Marketing

  • Marketing

    ยูโอบี ผนึกกำลังห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน เปิดแคมเปญใหญ่ ‘Tourist Exclusive’ดึงนักช้อปทั่วโลกเที่ยวไทยหนุนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จับมือกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล
    รีเทล เปิดตัวแคมเปญ “Tourist Exclusive for UOB Cardholders from Singapore, Malaysia, Indonesia and Vietnam” มอบสิทธิพิเศษและของขวัญแบบไทยแท้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีจาก 4 ประเทศในอาเซียน หวังกระตุ้นการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ตามนโยบายภาครัฐในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว

    ภายใต้แคมเปญนี้ นักท่องเที่ยวผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีที่ออกในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี ครบ 6,000 บาท รับบัตรกำนัล 1,000 บาท และ ช้อปครบ 4,000 บาท รับบัตรกำนัล 500 บาท พร้อมของสมนาคุณสุดพิเศษที่สะท้อนความเป็นไทย อาทิ ซิมการ์ด AIS สำหรับนักท่องเที่ยว กระเป๋าลายไทยคุณภาพเยี่ยมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ จาก Good Goods และ ข้าวเหนียวมะม่วง ที่ Lofter หรือ Living House เป็นต้น โดยสามารถ รับสิทธิ์ได้ที่ ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันทุกสาขา ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ไปถึง 31 ธันวาคม 2568

    ททท. ชี้เอกชนร่วมมือคือกุญแจสำคัญฟื้นท่องเที่ยว
    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวสนับสนุนแคมเปญนี้ว่า “การร่วมมือของภาคเอกชนอย่างธนาคารยูโอบีและห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน เป็นแรงเสริมสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ ตอบโจทย์นโยบายส่งเสริมการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง และช่วยสร้างภาพลักษณ์ประสบการณ์การท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพ”

    นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO & Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยฐานลูกค้าบุคคลกว่า 8.4 ล้านคน ในภูมิภาคอาเซียน เราหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในขณะเดียวกันก็มอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรของเราที่เดินทางมายังประเทศไทย”

    นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ตลอด 78 ปีของการดำเนินธุรกิจ ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในฐานะช้อปปิ้งเดสติเนชั่นของนักช้อปไทยและทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เราจึงตั้งใจรักษาความเชื่อมั่น พร้อมดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดเพราะลูกค้าคือหัวใจสำคัญ ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ การร่วมมือกับยูโอบี และ ททท. ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งครบวงจรแบบ one – stop shopping experience ทั้งด้านสินค้า บริการ และวัฒนธรรมที่เป็นเสน่ห์ของเมืองไทย”

    โดยผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีที่สนใจโปรโมชันดังกล่าว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    https://thetravelinsider.co/sg/en/deals/shop/central-department-store-api-thailand-en-81337

  • Lifestyle - Marketing

    RAVIPA ผนึกกำลัง Butterbear เปิดตัวคอลเลกชันสุดยิ่งใหญ่ “Butter Tarot Collection”และ “Butterfull Bear Collection” สะท้อนพลังแห่งความโชคดี และความน่ารักระดับไอคอนิก

    RAVIPA แบรนด์จิวเวลรี่ไทยชั้นนำ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นที่ไว้วางใจจากเซเลบริตี้และศิลปินระดับโลก พร้อมสาขากว่า 40 แห่งทั่วโลก เดินหน้าสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการประกาศความร่วมมือกับ “น้องหมีเนย” (Butterbear) คาแรกเตอร์ขวัญใจเหล่ามัมหมี และพ่อหมี ผ่านการเปิดตัวคอลเลคชั่น Collaboration สุดพิเศษที่ทุกคนรอคอย โดยครั้งนี้ได้รังสรรค์ผลงานถึงสองคอลเลคชั่น ได้แก่ Buttertarot Collection และ Butterful Bear Collection ถ่ายทอดความน่ารักสดใสของ Butterbear ผสานเข้ากับความหมายอันลึกซึ้งและพลังบวกที่เป็นเอกลักษณ์ของ RAVIPA เพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ชื่นชอบเครื่องประดับ ไลฟ์สไตล์ไอเท็ม และผู้ที่กำลังมองหาของขวัญสำหรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

    Buttertarot Collection ได้รับแรงบันดาลใจจากศาสตร์แห่งไพ่ทาโรต์ ถ่ายทอดความหมายลึกซึ้งผ่าน 5 สัญลักษณ์อันทรงพลัง ได้แก่ The Sun, The Empress, The Chariot, The Magician และ Ace of Pentacle ซึ่งแต่ละสัญลักษณ์สะท้อนพลังบวก ความสำเร็จ และความสมหวัง โดยเสริมด้วยอัญมณีแท้ที่เชื่อกันว่ามีพลังดึงดูดความรัก ความมั่งคั่ง และความสุข คอลเลคชั่นนี้นำเสนอทั้งในรูปแบบเครื่องประดับ อาทิ สร้อยข้อมือและสร้อยคอ ตลอดจนไลฟ์สไตล์ไอเทมที่สามารถพกพาความหมายอันงดงามและความสดใสของ Butterbear ไปในทุกวัน

    Butterfull Bear Collection อีกหนึ่งความพิเศษที่สะท้อนบุคลิกอันสดใสของ Butterbear ผ่าน 4 คาแรกเตอร์ ที่ทำให้มัมหมี พ่อหมีตกหลุมรัก โดยแต่ละตัวมี Butterbear’s Wishlist เป็นของตัวเอง ได้แก่
    ● Who’s Next – สื่อถึงความโชคดีและโอกาสใหม่
    ● Rise and Shine – ตัวแทนแห่งความมั่งคั่งและความก้าวหน้า
    ● Love Me Long Time – ถ่ายทอดความรักที่ยืนยาว
    ● Yummy Tummy – แทนความสุข ความอิ่มเอม และความสมบูรณ์

    ทั้งสองคอลเลกชันนี้ครบครันด้วยทั้งเครื่องประดับ อาทิ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ และต่างหู ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ไอเท็มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือ, กระเป๋าผ้า, เสื้อยืด, พวงกุญแจ, การ์ด, สติกเกอร์ และผ้าผูกผม ทุกชิ้นออกแบบมาเพื่อส่งต่อความหมายดี ๆ พร้อมเป็นของขวัญที่มีคุณค่าทั้งสำหรับผู้สวมใส่และผู้รับ

    การเปิดตัวคอลเลกชันร่วมกับ Butterbear ในครั้งนี้ ถือเป็น “การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่” ของ RAVIPA อันสะท้อนถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่ไร้ขอบเขตพร้อมถ่ายทอดผลงานที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ความหมาย และความงดงาม เพื่อนำเสนอประสบการณ์เหนือระดับแก่ผู้ที่ได้ครอบครอง คอลเลกชันพิเศษทั้งสองซีรีส์นี้ วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วทางเว็บไซต์ www.ravipa.com และที่สาขา RAVIPA ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

    สามารถเยี่ยมชมและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
    Website: www.ravipa.com
    IG: @ravipajelwery
    Facebook: RAVIPA
    Line: @ravipajewelry

  • Health - Marketing

    ราวด์ เฮดส์” ธุรกิจภายใต้กลุ่มพูลผล เปิดตัวโปรตีนถั่วลันเตา แบรนด์ “นูทราริช”นวัตกรรมเพื่อสุขภาพของคนยุคใหม่ ในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025

    บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายแบรนด์ “นูทราริช” บริษัทใหม่ภายใต้กลุ่มพูลผล ได้เปิดตัวนวัตกรรมสินค้าจาก “โปรตีนถั่วลันเตา” แบรนด์ “นูทราริช” ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย มุ่งตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง

    นายเขม หวั่งหลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดโปรตีนจากพืชในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมีความใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น และมีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากพืชเพิ่มขึ้น ซึ่งโปรตีนถั่วลันเตาเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่แพ้นม ผู้ที่ทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่ต้องการลดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งตอกย้ำวิสัยทัศน์ของกลุ่มพูลผล ที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการ เพื่อความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกมิติสังคม ผู้บริโภคและเศรษฐกิจไทย ด้วยจุดแข็งใน “ธุรกิจเกษตร” ที่เป็นกลุ่มธุรกิจเรือธงของกลุ่มพูลผล ซึ่งมีกระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่ช่วยเหลือเกษตรกรและอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรไทย ปัจจุบันอาณาจักรกลุ่มพูลผลมีธุรกิจที่หลากหลาย

    “ผลิตภัณฑ์โปรตีนถั่วลันเตา เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงจากพืช และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ เรามุ่งพัฒนาสูตรที่รสชาติดี ละลายน้ำได้ง่าย และมีส่วนผสมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด” นายเขม กล่าว
    ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “นูทราริช” ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. PEA80 Protein Isolate โปรตีนสกัดจากถั่วลันเตา ทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพ โดยให้โปรตีนสูงถึง 80% เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนในมื้ออาหาร และ 2. Hi-Plant Protein โปรตีนจากถั่วลันเตา, ข้าว, ฟักทอง มีให้เลือก 2 รสชาติ คือ มิกซ์เบอร์รี่ และช็อคโกแลต เสริมส่วนผสมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างพรีไบโอติก และโพรไบโอติก เพื่อสุขภาพลำไส้ และประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ

    จุดเด่นของสินค้า นอกจากให้โปรตีนคุณภาพสูงแล้ว ยังมีรสชาติดีและคุณประโยชน์ครบถ้วน ที่ช่วยเติมเต็มความต้องการโปรตีนของร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายและฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยโปรตีนคุณภาพพรีเมียม โดยวัตถุดิบ “โปรตีนสกัดจากถั่วลันเตา“ (Pea Protein Isolate) ที่ใช้มาจาก บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ภายใต้กลุ่มพูลผล ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวุ้นเส้นถั่วเขียว แป้งถั่วเขียว แป้งมันสำปะหลัง คุณภาพระดับพรีเมียม
    นายเขม กล่าวว่า กลุ่มพูลผลมองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์พื้นฐานอย่างโปรตีนถั่วลันเตา ตอบรับกระแสรักสุขภาพที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง โดยพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบันไม่เพียงต้องการโปรตีนคุณภาพสูงเท่านั้น แต่ยังต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติดี และมีคุณประโยชน์ครบถ้วน ซึ่งนูทราริช สามารถตอบสนองความต้องการตรงนี้ได้เป็นอย่างดี
    นอกจากนี้ การเปิดตัวนวัตกรรมดังกล่าว ยังสอดรับกับทิศทางองค์กรที่เน้นส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการบริหารองค์กรเพื่อมุ่งสู่ระดับสากล ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้กลุ่มพูลผลเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต เดินหน้าเติบโตเคียงคู่เศรษฐกิจไทย และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
    สามารถพบกับผลิตภัณฑ์โปรตีนถั่วลันเตา แบรนด์ “นูทราริช” และทดลองชิมได้ที่บูธจัดแสดงสินค้าของ “กลุ่มพูลผล” ณ บูธ OO25 Hall 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2568

  • Marketing

    น้ำแร่ 6ty° Degrees (ซิกตี้ ดีกรี) เปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศใช้ THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เป็นเวทีสู่ภูมิภาครับเทรนด์ตลาด Prosumer ผู้รักสุขภาพ

    น้ำแร่ 6ty° Degrees (Sixty Degrees: ซิกตี้ ดีกรี) เปิดเกมปี 68 รุกขยายฐานสู่ตลาดต่างประเทศ หวังเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาค เติบโตเป็น Regional Brand ด้วยการรุกทำตลาด Prosumer ซึ่งเป็นผู้บริโภคฉลาดเลือก กลุ่มรักษ์สุขภาพ พร้อมเข้าร่วมเผยโฉมโปรดักท์ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เป็นปีแรก


    คุณรีน่า อุดมคุณธรรม ผู้ก่อตั้ง บริษัท แร่เบฟเวอเรจ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ 6ty Degrees (ซิกตี้ ดีกรี) ได้เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 นี้ว่า
    “บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะเติบโตในตลาดต่างประเทศ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยด้วยจุดขายสำคัญที่ 6ty Degrees เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากแหล่งน้ำแร่ร้อนที่เชียงดาว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ร้อนใต้พิภพแห่งเดียวของประเทศไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ของโลก โดยองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทั้งนี้ น้ำแร่จากแหล่งนี้ผ่านชั้นหินที่ความลึก 250 เมตรที่อุณหภูมิ 60 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิพอเหมาะในการฆ่าเชื้อโรคและยังรักษาเเร่ธาตุที่มีอยู่ไว้ได้อย่างครบถ้วน และปราศจากโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้ 6ty Degrees อุดมไปด้วยแร่ธาตุถึง 16 ชนิดที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาร์บอเนต ซิลิกา แคลเซียม โซเดียม เหล็ก สังกะสี ไอโอดีน ฟลูออไรด์ แมงกานีส ลิเทียม ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ โบรอน สตรอนเทียม นอกจากนี้ ยังมีจุดขายที่สำคัญอีกประการของแบรนด์ นั่นคือ ฝาขวดรักษ์โลกที่ดีไซน์ให้เป็นชิ้นเดียวกันกับตัวขวด เพียงแค่หมุนฝาขวดและเปิดฝาขวดค้างไว้ที่ 170 องศาก็สามารถดื่มน้ำได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าฝาขวดจะหายหรือตกหล่นและยังสะดวกต่อการแยกขยะอีกด้วย”


    ทั้งนี้ ในการทำตลาดต่างประเทศ คุณรีน่า เปิดเผยว่า เนื่องจากเทรนด์ของตลาดน้ำแร่บรรจุขวดที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัดในหลายภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย อาทิ ไลฟ์สไตล์คนเมือง (Urbanization) ที่ขยายตัวไปทั่วประเทศและในระดับโลก ความต้องการบริโภคน้ำดื่มที่มีความปลอดภัย มีคุณสมบัติพิเศษ และมีคุณค่ามากกว่าน้ำดื่มธรรมดาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดน้ำแร่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับการทำตลาดดังกล่าว บริษัทฯ เลือกเน้นเจาะกลุ่มรักสุขภาพ กลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ระดับกลาง-บน และกลุ่ม Prosumer หรือผู้บริโภคที่ฉลาดเลือก”


    ที่สำคัญ ในปีนี้ บริษัทฯ ได้เลือกเปิดตัวผ่านงานเทรดแฟร์ที่สำคัญทางด้านอาหารและเครื่องดื่มของภูมิภาคอย่าง THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เป็นปีแรก เนื่องจากเป็นงานที่มีพันธมิตรธุรกิจ (trader) ประมาณ 8.6 หมื่นคนในปี 2567 จาก 131 ประเทศ (อ้างอิงจาก asiafoodbeverages.com) และทำให้เกิดมูลค่าการค้ามูลค่า 9.63 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงจาก foodengineeringmag.com) ฉะนั้น การร่วมงาน THAIFEX ครั้งนี้จึงทำให้เรามั่นใจว่า จะช่วยทำให้เราสามารถเข้าถึงผู้นำเข้าในตลาดเป้าหมายได้ ไม่ว่าจะ เป็นธุรกิจค้าปลีกระดับพรีเมียม หรือแม้แต่โรงแรมและร้านอาหารไทยในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะสามารถตอกย้ำถึงแหล่งกำเนิดของน้ำแร่ 6ty Degrees ที่มาจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติจากประเทศไทยได้ คุณรีน่ากล่าว
    สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้น บริษัทฯได้รุกเปิดตัวแคมเปญใหม่ 6ty Manifesto เพื่อสร้าง awareness กับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ให้เห็นความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดน้ำแร่ ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ไม่ใช่อะไรก็ได้แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกได้อย่างแตกต่างและฉลาดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองตลอดเวลา ด้วย 3 กลยุทธ์ นั่นคือ

    • การสื่อสารทางการตลาดครบวงจร (Integrated Marketing Communication: IMC) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์กับผู้บริโภคในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วผ่านแคมเปญโฆษณาที่ผสมผสานกันระหว่าง functional และ emotional engagement อย่างแตกต่างและมีสไตล์ภายใต้แนวคิด “ชีวิตที่ดี เริ่มต้นที่ 60 องศา”
    • ประสบการณ์กับแบรนด์ (Brand Experiencial Activation) ด้วยการสร้างประสบการณ์ของแบรนด์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ผ่านแนวคิด More Than Water Activation ที่เน้นความสนุกแปลกใหม่ เข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านแนวคิด “ยกระดับรสชาติ เพิ่มคุณค่าให้มื้ออร่อย”
    • ผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development) ภายใต้คอนเซ็ปท์ Active Healthy Lifestyle เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ นอกเหนือไปจากปัจจุบันนำร่องโดยการบุกเข้าตลาดขวดแก้ว (Non-returnable glass bottle) และแร่รสชาติผลไม้ผสมวิตามินสำหรับเด็ก

    คุณรีน่า เปิดเผยต่อไปถึงทิศทางการทำตลาดว่า เรายังคงเน้นรุกทำตลาดทั้งในประเทศและมุ่งขยายฐานสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดี และเห็นความสำคัญของการรักสุขภาพ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น พร้อมตั้งเป้าที่จะเติบโตในอัตราตัวเลขสองหลัก (Double Digits) ในปีนี้ แม้ว่าจะต้องยอมรับว่า ภาวะการณ์แข่งขันในตลาดนี้เข้มข้น ดังจะเห็นได้จากปี 2567 ที่ผู้เล่นทุกค่ายในตลาดต่างก็อัดงบการตลาดเพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการบริโภคน้ำแร่ ที่สำคัญ ผู้เล่นแต่ละรายก็พยายามที่จะรักษาหน้าตักของตนเองให้ได้จึงทำให้มีการใช้งบการตลาดเพื่อสร้าง awareness สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อย่างน้อยก็เพื่อปกป้อง Share of Voice ของแบรนด์”