmark ที่พร้อมยกระดับกรุงเทพมหานครสู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางแฟชั่นที่สำคัญของเอเชีย

    ขณะที่ สยามเซ็นเตอร์ ‘The Ideaopolis’ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ด้วย “Bangkok International Fashion Week 2026 – Visionary Stage at Siam Center” เวทีที่เปิดโอกาสให้ Young Designers ได้แสดงศักยภาพผ่านผลงานแฟชั่นดีไซน์ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ และเรื่องราวจากหลากหลายภูมิภาคของประเทศไทย

    ภายใต้คอนเซ็ปต์ “NEXT TH-PHENOMENON” (เน็ก ที-ฟีโนมีน่อน) ปรากฏการณ์คลื่นลูกใหม่ พลังไทยสร้างสรรค์สู่ผลงานแฟชั่นดีไซน์ระดับโลก โดยปีนี้รวมพลังจาก 13 มหาวิทยาลัยและสถาบันทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมด้วย 3 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย ได้แก่ Keira Selbe, Sleeping Cloud และ เต่าทองดำ x Mohhomphrae / Heritage / Kanhom มาร่วมกันตีความแฟชั่นไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของแต่ละภูมิภาคเข้ากับงานออกแบบร่วมสมัย

    อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจจาก สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม The Biggest Arena of Lifestyle Experiments คือการนำเสนอแฟชั่นผ่านมุมมองของการค้นพบและการทดลองไลฟ์สไตล์กับ “SIAM DISCOVERY FASHION REVOLUTIONARY 2026” ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ สยามดิสคัฟเวอรี่ ให้เป็นรันเวย์แห่งการค้นพบ ถ่ายทอดคอลเลกชันเด่นประจำซีซั่น ซิลูเอตอันทรงพลัง และเทรนด์ที่กำลังกำหนดทิศทางของแฟชั่นร่วมสมัย ผ่านการสไตลิ่งที่โดดเด่นและแตกต่าง

    ไฮไลต์สำคัญคือการ นำเสนอ Discovery Selection เป็นพื้นที่ที่คัดสรรแบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์จากทั่วโลก ที่มีเอกลักษณ์ และมีความเป็น Trendsetter ให้มาค้นพบอะไรใหม่ๆ อย่างคอลเลกชันล่าสุดจาก DAMSON MADDER. ที่ตีความ British countryside ในมุมมองใหม่ และ ADERERROR ที่นำเสนอแนวคิด TIME AFTER TIME ที่ได้แรงบันดาลใจสำคัญมาจาก เครื่องปั้นดินเผาและเซรามิก ผ่านซิลูเอตและการจับคู่ไอเทมที่สร้างสัดส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ และอีกมากมายอย่าง OPEN YY , AJOBYAJO , ANDERSSON BELL เป็นต้น พร้อมตอกย้ำบทบาทของสยามดิสคัฟเวอรี่ในการพาแฟชั่นนิสต้าไทยไปค้นพบแบรนด์ใหม่ ๆ ด้วยการคัดสรรแบรนด์แฟชั่นจากเวียดนามมาสู่กรุงเทพฯ โดย House Of Aren เข้ามาเสริมความหลากหลายทางแฟชั่นมากขึ้น รวมแบรนด์เวียดนามที่ถ่ายทอดตัวตนผ่านแฟชั่น ความมั่นใจ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมก้าวนำพลังของผู้หญิงให้เปล่งประกายอย่างไร้ขีดจำกัด อาทิ BONJOUR และ FIG&TONKA ที่นำเสนอแนวคิดและมุมมองด้านแฟชั่นในรูปแบบเฉพาะตัว

    เตรียมพบกับปรากฏการณ์แฟชั่นแห่งปี “Bangkok International Fashion Week 2026” ที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ Visionary Stage at Siam Center ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2569, SIAM DISCOVERY FASHIONREVOLUTIONARY 2026 วันที่ 6 ตุลาคม 2569 และปิดท้ายด้วยแกรนด์รันเวย์สุดยิ่งใหญ่ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026 ระหว่างวันที่ 8-11 ตุลาคม 2569 ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.siamparagon.co.th หรือเฟซบุ๊ก Siam Paragon

    #BIFW2026 #SiamParagonBIFW2026 #SiamCenterBIFW2026 #SiamDiscoveryBIFW2026SiamParagon #SiamCenter #SiamDiscovery

  • Fashion & Design - Hospitality

    อนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป × เกรฮาวด์ ออริจินัลเปิดมิติใหม่ Fashion Meets Hospitality ผ่านยูนิฟอร์ม “ชามา” เปลี่ยนแฟชั่นให้เป็นอีกหนึ่งภาษาของการบริการ

    กรุงเทพฯ — ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของแต่ละแบรนด์ภายในพอร์ตโฟลิโอ ผ่านองค์ประกอบในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่และการบริการ ไปจนถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ช่วยสร้างความรู้สึกและความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้าผู้เข้าพักอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโดดเด่นและเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของแต่ละแบรนด์ พร้อมตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเข้าพักที่สะท้อนตัวตนและรูปแบบการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น

    ล่าสุด ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของแบรนด์ ผ่านการเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ของ “ชามา” (Shama) แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในเครือที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยร่วมมือกับ “เกรฮาวด์ ออริจินัล” (Greyhound Original) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของชามาให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านดีไซน์ที่สะท้อนความทันสมัย ความคล่องตัว และมาตรฐานการบริการที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยยูนิฟอร์มถือเป็นอีกหนึ่งจุดสัมผัสสำคัญที่ผู้เข้าพักจะได้เห็นและสัมผัสตั้งแต่แรกเยือน

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสะท้อนแนวคิดของชามา ผ่านการสร้างบรรยากาศของการอยู่อาศัยที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างสะดวกสบายและเป็นธรรมชาติ โดยมองยูนิฟอร์มเป็นมากกว่าองค์ประกอบด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่แรกสัมผัส ที่ช่วยบอกเล่าความเป็นชามาผ่านดีไซน์และการแต่งกายของทีมงาน ควบคู่ไปกับการสื่อถึงความอบอุ่น เป็นกันเอง และความเป็นมืออาชีพในการให้บริการ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ทุกปฏิสัมพันธ์ระหว่างทีมงานและผู้เข้าพักเต็มไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่ช่วงแรกของการเข้าพักไปจนถึงการดูแลในแต่ละวัน พร้อมสะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและมาตรฐานการบริการในแบบฉบับของชามา

    เกรฮาวด์ ออริจินัลเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มีบทบาทสำคัญในวงการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มาอย่างยาวนาน ด้วยประสบการณ์กว่า 46 ปี และคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นทั้งในด้านความเรียบเท่ ความร่วมสมัย และลูกเล่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบรนด์เกรฮาวด์ ออริจินัลจึงไม่ได้สะท้อนเพียงมิติของแฟชั่น หากแต่ยังสะท้อน “วิถีและสไตล์การใช้ชีวิต” ของคนเมืองที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัว ความมั่นใจ และการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

    คุณยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “สำหรับชามา การเป็นมากกว่าที่พักหมายถึงการที่แบรนด์ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้เข้าพัก ดังนั้นรายละเอียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าพักจึงมีส่วนสำคัญต่อความรู้สึกที่ผู้เข้าพักมีต่อแบรนด์ และยูนิฟอร์มของทีมงานก็เป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ผู้เข้าพักได้เห็นและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้การร่วมงานกับเกรฮาวด์ ออริจินัลจึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำมุมมองด้านแฟชั่นและการออกแบบมาช่วยถ่ายทอดบุคลิกของชามา (Shama) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยึดแนวคิด Joy of Living เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ โดยยูนิฟอร์มใหม่นี้จะสะท้อนถึงความอบอุ่น ความร่วมสมัย ความคล่องตัว และความเข้าถึงง่าย ตามคาเรคเตอร์ของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็ต้องสวมใส่สบายและเหมาะกับการทำงานจริง เพื่อส่งต่อความรู้สึกคุ้นเคย สบายใจ และเป็นธรรมชาติในแบบของชามา ตั้งแต่แรกพบและตลอดการเข้าพัก

    คุณเอกบุตร อุดมผล ครีเอทีฟไดเรกเตอร์จากเกรฮาวด์ ออริจินัล เผยถึงแนวคิดในการออกแบบว่า “ความท้าทายของโปรเจกต์นี้ คือการหลอมรวมอัตลักษณ์ของสองแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันให้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างความร่วมสมัยและความเรียบเท่ในแบบเกรฮาวด์ ออริจินัล ภายใต้ปรัชญา Basic with a Twist กับแนวคิด Joy of Living ของชามา ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกสบาย เป็นตัวของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ และการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพ เราจึงเลือกแนวทางการออกแบบที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียด เพื่อให้ยูนิฟอร์มทำหน้าที่ได้มากกว่าเครื่องแต่งกาย แต่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนตัวตนของ แบรนด์ได้อย่างชัดเจน”

    “จากโจทย์ที่ได้รับ การออกแบบจึงเริ่มจากการมองว่ายูนิฟอร์มของชามาควรให้ความรู้สึกเป็นมิตร สบายตา และสวมใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงเลือกใช้โทนสีเอิร์ธโทน (Earth Tone) ผสานกับเส้นสายแบบมินิมอลร่วมสมัย (Modern Minimal) เพื่อให้ภาพรวมดูคล่องตัวและเป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันได้เติมรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยสะท้อนตัวตนของชามาและความเป็นแบรนด์เอเชีย เช่น คอปกที่สามารถปรับรูปแบบการสวมใส่ได้ การซ่อนโลโก้ ชามาไว้อย่างแนบเนียน รวมถึงการแทรกกลิ่นอายแบบเอเชียน (Asian Influence) เข้าไปในดีไซน์ ทุกองค์ประกอบจึงถูกคิดให้ใช้งานได้จริงควบคู่ไปกับความสวยงาม เพื่อให้พนักงานเคลื่อนไหวและทำงานได้อย่างคล่องตัวตลอดวัน โดยที่ยูนิฟอร์มยังคงความเป็นชามาไว้อย่างชัดเจน”

    ชามา (Shama) เป็นแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่มีรากฐานมาจากแนวคิดของ “บ้านในเมือง” ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสาธารณรัฐประชาชนจีนและฮ่องกง ก่อนเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และได้รับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ชามาเปิดให้บริการรวมกว่า 20 แห่งในประเทศไทย จีน ฮ่องกง และมาเลเซีย พร้อมพัฒนาแบรนด์ย่อย ได้แก่ ชามา (Shama), ชามา ฮับ (Shama Hub) และชามา ลักซ์ (Shama Luxe) เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ภายใต้หัวใจเดียวกัน คือการสร้างความรู้สึกสบายใจ ให้ผู้เข้าพักสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติเสมือนอยู่บ้าน

    สำหรับผู้เข้าพัก ชามาไม่ได้มอบเพียงห้องพักที่สะดวกสบาย แต่เป็นพื้นที่ที่รองรับการใช้ชีวิตจริง ทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำงาน ห้องครัว พื้นที่จัดเก็บ และบริการที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ชาวต่างชาติที่ย้ายมาอาศัยและทำงานในต่างเมือง ครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ใช้ชีวิตที่แบ่งสัดส่วนได้อย่างชัดเจน รองรับทั้งช่วงเวลาส่วนตัวและการใช้เวลาร่วมกัน หรือผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สองที่ให้ทั้งความเป็นส่วนตัว ความสะดวกสบาย และมาตรฐานการบริการแบบ Hospitality ชามาจึงเป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในทุกวันเป็นเรื่องง่ายและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ประสบการณ์ในแบบชามายังไม่ได้หยุดอยู่เพียงภายในพื้นที่พักอาศัย แต่ขยายต่อไปสู่การเชื่อมโยงกับย่านและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสวิถีชีวิตของพื้นที่นั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านการสร้างบรรยากาศแห่งการอยู่อาศัยที่เอื้อต่อการพบปะ การใช้ชีวิตร่วมกัน และการออกไปค้นพบเสน่ห์ของพื้นที่ใกล้เคียงในแบบของตนเอง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของชามาในฐานะแบรนด์ที่มองการอยู่อาศัยมากกว่าการให้บริการที่พัก แต่คือการสร้างประสบการณ์ของการใช้ชีวิตที่ออกแบบขึ้นจากความเข้าใจผู้คนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่พื้นที่ที่รองรับกิจวัตรประจำวัน การบริการที่ใส่ใจ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับย่านและชุมชนโดยรอบ

    ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ยูนิฟอร์มจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ แต่เป็นอีกหนึ่งภาษาของการบริการที่ถ่ายทอดตัวตนของชามาออกมาอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความอบอุ่น ความร่วมสมัย และความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อส่งต่อความรู้สึกของการได้อยู่ในสถานที่ที่เข้าใจการใช้ชีวิต และทำให้ทุกการเข้าพักไม่ใช่เพียงการมาอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่เป็นความรู้สึกของการได้กลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ให้ความสบายใจได้ทุกครั้ง